Masukฟาริศามองตามแผ่นหลังร่างสูง ด้วยแววตาสั่นไหวแล้วก็แฝงไปด้วยความรู้สึกหน่วงในอกแทรกเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว
“พี่ฟา...”
ซาริตาเอ่ยเรียกพี่สาวพร้อมกับดึงชายเสื้อเบา ๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่เหม่อลอย คล้ายคนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“อืม กลับกันเถอะ”
คนเจ้าเนื้อไม่ได้ดุอะไรเพิ่ม ไม่ได้บ่นหรือตำหนิน้องสาว เพราะคิดว่าวันนี้ก็คงไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ดีมา รอให้พรุ่งนี้ก่อนเธอจะเลือกคุยเป็นการส่วนตัวกันสองคน
สองพี่น้องเดินออกมาจากสถานีตำรวจพร้อมกัน แล้วเดินลัดเลาะตามริมฟุตบาทเพื่อไปรอขึ้นรถเมล์เที่ยวสุดท้าย โชคดีที่บ้านเธออยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไร แม้จะไม่มีรถเมล์วิ่งผ่านแต่ก็ยังมีรถโดยสารแบบอื่นให้บริการตลอดทั้งคืน
“พี่รู้จักเขาเหรอ?” ซาริตามถามขึ้นระหว่างเดิน
“อืม ... เขาเป็นเจ้านายพี่” ฟาริศาตอบเสียงแผ่ว โดยไม่ได้หันไปมองหน้าน้องสาว
“อ๋อ ... แบบนี้นี่เอง มิน่าพี่ดูเกร็ง ๆ ตอนอยู่ต่อหน้าเขา หล่อขนาดนั้นคงไม่ได้แอบชอบเขาหรอกมั่ง...”
ซาริตาเอ่ยแซวขำ ๆ เพื่อทำลายบรรยากาศ ทว่าเท้าฟาริศาหยุดเดินกลางคัน ดวงตาของเธอจึงเบิกกว้าง
“เฮ้ย! จริงเหรอพี่?”
“กลับบ้านเถอะ” เธอตัดบท แล้วเดินนำหน้าไปทันที ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปมากกว่านี้
“ทำไมพี่ไม่ตอบซาล่ะ”
ร่างเล็กของผู้เป็นน้องยังคงเดินลัดหน้าลัดหลัง เพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ ฟาริศาจึงหยุดเดินยกสองแขนเท้าเอว ส่งสายตาดุไปให้พร้อมเอ่ยประโยคเด็ดที่เจ้าตัวต้องยอม แล้วไม่กล้าถามเรื่องนี้อีก
“ถ้ายังถามเซ้าซี้อีก พี่จะบอกเรื่องวันนี้กับแม่ดีไหม?”
“ไม่ดี ๆ ซาไม่ถามแล้วก็ได้” มือเล็กยกขึ้นโบก สีหน้าเชิงล้อเลียนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที ก่อนจะหมุนตัวเดินกระทืบเท้านำหน้า
หญิงสาวเผลอยิ้ม และส่ายหัวเบา ๆ ต้องให้ขู่อย่างนี้ทุกทีเจ้าตัวถึงจะต้อง เพราะตอนที่โทรไปบอกว่าเกิดเรื่อง ซาริตาขอร้องว่าอย่าบอกแม่ ไม่อย่างนั้นเรื่องที่แอบไปเรียนมวยต้องถูกจับได้แน่
ไม่ต่างกันจากทางด้านของธนภพที่เหลือบมองพี่ชายเป็นระยะ ๆ โดยธีรณัฐเอาแต่มองถนนเบื้องหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ หรือแม้แต่คำดุด่าก็ยังไม่มี ทั้งที่ปกติแล้วหากเขาไปก่อปัญหาเอาไว้เขาจะมีคำพูดเจ็บ ๆ ให้ไปคิดอยู่เสมอง ทว่าวันนี้เอาแต่นิ่งเงียบจนเขาหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ธี...”
เขาเอ่ยเรียกชื่อพี่ชายเบา ๆ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรธีรณัฐก็เอ่ยพูดขึ้นก่อน ราวกับรู้ว่าเขากำลังจะพูดอะไร
“ไม่ต้องห่วง ... ฉันไม่บอกเรื่องนี้กับแม่นายหรอก”
เขาเพียงแค่เหลือบปรายหางตาไปมองน้องชาย แล้วกลับไปตั้งใจขับรถต่อ ธนภพยิ้มออกมาทว่าต้องรีบหุบลงเพราะรู้สึกปวดตรงมุมปากที่ถูกต่อยมาจนเป็นแผล
ขับรถไปได้ไม่นานธีรณัฐก็เอ่ยขึ้นมาใหม่
“คืนนี้แกกลับไปนอนบ้านไม่ได้นะ ไปนอนคอนโดพี่ก่อน”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”
“แกยังจะมีหน้ามาถามอีก ดูสภาพตัวเองตอนนี้ก่อนไหม”
เสียงนั้นดูราบเรียบแต่ก็ดูดุอยู่ในที ทำให้ธนภพต้องหลุบตาลงมองตัวเองอย่างจำยอม รอยฟกช้ำที่แก้มและมุมปากยังระบม บางจุดเริ่มเขียวคล้ำขึ้นจนเห็นชัด
“ผมไม่ได้แอบมองผู้หญิงเข้าห้องน้ำจริง ๆ นะพี่”
น้ำเสียงของธนภพฟังดูอ่อนลงกว่าทุกครั้ง เหมือนเด็กที่ถูกเข้าใจผิดแล้วไม่มีใครเชื่อ เขาไม่กล้าหันไปสบตาพี่ชาย แต่ยังพูดต่อ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ใส่ใจ
“ตอนนั้นผมเดินไปทางนั้นจริง แต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นบอกเลย ผมไม่ใช่โรคจิตสักหน่อย”
ธีรณัฐยังไม่เอ่ยพูดอะไรต่อ ดวงตาคมยังทอดมองไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ใส่ใจคำพูดของน้องชาย แต่หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าธนภพโตแค่ตัว แต่ความคิดยังเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ
“ผมรู้ว่าเรื่องที่ผมเล่ามันเชื่อยาก ผมก็แค่เดินผ่านเพื่อไปเข้าห้องน้ำเหมือนกัน...”
เขาหยุดคำพูดไปครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยต่อธีรณัฐก็พูดขึ้นมาก่อน
“มันไม่สำคัญแล้วล่ะว่าแกจะคิดยังไง หรือทำอะไร แต่สำคัญว่าคนอื่นเขาเห็นแล้วคิดยังไงต่างหาก”
“แต่ตอนนั้น ผมเห็นผู้ชายท่าทาง ไม่สิ ... ต้องเรียกว่าแต่งตัวคล้ายผมวิ่งไปอีกทาง...”
“แล้วตอนนั้นทำไมไม่พูด ทำไมไม่แก้ต่างให้ตัวเอง”
“ผมพูดไปแล้ว แต่ไม่มีใครฟังเลย ... แม้แต่พี่ในตอนนี้”
น้ำเสียงนั้นตัดพอออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาเลือกที่จะเงียบแล้วเบือนหน้ามองออกไปยังนอกหน้าต่างรถ ต่อให้พูดไปก็ไม่เคยมีใครฟังเขาหรอก ไม่เคยถามเหตุผล จ้องแต่จะดุด่าอย่างเดียว
“แล้วเรื่องมันจะถึงหูแม่ไหมครับ” เอ่ยถามใหม่อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ทั้งที่หน้ายังคงมองวิวข้างทาง
“ฉันบอกแล้วไง ว่าจะไม่พูด”
ธีรณัฐตอบทันที แล้วต่อด้วยคำพูดที่ทำให้ธนภพถึงกับสะอึก
“เพราะฉันเองก็ไม่อยากให้พ่อรู้ว่า ท่านเลี้ยงลูกชายอีกคนให้โตมาเป็นภาระของคนอื่น”
ธนภพเม้มปากแน่น ความรู้สึกเหมือนถูกแทงตรงใจ แม้พี่ชายจะไม่ได้ขึ้นเสียง แต่คำพูดเหล่านั้นกลับเฉือนลึกยิ่งกว่าคมมีด
รถแล่นเข้ามายังคอนโดฯหรูย่านกลางกรุงเทพฯ เสียงเบรกดังขึ้นเบา ๆ เมื่อรถจอดสนิท ธนภพกำลังจะเปิดประตูลงแล้วเดินตามหลังผู้เป็นพี่ชายโดยไม่ปริปากพูดอะไรอีก
“ถ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นปรักปร่ำ ก็อย่าไปคิดมากความจริงก็คือความจริง ตัวเราเท่านั้นที่รู้ไม่จำเป็นต้องไปนั่งอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี”
ธีรณัฐพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่มันก็สามารถเรียกรอยยิ้มมุมปากให้กับธนภพได้ เขารู้ดีว่าพี่ชายไม่ชอบมานั่งประดิษฐ์คำสวยหวาน แต่ทุกประโยคที่ออกมาจากปาก มักจะเป็นสิ่งที่ทำให้คิดตาม และนำไปใช้ได้จริงเสมอ ... แต่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ทำตัวเย็นชากับทุกคนนัก...
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







