Masukเสียงดนตรีปิดท้ายกิจกรรมดังแผ่วลงพร้อมเสียงปรบมือกึกก้องทั่วสนามหญ้าหลังคณะ แสงแดดยามเย็นคล้อยต่ำสีส้มอ่อนๆ ไล้ขอบฟ้าเหมือนแต้มสีอ่อนหวานให้กับวันที่เหน็ดเหนื่อย กิจกรรมสัมพันธ์คณะปีนี้ผ่านไปด้วยดีเกินคาด ฐานกิจกรรมแต่ละจุดเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงแซว และเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนาน ปีหนึ่งกับปีสามที่ตอนแรกยังเกร็งๆ ใส่กัน ตอนนี้กลับยืนหัวเราะไหล่ชนกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เวทีต้องถูกรื้อ สายไฟต้องถูกม้วน โครงเหล็กต้องถูกถอดเก็บ ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยมีงานใดเกิดขึ้น “โอ๊ยยย เมื่อเช้ายังสนุกอยู่เลย ทำไมตอนเก็บของมันเหนื่อยกว่าสองเท่า” ข้าวหอมบ่นพลางใช้หลังมือปาดเหงื่อ “ตอนสนุกมันใช้ใจ ตอนเก็บมันใช้แรงไงครับน้อง” ริวตอบหน้าตายแล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน ทิวเขากำลังช่วยรามิลยกโครงเหล็กขนาดใหญ่ลงจากเวที ร่างสูงในเสื้อช็อปแดงเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ท่าทางยังคงนิ่ง สุขุม และมั่นคง ปลายฟ้าเองก็ช่วยม้วนสายไฟอยู่ใกล้ๆ มือเล็กขยับอย่างตั้งใจ แม้ใบหน้าจะซีดลงเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยสะสม “ฟ้าไหวไหม?” ยี่หวาถามขณะยกกล่องอุปกรณ์ผ่าน “ไหวๆ ฟ้าแค่เมื่อยนิดหน่อย” เธอตอบด้วยรอยยิ้มให้เพื่อนได้คลายกังวลใจ ส่วนนิรินที่ช่วยเก็บป้ายไวนิลอยู่ไม่ไกล หันไปมองปลายฟ้าชั่วครู่ ก่อนจะเบนสายตาไปทางทิวเขาที่กำลังสั่งงานรุ่นน้องปีสอง “พี่ครับ เสาตรงนี้ต้องเอาไปเก็บโกดังเลยไหม?” รุ่นน้องถาม “ใช่ วางเรียงชิดผนัง อย่าให้ล้มนะ” ทิวเขาตอบสั้นๆ เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่มีน้ำหนักพอให้ทุกคนเชื่อฟัง ก่อนที่เขาจะเหลือบมองเห็นปลายฟ้าที่พยายามยกกล่องอุปกรณ์ไฟที่หนักกว่าที่คิด เธอกัดฟันยกขึ้นมาอย่างพยายามไม่ให้ใครเห็นว่าแรงเริ่มหมด “เดี๋ยวๆ อันนั้นหนักนะ” ข้าวหอมร้องทัก แต่ไม่ทันการ ปลายฟ้าก้าวเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว พื้นหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำทั้งวันทำให้ดินนุ่มและลื่น เธอเหยียบพลาดจนข้อเท้าพลิกเล็กน้อย ร่างเล็กเซถลาไปด้านหน้าก่อนกล่องในมือจะเอียงจนเกือบตกพื้น ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที แขนแกร่งของทิวเขาที่พุ่งเข้าไปก็สอดรับรอบเอวบางไว้แน่น ส่วนกล่องก็ถูกอีกมือของเขาคว้าไว้ได้ทันก่อนจะกระแทกพื้น “ฟ้า!” เสียงเรียกทุ้มต่ำดังใกล้หู เธอรู้สึกได้ถึงอกกว้างที่รับแรงกระแทกไว้เต็มๆ ปลายฟ้าหลับตาแน่นไปชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคมของทิวเขาที่อยู่ใกล้จนสัมผัสลมหายใจได้ “เจ็บไหม?” เขาถามเสียงเข้ม เธอส่ายหน้าเบาๆ แต่แก้มกลับร้อนวาบ “พี่บอกแล้วไงว่าอย่าฝืน” “ฟ้าไหวจริงๆค่ะ” “ตัวเล็ก” คำเรียกนั้นทำให้เธอเผลอก้มหน้า โชคดีที่มันแผ่วเบาจนมีแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน “ทำไมชอบฝืนตัวเอง” “ก็…ไม่อยากให้ใครลำบากแทนนี่” เขามองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “พี่ไม่ได้ลำบาก” “เป็นอะไรไหมฟ้า?!” ข้าวหอมที่วิ่งเข้ามาด้วยความร้อนใจเป็นจังหวะให้ปลายฟ้าได้ผละตัวออกไปพอดิบพอดี ก่อนเธอจะส่ายหัวตอบเพื่อนไป “โห เมื่อกี้มันโรแมนติกกลางสนามเลยเหรอว่ะไอ้ทิว” ริวเอ่ยแซวอย่างที่ชอบทำใส่ทุกคนอยู่เป็นประจำ “พี่ริวเงียบไปเลย” ข้าวหอมสวนทันทีให้ริวหยุดแซว นิรินที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อย เห็นภาพทั้งหมดชัดเจน เธอเม้มปากบางๆ แต่ไม่มีใครมองหันก่อนจะไล่ความคิดในหัวออกไปแล้วเดินเข้าไปดูอาการเพื่อน ทิวเขาปล่อยมือจากเอวเธอช้าๆ แต่ยังคงจับแขนไว้กันไม่ให้เธอล้มลงไป “ไปนั่งพักก่อนสิ” “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ยังเหลือของอีกเยอะเลย” เขามองเธอด้วยสายตาที่บอกชัดว่าไม่พอใจ ทิวเขาไม่ชอบเห็นคนเจ็บตัว โดยเฉพาะคนที่เขาแคร์ “ไปนั่ง” น้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาดนั้นทำเอาปลายฟ้าพยักหน้าอย่างยอมแพ้ เธอยอมให้ทิวเขาพยุงไปนั่งลงที่เก้าอี้ “ดูสิ เวลาพี่ทิวจริงจังนี่น่ากลัวเหมือนกันนะ” ข้าวหอมกระซิบข้างหูยี่หวาที่ยืนชิดเธออยู่ ก่อนยี่หวาจะพยักหน้าเห็นด้วย “จริง ปกติเห็นพี่ทิวเขาแต่มุมใจดี” “นั่นเขาเรียกว่าห่วง” รามิลที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็ขยับมาใกล้แล้วพูดแทรกไปในบทสนทนา “พี่นี่รู้ดีนะ อ่อ ลืมไปว่าเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องเจ้าเล่ห์เหมือนกัน” รามิลมองข้าวหอมที่เดินหนีไปทันทีหลังจากพูดจบ เขาได้แต่ส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม ระหว่างที่ปลายฟ้านั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ทิวเขาก็ยกกล่องอุปกรณ์ที่เหลือไปเก็บเองทั้งหมด เขาไม่ปล่อยให้เธอต้องแตะอีก ผ่านไปครึ่งชั่วโมง งานเก็บของก็เสร็จสิ้นเกือบทั้งหมด เหลือเพียงขนของขึ้นรถกระบะของคณะ “ใครช่วยขึ้นไปจัดของบนรถหน่อยดิ” คิมหันต์เรียกเสียงดัง เหนื่อยจนอยากจะกลับบ้านเต็มทีแล้ว ก่อนริวจะอาสาและกระโดดขึ้นไปบนรถ พร้อมกับรามิลที่ขึ้นไปเสริมด้วยอีกคน “เดี๋ยวกูขึ้นไปช่วย” ทิวเขาเดินเข้ามาที่หลังกำลังตั้งท่าจะกระโดดขึ้นไปแต่เขาดันเห็นปลายฟ้าที่กำลังจะลุกขึ้นเดินเข้าไปช่วยอีกครั้งจนต้องรั้งเธอไว้ “จะไปไหน?” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง “ไปช่วยค่ะ” “พี่บอกให้นั่งพัก” “ฟ้าหายแล้วจริงๆ นะคะ” เขาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ ปลายฟ้าในตอนนี้ดื้อกว่าตอนเด็กมากกว่าที่เขาคิดซะอีก ก่อนที่เขาจะพูดเสียงต่ำเพราะรู้ว่าเป็นวิธิเดียวที่จะปราบเธออยู่ “ดื้ออีกแล้วใช่ไหม?” แค่เพียงเสียงเรียบนั้นก็ทำเอาเธอเม้มปากแน่น ทิวเขาถอยหายใจก่อนจะพาเธอกลับไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมในทันที “พี่ไม่ได้ห้ามเพราะไม่เชื่อใจ แต่พี่ไม่อยากให้ฟ้าเจ็บ เข้าใจไหม?” ประโยคสั้นๆ ทำให้หัวใจเธอสั่นไหว ตั้งแต่เด็กมาเธอก็มีแค่แม่ครูและทิวเขาที่คอยห่วง หลังจากเขาจากมาเธอก็เหลือแค่แม่ครูเท่านั้น พอได้รับความห่วงใยจากเขาอีกครั้ง ก็เลยทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นมากกว่าเก่า “งั้น…ฟ้าช่วยถือของเบา ๆ ก็ได้” เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า เพราะรู้ดีว่าห้ามไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างน้อยแค่ถือของเบาๆ คงไม่มีอะรน่าห่วง “อยู่ใกล้ๆพี่ไว้แล้วกัน” ทั้งที่ทิวเขาไม่ได้พูดอะไรพิเศษ มันเป็นเพียงแค่คำพดสนเรียบง่าย แต่กลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ก่อนทั้งคู่จะหลุดออกจากภวังค์ในตอนที่ได้ยินเสียงริวตะโกนดังลั่น “เฮ้ ไอ้ทิว มึวส่งกล่องนั้นมาเร็ว!” “รับดีๆ” ทิวเขาเดินไปที่ท้ายรถกะบะแล้วโยนขึ้นไปอย่างแม่นยำ จังหวะเดียวกันกับที่ข้าวหอมเผลอสะดุดสายไฟเล็กน้อย แต่รามิลคว้าแขนเธอไว้ทัน “วันนี้มีแต่คนจะล้มกันหรือไงว่ะ” รามิลยังคงโอบรอบเอวข้าวหอมไว้แล้วยักคิ้วใส่อย่างกวนประสาท “เพราะพี่ยืนขวางนั่นแหละ!” ข้าวหอมเถียงทันทีก่อนจะผลักรามิลออกแล้วรีบเดินจ้ำไปหาปลายฟ้า นิรินยืนมองภาพทุกคนหัวเราะกัน เธอพยายามยิ้มตาม แม้ในใจจะมีความรู้สึกบางอย่างกวนอยู่ลึกๆ ก่อนที่จะสะดุ้งอนที่ยี่หวาเดินมาแตะไหล่เบา ๆ “เหนื่อยหรอนิ?” “นิดหน่อยอ่ะยี่ ปกติไม่ค่อยได้ทำอะไรหนักๆ นี่นา” “วันนี้ยี่ว่าก็สนุกดีนะ” “อื้ม สนุกดี” แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างช้าๆ ทิ้งไว้เพียงสีม่วงอมส้มจางๆ บนท้องฟ้า เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ทุกคนยืนรวมกันหน้าคณะอย่างเหนื่อยล้าแต่ภูมิใจ “ปีนี้ถือว่าผ่านนะ” คิมหันต์พูด “ผ่านแบบเฉียดตาย” ริวหัวเราะ ทิวเขามองกลุ่มปีหนึ่งที่ยืนรวมกัน โดยเฉพาะร่างเล็กที่ยืนเงียบๆ ข้างเพื่อน เขาเดินเฉียดเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเธอเสียงแผ่ว “กลับยังไง?” “เดี๋ยวรอรถเมล์ค่ะ” “พี่ไปส่งเอง” เขายืนคำขาดในทันที แล้วขยับออกไปเพื่อไม่ให้เธอได้ปฏิเสธ หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันหมด ทิวเขาที่หลบคนตัวเล็กที่เดินเข้าห้องน้ำไปอยู่มุมตึกก็จ้ำเข้าไปหาเธอทันทีเมื่อเธอออกมา “พี่ทิวเขา…ทำไมยังไม่กลับอีกละคะ?” “ก็บอกแล้วไงว่าจะไปส่ง แล้วก็ไม่ต้องมาปฏิเสธ คำว่าเกรงใจ กลัวรบกวน อะไรแบบนั้นพับเก็บไปได้เลย พี่ไม่รับ” ปลายฟ้าอ้าปากค้างเมื่อเขาพูดดักคอเธอทุกทาง ก่อนที่ทิวเขาจะรั้งเอากระเป๋าผ้าของเธอไปถือให้ แล้วทำเป็นผายมือให้เธอเดินไป จนปลายฟ้าต้องถอนหายใจแล้วเดินไปที่รถเขาอย่างว่าง่าย บรรยากาศบนรถไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด แต่แฝงไปด้วยความประหม่า ทิวเขาเลือกเปิดเพลงคลอไปแผ่วเบาไม่ให้ความเงียบปกคลุมจนเกินไป “พี่หิวแล้วอ่ะ ไปกินข้าวกันดีกว่า” “คะ? แต่เราไม่ได้ตกลงกันว่าจะไปกินข้าวสักหน่อย พี่ก็ไปสิคะ ฟ้าจะกลับหอแล้ว” “ไม่ทันแล้วอ่ะ พี่เลี้ยวมาละ” เธอหันไปมงทางข้างหน้าทันที อีกเพียงไม่นานก็จะถึงหอพักของเธอแต่ทิวเขากลับเปลี่ยนเส้นทางอย่างจงใจ ปลายฟ้าหันไปมองคนที่ขับรถอยู่แล้วยักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สา “เอาน่า ถือว่าไปกนข้าวเป็นเพื่อนพี่ จะใจร้ายปล่อยให้พี่นั่งเหงาหรือไง พี่เลี้ยงเอง ไม่ต้องห่วงเลย”
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใสชวนให้หัวใจเบิกบาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวละมุนเข้ามาทักทายสองร่างที่ยังคงกกกอดกันอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนหนา ทิวเขาลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานของปลายฟ้าที่ซบอยู่กับอกแกร่งของเขา แพขนตายาวงอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเธอคือท่วงทำนองที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ย
ความวุ่นวายในงานเลี้ยงจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด ทิวเขาขับรถออกจากโรงแรมหรูด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์เบื้องลึก เขาปลดเนกไทที่รัดรึงลำคอออกอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งพยายามกระชากพันธะสัญญาที่พ่อบุญธรรมเพิ่งประกาศกลางงานทิ้งไป แสงไฟจากเสากิ่งข้างทางสาดส่องเข้ามาในรถเป็นระยะ สลับกับความมื
แสงเทียนเริ่มมอดดับลงภายในแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แสงแดดรำไรคืบคลานเข้ามาพาดผ่านร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่เสิ่นลู่ถิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นแต่ก
เช้าวันใหม่บนดอยสูงมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเหน็บกว่าทุกวัน ไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองแทบไม่เห็นทางเดินระหว่างเรือนพัก เสียงไก่ป่าขันระงมรับรุ่งอรุณสลับกับเสียงฝีเท้าของเหล่านักศึกษาอาสาที่เริ่มตื่นมาทำภารกิจส่วนตัวแต่ที่หน้าเรือนพักหญิง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อข้าวหอมที่ได้รับบ







