บทที่6 ให้ทำไม
รถยังจอดอยู่ตรงริมแม่น้ำ เสียงลมเย็นและแสงไฟสะท้อนจากผิวน้ำวิบวับเหมือนประกายใจที่สั่นไหว
ลูกพลับถือซองเงินไว้ในมือ เบามาก
เบาจนรู้สึกว่าอาจจะปลิวหายไปพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่เพิ่งเริ่มต้นในใจเธอ
เธอเงยหน้ามองเขา
สายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม…แต่เธอเลือกจะถามออกไปแค่หนึ่งคำถามง่าย ๆ
“คุณให้เงินฉันทำไมคะ?”
เมฆหันหน้ามามองเธอ
ดวงตาคมที่เคยอ่านยาก ตอนนี้ดูเหมือนลังเลนิดหนึ่ง
“ก็...ตอบแทนไง” เขาพูดเสียงเรียบ
“เธอช่วยฉันวันนั้น ทำแผลให้ หาข้าวให้กิน ดูแลจนเช้า…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วไปมองนอกหน้าต่าง
พยายามเก็บสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด
“ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ แค่ไม่ชอบติดหนี้ใคร”
...
คำพูดนั้นตกลงใส่ใจพลับเหมือนก้อนหินในบ่อน้ำ
เธอชะงักนิ่ง
มือที่กำซองเงินอยู่สั่นเล็กน้อย
ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ...
...
เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วเสหลบสายตา
ก่อนจะเอ่ยออกมา — เสียงเธอคุมให้เรียบ แต่ดวงตาเริ่มแดง
“เข้าใจแล้วค่ะ…ไปส่งฉันได้แล้ว”
เมฆขมวดคิ้วเล็กน้อย
เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่า... สิ่งที่พูดไป อาจทำร้ายเธอมากกว่าที่คิด
แต่เขาเงียบ
นิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
...
พลับยิ้มฝืน
แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตู
“ส่งแค่นี้พอแล้วค่ะ ขอบคุณอีกครั้ง”
เธอลงจากรถช้า ๆ
ไม่หันกลับมามอง และเดินตรงไปยังที่ทำงาน
...
เมฆมองตามเงาหลังเล็ก ๆ นั้นเงียบ ๆ
ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลเอ่ออยู่ในอก
เหมือนเขาเพิ่ง “ทำร้าย” ใครสักคน
โดยที่ไม่ตั้งใจเลย
เขายกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองเบา ๆ
แล้วพึมพำกับตัวเอง
“บ้าชะมัด…”
...
ตัดภาพมาที่ในห้องพัก
พลับวางซองเงินลงบนโต๊ะ
ไม่ได้แตะมันอีก
เธอนั่งบนเตียงเงียบ ๆ ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับฝ่ามือ
น้ำตาหยดเงียบ ๆ ไหลลงบนแก้มโดยไม่ต้องมีเสียงสะอื้น
“ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ…”
เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ
แล้วหัวเราะในลำคอ เหมือนจะขำกับหัวใจตัวเองที่ “คาดหวัง” ทั้งที่รู้ดีว่าเขาเป็นใคร
...
ในค่ำคืนนั้น — มีคนหนึ่งนอนไม่หลับ เพราะรู้สึกผิด
และอีกคนหนึ่ง...ก็นอนไม่หลับ เพราะรู้สึกเจ็บ
“ไม่คิดอะไรเป็นพิเศษ” — คำพูดของเขาเมื่อเย็นนี้
เหมือนสะกิดให้หัวใจเธอรู้ตัวว่า
ที่ผ่านมาทั้งหมด…เธอคิดไปเอง
ช่วงเวลาที่เขานอนเจ็บอยู่บนโซฟา
คืนที่เธอป้อนข้าว เช็ดตัวให้ พูดคุยกันเบา ๆ
สายตาเขาเวลามองเธอ...
เธอคิดว่าเขา...อาจรู้สึกอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายแล้ว — มันก็เป็นแค่ "บุญคุณ"
แค่การตอบแทน
ไม่ใช่ "ความผูกพัน"
...
พลับเอนหลังพิงเก้าอี้เงียบ ๆ
แหงนมองเพดาน ก่อนจะค่อย ๆ ปิดตาลง
ในความมืดภายใต้เปลือกตา
ภาพของเขาก็ยังลอยเข้ามา...
— ชายหนุ่มที่หล่อ รวย เย็นชา และดูเหมือนจะไม่มีหัวใจ
— แต่เขา...ก็เคยยืนรอเธอหน้าร้านกาแฟโดยไม่พูดอะไร
— เคยยื่นข้าวให้เธอเงียบ ๆ ในคืนที่เธอไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ
เขาอาจไม่ได้รู้ตัวว่าเขา ให้ความหวัง
แต่เธอ...กลับรู้ตัวว่าเธอ “หวัง” ไปแล้ว
...
“ทำไมถึงคิดถึงเขานักนะ...”
เสียงในหัวพลับดังขึ้นเบา ๆ
“ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรเลย”
เธอยิ้มจาง ๆ กับตัวเอง
ยิ้มเหมือนจะขำ แต่ในดวงตามีน้ำใส ๆ เอ่อคลอ
“เราไม่ได้ร้องไห้เพราะเขาหรอก...”
“เราแค่เสียใจที่หัวใจเราดื้อเอง...ก็แค่นั้น”
เธอพูดกับตัวเองเสียงเบา
แล้วลุกขึ้น เดินไปหยิบผ้าขนหนู ผืนเดิมที่เคยใช้เช็ดตัวให้เขาในคืนนั้น
เอามาพับเก็บไว้อย่างดี — เหมือนเป็นของสำคัญ
...
คืนนั้น พลับนอนกอดหมอนใบเก่า
แต่ในใจ...กลับมีชื่อเขาอยู่เต็มไปหมด
"เมฆ..."
หลังเลิกเรียน
รถเมล์วิ่งผ่านไปคันแล้วคันเล่า
แต่พลับยังยืนรออยู่ตรงป้ายรถโดยสาร สะพายกระเป๋าใบเดิม มือหนึ่งถือสมุดเรียน อีกมือแนบต้นขา แววตาของเธอล้า แต่ยังซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ
เพราะเย็นนี้ เธอตั้งใจจะแวะไปเยี่ยมพลอย — พี่สาวคนเดียวที่เธอรักและห่วงที่สุดในโลก
ขณะที่สายตากำลังมองไปบนถนน
เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังขึ้น
ก่อนที่รถยนต์สีขาวสะอาดคันหนึ่งจะชะลอตัวจอดลงตรงหน้าเธออย่างนุ่มนวล
บานกระจกเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้ม สุภาพ แววตาอ่อนโยนที่คุ้นเคย
“คุณภูผา…”
“ขึ้นรถไหมครับ?” เขาถามพร้อมรอยยิ้มสุภาพ
“เห็นยืนรออยู่นานแล้ว เดี๋ยวจะเป็นลมนะ”
พลับตกใจนิดหน่อย
เธอรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่เธอทำงานอยู่ — และเป็นเจ้าของบริษัทเมล็ดกาแฟระดับประเทศด้วย
“เอ่อ…ไม่เป็นไรค่ะ รอรถเมล์ได้”
ภูผายิ้ม
“ไม่รบกวนหรอกครับ ไปทางเดียวกันหรือเปล่า?”
“จะไปเยี่ยมพี่สาวที่โรงพยาบาลจิตเวชศรีวารินค่ะ…”
พอได้ยินชื่อโรงพยาบาล เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
สีหน้าเขานิ่งลงเล็กน้อย
“…งั้นยิ่งควรให้ไปส่งครับ”
เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้อัตโนมัติ “ขึ้นมาเลยครับ เดี๋ยวผมไปด้วย”
บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดคลอ
พลับนั่งก้มหน้า เธอไม่ค่อยกล้าพูดอะไรมาก เพราะไม่คิดว่าผู้ชายระดับนี้จะมาสนใจเรื่องของเธอ
ภูผาหันมามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ดูคุณเหนื่อยนะครับ…พักบ้างหรือยัง?”
“พักบ้างค่ะ แต่อยากทำงานเยอะ ๆ …มีเรื่องต้องใช้เงินนิดหน่อย”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ไม่ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม
แต่ในใจกลับสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
“คนแบบเธอ…ไม่ควรต้องมาเหนื่อยขนาดนี้เลยนะ”
ที่โรงพยาบาล
เมื่อไปถึง พลับพาภูผาขึ้นไปที่ห้องเดิมที่พลอยพักรักษา
ภูผาเดินตามเงียบ ๆ แต่สิ่งที่เขาไม่คาดฝันก็คือ…
ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้น — สวยมาก
สวยเหมือนพลับ…แต่คนละแบบ
สวยแบบอ่อนแอ น่าทะนุถนอม ราวกับแตกหักได้ง่าย
“นี่พี่สาวพลับค่ะ…ชื่อพลอย”
ภูผาชะงัก
เขาไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือไหว้สุภาพ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณพลอย…ผมเป็นหัวหน้าเขาที่ร้านกาแฟ”
พลอยยิ้มอ่อน ๆ อย่างไม่มั่นใจ
แต่พยักหน้าให้
“ขอบคุณที่ให้โอกาสน้องฉันนะคะ…”
ตอนนั้นเอง พลับค่อย ๆ เล่าเรื่องราวให้ภูผาฟังสั้น ๆ ว่า
ทำไมพลอยถึงอยู่ที่นี่ ทำไมเธอถึงไม่กลับบ้าน และทำไมถึงต้องทำงานหลายอย่างขนาดนี้
ทางด้านของเมฆ
พี่คิงนั่งพิงเบาะ พร้อมกล้องซูมถ่ายภาพในมือ
ข้าง ๆ คือเมฆา ที่กำลังมองภาพบนจอมือถือ — เป็นภาพที่พลับกับ “ชายคนหนึ่ง” เดินขึ้นโรงพยาบาลไปด้วยกัน
“มันคือไอ้ใครวะ…” เมฆพูดเสียงเย็นจัด
“ชื่อภูผาครับ เจ้าของร้านกาแฟที่พลับทำงานด้วย”
คิงตอบเสียงเรียบ
เมฆขบกรามแน่น
“ไอ้หมอนั่น…เป็นใครถึงคิดว่าตัวเองจะดูแลเธอได้”
เขาเงียบไปสักพัก
ก่อนจะพูดเสียงต่ำ
“ให้มันคุยกับเธอได้ไม่นานหรอก…”
กลางค่ำคืนของเมืองหลวง
ถนนสายหนึ่งเงียบกริบ
มีเพียงเสียงลมพัดและกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่ลอยออกมาจากมุมหนึ่งของซอยเปลี่ยว
แก๊งค์ "อคนี" กำลังตั้งวงหัวเราะลั่น
เสียงดังโวยวายเหมือนพวกไม่มีวันตกต่ำ
“ไอ้เมฆาแม่งหายหัวไปเลยว่ะ! คิดว่าแน่ ที่แท้ก็หมา!”
ชายร่างใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีดำตะโกนขึ้น
มีเสียงหัวเราะลั่นตามมาอย่างเมามัน
ไม่มีใครรู้เลยว่า...
รถสีดำเงาไร้ป้ายทะเบียนกำลังเคลื่อนเข้าใกล้แบบเงียบที่สุด
...
ล้อหยุดสนิท
ฝนเริ่มตกปรอย ๆ
ประตูรถฝั่งขวาถูกเปิดออกอย่างเนิบช้า
รองเท้าหนังสีดำขัดเงาสะท้อนแสงไฟถนนก้าวลงเหยียบพื้น
เมฆา
ในชุดสูทดำล้วน ใบหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบเหมือนคนไม่มีวิญญาณ
เขายืนมองกลุ่มนักเลงตรงหน้า เหมือนหมาป่ามองเหยื่อ
...
“โอ้โห…ใครมาแต่งตัวหล่อโชว์แถวนี้วะ?”
หนึ่งในพวกนั้นแสยะยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
เสียงเมฆดังขึ้นชัดถ้อยชัดคำ
เย็นจัดจนแสบโสต
“มึง...จำได้ไหม ว่าครั้งก่อน...มึงทำใครก่อน?”
...
เสียงเงียบไปทั้งซอยในชั่ววินาที
แต่ยังไม่ทันให้ใครตอบ
เสียงปืน "ปัง!" ดังขึ้นหนึ่งนัด เจาะลงบนหัวเข่าไอ้ตัวต้นเรื่องอย่างแม่นยำ
“อ๊ากกกก!!!”
เลือดไหลนองพื้นทันที
ไอ้คนอื่นลุกพรวด ชักอาวุธกันอลหม่าน
แต่ไม่ทัน — ลูกน้องของเมฆกว่า 10 คน
กระจายตัวออกจากเงามืดอย่างพร้อมเพรียง
พร้อมปืนในมือและแววตาโหดเหมือนผ่านนรกมาแล้วหลายรอบ
เสียงระเบิดแฟลชดัง “ปัง!” ตามด้วยเสียงยิงพังประตู
และเสียงกระจกแตกจากมุมโกดัง
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงนาที
“พวกมึงจะเอาแบบไหน?”
เมฆถามเสียงเรียบในขณะที่คนของเขาเหยียบพวกนั้นนอนราบ
“หรือจะให้กูไล่ยิงแม่งทีละคน?”
ไอ้เด็กคนหนึ่งคุกเข่าทันที
มือไพล่หลัง โกนเสียงสั่น
“ขอโทษครับ! พวกผมไม่รู้ว่าพี่เป็นใคร—ผะ…ผมผิดไปแล้ว!”
“ไม่ได้ตั้งใจ—แค่เรื่องเข้าใจผิดครับพี่เมฆา!”
เมฆเดินเข้าไปช้า ๆ
ก้มลงสบตากับมัน ใกล้พอให้มันมองเห็นดวงตาเยือกเย็นชัดเจน
“มึงยิงคนของกู บุกถิ่นกู แล้วยังมีหน้ามา ‘ขอโทษ’ งั้นเหรอ?”
“กล้าทำ ก็ควรกล้ารับ หัวหน้ามึงเป็นใครบอกมันกูอยากเจอ อย่าแอบ”
เสียงเขาสั่งสั้น ๆ
“พังโกดังแม่งให้หมด”
“แล้วไอ้พวกนี้—ทิ้งไว้ที่ตรอกหลัง อย่าให้ตาย...แต่ให้มันจำไปตลอดชีวิตว่าเคยหายใจอยู่ใต้เงากู”
ลูกน้องตอบพร้อมเพรียง
“ครับพี่!”
เมฆายืนมองกลุ่มซากโกดังที่กำลังโดนเผาทิ้ง
สายฝนที่โปรยลงมาทำให้ควันจางลงนิดหน่อย
เขาสูดลมหายใจ
แต่ในอกกลับรู้สึก…ไม่ได้สาแก่ใจนัก
คิงเดินเข้ามาเงียบ ๆ
“เคลียร์เรียบร้อยครับนาย…”
“แต่...เรื่องผู้ชายที่อยู่กับน้องพลับ...จะให้ทำยังไงครับ?”
เมฆนิ่งอยู่นาน
ก่อนจะพูดเสียงต่ำ ดวงตาแข็งเหมือนน้ำแข็ง
“จับตาดูต่อไป แต่อย่าแตะต้อง…”
“…ยังไม่ถึงเวลา”
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของเมฆา
ไฟดาวน์ไลท์สีขาวตกกระทบโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม
พี่คิงยืนอยู่ตรงข้ามเขา หลังจากเพิ่งรายงานเสร็จ
รายงานเรื่องการเคลื่อนไหวของแก๊งอคนี
เรื่องร้านกาแฟที่ทำงานของน้องพลับ
และที่สำคัญที่สุด...
เรื่อง “ภูผา” ที่เริ่มไปส่งเธอบ่อยขึ้น
เมฆเงียบ...ไม่ได้พูดอะไรเลย
เขานั่งกอดอกพิงเก้าอี้สายตาจ้องไปยังจอภาพตรงหน้า — รูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดหน้าร้าน
ภาพของพลับ...ที่ยิ้มให้ลูกค้า
และอีกภาพคือเธอกำลังก้มหัวขอบคุณภูผาที่มาส่ง
...
พี่คิงถอนหายใจ
“นายครับ…”
“ผมขอพูดแบบไม่เกรงใจเลยนะ…”
เมฆเหลือบตามองเขาเล็กน้อย แต่ไม่ห้าม
“ถ้านายชอบน้องพลับมากขนาดนี้ ทำไมถึงยังไม่ลุกไปคว้าไว้?”
เสียงในห้องเงียบสนิท
คิงไม่รอคำตอบ เขาพูดต่อทันที
เพราะเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว
“ขนาดผมดูยังรู้เลยครับ ว่านายรู้สึกยังไงกับเขา…”
“แต่เขาไม่รู้ครับนาย เขาคิดว่านายแค่มองว่าเขาเป็น ‘คนที่เคยช่วยไว้’ เท่านั้น”
เมฆขบกรามแน่น
นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างควบคุมอารมณ์
“กูมีเรื่องต้องเคลียร์…มันยังไม่ใช่เวลา”
“หรือเพราะภูผา?”
คิงสวนกลับเสียงเข้ม
“เพราะเขาอบอุ่นกว่า ปลอดภัยกว่า? หรือเพราะนายกลัวว่าเขาจะดูแลเธอได้ดีกว่า?”
เมฆเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาคมดุดันจ้องตรงไปที่คิงเหมือนจะเตือนให้อยู่ในขอบเขต
แต่คิงไม่กลัวอีกแล้ว เขาพูดต่อ
“นายเป็นหัวหน้าแก๊งเมฆา...ใช่ครับ ใครก็กลัว”
“แต่กับเรื่องความรู้สึก...นายไม่กล้าพอด้วยซ้ำ”
“ระวังนะครับ...”
“สุดท้าย คนที่เสียไป อาจจะไม่ใช่แค่ศัตรู แต่มันจะเป็นคนที่นายรัก...แต่ไม่กล้ายอมรับ”
...
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่กระแทกใจเมฆเต็มแรง
เขายังไม่พูดอะไร
แต่ดวงตาของเขา...มีบางอย่างสั่นไหว
ก่อนที่เขาจะหลุบตามองรูปพลับบนจออีกครั้ง
ครั้งนี้...ไม่ใช่แค่มอง
แต่เริ่มรู้สึก “กลัว” ว่า…อาจจะมองไม่เห็นอีกแล้วก็ได้