อิศรานั่งสะสางเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แต่ทุก ๆ ไม่กี่นาที สายตาคมกริบของเขาก็ต้องละจากกระดาษตรงหน้าเพื่อเหลือบมองเด็กสาวที่นั่งเงียบเรียบร้อยอยู่ที่โซฟามุมห้องเป็นระยะ
ม่านฟ้านั่งประสานมือไว้บนตักอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
นั่งตัวตรงสำรวมอยู่พักใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ กวาดสายตามองสำรวจไปทั่วห้องทำงานหรูหรา ภายในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศค่อนข้างเย็นจัด ลมแอร์เย็นเฉียบที่ปะทะผิวเนื้อประกอบกับความอ่อนเพลียจากการเดินทางและความตึงเครียดสะสม ทำให้หนังตาของม่านฟ้าเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ร่างบางนั่งสัปหงกหัวพยักหัวคลอนอยู่หลายครั้งจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่
อิศราเห็นภาพนั้นชัดเจน เขาวางปากกาในมือลงทันที ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินสาวเท้ายาวตรงเข้ามาหาเธอเงียบ ๆ
ร่างสูงถอดเสื้อสูทตัวนอกที่สวมอยู่ออก นำมาคลุมร่างบอบบางที่กำลังสะลึมสะลือเอาไว้ ก่อนจะคุกเข่านั่งลงตรงหน้าเธอในระดับสายตา มือหนาสัมผัสเบา ๆ ที่แขนเรียวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุบต่ำนุ่มนวล
"ง่วงก็นอนซะเดี๋ยวฉันทำงานเสร็จจะมาปลุก"
ม่านฟ้าสะดุ้งตื่นเต็มตา รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"มะ... ไม่เป็นไรค่ะหนูขอนั่งรอดีกว่าค่ะ"
ร่างเล็กพยายามจะฝืนตัวนั่งตรงเพื่อยืนกรานว่าจะไม่นอน แต่มือหนาของอิศรากลับค่อย ๆ ใช้แรงประคองแผ่นหลังและลาดไหล่ของเธอนอนลงช้า ๆ อย่างทะนุถนอม ม่านฟ้าจำยอมทำตามแบบไม่ขัดขืน ปล่อยให้ตัวเองเอนกายลงนอนราบบนโซฟานุ่ม
เมื่อแผ่นหลังแตะลง
ความอบอุ่นจากเสื้อสูทที่เขานำมาคลุมให้ก็แผ่ซ่านเข้ามา ม่านฟ้ากำชายเสื้อสูทของเขาแน่นด้วยความเขินอาย ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในความเงียบ
อิศรามองท่าทีนั้นด้วยแววตาพึงพอใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเลี่ยงไปจัดการปรับลดความเย็นของเครื่องปรับอากาศให้พอเหมาะ เพื่อไม่ให้เธอหนาว
ม่านฟ้าที่นอนตะแคงกอดเสื้อสูทของเขาไว้แนบอก มองตามแผ่นหลังกว้างด้วยหัวใจที่เต้นรัว
“เขาแสนดีจัง…” หญิงสาวคิดในใจด้วยความซาบซึ้ง
“ไหนจะช่วยชีวิตหนูจากอันตราย ให้ที่พักพิงในบ้านหลังใหญ่แถมยังปฏิบัติตัวดีกับหนูขนาดนี้แล้วหนูจะเอาอะไรไปตอบแทนบุญคุณเขาดีนะ”
ความคิดวนเวียนอยู่ในหัวสมองที่เริ่มพร่าเลือน ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะพัดพาให้ม่านฟ้าจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างช้าๆ
ภายใต้ความอบอุ่นของเสื้อสูทกลิ่นกายเฉพาะตัวของอิศรา ม่านฟ้าที่จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรากลับเริ่มขยับตัวน้อย ๆ ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัดเมื่อภาพความทรงจำในอดีตเริ่มย้อนกลับเข้ามาในความฝัน
บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนจากห้องทำงานกลายเป็นห้องโถงเก่าของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในยามฝนตกหนัก กลิ่นอับชื้นและเสียงฟ้าผ่าคำรามดังสนั่นก้องอยู่ในโสตประสาท
ในความฝัน... ภาพของเด็กหญิงม่านฟ้าในวัยเด็กกำลังยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอยู่มุมห้อง ข้าวของกระจัดกระจายจากการถูกรื้อค้น เสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดของผู้ดูแลใจร้ายดังลั่น พร้อมกับสายตาดูถูกเหยียดหยามที่มองมายังเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งอย่างเธอ
“แกมันก็แค่ตัวภาระ! ไม่มีใครต้องการแกหรอก วัน ๆ เอาแต่กินเปลืองข้าวแดงแกงร้อน!”
เสียงด่าทอและแรงผลักกระแทกซ้ำ ๆ ในอดีตทำให้ร่างเล็กในความฝันล้มลงไปกองกับพื้น หัวใจดวงน้อยเจ็บแปลบจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าแม้ในยามที่หวาดกลัวและไร้ทางสู้ที่สุด เด็กหญิงม่านฟ้าในวัยเด็กก็ไม่ได้ร้องไห้อย่างอ่อนแอ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและประกายความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเธอเรียนรู้ตั้งแต่วันนั้นว่า ในโลกที่ไม่มีใครปกป้อง เธอต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง
“หนูไม่ใช่ภาระของใคร... สักวันหนูจะออกไปจากที่นี่ให้ได้!” เสียงเล็ก ๆ ตะโกนก้องในความฝัน
ม่านฟ้าสะดุ้งเฮือก ร่างบางผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ เม็ดเหงื่อผุดพรายซึมตามไรผมและหน้าผาก ลมหายใจหอบถี่สะท้อนขึ้นลงรัวเร็ว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะกวาดมองไปรอบห้องทำงานที่ยังคงเงียบสงบและมีแสงไฟสลัว
เสื้อสูทตัวหนาของอิศราไถลหล่นลงมากองอยู่ที่ตัก ทำให้เธอได้สติกลับคืนมา
ม่านฟ้าใช้มือเล็กปาดเหงื่อบนขมับลวก ๆ หัวใจยังคงเต้นระรัวจากพิษร้ายของฝันร้ายเมื่อครู่ ความเจ็บปวดในอดีตสะกิดแผลเป็นในใจให้กลับมารู้สึกหนับหน่วงอีกครั้ง แต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องแล้วไม่พบร่างสูงของอิศรา เธอจึงค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติและปรับอารมณ์ให้เข้าที่
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานด้านในก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงของอิศราที่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเด็กสาวบนโซฟาตื่นขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มก็หยุดชะงักไปนิดเมื่อสังเกตเห็นคราบเหงื่อและแววตาที่ยังคงตื่นตระหนกของเธอ
อิศราที่เพิ่งเดินถือแก้วเครื่องดื่มอุ่น ๆ ออกมาจากห้องพักด้านใน ชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นสภาพของม่านฟ้า แววตาสีเข้มฉายประกายความตกใจและร้อนรนขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มรีบสาวเท้ายาวตรงเข้ามาหาเธอทันทีโดยไม่รอช้า เขาวางแก้วโกโก้ร้อนลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า ก่อนจะคุกเข่านั่งลงให้ระดับสายตาเสมอกับเธอ
"เธอเป็นอะไร ม่านฟ้า?" อิศราเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและน้ำเสียงที่เจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"เกิดอะไรขึ้น?ทำไมถึงเหงื่อออกท่วมตัวแล้วตัวสั่นขนาดนี้ ฝันร้ายเหรอ?"
ม่านฟ้าสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเงยขึ้นสบตากับเขา ความรู้สึกจุกแน่นแล่นพล่านขึ้นมาตีรวนอยู่ในอกจนพูดไม่ออก ภาพความโหดร้ายในสถานสงเคราะห์เมื่อวัยเด็กยังคงหลอนอยู่ในหัว และเธอยังไม่พร้อมที่จะเปิดใจเล่าอดีตอันแสนเจ็บปวดหรือเปิดเผยแผลเป็นในใจให้ใครฟังตอนนี้ ทั้งความอึดอัดและความหวาดกลัวทำให้เธอเลือกที่จะเม้มปากแน่นแล้วส่ายหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ
อิศรามองแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและคราบน้ำตาที่ปริ่มขอบตา เขารู้ดีว่าเธอยังไม่พร้อมจะเล่า และเขาจะไม่คาดคั้น
มือหนาอบอุ่นเอื้อมขึ้นวางบนกลุ่มผมนุ่มสลวย ค่อย ๆ ลูบเบา ๆ อย่างทะนุถนอมและมั่นคง น้ำเสียงทุบต่ำกังวานเอ่ยปลอบโยนด้วยความอ่อนโยนที่หาจากไหนไม่ได้
"ไม่เป็นไรถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด" อิศราสบตาเธอนิ่ง
"จำคำฉันไว้นะม่านฟ้า... ไม่ว่าเธอจะเจออะไรมา หรือผ่านเรื่องแย่ ๆ อะไรในอดีตมาบ้าง ตราบใดที่เธอยังอยู่ใกล้ฉัน... เธอจะปลอดภัย"
คำพูดที่หนักแน่นและแววตาจริงใจของชายหนุ่มเปรียบเสมือนกระแสความอบอุ่นที่ไหลเข้าโอบกอดหัวใจที่หวาดกลัวของหญิงสาว ม่านฟ้าพยักหน้ารับคำเบา ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนพวงแก้มลวก ๆ
ครืดด... โครกกก!
เสียงท้องร้องดังประท้วงขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่วรรคตอนลงไปในพริบตา ม่านฟ้าหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความอาย รีบยกมือขึ้นกุมท้องตัวเองแล้วก้มหน้าหนีแทบไม่ทัน
อิศรานิ่งไปชั่ววินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มเอ็นดูระบายชัดบนใบหน้าคมคาย
"ท่าทางกองทัพในท้องจะประท้วงใหญ่แล้วสิ กล่องข้าวที่เธอถือมาตั้งแต่เที่ยง ป้าแม่บ้านทำอะไรมาให้กินล่ะ หิวจนไส้กิ่วแล้วมั้งเรา"
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบกล่องอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะมาเปิดออก กลิ่นหอมของอาหารไทยรสชาติคุ้นเคยโชยขึ้นมาเตะจมูก อิศราจัดการจัดแจงเปิดกล่องและส่งช้อนให้เธอ พร้อมกับชวนพูดคุยเรื่องอาหารเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและผ่อนคลายความตึงเครียดให้ม่านฟ้า
ทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นทานมื้อเย็นด้วยกันอย่างอบอุ่น ทว่า...
ปัง! เสียงโวยวายเอะอะโกลาหลดังขึ้นจากด้านนอกห้องทำงาน พร้อมกับเสียงห้ามปรามของบอดี้การ์ดหน้าห้อง
"หยุดนะคุณ! เข้าไปไม่ได้ครับ ท่านกำลังประชุม—"
"หลบไปนะ! ฉันจะเข้าไปหาอิศรา!"
เสียงแหลมสูงตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนที่บานประตูกระจกจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น
ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยท่าทีฮึกเหิม และเมื่อม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเพราะผู้หญิงคนที่กำลังยืนชี้นำความวุ่นวายอยู่ตรงหน้า ก็คือผู้หญิงคนเดียวกับที่อิศรากำลังคลอเคลียอยู่บนโซฟาในคืนนั้นนั่นเอง