LOGINเลิกยัดเยียดพี่ให้คนอื่นสักที ถึงคู่หมั้นพี่จะเป็นเพื่อนของฟ้าพี่ก็ไม่ได้แคร์ เพราะคนที่พี่แคร์มีแค่ฟ้าคนเดียว
View Moreรถเมล์สายเก่าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กลิ่นไอแดดยามบ่ายผสมกับกลิ่นเบาะผ้าเก่าอับจางๆ ปลายฟ้านั่งริมหน้าต่าง มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่น ดวงตากลมใสทอดมองวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไป วันนี้เธอไม่มีเรียนช่วงบ่าย หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาหลายวันติดร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่ใจกลับอยากมาที่นี่มากกว่าที่ไหนๆ
“มูลนิธิบ้านแสงตะวัน” สถานที่ที่เคยเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งโลกใบเล็กๆ ของเธอ รถเมล์เลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่มีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง กิ่งก้านทอดเงาพาดผ่านกระจกเป็นลายคลื่น ปลายฟ้าหลับตาลงชั่วครู่ คนตัวเล็กสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นที่คุ้นเคยของความทรงจำค่อยๆ ซึมซับเข้ามา
เธอไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนัก ตั้งแต่สอบชิงทุนเข้าเรียนคณธวิศวกรรมศาสตร์ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยดังใจกลางเมืองได้ ชีวิตของเธอก็หมุนเร็วขึ้น ทุกอย่างใหม่หมด ทั้งเพื่อน ทั้งสังคม ทั้งสายตาคนที่มองเธอแต่ไม่ว่าที่ไหนจะวุ่นวายแค่ไหน ที่นี่ก็ยังเป็นที่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเอง
ทันทีที่รถจอดสนิท ปลายฟ้าก้าวลงจากรถเมล์ เงยหน้ามองป้ายไม้สีซีดที่เขียนชื่อมูลนิธิด้วยตัวอักษรสีขาวลอกล่อนเล็กน้อย รั้วเหล็กสีฟ้าถูกทาสีใหม่บางส่วน แต่ก็ยังเห็นร่องรอยความเก่าชัดเจน สนามหญ้าด้านในเขียวบ้าง แห้งบ้างตามสภาพ เธอมองสำรวจแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
“ฟ้ามาแล้วค่ะ!” เสียงใสเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาในลานกลางบ้าน เด็กเล็กสองสามคนหันมามอง ก่อนจะร้องทักด้วยความดีใจ
“พี่ฟ้า!” เจ้าของเสียงเล็กเสียงน้อยวิ่งเข้ามากอดเอวเธอ ปลายฟ้าหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหัวเด็กๆ ทีละคนด้วยความคิดถึง เด็กเหล่านี้ทุกคนล้วนก็เหมือนกันกับเธอ
“โตขึ้นกันหมดเลยนะเรา”
“พี่ฟ้าผอมลงหรือเปล่า?” เด็กหญิงคนหนึ่งถามตาโต
“ไม่หรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อยเอง” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนเสียงประตูไม้ด้านในจะเปิดออก แล้วหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายเรียบร้อยก้าวออกมา สีหน้าทั้งอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเหนื่อยล้า
“ฟ้า...”
“แม่ครู!” ปลายฟ้าก้าวเข้าไปกอดหญิงคนนั้นแน่น แม่ครู “บุษบา” เป็นคนที่ดูแลเด็กๆ ในมูลนิธิบ้านแสงตะวันมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ สำหรับปลายฟ้าแล้ว ครูบุษบาไม่ต่างจากแม่คนหนึ่งของเธอ
“ผอมลงจริง ๆ ด้วยนะลูก เรียนหนักเหรอ”
“นิดหน่อยค่ะ ปีหนึ่งมันต้องปรับตัวหลายอย่าง” แม่ครูพยักหน้าพลางจูงมือเธอเข้าไปนั่งในห้องรับแขกเล็กๆ พัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ ส่งเสียงครืดคราดบ่งบอกถึงการใช้งานมานาน
“ที่มหาลัยเป็นยังไงบ้างลูก?”
“ก็ดีค่ะ ฟ้าเจอเพื่อนๆ ดี อาจารย์ก็ดุหน่อย แต่ฟ้าไหวค่ะแม่ครู”
“ที่นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” แม่ครูยิ้มบางๆ ก่อนสีหน้าจะค่อยๆ หม่นลงจนปลายฟ้าชะงักไป
“เกิดอะไรขึ้นคะแม่ครู?” คนตัวเล็กมองคนตรงงหน้าที่ถอนหายใจยาวเหยียดทันทีหลังจากที่เธอตั้งคำถาม
“ทุนสนับสนุนจากผู้บริจาคหลักกำลังจะหมด เขาบอกว่าปีหน้าคงไปต่อไม่ได้แล้ว ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนก็ลำบาก” คำพูดนั้นทำให้หัวใจปลายฟ้าหนักอึ้ง เธอมองไปรอบๆ มูลนิธิที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ถ้าที่นี่ต้องถูกปิดแล้วเด็กคนอื่นๆ จะไปอยู่ที่ไหน
“แล้ว...ถ้าไม่มีทุน เราจะทำยังไงคะ?”
“คงต้องหาทางอื่น หรือไม่ก็...อาจต้องปิดมูลนิธิ” คำว่า “ปิด” ยิ่งตอกย้ำให้ลมหายใจของเธอสะดุด ภาพความทรงจำวัยเด็กค่อยๆ ผุดขึ้นมาเหมือนภาพยนตร์เก่า ๆ สนามหญ้าที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และมีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งนำหน้าเธอเสมอ แต่ยังคอยหันกลับมายิ้มกว้างให้
“ฟ้า วิ่งเร็ว ๆ สิ เดี๋ยวโดนจับได้!” เสียงนั้นยังชัดเจนในใจ เด็กชายคนนั้นชื่อ “ทิม” คนที่ชอบเอาขนมของตัวเองมาแบ่งให้เธอเสมอ ทั้งที่ตัวเองก็มีไม่มาก คนที่ชอบเรียกเธอว่า “ตัวเล็ก” เวลาที่เธองอนหรือแพ้เกม แล้ววันหนึ่งเขาก็หายไปเรื่องราวของชีวิตเธอ
ตอนนั้นเขาอายุสิบสามปี มีคนรวยมารับไปเลี้ยง ทุกคนดีใจกันใหญ่ เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ก่อนจะไปเขาเคยสัญญากับเธอเอาไว้ และมันเป็นสัญญาที่เธอยังจำได้ดีจนถึงวันนี้ “เดี๋ยวพี่จะกลับมาหาฟ้านะ”
เธอเชื่อเขาสุดหัวใจ เธอรอเขา รอมาหลายปี แต่เขาไม่เคยกลับมาอย่างที่เขาเคยสัญญาเอาไว้อย่างหนักแน่น ปลายฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อย เธอพยายามกลบความเศร้าหมองนั้นเอาไว้
“แม่ครู...ช่วงนี้มีคนติดต่อมาบริจาคบ้างไหมคะ”
“มีบ้างประปราย แต่ไม่พอหรอกลูก ค่ากินค่าเรียนเด็กมันเยอะขึ้นทุกปี” เธอกัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดแผ่วเบาแล่นผ่านหัวใจ ถ้าเธอเก่งกว่านี้ รวยกว่านี้ ก็คงช่วยอะไรได้มากกว่านี้ แม่ครูมองเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยถามคำถามหนึ่งที่ทำให้ปลายฟ้าชะงัก
“ฟ้า...เจอทิมบ้างไหมลูก?” ชื่อนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุดอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ เธอยอมรับวาการไปเรียนครั้งนี้ตัวเธอเองก็คาดหวังว่าอาจได้เจอเขา แต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ในเมืองกว้างขวางจนแทบมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร นั่นทำให้เธอล้มเลิกความคิดในทันที
“ไม่ค่ะ” เสียงตอบของเธอแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว
“แม่ครูนึกว่าเขาจะติดต่อกลับมาบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะมาช่วยที่นี่บ้าง เห็นว่าบ้านที่รับเขาไป ร่ำรวยมาก” ปลายฟ้าเงียบไป แต่ในใจลึกๆ มีบางอย่างแทรกซึมเข้ามา ทั้งรู้สึกดีใจที่ได้ยินว่าเขาคงมีชีวิตดีขึ้น ทั้งเจ็บปวดที่เขาไม่เคยหันกลับมาในทีที่เคยจากไปอีกเลยั้งแต่วันนั้น
“บางที...เขาอาจมีเหตุผลของเขาค่ะ หนูเชื่อว่า...ถ้าเขารู้ว่าที่นี่เดือดร้อน เขาคงจะรีบมาแล้วค่ะ” เธอพยายามยิ้ม แม้หัวใจจะหน่วงจนปวดหนึบไปหมดคำพูดนั้นเหมือนจะปลอบแม่ครู แต่ลึกๆ แล้วเธอกำลังปลอบตัวเองมากกว่าระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน เสียงของรองเท้าหนังเหยียบพื้นซีเมนต์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ขอโทษครับ ผมมาหาแม่ครูบุษบา” เสียงทุ้มเรียบนิ่งดังขึ้นจนปลายฟ้าหันขวับ ร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวและใส่เสื้อช็อปที่เธอคุ้นตาดี เขาสวมกางเกงสแล็คสีเข้ม ใบหน้าคมคายที่เธอคุ้นตาอย่างประหลาด หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผลเมื่อมองเขาในตอนนี้
ทิวเขา รุ่นพี่ปีสามคณะเดียวกัน คนที่เธอเพิ่งเจอไม่กี่วันก่อน ตอนที่รามิลขับรถเฉี่ยวข้าวหอมล้มที่มหาวิทยาลัย คนที่เมื่อวานเธอเห็นยืนอยู่ลานรับน้อง ก่อนที่ข้าวหอมจะเป็นลม เขามายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
“ผมชื่อทิวเขาครับ...แต่เมื่อก่อนทุกคนที่นี่เรียกผมว่า ทิม” คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางอกปลายฟ้า เธอส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ไม่จริง...” เสียงเธอสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ ทิวเขามองเธอ ดวงตาคมคู่นั้นนิ่งลึกอย่างที่เธอคุ้นเคย ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
“ปลายฟ้า?” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ ก่อนที่ปลายฟ้าจะถอยหลังหนึ่งก้าว ภาพเด็กชายผอมบางในอดีตซ้อนทับกับชายหนุ่มสูงสง่าตรงหน้า มันต่างกันเกินไป
“ไม่...พี่ทิมไม่ได้เป็นแบบนี้” คำพูดหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด ทิวเขาขยับเข้าไปใกล้แม่ครูเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ผมคือทิมจริงๆ ครับ แม่ครูจำวันที่ผมโดนทำโทษเพราะปีนรั้วไปซื้อขนมให้ฟ้าได้ไหม” แม่ครูเบิกตากว้างทันทีเมื่อได้ยินและนึกถึงเหตุการณ์นั้น
“จำได้สิลูก...ตอนนั้นครูโกรธมาก”
“แล้ววันที่ฟ้าหกล้มตรงสนามหญ้า เพราะสะดุดรองเท้าตัวเอง ร้องไห้จนตาบวม ใครเป็นคนแบกฟ้าไปห้องพยาบาล” เขาหันมามองปลายฟ้าอย่างคาดหวังกับการโต้ตอบของเธอ หัวใจปลายฟ้าสั่นไหว ความทรงจำเหล่านั้น ไม่มีใครรู้ นอกจากเธอกับเขา แต่เธอยังคงส่ายหน้าแล้วน้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ทำไม...ทำไมพี่ไม่กลับมา? ทำไมพึ่งมาเอาตอนนี้” เสียงเธอสั่นเครือ คำถามที่เก็บไว้นานหลายปี หลุดออกมาในที่สุด ทิวเขานิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม เขาไม่รู้ว่าควรตอบกลับเธอยังไง
“พี่กลับมาแล้ว” คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่น ปลายฟ้ารู้สึกเหมือนโลกหมุนช้า เธอไม่รู้จะเชื่อดีไหม ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือโกรธ ความรู้สึกทั้งหมดปะปนกันจนหายใจไม่ทั่วท้อง
“หนูขอตัวก่อนนะคะแม่ครู” พอพูดจบ เธอก็หมุนตัววิ่งออกไปทันที
“ฟ้า!” เสียงทิวเขาเรียกตาม ปลายฟ้าวิ่งผ่านสนามหญ้าด้วยลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก เธอไม่พร้อม….ไม่พร้อมจะรับรู้ว่าเด็กชายในความทรงจำ โตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเธอในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับคำตอบว่าทำไมเขาไม่เคยกลับมาเลยตลอดหลายปี
“ฟ้า หยุดก่อน”
“ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้าทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม ขาเรียวยังคงวิ่งออกไปทางประตูรั้ว แล้วใช้มือกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
“ฟ้า” เสียงนั้นยังตามมาไม่หยุด แต่เธอไม่หันกลับไปจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น ชัดเจน หนักแน่น และคุ้นเคยอย่างที่สุด
“ตัวเล็ก!”
คนตัวเล็กชะงักทันที คำเรียกนั้น คำที่ไม่มีใครในโลกนี้เคยเรียกเธอ นอกจากคนคนเดียว ปลายฟ้าค่อยๆ หันกลับไป ทิวเขายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว หายใจแรงเล็กน้อย แต่สายตายังมั่นคง
“พี่บอกแล้วไง ว่าจะกลับมา” เสียงเขาอ่อนลงกว่าที่เคย หัวใจปลายฟ้าสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพเด็กชายที่เคยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เรียกเธอด้วยคำนี้ ซ้อนทับกับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างชัดเจน จนน้ำตาของเธอไหลลงมาเงียบ ๆ
“พี่ทิม...” เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าถ้าพูดดังไปทุกอย่างจะสลายหายเหมือนความฝัน ทิวเขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวเพื่อให้ใกล้กับเธอมากขึ้น
“ครับ พี่เอง” ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านสนามหญ้า เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ระหว่างเขาและเธอ ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ปลายฟ้ายืนอยู่ตรงนั้นและน้ำตาไหลไม่หยุด เธอไม่รู้ว่ามันคือความดีใจ หรือความเจ็บปวดที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่คำว่า “ตัวเล็ก” จากปากเขา ทำให้เธอรู้ว่าเด็กชายคนนั้น ไม่เคยหายไปไหนเลย เขายังคงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจเธอมาเสมอ
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



reviews