LOGIN“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณน้อง พี่เห็นนั่งเขี่ยข้าวตั้งแต่เขาเอามาเสิร์ฟแล้ว หรือว่าอกหักรักคุด”
สุริยาเอ่ยแซวกลั้วหัวเราะ ทว่าคนถูกพูดถึงกลับไม่มีท่าทีขำขันตามเหมือนทุกครั้ง ใบหน้ากลมนั้นหม่นหมองจนเขาต้องชะงัก และหุบยิ้มทันทีก่อนจะขยับนั่งตัวตรง
“สรุปหล่อนเป็นอะไร มีอะไรจะเล่าให้ฟังไหม”
คราวนี้ฟาริศายอมเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าแผนกตัวเอง ก่อนวางช้อนในมือลงบนจานแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
“เมื่อวาน ... น้องสาวฟาไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นมา จนต้องไปโรงพักน่ะค่ะ ดีที่เขาไม่เอาเรื่องต่างฝ่ายต่างขอโทษกันเรื่องก็เลยจบง่ายๆ”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมานั่งเครียดทำไม...”
สุริยาว่าอย่างงง ๆ ก่อนจะชะงักไปเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“แต่เดี๋ยวนะพี่จำได้ว่าฟามีน้องสาวนี่นา...”
“ใช่ค่ะ แล้วคู่กรณีก็เป็นผู้ชายด้วย”
เขาถึงกับย่นคิ้ว สีหน้าเหมือนกำลังประมวลผล ก่อนมุมปากจะฉีกยิ้มออกมาพร้อมเอ่ยเสียงดัง
“เลิศ! น้องสาวเธอก็เปรี้ยวใช่เล่น”
“มันไม่น่าภูมิใจตรงไหนเลยนะคะ!” ฟาริศาทำหน้าเหนื่อยใจ “ส่งให้ไปเรียนมวยไทยเอาไว้ป้องกันตัว กลายเป็นเอาไปซัดหน้าคนอื่นจนได้ขึ้นโรงพัก...”
“แต่ยังดีนะที่อีกฝ่ายไม่เอาเรื่อง” สุริยายังพยายามปลอบใจ
“ก็ใช่ค่ะ ... แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...” เธอพูดเสียงเบาลงแล้วโน้มตัวฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหาร
“ผู้ชายคนนั้นน่ะ ... ดันเป็นน้องชายท่านประธานเนี่ยนะสิ”
“ฮะ!!” สุริยาอุทานลั่นจนข้าวที่เคี้ยวอยู่แทบพุ่งออกจากปาก
“น้องต่างแม่คุณธีรณัฐนะเหรอ”
“ค่ะ...”
“โอ๊ย ตายแล้ว! ... แล้วเขาพูดอะไรกับเธอไหม”
“เขาไม่ได้ว่าอะไรเลยค่ะ นิ่งมากจนน่ากลัวเลยละ”
ฟาริศาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนสุริยาเอามือทาบอกอย่างคนอินจัดกับเรื่องเล่าที่ได้ยิน
“โอ้แม่เจ้า! แล้วแบบนี้จะมองหน้าท่านยังไงล่ะเนี่ย”
“นั่นสิคะ เมื่อเช้าตอนเดินผ่านเขายังไม่มองหน้าฟาเลย”
“อย่าเพิ่งคิดมาก ถ้าเขาไม่ได้พูดอะไรแสดงว่าเขาคงจบเรื่องนี้ไปแล้วแหละ เราก็แค่ทำงานของเราไป แต่ตอนนี้กินข้าวก่อน จะหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว”
ว่าจบก็ต่างลงมือกินข้าว แล้วเตรียมตัวทำงานช่วงบ่าย
ฟาริศานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แว่นตากรองแสงกรอบบางวางอยู่บนสันจมูก ริมฝีปากเม้มแน่นเข้าหากันขณะที่เธอกำลังพิมพ์แก้แผนการสื่อสารการตลาดสินค้าตัวเดิมสำหรับไตรมาสหน้า
หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงหน้าพาวเวอร์พอยต์ที่เธอใส่กราฟแห่ง วิเคราะห์ยอดขายย้อนหลัง พร้อมแนวทางการปรับแผนโปรโมตสินค้าตัวเก่าที่ยอดขายเริ่มลดลง
เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขณะเลื่อนดูตารางงบประมาณที่เธอแบ่งสัดส่วนสำหรับโฆษณาออนไลน์
“ตรงนี้มันเกินงบมา8%นี่...” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
ขณะนั่งตรวจงานอยู่นั้น การแจ้งเตือนจากแอปไลน์ดังขึ้น แต่ฟาริศาไม่ได้หันไปสนใจ เธอเลือกจดจ่ออยู่กับตัวเลขตรงหน้า เพราะรู้ดีว่าแผนงานทุกอย่างจะต้องส่งให้พี่สุริยาภายในเย็นนี้ และที่สำคัญต้องผ่านตาของคุณธีรณัฐ ก่อนนำเสนอบอร์ดบริหารอีกชั้นหนึ่ง
แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องเผชิญหน้ากับเขา ท้องไส้ก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา วันนี้แค่โชคดีที่ไม่ต้องเจอกัน แต่โพรเจ็กต์ที่เธอรับผิดชอบอยู่ก็ยังต้องเจอหน้ากันอยู่ดี
ถ้าเจอหน้ากันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ตอนกลางวันกับตอนเย็นยังพูดคุยเรื่องงานอยู่เลย ตกกลางคืนทั้งเธอแล้วก็เขากลายเป็นผู้ปกครองของเรื่องทะเลาะวิวาทที่น้องพวกเขาก่อขึ้นมา
ฟาริศาสะบัดความคิดนั้นออกจากหัว สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันกลับไปจ้องหน้าจออีกครั้ง มือเรียวกดบันทึกไฟล์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพิมพ์อีเมลแนบไฟล์
From : farisa.ntr@g***l.com
TO : Teeranat.mtk@g***l.com
เรียนคุณธีรณัฐ
ดิฉันแนบแผนการตลาดสินค้าตัวเดิมไตรมาสหน้า พร้อมปรับงบประมาณตามข้อเสนอเบื้องต้น หากมีจุดไหนต้องการให้ปรับเพิ่มเติม แจ้งได้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ฟาริศา
หลังจากตรวจทานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอกดส่ง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า พอเหลือบมองนาฬิกาจึงเห็นว่าอีกแค่ห้านาทีก็จะเลิกงานแล้ว
ข้าวของบนโต๊ะถูกจัดเข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเดิมใบเดียวขึ้นคล้องแขน
“จะกลับแล้วเหรอน้องฟา” แพรพายเงยหน้าจากงาน แล้วเอ่ยทัก
“ค่ะ พอดีงานทั้งหมดฟาเคลียร์เรียบร้อยแล้ว”
เธอส่งยิ้มให้ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนร่วมงานที่ยังทำงานไม่เสร็จเรียบร้อยดี
ไม่รู้ว่าการเลิกงานตรงเวลามันกลายเป็นเรื่องผิดแปลกไปตั้งแต่เมื่อไร แต่ทุกครั้งที่มีคนทำงานเสร็จเร็วแล้วกลับบ้านตรงเวลา มักจะตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนร่วมงานบางคนทุกครั้ง
แต่สายตาพวกนั้นไม่เคยมีผลกับฟาริศาเลยแม้แต่น้อย เธอทำงานเสร็จก่อนเวลาเลิกงานทุกวัน และกลับบ้านตรงเวลาตลอด เพราะบางวันเธอก็ต้องไปทำหน้าที่ลูก ช่วยแม่ขายของที่ตลาดกลางคืนเหมือนกัน
รถเมล์สายประจำแล่นช้า ๆ ไปตามเส้นทางคุ้นเคย ฟาริศานั่งพิงหน้าต่าง มือยังจับสายกระเป๋าสะพายแน่นอย่างคนกำลังคิดอะไรในใจ สายตาเหม่อลอยผ่านกระจก มองถนนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึกสูงเป็นบ้านเรือนสลับกันไป
เมื่อรถจดหน้าปากซอย เธอลงแล้วเดินเท้าเข้าบ้านอย่างเคยชิน แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เสียงสะอื้นดังมาจากอีกฝั่งของตัวบ้าน เธอชะงักแล้วหันไปต้นทางเสียง
“แม่...”
ฟาริศาเอยเรียกก่อนจะรีบเดินเข้าไปในบ้าน แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นมารดานั่งอยู่กับพื้นห้องนั่งเล่น ท่ามกลางเอกสารหลายแผ่นที่กระจายอยู่เต็มพื้น เธอเหลือบมองแล้วเห็นว่าบางแผ่นมีตราธนาคารเด่นหรา และบางแผ่นคือจดหมายทวงหนี้
“แม่เป็นอะไรคะ ทำไมถึงร้องไห้”
เธอรีบทรุดตัวลงนั่งข้างแม่ด้วยความตกใจ มือบางหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น หัวใจหล่นวูบลงทันที
“หนังสือแจ้งเตือนการผิดนัดชำระหนี้ และคำเตือนขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย...”
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ
สองเดือนผ่านไป...ท้องของฟาริศาเริ่มใหญ่ขึ้น การเดินหรือขยับตัวก็ลำบากไปด้วย ธีรณัฐยังคงอยู่เฝ้าเพื่อรอวันที่เธอใจอ่อน แล้วกลับไปอยู่ด้วยกัน ส่วนงานที่บริษัทเขาก็ฝากให้นักรบดูแล หากมีเอกสารสำคัญเขาก็จะให้เอามาให้เซ็นที่นี่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดไม่ต้องเตรียมของเอาไว้ขาย จึงเป็นโอกาสดีให้ได้พักผ่อน ฟาร
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง...”ใบหน้ากลมน้ำตารื้นทันทีที่เห็นเขามายืนอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่จะขยับปากพูดอะไรต่อ คนตัวสูงกว่าก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับดึงร่างอวบเข้าไปกอด อ้อมแขนนั้นรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก“คิดเหรอว่าแค่นี้ ผมจะตามหาคุณไม่เจอ”ปลายจมูกจรดลงเส้นผมนุ่ม สรรพนามที่ห่างเหินช่วงใช้ชีวิตคู่เปลี
ตื๊ด ๆสายที่ถูกตัดไปบาดลึกเข้าไปในใจของธีรณัฐในรอบเดือนพลันดับวูบลง เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้น แขนที่ถือโทรศัพท์ตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง ความเสียใจฉายชัดออกมาทางแววตาจนปิดไม่มิดเขาหันไปมองซาริตาที่ยืนตัวลีบด้วยความรู้สึกผิด"ซาริตา..." เขาเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "พี่ขอเบอร์ของฟาได้ไหม ...
ธีรณัฐขับรถกลับบ้านด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ รถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้าบ้าน เขาก้าวลงจากรถเหมือนคนไร้วิญญาณ“กลับมาแล้วเหรอเจ้าธี”ผู้เป็นพ่อเอ่ยทักเมื่อเห็นสภาพอิดโรยของบุตรชาย เขาวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ พร้อมกับขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อมองให้ชัดเจนขึ้น“หน้าตาดูไม่ดีเลย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า พ่อนึกว่าแ







