Masukบทที่3 กลับ
“ครับพี่เมฆ!?” เสียงเข้มดังลอดจากปลายสาย พร้อมกับความตื่นตัวเต็มร้อย “มารับกูที่คอนโดซอย 27 หลังตลาด เอารถมืด ๆ ไม่ต้องให้ใครเห็นทะเบียน” “ครับ! อีกสิบห้านาทีถึง!” เขากดวางสายทันที ก่อนจะหันมามองพลับที่กำลังเก็บถ้วยชามเข้าถุง “เดี๋ยวฉันลงพร้อมเธอ” เมฆพูด “พอดีเลย” “อ้อ ฉันก็จะไปเรียนพอดีค่ะ” พลับพูดขณะหยิบกระเป๋าหนังสือขึ้นพาดบ่า ทั้งสองคนเดินลงจากคอนโดพร้อมกัน เมฆใส่เสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวซึ่งเธอให้ยืมแทนสูทที่เปื้อนเลือด เขาดูต่างไปจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง — ไม่ใช่นายใหญ่จอมโหด แต่เป็นชายหนุ่มนิ่งขรึมที่เดินข้างหญิงสาวธรรมดา ๆ พอลงมาถึงหน้าตึก รถเอสยูวีสีดำเงาก็แล่นเข้ามาจอดอย่างแม่นยำที่หน้าคอนโด ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ก่อนที่ชายร่างใหญ่ในชุดดำจะก้าวลงมา ลูกน้องของเมฆ — พี่คิง ชายคนสนิทที่เป็นทั้งองครักษ์และมือขวา รีบเดินเข้ามา แต่แล้วกะพริบตารัวเมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเจ้านาย “เอ่อ... พี่เมฆครับ...” เมฆหรี่ตานิด ๆ “อะไร?” คิงกระซิบเบา ๆ ด้วยสีหน้าแปลกใจสุดขีด “เมื่อคืนพี่ไปนอนห้องผู้หญิงเหรอครับ!?” เมฆปรายตามองนิด ๆ ไม่ตอบ ลูกพลับได้ยินนิดหน่อยถึงกับหน้าแดงก่ำ เธอกำกระเป๋าแน่นแล้วแสร้งทำเป็นมองโทรศัพท์ ลูกน้องอีกสองคนที่มาด้วยก็ตาโตมองกันไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา คนหนึ่งกระซิบ “ใช่คนที่เคยเห็นในคลับมั้ยวะ?” “ไม่ใช่โว้ย นั่นคนละสไตล์เลย!” เมฆปรายตามาอีกครั้ง ทั้งหมดเงียบกริบทันที เขาหันไปมองลูกพลับ “ขอบใจนะ... สำหรับทุกอย่าง” พลับเงยหน้ามายิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ คุณปลอดภัยก็ดีแล้ว” เมฆลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดเบา ๆ “ถ้ามีใครมาถามถึงฉัน อย่าตอบ อย่าไว้ใจใคร... แม้แต่คนแต่งตัวดูดี” “ค่ะ...” พลับพยักหน้าจริงจัง เมฆเปิดประตูรถกำลังจะขึ้น แต่ชะงัก หันกลับมา “พลับ...” “คะ?” “เธอ... ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ” หญิงสาวนิ่งงันไปนิด แก้มแดงอีกครั้งก่อนจะก้มหน้าหลบ ในรถ SUV สีดำที่แล่นฉิวไปตามถนนกรุงเทพฯ บรรยากาศเงียบงันผิดปกติ แม้เครื่องยนต์จะนุ่มและกระจกกันเสียงอย่างดี แต่ความเงียบระหว่างผู้โดยสารสองคนกลับอึดอัดกว่านั้น เมฆนั่งเงียบ สายตาจ้องมองวิวริมถนนแต่สมองกลับไม่ได้โฟกัสที่ใดเลย “เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจของพี่คิงคนขับดังขึ้น เขาเหลือบตามองเจ้านายทางกระจกส่องหลังเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ “พี่เมฆครับ...” “ว่าไง” “ผู้หญิงคนนั้น?” คิงถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม “อืม” เมฆตอบสั้น ๆ “ผมเห็นรอยฟกช้ำตรงแขนและหน้าเธอ ตอนลงตึกเมื่อเช้า... ไม่น้อยเลยนะครับ” เมฆขมวดคิ้วทันที หันมามองอย่างตกใจ “รอยอะไร?” “รอยช้ำเลยครับ สีม่วง ๆ ที่ต้นแขน และแก้ม คงเพราะเมื่อวานเธออาจล้ม หรือไม่ก็โดนเบียดโดนกระชากถูกลูกหลงหรือจากตอนหนี... แต่เธอยังยิ้ม ยังไปเรียนเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไร” เมฆเงียบ… ภาพลูกพลับยิ้มอย่างเข้มแข็งเมื่อตอนลงจากตึกยังชัดอยู่ในหัว แต่เขากลับ... ไม่ทันสังเกตอะไรเลย “คิง” เขาเรียกเสียงนิ่งแต่เด็ดขาด “ขับรถกลับไปตามดูเธอ” “ครับ?” คิงเหลือบตาอย่างงง ๆ “อย่าให้เธอเห็น แค่ดูไว้ว่าเธอไปเรียนที่ไหน ไปยังไง อยู่กับใคร เลิกเรียนทำอะไร กลับบ้านเมื่อไหร่” “...แล้วจะให้ผมรายงานตอนไหนครับ?” เมฆหลุบตาลง “ทุกชั่วโมง” พี่คิงส์พยักหน้ารับทราบและไม่กล้าถามอะไรต่อ เวลาต่อมา – ใกล้มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในเมือง คิงจอดรถในระยะห่างพอประมาณ ใช้กล้องส่องระยะไกลที่อยู่ใต้เบาะคนขับ เฝ้าดูร่างบางของหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่เพิ่งลงจากรถเมล์สายหนึ่ง พลับเดินเร่งฝีเท้าผ่านประตูหน้ามหาวิทยาลัย สะพายกระเป๋าใบเดิม มืออีกข้างถือตำราเรียน “ขึ้นรถเมล์ทุกเช้า ไม่ใช้รถส่วนตัว…” คิงพึมพำขณะรายงานผ่านหูฟังบลูทูธให้เมฆ “แต่งตัวเรียบร้อย เดินไว มีระวังตัว แปลว่าไม่ได้ไว้ใจใครมาก” เมฆฟังเงียบ ๆ ผ่านหูฟังอีกฝั่ง ขณะนั่งอยู่ในออฟฟิศใหญ่กลางเมือง เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจเริ่มปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก เวลา 17.00 น. – คาเฟ่เล็ก ๆ ข้างมหาวิทยาลัย คิงยังตามติด ห่างไม่เกิน 30 เมตร ลูกพลับเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดพนักงานคาเฟ่สีครีมอ่อน ๆ ผูกผ้ากันเปื้อน ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ชงเครื่องดื่ม รอยยิ้มเธอยังอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่สีหน้าดูอิดโรยขึ้นอย่างชัดเจน มีจังหวะหนึ่งที่เธอยกแขนขึ้นแล้วนิ่วหน้าเล็กน้อย — อาการแผลฟกช้ำกำลังแสดงตัว “ยังทำงานต่อ...” คิงพึมพำ “คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไข้ขึ้นแล้ว” หลังเลิกงานลูกพลับแวะซื้อยาพาราและยาลดไข้ ก่อนจะเดินกลับห้องพักคนเดียวพร้อมถุงของเล็ก ๆ ใบหนึ่ง “แน่เลย... เธอเริ่มไม่ไหวแล้ว” คิงพูดกับตัวเองขณะนั่งอยู่ในรถอีกฝั่งของถนน เขารีบต่อสายกลับไปยังเมฆ “พี่เมฆครับ... เธอซื้อยาลดไข้... ผมว่าเธอไม่สบายเพราะแผลแน่ ๆ” ปลายสายเงียบไปอึดใจ ก่อนคำสั่งเรียบเย็นจะดังมา “ฉันจะไปหาเธอเอง” รถยนต์สปอร์ตสีดำสนิทแล่นเข้ามาจอดเงียบ ๆ ด้านหน้าคอนโดเก่าในซอยแคบ เมฆลงจากรถโดยไม่รีบร้อน ใส่เสื้อเชิ้ตสีเข้ม แขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อน ๆ แบบเดียวกับเมื่อคืนยังติดตัวเขาอยู่ เขาโทรหาคิงครั้งสุดท้ายก่อนเดินขึ้นตึก “เธอยังไม่ออกจากห้องใช่ไหม?” "ยังครับพี่เมฆ สงสัยจะเพิ่งกินยา เห็นไฟห้องเปิดอยู่เงียบ ๆ" “ดี เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปเอง” “ครับ แต่ระวังนะครับ คนคอนโดแน่น พี่ไม่อยากให้ใครรู้ตัวนี่” “ไม่ต้องห่วง” เมฆกดวางสายก่อนจะล้วงมือใส่กระเป๋าเสื้อ ก้าวขึ้นบันไดอย่างนิ่ง ๆ ทีละขั้น และทันทีที่เขาเลี้ยวขึ้นถึงชั้นห้องของลูกพลับ ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ฝีเท้าของเขาชะงักลง หญิงสาวในชุดอยู่บ้านเรียบง่าย สะพายกระเป๋าผ้าข้างตัว ยืนอยู่หน้าห้องของลูกพลับ กำลังคุยอยู่ เสียงพูดของอีกฝ่ายลอยมาให้ได้ยินชัดเจน “แม่หนู... พอดีป้าต้องรีบไปเอาเงินสดให้เจ้าของตึกน่ะ เข้าใจหน่อยนะ เลยวันมาแล้วหนึ่งวันแล้วอะ ค่าเช่าเดือนนี้น่ะ” “หนูขอโทษค่ะป้า พอดีเมื่อคืน...มีเรื่อง” ลูกพลับตอบอย่างสุภาพ มือเปิดกระเป๋ารีบนับเงินอย่างตื่น ๆ “ป้ารู้ๆ ว่าหนูไม่เคยผิดนัดเลย แต่ต้องเข้าใจนะ เดี๋ยวป้าโดนหักเงินค่าเช่าช้าอีก” หญิงสูงวัยพูดเสียงเหนื่อย “ค่ะ นี่ค่ะ หนูมีพอดีเป๊ะเลย ห้าพันห้าร้อยบาทค่ะ” ลูกพลับยื่นเงินให้ ป้ารับไว้แล้วรีบเขียนใบเสร็จส่งกลับให้ทันที “ขอบใจนะหนูพลับ ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกป้าได้เลยนะลูก” “ขอบคุณค่ะป้า” หญิงสูงวัยเดินจากไปช้า ๆ ปล่อยให้ลูกพลับยืนอยู่เงียบ ๆ คนเดียวหน้าห้อง เมฆยืนเงียบอยู่มุมบันไดอีกฝั่ง ไม่ได้ขยับ เขารู้สึกแปลบในอก หญิงสาวที่เขาคิดว่าเข้มแข็ง อดทน ไม่ยอมอ่อนแอ… กลับต้องมากังวลถึงแม้แต่ “ค่าเช่าห้อง” ทั้งที่ร่างกายยังไม่หายจากพิษไข้ เขารอให้ทุกอย่างเงียบลง …แล้วจึงเดินไปหยุดที่หน้าห้อง ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะเบา ๆ ภายในห้องเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่เสียงฝีเท้าจะดังขึ้น แล้วประตูก็เปิดออก “คะ—” ลูกพลับเงยหน้าขึ้นแล้วชะงัก ดวงตาเบิกกว้างทันที “คุ คุณเมฆ!” เมฆยืนอยู่ตรงหน้าในสภาพที่แทบไม่ต่างจากเมื่อคืน แต่ครั้งนี้…ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล และไม่มีเหตุการณ์ไล่ยิง มีเพียงชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตเรียบหรู หน้าตาหล่อคมคายที่กำลังจ้องมาที่เธออย่างนิ่งลึก “เธอดูไม่ค่อยดีเลย” เขาพูดเรียบ ๆ ดวงตาไล่มองจากใบหน้าเธอไปยังต้นแขนและแก้มที่มีรอยช้ำจาง ๆ “อ๋อ... ไม่มีอะไรค่ะ พอดีเมื่อวานล้ม” เธอรีบตอบแล้วขยับตัวเหมือนจะปิดประตู “จะไม่ให้ฉันเข้าไปหน่อยเหรอ?” เมฆถามขึ้นทันที “เอ่อ...” ลูกพลับลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอมเปิดประตูออกกว้าง “ค่ะ เชิญค่ะ” เมฆก้าวเข้าไปในห้อง เดินสำรวจสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดที่โต๊ะที่มีกล่องยากับแก้วน้ำ “เธอกินยาแล้ว?” “ค่ะ...เมื่อครู่นี้เอง” เมฆถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเธอตรง ๆ “แล้วเรื่องค่าเช่าห้องล่ะ?” ลูกพลับชะงัก กะพริบตาปริบ ๆ “คุณแอบฟังฉันเหรอคะ?” เธอพูดเบา ๆ มีทั้งความเขินและน้อยใจปนอยู่ “เปล่า... บังเอิญเห็น” เมฆตอบตรง ๆ พลับยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนใจ “ไม่เป็นไรค่ะ จัดการได้” “ใช่... เธอจัดการได้ทุกอย่างเลยสินะ ทั้งหนีตาย เลี้ยงตัวเอง ทำงานตอนเป็นไข้ แล้วยังต้องขอโทษเจ้าของห้องทั้งที่ตัวเองจะเป็นลมอยู่แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบแต่สายตาลึก ลูกพลับนิ่งไป เธอไม่ได้พูดอะไรกลับ เพราะทุกอย่างที่เขาพูด... มันก็จริง เมฆถอนหายใจอีกครั้ง แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง “เธอควรไปหาหมอ” เขาพูด “มันไม่ถึงขั้นขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวก็หาย...” “ขึ้นรถ” เขาหันมาสั่ง “คะ?” “ฉันจะพาเธอไปหาหมอ ไปตอนนี้เลย ก่อนที่เธอจะล้มจริง ๆ แล้วไม่มีใครรู้” รถยนต์สปอร์ตสีดำขลับเคลื่อนตัวช้า ๆ ออกจากหน้าคอนโด ลูกพลับนั่งเงียบข้างคนขับ มองตรงไปข้างหน้าด้วยความอึดอัดใจนิด ๆ มือทั้งสองประสานกันไว้บนตัก ภายในรถหรูเงียบสนิท มีเพียงเสียงเพลงแจ๊ซคลอเบา ๆ จากลำโพง “...คุณเมฆ” เธอเรียกเขาเสียงแผ่ว “หืม?” “ขอบคุณนะคะ... ที่อุตส่าห์กลับมาอีก” เธอหันไปมองเขาเล็กน้อย “ทั้งที่คุณไม่จำเป็นต้องลำบากเลย” “ก็ไม่ได้ลำบากอะไร” เขาพูดเรียบ ๆ ดวงตายังมองถนนตรงหน้า “แล้วอีกอย่าง... ถ้าเธอล้มไข้ตายไปจริง ๆ คงไม่มีใครไปแจ้งตำรวจ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนอยู่กับใคร” ลูกพลับหลุดหัวเราะเบา ๆ “อ๋อ... ที่มาหาเพราะกลัวโดนซวยเหรอคะ?” “ใช่” เมฆพูดติดตลกนิด ๆ ก่อนจะเหลือบตามามองเธอ “...แล้วก็ไม่อยากติดหนี้คนที่ช่วยชีวิตไว้” พลับก้มหน้าลงเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง รถแล่นพ้นแยกไฟแดงและเริ่มเข้าสู่โซนชุมชนย่านกลางเมือง “ปกติเธอทำงานอะไร?” เมฆถามขึ้น “พนักงานร้านกาแฟค่ะ ทำตอนเย็นหลังเลิกเรียน” “เรียนสาขาอะไร?” “นิเทศศาสตร์ค่ะ แต่ก็เน้นด้านเบื้องหลัง… เขียนบทตัดต่อ อะไรพวกนี้มากกว่า” “หึ...” เมฆพึมพำเบา ๆ “อะไรคะ?” “ก็แค่คิด... โลกของเธอกับฉันมันต่างกันจนไม่น่าเชื่อเลย” “นั่นสิคะ” พลับตอบเสียงอ่อน “ฉันอยู่กับกล้องวิดีโอ สมุดบท กับกาแฟ... ส่วนคุณ...อยู่กับปืน มีด และอำนาจ” เมฆหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเงียบไปพักใหญ่ แล้วพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง “เธอไม่กลัวเหรอ?” “กลัวค่ะ” เธอตอบตรง “แต่ฉันก็รู้ว่าเมื่อคืน... ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงไม่รอด” เมฆหันมาสบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปจับพวงมาลัยแน่นขึ้น “แล้วตอนนี้เธอกำลังกลัวฉันอยู่มั้ย?” ลูกพลับนิ่งไปนิด ก่อนส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วพูดเบา “ไม่ค่ะ” รถเงียบลงอีกครั้ง แต่คราวนี้...เป็นความเงียบที่อุ่นกว่าเดิม 20 นาทีต่อมา — คลินิกเอกชนเล็ก ๆ ย่านพระรามเก้า เมฆพาลูกพลับลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปในคลินิกที่เปิดถึงดึก คุณหมอหญิงวัยกลางคนให้การต้อนรับอย่างสุภาพเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสูทหรูพาผู้หญิงหน้าตาซีดเซียวเข้ามา “แผลช้ำนะคะ แต่ลึกนิดนึง และไข้ก็มาจากอาการอักเสบของกล้ามเนื้อด้วย คงไม่ได้พักผ่อนดี ๆ” คุณหมอส่ายหน้าเบา ๆ “โชคดีนะคะที่พามาทัน ไม่งั้นถ้าปล่อยไว้จนติดเชื้อ จะยุ่ง” เมฆมองหญิงสาวที่นั่งเงียบ ๆ บนเตียงตรวจ สายตาของเขาแน่นิ่ง แต่ภายในกลับวุ่นวายอย่างบอกไม่ถูก “ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ” พลับพูดเบา ๆ หลังรับยากับคำแนะนำ เมฆจ่ายเงินอย่างไม่รีรอโดยไม่ให้เธอทันแตะกระเป๋าสตางค์ “เดี๋ยวฉันคืนให้ตอนกลับบ้านนะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ไม่ต้อง” เมฆตอบทันที “แต่—” “ถือว่าค่าตอบแทนที่ช่วยชีวิตฉันไว้” ลูกพลับยิ้มบาง ๆ ไม่เถียงอีก ทั้งสองคนเดินออกจากคลินิกเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงไฟริมทางที่เริ่มดับลงทีละดวงบทที่45 ตอนพิเศษค่ำคืนหนึ่งในเดือนธันวาคม — กรุงเทพฯร้านอาหารหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมภูผา ถูกเนรมิตให้กลายเป็นดินเนอร์หรูส่วนตัวของ “สองครอบครัวใหญ่” ใต้ท้องฟ้าสีมืดมิดปนแสงดาว พื้นไม้สีเข้มสะท้อนแสงไฟนวลที่ประดับประดารอบโต๊ะอาหารยาว ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ทั้งไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น และขนมหวานสำหรับเด็กเจ้าแฝดทั้งสี่—นาวา, พาย, ขุนเขา, สายลม—วิ่งเล่นรอบโต๊ะด้วยเสียงหัวเราะ ไม่ห่างจากสายตาของแม่ๆ และพ่อๆ ที่คอยมองและยิ้มอย่างภูมิใจพลับใส่เดรสยาวสีครีม ผมยาวปล่อยสลวย หน้าสดใสขึ้นมากตั้งแต่มีลูก ส่วนพลอยในเดรสสีชมพูอ่อนก็ดูละมุนละไมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ท่ามกลางบรรยากาศแบบครอบครัว พวกเธอเหมือนแม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหัวหน้าแก๊งค์อย่าง “เมฆ” กับ “ภูผา” ยืนอยู่ข้างๆ... พร้อมทำหน้าที่สามีและพ่ออย่างเต็มภาคภูมิแต่ในค่ำคืนนี้... จะมีเรื่องที่ทำให้หัวใจอบอวลกว่านั้นเกิดขึ้นขณะที่อาหารจานหลักถูกเก็บออกไป เหลือเพียงแชมเปญและเค้กขนาดเล็ก—ภูผาหันไปสบตากับเมฆเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้กันซันที่นั่งหัวโต๊ะ ยิ้มมุมปากทันที “เอ้า...จะเริ่มยังไง รอดูอยู่นานละนะ”จู่ๆ เมฆลุกขึ้นช้าๆ กุมมือของพลับไ
บทที่44 อยากมีลูกอีกNCเสียงหัวเราะจากลานสวนค่อย ๆ ซาเมื่อเมฆเริ่มทำตัวอ้อนภรรยาหนักขึ้น เขาทั้งโอบทั้งหอมพลับซ้ายขวาไม่หยุด จนทุกคนต้องส่ายหน้า“พอเลยพี่เมฆ หอมเข้าไป เดี๋ยวก็หอบเมียกลับเข้าห้องแน่!” ซันแซวพร้อมยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม“เออ มันอุ้มไปแน่กูดูหลายรอบละ” ภูผาก็เสริมพลางหัวเราะเบา ๆ พลอยเองก็นั่งอมยิ้ม ส่ายหน้าเบา ๆแต่เมฆไม่ได้สนใจคำแซวสักนิด เขาก้มลงกระซิบข้างหูพลับเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มพลับในท่าเจ้าสาวเต็มตัวกลางสวนหลังบ้าน ท่ามกลางเสียงฮือฮา“เฮ้ยยย! มันจริงว่ะ!!” ซันอ้าปากค้าง“โอ้ยย พี่เมฆบ้าา!” พลับหน้าแดงจัด ดิ้นเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้อุ้มอย่างว่าง่ายเพราะรู้ว่าเถียงไปก็ไม่รอดก่อนจะก้าวเดินเพื่อเข้าบ้าน เมฆก็หันมามองทั้งสามคนแล้วตะโกนออกมาเสียงดังฟังชัด“แยกย้ายกันนอนได้แล้ว คืนนี้กูจะขยันจัดเมียให้หนัก ๆ ฮ่า ๆๆๆ!”เสียงหัวเราะและเสียงโห่ของเพื่อน ๆ ก็ตามหลังไปตลอดทาง ส่วนพลับก็เอาหน้าซุกอกเมฆอย่างอายจัด จนไม่กล้าเงยหน้ามองใครเมฆพาพลับเข้าห้องอย่างเบามือ วางเธอลงที่เตียงด้วยท่าเจ้าสาวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงดวงเดียวในห้อง แสงสลัวสีส้มอ่อนส่องก
บทที่43 วันครอบครัวเช้าวันเสาร์อากาศแจ่มใส แดดอ่อนๆ ส่องลอดผ้าม่านสีครีมในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์เมฆา บ่งบอกถึงวันหยุดแสนสุขที่รอคอย พลับตื่นตั้งแต่เช้าเพราะเสียงหัวเราะของน้องพายและน้องนาวาที่วิ่งดุ๊กดิ๊กอยู่หน้าห้องน้ำ เด็กแฝดวัยสามขวบครึ่งกำลังดีดดิ้นด้วยความตื่นเต้น เพราะรู้ว่าพ่อแม่จะพาไปสวนน้ำพลับยิ้มกว้าง หยิบมือถือมากดโทรหาพลอยทันที“ฮัลโหลพี่พลอย ตื่นยังงงง~” เสียงสดใสของเธอดังลอดเข้าไปในปลายสาย“ยังไม่ได้หลับเลยแก! ลูกขุนเขากับสายลม ตื่นตั้งแต่ตีห้า จะไปสวนน้ำให้ได้เนี่ย” พลอยบ่นทั้งที่หัวเราะแทรกอยู่ในน้ำเสียง“ดีเลย! วันนี้ที่ห้างเรามีเปิดโซนใหม่ด้วยนะ เป็นโซนเด็กเล็กพอดี ไปกันๆ เดี๋ยวพี่เมฆเขาจองโซน VIP ไว้แล้ว เงียบคน ไม่ต้องเบียดใคร เด็กๆ เล่นน้ำได้สบายเลย”“โอ๊ย ดีอ่า งั้นเจอกันกี่โมง?”“สิบเอ็ดโมง”รถตู้หรูสีดำของบ้านเมฆจอดสนิทที่หน้าโรงแรมของภูผาในเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าเป๊ะ เด็กน้อยสองแฝด นาวาและพาย วิ่งลงจากรถทันทีด้วยความตื่นเต้น ตะโกนลั่นว่า “น้องขุนเขา! น้องสายลม! ไปสวนน้ำกันนน!!” ข้างหลังคือพลับที่ยืนเท้าสะเอวรอรับพลอย ส่วนเมฆนั้นลงมายืนกอดอกพิงรถ ชะเง้อมองหาเพื่อนร
บทที่42 NCสิ้นเดือนเหมือนสวรรค์ของชาวแก๊งค์บรรยากาศของวันสิ้นเดือนบน “ตึกเมฆา” ในวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ…แสงแดดยามสายลอดกระจกเข้ามาในห้องทำงานหรูของเมฆ สะท้อนผิวพื้นหินอ่อนจนระยิบระยับ เสียงหัวเราะของ “น้องนาวา” และ “น้องพาย” ลูกฝาแฝดของเมฆและพลับดังเจื้อยแจ้วในห้อง ทำเอาบรรยากาศที่เคยเย็นชาจากความเป็นมาเฟีย กลับดูอบอุ่นแบบบ้าน ๆ อย่างไม่น่าเชื่อพลับนั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ เปิดกล่องของเล่นให้ลูก ๆ ระหว่างรอให้เมฆจัดการเรื่องเงินเดือนลูกน้อง ข้าง ๆ คือโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ที่เมฆใช้ประชุมงานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน วันนี้โต๊ะนี้กลับกลายเป็นโต๊ะวาง “ซองขาว” เงินเดือนสำหรับคนของเขาลูกน้องแก๊งเมฆา ทุกคนในชุดดำเรียบร้อย เดินขึ้นมาตามลำดับแผนก ทีละคน…สองคน…จนเต็มห้องคิงส์ยืนประจำจุดด้านหน้า กวักมือเรียกทีละชื่อ ช่วยแจกซองเงินแบบเงียบขรึม“ไอ้บอย–การเงิน”“ไอ้ทอม–ภาคสนาม”“ไอ้เอก–ข่าวกรอง”ทุกคนรับซองด้วยท่าทางนอบน้อม ก่อนจะหันไปยกมือไหว้พลับที่นั่งอยู่พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเสียงหัวเราะของลูกฝาแฝดยังคงดังเป็นจังหวะเสริมจังหวะเครียด ๆ ของชายชุดดำในห้องอย่างลงตัว… นาวากำลังลากรถของเล่นวิ่งรอบโต๊ะ ส่ว
บทที่41 เซ็นต์สัญญาบ่ายวันหนึ่ง ณ ตึกเมฆาหลังผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบ ทั้งธุรกิจ กลุ่มแก๊งค์ และหัวใจของทุกคนเมฆกลับมาทำงานตามปกติในตำแหน่งประธานบริษัทเมฆา อินเตอร์กรุ๊ป ขณะที่ซันนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม โต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารโครงการใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้น — “ห้างหรูระดับเอเชียใจกลางกรุงเทพฯ” โครงการที่เคยถูกพักไว้เมื่อหลายเดือนก่อนเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันวันนี้ มิสเตอร์ลี นักลงทุนรายใหญ่จากสิงคโปร์นัดเข้าพบอีกครั้งเพื่อสรุปดีล และครั้งนี้ เมฆก็เตรียมแผนไว้ล่วงหน้า“เดี๋ยวอีกคนจะตามมา… ผู้ถือหุ้นใหม่ของโครงการ” เมฆพูดขณะเซ็นเอกสาร“ใคร?” ซันเลิกคิ้วประตูกระจกเลื่อนเปิดออก…ภูผา ในชุดสูทสีเข้ม เดินเข้ามาเงียบๆ พร้อม พลอย ที่ตอนนี้อุ้มท้องโตแปดเดือนกว่า ใบหน้ายิ้มละไมและดูสดใสขึ้นมากหลังจากพักฟื้นจนหายดี เธอแต่งชุดเดรสยาวคลุมเข่า สวมรองเท้าแตะสบายๆ เดินเคียงข้างสามีมาอย่างอ่อนโยน“มาแล้วครับหุ้นส่วนใหม่” เมฆยิ้มเล็กน้อย“ไม่คิดว่าฉันจะมาอยู่ฝั่งเดียวกันจริงๆ ล่ะสิ” ภูผาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปจับมือกับมิสเตอร์ลีซันหัวเราะ “โห… จากคู่กัดกลายเป็น
บทที่40 คลอดแล้วจ้าผ่านไปหลายเดือน—ฤดูฝนมาเยือนพร้อมเสียงฟ้าร้องเบา ๆ ตอนกลางคืน...ในบ้านหลังใหญ่ของ “เมฆา บารมีอนันต์” แห่งตระกูลมาเฟียที่ใครก็ไม่กล้ายุ่ง เวลานั้นทุกอย่างเงียบสงบ… ยกเว้นห้องนอนใหญ่ที่เปิดไฟสลัว เสียงหอบหายใจของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ“อื้อ… เมฆ… เมฆ… พี่เมฆ!”ลูกพลับร้องเสียงหลง มือข้างหนึ่งกุมท้องแน่น ขาเกร็งจนเธอลุกจากเตียงไม่ขึ้นเมฆที่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าโน้ตบุ๊กไม่ไกล รีบเผ่นพรวดมาหาทันที สีหน้าตกใจสุดขีด“เป็นอะไร! เจ็บเหรอ!”“เจ็บท้อง… มันจุกไปหมดเลย เหมือนจะคลอด… พี่เมฆ… ฮึก…”“เวรเอ๊ย!” เมฆสบถลั่น รีบประคองเธอขึ้นอย่างทุลักทุเล แผ่นหลังกว้างของเขาเปียกเหงื่อ มือสั่นจนน่าแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นเมฆเป็นแบบนี้“เดี๋ยวพี่พาไปโรงพยาบาล! อดทนนะพลับ! เดี๋ยวพี่จัดการเอง!”เขารีบโทรหาพี่คิงส์ให้เตรียมรถ สั่งให้ป้าติ๋มหยิบกระเป๋าเตรียมคลอดที่จัดไว้มาวางท้ายรถ แล้วตัวเองก็อุ้มพลับขึ้นรถไปเองเลยไม่ให้ใครจับ“อย่าเจ็บมากนะคนเก่งของพี่… เดี๋ยวก็ได้เจอลูกเราแล้วนะ…”ในรถ พี่คิงส์ขับพุ่งฝ่าฝนกลางคืนไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เขาเคยขับ มือจับพวงมาลัยแน่น หน้าตา







