LOGINค่ำคืนนี้บ้านหลังใหญ่ของครอบครัวนิรินสว่างไสวด้วยแสงไฟสีอุ่น สนามหญ้าด้านหน้าถูกจัดโต๊ะรับรองแขกอย่างสวยงาม โคมไฟเล็กๆ ถูกแขวนเรียงรายตามแนวต้นไม้ ลมเย็นพัดผ่านเบาๆ พาเอากลิ่นดอกไม้หอมอ่อนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
รถหรูหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูบ้าน แขกผู้ใหญ่ในชุดสูทและเดรสหรูทยอยเดินเข้ามาพูดคุยทักทายกันอย่างเป็นกันเอง
ภายในบ้านหลังนั้น…สี่สาวกำลังยืนรวมกันอยู่บริเวณระเบียงด้านข้าง นิรินอยู่ในชุดเดรสเรียบหรู ผมยาวถูกม้วนลอนอ่อนๆ อย่างตั้งใจ ส่วนปลายฟ้าเลือกใส่เดรสสีอ่อนเรียบร้อยตามนิสัย ยี่หวาอยู่ในชุดสีดำเรียบๆ ที่ดูสุภาพ ส่วนข้าวหอม…กำลังยืนทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย
“ฉันยังไม่ชินเลย” เธอบ่นพลางดึงชายกระโปรงของตัวเองจนนิรินหัวเราะ
“สวยจะตาย”
“สวยบ้าสวยบออะไร เดินยังลำบากเลยเนี่ย”
“ข้าวหอมสวยจริงๆ นะ” ปลายฟ้ายิ้มบางๆ
“ฟ้าอย่ามาแซวข้าวนะ”
“ไม่ได้แซว ก็ข้าวสวยจริงๆ นี่” ยี่หวาพูดเรียบๆ ข้าวหอมทำท่าเหมือนจะปิดหูทันที
“พอๆ เลย พวกแกรวมหัวกันแกล้งฉัน”
“ฉันบอกแล้วว่าวันนี้ต้องจับเธอแต่งตัว” นิรินหัวเราะเสียงใส
“ฉันโดนหลอกมา!” เสียงเถียงกันทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ปลายฟ้ามองเพื่อนทั้งสามคนด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะเหลือบมองไปรอบๆ บ้านหลังใหญ่ เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับงานแบบนี้นัก แขกส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในวงสังคมเดียวกัน แต่งตัวภูมิฐาน พูดคุยกันเรื่องธุรกิจหรือครอบครัว ปลายฟ้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้าเล็กๆ ในงานใหญ่แบบนี้ แต่การมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น
“พ่อฉันบอกว่าวันนี้เพื่อนเขาจะมาเยอะ” นิรินพูดส่วนข้าวหอมย่นจมูก
“ฉันรู้สึกเหมือนมางานผู้ใหญ่”
“ก็ใช่น่ะสิ” ยี่หวาพูดเรียบๆ ตอบข้าวหอมไป
“มันคืองานผู้ใหญ่จริงๆ” ทั้งสี่คนหัวเราะกันเบาๆ เมื่อปลายฟ้าพูดจบ ทันใดนั้นเสียงผู้ชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“นิริน” ทั้งสี่คนหันไปพร้อมกัน พ่อของนิรินยืนอยู่ไม่ไกล ท่าทางภูมิฐานในชุดสูทสีเข้ม
“มาหาพ่อหน่อยลูก” นิรินยิ้มทันที
“ค่ะพ่อ”
“เดี๋ยวฉันมา” เธอหันไปหาทั้งสามคน ปลายฟ้า ยี่หวา และข้าวหอมพยักหน้า แต่ในขณะที่นิรินกำลังเดินเข้าไปหาพ่อของเธอ… กลุ่มชายหนุ่มสี่คนก็เดินเข้ามาในบริเวณเดียวกัน ปลายฟ้าชะงักทันทีเมื่อเห็นพวกเขา ทิวเขาและเพื่อนๆ เขาอยู่ที่นี่ พวกเขาอยู่ในชุดสูทเรียบร้อย ท่าทางโดดเด่นท่ามกลางแขกในงาน
“เฮ้ย…” ข้าวหอมกระพริบตาอย่างไม่มั่นใจกับสิ่งที่เห็น ยี่หวาก็ชะงักเล็กน้อยเหมือนกัน นิรินหยุดเดินกลางทาง ก่อนจะหันไปมองกลุ่มนั้น ในขณะเดียวกัน พ่อของเธอก็กำลังพูดกับชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นคือพ่อของทิวเขา
“นี่ลูกชายผม ทิวเขา” พ่อของเขาพูดเรียบๆ ทิวเขาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างสุภาพ พ่อของนิรินยิ้มกว้าง
“ดีเลย งั้นผมจะแนะนำให้รู้จักกันเลย” เขาหันไปเรียกลูกสาว
“นิริน มานี่ลูก”
นิรินเดินเข้าไปใกล้ หัวใจเธอเต้นแรงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่พ่อจะให้เธอรู้จักคือใคร พ่อของเธอวางมือบนไหล่ลูกสาวอย่างภูมิใจ
“นี่ลูกสาวผม นิริน” นิรินยกมือไหว้อย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ” พ่อของทิวเขายิ้ม
“น่ารักมาก” ทิวเขามองนิรินเงียบๆ เขาแปลกใจที่เจอเธอในงานนี้
เพราะเขาไม่รู้เลยว่านิรินเป็นลูกสาวของเพื่อนพ่อ และเขาก็ไม่รู้ว่า…เรื่องจริงกำลังจะถูกพูดออกมา พ่อของนิรินหันไปมองทั้งสองคน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง
“จริงๆ แล้ว…พ่อกับพ่อของทิวเขาคุยกันไว้แล้ว นิรินกับทิวเขาจะต้องเป็นคู่หมั้นกัน” คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางงาน ทุกคนเงียบไปทันทีริวเบิกตากว้าง รามิลนิ่งไป คิมหันต์ขมวดคิ้ว ส่วนทิวเขายืนสงบนิ่ง…แต่ดวงตาเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที นิรินเองก็อึ้งไปชั่วครู่ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะค่อยๆ แดงขึ้น
“คู่…หมั้นเหรอคะ” พ่อของเธอหัวเราะเบาๆ
“ใช่ลูก” พ่อของทิวเขาพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกเราคุยกันไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”
นิรินหันไปมองทิวเขาหัวใจเธอเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียง เพราะลึกๆ แล้ว…เธอแอบปลื้มเขาอยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ แต่ในอีกมุมหนึ่ง…ปลายฟ้ายืนเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ คำว่า คู่หมั้น ดังซ้ำในหัวเธอ ทิวเขา…กับนิรินเป็นคู่หมั้นกัน เธอรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าโคลงเล็กน้อย ข้าวหอมที่ยืนข้างๆ เห็นท่าทางนั้นทันที
“ฟ้า เป็นอะไร?” ปลายฟ้าส่ายหน้าเร็วๆ
“ไม่เป็นไร” เสียงของเธอเบามากจนข้าวหอมขมวดคิ้ว
“แน่ใจเหรอ?” ปลายฟ้าพยายามยิ้ม
“อืม” แต่รอยยิ้มนั้นจางจนแทบมองไม่เห็น เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วถอยออกห่างไปอีกก้าว
“ฉัน…ขอตัวก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิฟ้า….” ข้าวหอมพยายามเรียกแต่ปลายฟ้าเดินออกไปแล้ว เธอเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกลุ่มแขก ผ่านแสงไฟ ผ่านเสียงพูดคุยจนกระทั่งมาถึงมุมหนึ่งของสวนมุมที่ค่อนข้างมืดและเงียบสงบ ไม่มีใครมองเห็น ปลายฟ้าทรุดนั่งลงบนม้านั่งไม้ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นอย่างห้ามไม่ได้ หัวใจเธอเต้นแรงและเจ็บแปลบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอพยายามบอกตัวเองว่า…มันไม่ใช่เรื่องแปลก
ทิวเขาในตอนเป็นลูกชายของตระกูลใหญ่ เขาไม่ใช่ทิมเด็กกำพร้าในวันวานอีกต่อไปแล้ว การที่เขามีคู่หมั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเป็นคู่หมั้นที่เพียบพร้อมทุกอย่างเหมือนกันอย่างนิรินก็ยิ่งไม่ควรแปลกใจ แต่ทำไม…มันถึงเจ็บขนาดนี้
ภายในงานเลี้ยงทิวเขายังคงยืนอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่ ใบหน้าเขาเรียบนิ่งอย่างที่เป็นประจำ ไม่มีใครรู้เลยว่าข้างในเขาคิดอะไร สายตาของเขา…กำลังมองหาบางคน เมื่อไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้นอีกหัวใจเขากระตุกเล็กน้อย เขาหันไปพูดกับพ่อของตัวเองสั้นๆ
“ผมขอตัวสักครู่ครับพ่อ” เขาก็เดินออกจากกลุ่มแขกผ่านสนามหญ้า ผ่านต้นไม้จนกระทั่งมองเห็นเงาเล็กๆ ที่นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ในมุมมืด
ปลายฟ้านั่งก้มหน้าเงียบๆ ทิวเขาหยุดยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ ทำให้ใบไม้ไหวเบาๆ เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาอย่างเงียบงัน เขาไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไรเมื่อได้ยินเรื่องหมั้น แต่ใจเขากลับบอกว่าให้เขารีบมาหาและอธิบายกับเธอในทันที
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใสชวนให้หัวใจเบิกบาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวละมุนเข้ามาทักทายสองร่างที่ยังคงกกกอดกันอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนหนา ทิวเขาลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานของปลายฟ้าที่ซบอยู่กับอกแกร่งของเขา แพขนตายาวงอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเธอคือท่วงทำนองที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ย
ความวุ่นวายในงานเลี้ยงจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด ทิวเขาขับรถออกจากโรงแรมหรูด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์เบื้องลึก เขาปลดเนกไทที่รัดรึงลำคอออกอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งพยายามกระชากพันธะสัญญาที่พ่อบุญธรรมเพิ่งประกาศกลางงานทิ้งไป แสงไฟจากเสากิ่งข้างทางสาดส่องเข้ามาในรถเป็นระยะ สลับกับความมื
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอเด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า
รถเมล์สายเก่าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กลิ่นไอแดดยามบ่ายผสมกับกลิ่นเบาะผ้าเก่าอับจางๆ ปลายฟ้านั่งริมหน้าต่าง มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่น ดวงตากลมใสทอดมองวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไป วันนี้เธอไม่มีเรียนช่วงบ่าย หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาหลายวันติดร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่ใจก







