Masukบ่ายวันศุกร์ท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง ปลายฟ้ากำลังเก็บเอกสารลงกระเป๋า เธอเพิ่งเรียนเสร็จวิชาสุดท้ายของวัน และกำลังจะเดินกลับหอพักตามปกติ ก่อนที่โทรศัพท์ในจะมือสั่นเบาๆ ชื่อที่ปรากฏทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างทุกครั้ง
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดอ่านข้อความ ‘เลิกเรียนยังครับ?’ ปลายฟ้ามองหน้าจออยู่สองสามวินาที ก่อนจะพิมพ์ตอบ ‘เพิ่งเลิกค่ะ’ และข้อความตอบกลับมาก็ดังขึ้นแทบจะทันที ‘มาหาพี่ที่หน้าคณะหน่อยได้ไหม’ เธอขมวดคิ้วน้อยๆ ‘มีอะไรหรือคะ’
‘พี่มีเรื่องจะขอให้ช่วย’ ปลายฟ้าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พิมพ์ตอบตกลงกลับไป เธอเดินออกจากตึกเรียน มุ่งไปที่ลานหน้าคณะ ลมเย็นพัดผ่านเส้นผมยาวของเธอเบาๆ ไม่นานก็เห็นรถคันคุ้นตาจอดอยู่ข้างทาง
ทิวเขายืนพิงรถอยู่ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางนิ่งสุขุมเหมือนเค เมื่อเห็นเธอเดินมา เขาก็ยืดตัวตรงขึ้นทันที
“มาแล้วเหรอฟ้า?” ปลายฟ้าพยักหน้าตอบเขา
“พี่มีอะไรให้ช่วยคะ?” เขาหยุดคิดเล็กน้อยเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด ปลายฟ้าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะเธอนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่เธอสามารถช่วยเขาได้
“พ่อพี่มีลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่ง พอดีพ่อพี่อยากจะให้ของขวัญ แต่พี่ไม่รู้จะเลือกอะไรดี”
“แล้ว…?” เธอขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาพยายามจะบอก ลูกค้าของพ่อเขา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่มีอะไรจะให้เธอช่วย
“ช่วยไปเลือกกับพี่หน่อยได้ไหม?” ปลายฟ้าชะงักไปเล็กน้อยแล้วยิ่งงุนงงกว่าเก่า คนที่ไม่รู้จักแม้แต่แบรนด์เนมอย่างเธอ จะไปช่วยเขาเลือกของขวัญให้ลูกค้าระดับนั้นของพ่อเธอได้ยังไง
“ฟ้าเหรอคะ?” ปลยฟ้าชี้ไปที่ตัวเองแล้วถามย้ำอีกครั้ง
“อื้ม”
“แต่ฟ้าไม่ค่อยรู้เรื่องของขวัญเท่าไหร่” ทิวเขายักไหล่เบาๆ ราวกับจะบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา
“อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าพี่ที่ไม่รู้เลย”
“กะ ก็ได้ค่ะ” เธอตอบตกลงไปอย่างเห็นใจและปฏิเสธไม่ได้ และทันทีที่เธอเอ่ยปากตกลง เขาก็รีบไปเปิดประตูรถให้เธอเหมือนทุกครั้ง
“ขึ้นมาเลยครับ” ปลายฟ้านั่งลงอย่างเกรงใจ กลิ่นหอมอ่อนๆ ภายในรถทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว รถเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยอย่างนุ่มนวล ระหว่างทางปลายฟ้าหันไปถามรายละเอียดของลูกค้าของพ่อเขาเบาๆ
“ลูกค้าพ่อพี่อายุประมาณเท่าไหร่คะ?” ทิวเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“น่าจะ…วัยทำงาน”
“ชอบอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?” เขานิ่งไปอีกครั้งรู้สึกเหมือนประมวลผลไม่ทัน เพราะเขาไม่ได้เตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้เลย
“ไม่รู้สิ” ปลายฟ้าหัวเราะเบาๆ
“พี่รู้ข้อมูลน้อยมากเลยนะคะ”
“พี่เลยต้องขอให้ฟ้าช่วยไง” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่แววตากลับมีประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้าไปในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ปลายฟ้ามองรอบๆ อย่างแปลกใจเล็กน้อย
“ต้องมาที่นี่เลยเหรอคะ?”
“อื้ม ของน่าจะเยอะดี” ทั้งสองเดินเข้าไปในโซนเครื่องประดับ ของใช้และของขวัญ ปลายฟ้าเดินดูไปเรื่อยๆ อย่างตั้งใจ แม้เธอจะไม่เคยได้มาเลือกซื้อเครื่องประดับสวยหรูนี้เลยสักครั้ง แต่ก็ชอบดูมันตามอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง
“ถ้าเป็นผู้หญิงวัยทำงาน อาจจะเป็นน้ำหอมก็ได้นะคะ” เธอหยิบขวดน้ำหอมขึ้นมาดูแล้วดมเล็กน้อย
“กลิ่นนี้สุภาพดี” ทิวเขามองเธอมากกว่ามองของในมือ
“ฟ้าชอบเหรอ?”
“ก็…หอมดีค่ะ”
“งั้นเอาอันนี้” เขาหันไปบอกพนักงานทันทีก่อนจะยื่นบัตรเครดิตให้
“เดี๋ยวก่อนค่ะ เราต้องดูหลายๆ อย่างก่อน” เธอรีบส่ายหน้าบอกเขา แต่เขากลับยกมุมปากเล็กน้อย
“ฟ้าดูไปเถอะ พี่เลือกไปหลายๆ อย่าง เผื่อเป็นตัวเลือกให้พ่อไง” เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ สุดท้ายเธอก็เลือกของหลายอย่างมาวางเทียบกัน ทั้งน้ำหอม ผ้าพันคอ และกล่องเครื่องประดับเล็กๆ
“พี่ว่าชิ้นไหนเหมาะที่สุดคะ?” ทิวเขาไม่ตอบทันที เขามองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดช้าๆ
“พี่ว่า…”
“คะ?”
“ฟ้าหิวหรือยัง?” ปลายฟ้ากะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง
“คะ?” เขายกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือ
“จะห้าโมงแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”
“แต่ของขวัญ…”
“เอาทุกอย่างที่คุณผู้หญิงดูเมื่อกี้เลยครับ ช่วยใส่ถุงแล้วรูดบัตรได้เลย” เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่จะจ่ายเงินแสนแพงนั้น ทันทีที่ได้รับของเขาก็ถือไว้ทั้งหมด ก่อนจะเดินนำออกไปจากร้าน ปล่อยปลายฟ้ายืนงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบเดินตามเขาไป
ร้านอาหารที่เขาพาไปเป็นร้านเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่น แสงไฟสีส้มอ่อนทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวล ทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน ปลายฟ้ายังดูงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
“พี่แน่ใจเหรอคะว่าจะไม่เลือกดูของขวัญให้ดีหน่อย ซื้อมาหมดเลยแบบนี้”
“อื้ม แน่ใจ” เขาเปิดเมนูส่งให้เธอทันทีเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย
“ฟ้าเลือกเลย สั่งได้ทุกอย่างเลยนะ” ปลายฟ้าก้มดูเมนูอย่างเกรงใจ ราคาอาหารแพงแสนแพงสำหรับเธอ ทำให้เธอพูดไม่ออกว่าควรจะสั่งอะไรดี
“พี่เลือกเถอะค่ะ”
“พี่ไม่รู้ว่าอะไรอร่อยอ่ะ ฟ้าเลือกสิ” สุดท้ายเธอจึงเลือกอาหารง่ายๆ สองสามอย่าง ระหว่างรออาหารบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย ทิวเขามองเธอเงียบๆ จนปลายฟ้ารู้สึกได้ถึงสายตานั้นจนต้องเงยหน้าขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่มีๆ” แม้เขาจะปฏิเสธแต่กลับไม่ยอมเลิกมองเธอสักที
“พี่ทิวเขา พี่มองทำไมคะ?”
“ดูฟ้า” คำตอบสั้นๆ ทำให้แก้มเธอร้อนขึ้นทันที
“ฟ้าไม่ได้แปลกอะไรสักหน่อย มองอยู่ได้”
“ก็ไม่ได้ว่าแปลกนี่ครับ” อาหารถูกยกมาเสิร์ฟพอดี ทำให้บทสนทนาหยุดลงชั่วคราว ทิวเขาคอยตักอาหารให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
“กินเยอะๆ”
“พี่ก็เหมือนกันค่ะ”
มื้ออาหารผ่านไปอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นเขาก็พาเธอกลับขึ้นไปที่โซนร้านของขวัญอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเดินผ่านไปเฉยๆ จนปลายฟ้าได้แต่หันมองงงๆ
“พี่ไม่เข้าไปดูเหรอคะ”
“ไม่แล้ว”
“อ้าว…ทำไมคะ?” เขาหยุดเดินแล้วหันมามอง
“พี่เปลี่ยนใจแล้ว”
“แล้วของขวัญล่ะคะ? ที่ได้มาโอเคแล้วหรอ?” มุมปากเขายกขึ้นนิดหนึ่งทำเอาปลายฟ้าทำหน้างงกว่าเดิม
“นี่ไง…เสร็จหมดแล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรแล้ว”
“แล้วตอนนี้จะไปไหนคะ…?” เขาชี้ไปที่ป้ายโรงภาพยนตร์ด้านหน้าในทันที
“ดูหนังกันไหม? พี่อยากดูอ่ะ” น้ำเสียงเขานิ่งจนเธอเถียงไม่ออก สุดท้ายปลายฟ้าก็ถูกพาเข้าโรงหนังอย่างงงๆ หนังที่เขาเลือกเป็นหนังโรแมนติกเบาๆ ไฟในโรงมืดลง เสียงดนตรีเปิดเรื่องดังขึ้น ปลายฟ้านั่งตัวตรง มือวางบนตักอย่างเกร็งเล็กน้อย ส่วนทิวเขานั่งข้างๆ อย่างสบายๆ ระหว่างดูหนัง มีฉากหนึ่งที่นางเอกสะดุดล้ม พระเอกรีบคว้ามือไว้ทัน ปลายฟ้าหลุดหัวเราะเบาๆ จนทิวเขาเหลือบมองเธอ
“ขำอะไร?”
“มันดูเว่อร์นิดหน่อยค่ะ”
“เหรอ”
“ค่ะ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ถ้าฟ้าล้ม พี่ก็จะคว้าไว้เหมือนกัน” เธอหันไปมองทันที แสงจากจอหนังสะท้อนดวงตาเขาเป็นประกาย หัวใจเธอเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว หนังจบลงเกือบสามทุ่มทั้งสองเดินออกจากโรงพร้อมกัน ปลายฟ้ายังดูงงอยู่เล็กน้อย
“จู่ๆ มาจบที่ดูหนังได้ยังไงก็ไม่รู้นะคะ” ทิวเขาหยุดเดิน ก่อนเขาจะหันมามองเธอตรงๆ
“ฟ้า….คือึวามจริงแล้ว พี่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อของขวัญตั้งแต่แรก”
“หมายความว่า…?”
“พี่แค่หาข้ออ้างให้ฟ้ามาอยู่กับพี่” คำพูดนั้นทำให้เธออึ้งไปหลายวินาที
“พี่…” เธอพรูลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเขาพูดจบก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเขามีท่าทีแปลกๆ เขายักไหล่เล็กน้อยเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา
“ถ้าพี่บอกตรง ๆ ว่าอยากชวนมากินข้าว ดูหนัง ฟ้าคงไม่มา” ปลายฟ้าเงียบเพราะเธอรู้ว่าเขาพูดถูก ทิวเขาก้มลงเล็กน้อยให้ระดับสายตาเท่ากัน
“โกรธพี่ไหม?” เธอส่ายหน้าเบาๆ แต่ดวงตายังคงหรี่ลงอย่างคาดโทษ
“พี่นี่เจ้าเล่ห์เกินไปแล้วนะคะ ครั้งนี้ฟ้าจะยกโทษให้ ถ้าครั้งหน้าโกหกอีก ฟ้าจะไม่ยกโทษให้แน่” ทิวเขายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะถือวิสาสะจับมือเธอไปพาเดินไปที่รถ รถเคลื่อนตัวออกไปบนถนนไม่นานนักก็มาหยุดที่หน้าหอของปลายฟ้า แม้ว่าเขาจะไม่อยากแยกกับเธอนัก แต่มันก็ดึกมากแล้ว เธอควรจะได้พักผ่อนสักที
“งั้นฟ้าไปก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนฟ้า…เอาพวกนี้ไปด้วยสิ” ทิวเขารั้งเธอไว้แล้วเอื้อมไปหยิบข้าวของจากเบาะหลังมา ทันทีที่เขายื่นให้ปลายฟ้ากร็รีบปฏิเสธแล้วกันของคืนไปให้เขาด้วยความตกใจ
“อะไรคะ? ฟ้าไม่เอา ของแพงขนาดนี้ พี่ทิวเขาเก็บไว้เถอะค่ะ”
“พี่ซื้อแต่อันที่ฟ้าเลือกบอกว่าสวยทั้งนั้นเลยนะ น้ำหอมก็เลือกกลิ่นที่ฟ้าบอกว่าหอม เอาไปเถอะ” ทันทีที่เห็นว่าเธอยังคงปฏิเสธเขาเลยเปิดประตูรถลงไปแล้วไปเปิดประตูรถให้เธอก่อนจะยัดของใส่มือเธอทันที
“ถ้าฟ้าไม่รับ….พี่จะไม่ไปไหน จะอยู่หน้าหอฟ้าแบบนี้แหละ”
“พี่ทิวเขาคะ…”
“ครับตัวเล็ก” ปลายฟ้าถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะรับเอาถุงของจากมือเขามาอย่างไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง เขารอบยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวเธอ
“ดีมากครับ ฝันดีนะ อย่าลืมฝันถึงพี่ด้วย พรุ่งนี้เดี๋ยวพี่มารับนะ” เธอไม่ทันจะได้อ้าปากปฏิเสธเขาก็รีบวิ่งไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ปลายฟ้าส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะกุมหัวใจที่เต้นแรงของตัวเอง ทิวเขาเปลี่ยนไปก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลย คือเขาสามารถทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงได้เสมอ
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
บรรยากาศที่สนามบินในช่วงเช้ามืดเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ในชุดเสื้อช็อปสีแดงประจำคณะ ปลายฟ้าสะพายเป้ใบเก่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เธอพยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุด แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบของรุ่นพี่ปีสามที่ย
ผ้าม่านสีอ่อนในห้องพักของ ปลายฟ้าปลิวสไวในยามเช้า เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ ต้องยอมรับว่าเรื่องหมั้นของทิวเขากับนิรินยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดเธอไม่หายไปไหนปลายฟ้ารีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว พลางภาวนาในใจว่าขอให้เขาไม่มาตามคำขู่ แต่เมื่อเธอก้าวเท้าลงมาถึงชั้นล่างของหอพัก ความหวั
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักศึกษาหน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ที่เพิ่งเลิกคลาสเริ่มซาลงหลังผ่านเวลาเลิกเรียนไปสักพัก เหลือเพียงกลุ่มเพื่อนสนิทสี่สาวที่ยังคงยืนรำลึกความหลังและวางแผนมื้อเย็นกันอยู่ที่หน้าลานเกียร์ปลายฟ้ายืนยันกับเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานว่าเธอจะกลับหอพักไปปั่นรายงานที่ค้างไว้ แม้ข้าวหอมจะพยายาม
เสียงดนตรีคลอเบาๆ จากวงสตริงบนเวทีช่วยขับบรรยากาศให้ภายในดูอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน แขกเหรื่อมากมายเดินพูดคุยทักทายกันอย่างออกรสออกชาติ บ้างหัวเราะ บ้างชนแก้วไวน์อย่างมีมารยาทตามแบบสังคมชั้นสูงแต่สำหรับปลายฟ้าตั้งแต่เธอแยกมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวโลกทั้งใบเหมือนเงียบลงไปทันทีตั้งแต่วินาทีที่ได้







