LOGINธีรณัฐเหยียบคันเร่งรถหรูบึ่งมายังสถานีตำรวจย่านกลางเมือง พอจอดรถได้เขาก็รีบเดินเข้าไปด้านใน บรรยากาศภายในสถานีตำรวจดูอึดอัดกว่าที่ควรจะเป็น
ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปยังโต๊ะทำงานของนายตำรวจเวรประจำ สีหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจ เพราะน้องชายต่างแม่มักจะมีปัญหาให้เขาตามแก้อยู่ประจำ โดยที่แม่เลี้ยงเขาไม่เคยรู้เลย
“ขอโทษครับ มีคนที่ชื่อธนภพถูกควบคุมตัวไว้ที่นี่หรือเปล่า”
นายตำรวจวัยกลางคนปิดแฟ้มลง แล้วเงยหน้าขึ้นพอเห็นว่าคนที่เอ่ยถามเป็นใคร ก็รีบลุกขึ้นผายมือไปยังอีกด้านของตัวอาคาร
“เชิญทางนั้นครับ ห้องสอบสวนที่สาม”
เขาไม่พูดอะไรต่อ เดินตามทางที่เจ้าหน้าที่ชี้ไปโดยไว พอถึงหน้าห้องสอบสวน บานประตูที่เปิดค้างอยู่เผยให้เห็นภาพตรงหน้า ร่างของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ นั่งค้อมหลังอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แววตาแดงก่ำบ่งบอกว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทมา
“พี่ธี...” ธนภพเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นพี่ชายต่างมารดาในชุดสูทเรียบหรูยืนอยู่ตรงประตู
ธีรณัฐเม้มริมฝีปากแน่น ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ดวงตาดุกวาดมองตั้งแต่ใบหน้าถึงข้อศอกที่ถลอกปอกเปิก แล้วเหลือบไปยังอีกฝั่งของโต๊ะ ซึ่งมีนักศึกษาหญิงหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งตัวตรง ใบหน้าเรียบนิ่งกำลังเหลือบสายตามองมาทางนี้พอดี
ผู้หญิงคนนั้นอายุน่าจะเท่ากันกับน้องชายเขา แล้วก็น่าจะเรียนที่เดียวกันอีกด้วย ตามร่างกายไม่มีบาดแผลอะไร เขาไม่แน่ใจว่าเป็นคู่กรณีของน้องขายตนเอง หรือว่าเป็นเด็กฝึกงานที่สถานีตำรวจกันแน่
“คุณเป็นพี่ชายของผู้ต้องหาหรือเปล่าครับ?” เจ้าหน้าที่อีกคนที่นั่งสอบสวนเอ่ยถาม
ธีรณัฐพยักหน้าแต่ไม่ได้ละสายตาไปจากผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “เกิดอะไรขึ้นครับ?”
“ทั้งคู่มีเรื่องทะเลาะวิวาท ในร้านอาหารแถว ๆ มหาวิทยาลัยครับ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเหลือบสายตาไปยังร่างเล็กของนักศึกษาหญิง
เขาขมวดคิ้วก่อนหันไปหาน้องชาย “กับผู้หญิง?”
ให้ตายเถอะ! เขาอยากจะเอาหน้ามุดดินหนีเสียจริง ทุกครั้งที่มีปัญหาให้ตามล้างตามเช็ด ส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาลูกผู้ชายทั้งนั้นแต่ไม่คิดว่าครั้งนี้ถึงกับมีเรื่องกับผู้หญิง ... น่าอายชะมัด!
“ก็ยัยซาริตามันใส่ร้ายผมก่อน..”
“ใครใส่ร้าย ก็เห็นกันชัด ๆ ว่านายเป็นโรคจิตแอบถ้ำมองผู้หญิงในห้องน้ำ”
ธนภพกำลังจะหันไปแก้ตัวกับพี่ชาย ทว่าซาริตาก็รีบพูดขัดขึ้น ชายหนุ่มทำท่าจะเดินเข้าไปหาเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอยู่จึงเดินเข้าไปขวาง
“เธอปรักปรำฉัน ไหนล่ะหลักฐาน”
“ก็ตาฉันนี่แหละหลักฐาน นายเอาช่องโหว่ที่ร้านไม่มีกล้องวงจรปิดตรงนั้นมาเป็นข้อแก้ตัวใช่ไหม ... หน้าไม่อาย!”
ซาริตาโต้กลับทันควัน ใบหน้าสวยเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ ตอนนั้นน่าจะยกโทรศัพท์ถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ไม่น่ารีบร้อนโวยวายจนมีเรื่องชกต่อยกับผู้ชายเลย ดีนะพี่ฟาเคยส่งให้ไปเรียนมวยไทยเอาไว้ป้องกันตัว
“พอได้แล้ว!” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น
ซาริตาเหลือบมองหน้าผู้ชายที่บอกว่าเป็นพี่ชายของคู่กรณี แล้วถึงกับอึ้งในความหน้าตาดี ทั้งใบหน้าตี๋ แต่คมเข้ม จมูกโด่ง ดวงตาคม แต่แอบดุ ออกไปทางเย็นชาหน่อย ๆ
“พี่ธี ... จัดการมันเลยครับ ดูสิมันต่อยหน้าผม” ธนภพถือโอกาสฟ้องผู้เป็นพี่ชาย เขาจึงหันไปมองหน้าด้วยดวงตาแข็งกร้าว
“ที่ฉันบอกว่าให้พอแล้ว ... หมายถึงแกไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น”
เสียงในห้องสอบสวนเงียบลงในทันที เมื่อประโยคนั้นของธีรณัฐเอ่ยพูดจบ ดวงตาคมกริบตวัดมองน้องชายตัวเองนิ่ง เพื่อเป็นการห้ามปราม
ธีรณัฐหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ดวงตาคู่นั้นยังฉายแววความโกรธ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเข้ามแข็ง ไม่ได้อ่อนแอแม้แต่น้อย
“คุณชื่อซาริตาใช่ไหม ... แล้วมีผู้ปกครองหรือญาติมาไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ”
“ใช่ค่ะ ... ซาโทรบอกพี่สาวแล้ว กำลังมาค่ะ”
“เอาเป็นว่าผมขอโทษแทนน้องชายด้วย ถ้าเขาทำอะไรล่วงเกินคุณ ผมจะรับผิดชอบเอง”
คำพูดนั้นทำให้ธนภพเบิกตากว้าง “พี่ธี! ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำ!”
“ถ้ายังไม่หยุดพูด ฉันจะปล่อยให้ตำรวจจัดการตามกฎหมาย” เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าธนภพเสียด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มสะอึกไปทันที
“แต่คุณก็ไม่มีหลักฐานจริง ๆ ใช่ไหม?” ธีรณัฐหันมาถามซาริตาอีกครั้ง สีหน้าและน้ำเสียงนั้นสุภาพขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความจริงจัง
หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาลังเล
“ไม่มีค่ะ ตอนนั้นฉันเห็นเขาก้มมองจากช่องใต้ประตู ตอนนั้นฉันตกใจเลยโวยวายออกไป ก่อนจะมีเรื่องชกต่อยกับเขา...”
หญิงสาวก็บอกได้ไม่เต็มเสียงเท่าไร เพราะตัวเองก็มีส่วนผิดที่ไปทำร้ายร่างกายคนอื่น แต่สถานการณ์ตอนนั้นมันบีบบังคับนี่ ทำไงได้
ธีรณัฐพยักหน้าช้า ๆ ราวกับประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนหันไปมองเจ้าหน้าที่
“ผมอยากขอเคลียร์เรื่องนี้นอกโรงพักครับ ถ้าทั้งสองฝ่ายยินยอม”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า เห็นชัดว่าเขาอยากให้เรื่องจบเร็วขึ้นเช่นกัน อีกอย่างก็ไม่อยากจะไปยุ่งกับพวกมีเงินเท่าไร ให้เรื่องมันจบแบบนี้นะดีแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรอพี่สาวคุณมาก่อน เราจะได้มาคุยกันเพื่อหาทางออก”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็มาหยุดยืนตรงบานประตูที่เปิดอยู่ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างอ้วนที่เดินเข้ามาในชุดกางเกงวอร์ม เสื้อยืดสบาย ๆ รองเท้าแตะ ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง
ดวงตาคู่สวยกวาดมองทั่วห้องเพื่อหาน้องสาวตัวเอง เสี้ยววินาทีก็ชะงัก เมื่อสบตากับใบหน้าคมคายที่หันมามองเธอพอดี
ฟาริศาเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำชื่อเขาออกมา
“คุณธีรณัฐ?”
“คุณฟาริศา...”
ชายหนุ่มเองก็ไม่ต่างหัน เขาก็ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอพนักงานในบริษัทในสถานที่แบบนี้ แล้วถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปพูดที่อื่น มันย่อมเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบริษัท
ความอึดอัดเกิดขึ้นภายในห้องชั่วขณะทำให้ทุกคนในห้องมองสลับกันไปมา
ซาริตารีบเดินเข้าไปใกล้พี่สาว แล้วกระซิบเบา ๆ เพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน “พี่ฟา ... ขอโทษนะ ซาไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้”
ธีรณัฐคลายสีหน้าประหลาดใจลงก่อนจะพูดขึ้น “คุณเป็นผู้ปกครองของเธอเหรอ?”
ฟาริศาพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ ซาริตาเป็นน้องสาวฉัน...”
เธอเว้นวรรคเล็กน้อย หันไปมองชายหนุ่มข้างตัวเขา ที่ดูอ่อนวัยกว่า แถมใบหน้ายังเป็นไปด้วยความฟกช้ำ
“แล้ว ... คุณเป็น...?”
“น้องชายต่างแม่ของผมเอง ... แล้วก็เป็นคู่กรณีของน้องคุณ” ธีรณัฐตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่ทั้งห้องจะตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนแล่นพล่านในอกหญิงสาวอย่างห้ามไม่อยู่ เขาคือเจ้านายของเธอ เป็นบุคคลที่เธอมองว่าเป็นต้นแบบของการทำงาน อีกทั้งเป็นคนทึ่หัวใจเธอบอกว่าชอบตั้งแต่แรกเห็น ทว่าตอนนี้กลับต้องมายืนเผชิญหน้ากันในสถานที่ต่างฝ่ายต่างเป็น “ผู้ปกครอง” ให้กับคนในครอบครัวที่เพิ่งทะเลาะกัน
“ในเมื่อคุณธีรณัฐยินดีจะไกล่เกลี่ย และทางตำรวจเองก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน งั้นเราคงต้องทำให้เรื่องนี้จบโดยไม่มีคดีความ”
ฟาริศาพูดอย่างเป็นทางการ พยายามควบคุมเสียงให้นิ่ง ทั้งที่ในใจปั่นป่วนอย่างประหลาด เธอพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนหันไปหาน้องสาวด้วยแววตาจริงจัง
“ซา ขอโทษเขาสิ ที่ซาใช้กำลังมันก็ไม่ถูกต้อง”
ซาริตาเม้มปากแน่นอย่างลังเล แต่สุดก็ยอมก้มศีรษะเล็กน้อย
“ขอโทษนะ ที่ฉันต่อยหน้านาย”
ธนภพพยักหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ได้พูดอะไรออกไป ธีรณัฐส่งสายตาดุแทนคำสั่งว่าให้ขอโทษกลับเหมือนกัน เจ้าของใบหน้าฟกช้ำจึงจำใจหันกลับไปหาซาริตาอย่างไม่เต็มใจ
“ขอโทษ”
พอพูดเสร็จก็เบือนหน้าหนีทันที
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” เขาบอกเสียงราบเรียบ ก่อนจะผลักไหล่น้องชายตัวเองเบา ๆ ให้เดินนำหน้าไป
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







