Home / ระบบ / เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499 / ตอนที่ 3 จากเฌอเอมมาเป็นเด็กหญิงชะอม

Share

ตอนที่ 3 จากเฌอเอมมาเป็นเด็กหญิงชะอม

หลังจากมื้ออาหารเย็นจบลง คนในครอบครัวจึงได้เริ่มแนะนำตัวกันใหม่เพื่อหวังให้ลูก/หลานสาวเกิดความคุ้นเคย

            “พี่จ๋า พี่ชื่อชะอมนะมีนามจริงว่าปิ่นผกา ชื่อของพี่เพราะมากเลยพี่จำได้หรือเปล่า” น้องชายตัวเล็กกะพริบตากล่าวกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มแสนน่ารัก

            “เพราะจ้า แล้วน้องมะขามล่ะมีชื่อจริงไหม” คนเป็นพี่นำมือหยิกแก้มของน้องชายเอ่ยหยอกเย้า

            “ชื่อปิ่นทองจ้า ปู่บอกว่าจะได้มีเงินมีทองเยอะ ๆ” คำตอบแสนซื่อของน้องชายได้เรียกรอยยิ้มจากเฌอเอม

            “ถ้าอย่างนั้นต่อไปพี่จะทำให้บ้านเรามีเงิน มีทองเยอะ ๆ เลยดีหรือเปล่า” คำพูดคุยของสองพี่น้องทำให้คนภายในครอบครัวพากันยิ้มขำระคนเศร้าใจ

            “เอ็งสองพี่น้องอย่ามัวแต่คุยอยู่เลยใกล้มืดค่ำแล้วรีบขึ้นเรือนกันเถอะ” ผู้เป็นย่าเอ่ยเรียกหลานสาวชายหญิง

            เฌอเอมเหม่อมองไปทางทิวไม้เบื้องหน้าที่แสงของดวงตะวันกำลังทอสีส้มบ่งบอกได้ว่าเวลาของวันนี้กำลังสิ้นสุดลง

            ลาก่อนนะเฌอเอมต่อไปนี้ฉันจะเป็นเด็กหญิงนามชะอมแห่งหมู่บ้านทุ่งเนินดิน

            สองเท้าเปล่าของเด็กหญิงเดินตามน้องชายไปล้างเท้ายังอ่างหินข้างบันไดเรือนและหลังจากคนในครอบครัวขึ้นเรือนกันจนหมดบันไดบ้านก็ถูกยกขึ้น

            “พ่อจ๋า ทำไมเราต้องยกบันไดเรือนขึ้นด้วยล่ะ” ทองก้อนยกมือวางบนศีรษะของลูกสาวก่อนตอบเสียงอ่อน

            “ป้องกันโจรขโมยขึ้นเรือนอย่างไรเล่าหลังจากเรายกบันไดเรียบร้อยก็ต้องลงกลอนประตูตรงนี้เอาไว้ด้วย”

            คำตอบนี้ทำให้ชะอมผงะและมีสีหน้าครุ่นคิด ‘บ้านหลังนี้ยากจนมากจะมีก็แต่ควายสองตัวกับจักรยานที่ดูเหมือนจะมีค่ามากที่สุด หรือพ่อจะกลัวจักรยานหายจึงได้ต้องนำขึ้นเรือนมาด้วยกัน’ สายตาของเด็กหญิงชำเลืองไปทางจักรยานคันใหญ่ที่คนเป็นพ่อได้แบกขึ้นมาวางเอาไว้ก่อนหน้า

            “เอ็งกำลังคิดว่าบ้านเราไม่น่าจะมีของมีค่าอะไรนอกจากควายกับจักรยานที่ปู่เคยได้มาจากการไปรักษาคนบ้านเหนือเมื่อนานมาแล้วใช่ไหมล่ะ” ชายวัยห้าสิบกำลังใช้ผ้าขาวม้าบนไหล่ปัดไล่ยุงหรือแมลงไปมาพูดขึ้นอย่างเข้าใจหลานสาวตัวเล็ก

            “ใช่จ้ะ ปู่รู้ได้ยังไงเก่งจังเลย” คำประจบของหลานทำให้คนเป็นปู่หัวเราะร่าจนเห็นร่องรอยของฟันที่เริ่มสึกอย่างชอบใจ

            “ก็โจรมันไม่รู้นี่ว่าบ้านเราจะมีเงินหรือไม่มี เพราะในเมื่อมันเห็นมีควายมันก็จะเหมารวมหมดนั่นแหละดังนั้นเราก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”

            “อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง” ชะอมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

            “ชะอม เอ็งตามน้องเข้ามุงเถอะยุงเริ่มมาแล้วหากมืดกว่านี้ก็จะต้องจุดตะเกียง มันเปลืองน้ำมันดังนั้นรีบเข้านอนมีอะไรวันพรุ่งค่อยคุยกัน” ย่าพูดขึ้นหลังจากจัดแจงที่นอนของตน

            ซึ่งเรือนหลังนี้ได้กั้นห้องขึ้นมาอย่างหยาบแบ่งเป็นสองห้อง ส่วนบ้านลุงกับป้าก็ปลูกแยกไปอีกหลังเพียงแต่มากินข้าวร่วมกัน

            เสียงจิ้งหรีดร้องระงมทำให้ชะอมนอนไม่หลับเด็กหญิงจึงได้พลิกกายไปมาจึงทำให้มะขามนอนไม่หลับตามไปด้วย

            “พี่จ๋า ทำไมไม่นอน” น้ำเสียงงัวเงียของเด็กชายทำให้ชะอมรู้สึกผิด

            “ขอโทษนะ พี่ทำให้มะขามตื่นเหรอ”

            “อืม” เด็กชายยอมรับตามตรง

            “พี่ไม่ชินกับเสียงร้องของแมลงพวกนี้”

            “พี่เอามืออุดหูไว้ดีไหม” คนตัวเล็กกว่าเสนอ

            “ก็น่าจะได้นะ ว่าแต่ที่นี่เสียงร้องของจิ้งหรีดดังขนาดนี้ไม่มีใครจับมากินเหรอ” คำถามของชะอมได้เรียกความตกใจให้กับมะขามเป็นอย่างยิ่ง “พี่จ๋า มันกินได้เหรอ”

            “กินได้สิ เอามาทำได้ตั้งหลายอย่างอีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมด้วยนะ” คำตอบของพี่ไม่เพียงแต่ทำให้น้องชายงุนงงเพียงเท่านั้นเพราะแม้แต่พ่อ แม่ ปู่กับย่าที่นอนห้องแยกก็ได้ยินไปด้วยเพราะห้องหับไม่ได้มิดชิดมากนัก

            “เอ็งรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” คำถามของปู่ทำให้เฌอเอมในร่างของชะอมเหงื่อซึมตามแผ่นหลัง

          เขาจะคิดว่าเราเป็นวิญญาณร้ายมาสิงร่างของชะอมหรือเปล่าสมัยนี้ความเชื่อเรื่องพวกนี้ค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว

            “เอ้า ว่ายังไงเงียบไปนานเชียว” บุญมีเร่ง ในใจของเจ้าตัวค่อนข้างรู้สึกว่าตั้งแต่หลานสาวฟื้นขึ้นมาดูเหมือนว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนแต่เขาไม่รู้ว่าตรงไหน

            จะว่าเป็นผีร้ายมาสิงสู่ร่างหลานตนก็ไม่น่าจะใช่เพราะเด็กหญิงก็กินข้าวปลาเฉกเช่นคนปกติดวงตาเองก็ใสกระจ่าง ผิวพรรณก็ผ่องใสแม้ว่าจะคล้ำแดดแต่ดูยังไงก็ไม่หม่นหมอง

            “คือ..” งานนี้ต้องแถอย่างเดียวแล้วล่ะนางเฌอเอม เจ้าตัวเริ่มหาหนทางเอาตัวรอด

            “เรื่องมันเป็นแบบนี้จ้ะ ในตอนที่หนูเป็นลมได้มีท่านผู้หนึ่งพาหนูเดินทางไปยังโลกที่หนูไม่รู้จัก ณ สถานที่แห่งนั้นมีอาหารการกินมากมายหนูยังได้เรียนรู้การทำอาหารมาด้วย อีกทั้งยังรู้อะไรมามากมายหลายอย่างเพียงแต่ท่านผู้นั้นบอกว่าหากหนูจดจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นได้ความทรงจำเกี่ยวกับโลกปัจจุบันจะหายไป อ๊ะ! ใช่แล้วหนูเองก็เพิ่งจะนึกออกนี่แหละ” ชะอมแอบนำนิ้วกลางกับนิ้วชี้ไขว้กันแอบด้านหลัง

            เชื่อหนูเถอะนะ ไม่อย่างนั้นหนูก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างแล้ว เจ้าตัวคิดอย่างหวาดหวั่น

            “เฮ้อ! โชคดีนะที่ท่านผู้นั้นพาเอ็งมาส่ง เรื่องความทรงจำนะช่างมันเถอะ ว่าแต่จิ้งหรีดที่เอ็งว่านี่เอามาทำอะไรได้บ้างล่ะมันอร่อยไหม”

            เมื่อปู่พูดออกมาแบบนี้ชะอมก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “แล้วแต่คนชอบจ้ะ เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้หนูจะไปจับและนำมาทำอาหารให้ทุกคนกินดีไหม”

            “ดีสิลูก เอาไว้พ่อจะไปช่วย” ทองก้อนผู้นอนฟังการสนทนาระหว่างพ่อกับบุตรสาวกล่าวอาสาด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจหลังจากตอนแรกเขายอมรับว่าหัวใจได้ตกไปอยู่ตาตุ่มหลังได้ยินว่ามีคนมาพาลูกสาวไปเที่ยวเช่นเดียวกับมะลิ หล่อนเองก็ยกมือปาดน้ำตาดีใจไม่แพ้กัน

            ไก่ขันยามเช้า แสงสีทองยังไม่ทันจับขอบฟ้าตะเกียงภายในครอบครัวได้ถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความสว่าง ผู้ใหญ่บนเรือนพากันลงมาด้านล่างเพื่อจัดการงานของตนดั่งเช่นทุกวัน

            เด็กชายมะขามเปิดเปลือกตาของตนพร้อมกับอ้าปากหาว และในขณะที่เขากำลังจะยกมือขยี้ตา ก็ได้ถูกมือบางของพี่สาวจับเอาไว้เสียก่อน “อย่าขยี้ตา ลงไปอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันเถอะ”

            “พี่จ๋า พวกเรายังไม่มีแปรงสีฟันปู่จึงให้ใช้กิ่งข่อยกับเกลือ” คำตอบของน้องชายทำให้ชะอมนิ่งงัน

            “พี่ลืม แล้วถ้าเราจะซื้อแปรงสีฟันได้ไหม”

            “พี่จ๋าราคามันแพงมากเลยนะอย่างถูกที่สุดก็อันละหนึ่งบาทแนะ บ้านเราไม่มีเงินหรอก” คำตอบของเด็กชายทำให้ชะอมรู้สึกตกใจ

            “พี่จ๋า พวกเรารีบลงไปกันเถอะหนูจะต้องไปช่วยพี่โมกพาเจ้าทุยกับนางเผือกไปกินหญ้าที่ทุ่ง” คนเป็นน้องกล่าวเร่งพลางมุดหัวออกจากมุ้งเมื่อเห็นท่าทางของคนเป็นพี่ไม่ยอมขยับตัว

            หลังจากลงจากเรือนมาแล้วมะขามก็วิ่งไปยังตุ่มน้ำข้างบ้าน โดยมีชะอมเดินตามไปติด ๆ เด็กชายนำกิ่งข่อยของตนมาจุ่มกับเกลือถูฟันจนทั่วปากก่อนบ้วนน้ำตามเล็กน้อย

            ท่าทางอันเงอะงะของชะอมทำให้คนเป็นน้องมองด้วยความฉงน “ลูกลืมวิธีแปรงฟันเหรอ” ชะอมมองไปทางต้นเสียงพยักหน้าอย่างอาย ๆ

            “ไม่เป็นไรเดี๋ยวพ่อสอน เจ้าขามเอ็งรีบไปพานางเผือกออกจากคอกตามเจ้าโมกไปก่อน” ทองก้อนเดินเข้ามาหาลูกทั้งสองโดยที่บนบ่าของเขามีไม้หาบและถังน้ำห้อยอยู่หัวท้าย

            “พ่อไปหาบน้ำมาเหรอจ๊ะ เหนื่อยไหม” ชะอมมองเหงื่อที่ซึมตามเสื้อผ้าหน้าผมของผู้ให้กำเนิดของร่างนี้ก็ให้รู้สึกสงสาร

            “ไม่เหนื่อยหรอกลูก พ่อทำจนชินเสียแล้ว เอาละพ่อจะสอนลูกนะว่าจะสีฟันยังไง เอาไว้เมื่อไหร่พ่อขายข้าวรอบนี้ได้จะซื้อแปรงถูฟันมาให้หนูนะ” ใบหน้าของผู้เป็นพ่อยังคงยิ้มแย้มแม้ว่าภายในอกของเจ้าตัวรู้ดีว่าเงินนั้นจะต้องนำไปจ่ายค่าอะไรบ้าง “จ้ะ”

            มะลิผู้มาได้ยินคำกล่าวนี้ก็อดที่จะรู้สึกสะท้อนในอกไม่ได้ เพราะเงินขายข้าวนั้นพ่อแม่ของสามีตั้งใจจะนำมาปลูกเรือนใหม่เพราะเสาเรือนหลังนี้กับหลังคาอาจจะไม่สามารถผ่านหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงได้

            ไหนจะค่าปุ๋ยรวมถึงค่าเสื้อผ้ารองเท้าและอุปกรณ์การเรียนของลูกสาวเพราะใกล้จะเปิดเรียนทุกสิ่งล้วนแล้วต้องใช้เงิน

            “แม่จ๋า แม่เป็นอะไรสีหน้าดูไม่ดีเลย” ในขณะที่มะลิกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอนาคต ชะอมผู้เดินมาเจอเข้ากับเธอจึงได้ถามขึ้นอย่างสงสัย

            “ไม่มีอะไรหรอกลูก หนูหิวหรือยัง” มะลิปัดเรื่องทุกสิ่งถามลูกด้วยความเป็นห่วง

            “หนูยังไม่หิว หนูว่าจะตามน้องไปเลี้ยงเจ้าทุยกับนางเผือกด้วย” สีหน้าของมะลิแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว “หนูเพิ่งจะเป็นลมไปเมื่อวานแม่ว่าหนูอยู่เรือนดีไหม”

            “แม่จ๋า หนูหายดีแล้วอีกทั้งยังแข็งแรงมากด้วย แม่ไม่ต้องห่วงนะ” ท่าทางออดอ้อนของเด็กหญิงทำให้คนเป็นแม่เกิดความลังเล

            “ให้หลานไปเถอะ ทุ่งก็อยู่ใกล้บ้านเวลานี้แดดก็ยังไม่แรง” เมื่อพ่อสามีกล่าวออกมาเช่นนี้มีหรือที่มะลิจะกล้าขัด

            “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นลูกใส่งอบ[1]ไปด้วยนะ” มะลิยังไม่วายเป็นกังวล

            “จ้ะ”

            แสงแดดของต้นเดือนเมษาแม้ว่าชะอมจะไม่รู้สึกว่ามันร้อนรุนแรงเหมือนยุคปัจจุบันก่อนเกิดใหม่

            แต่กระนั้นก็ยังนับว่าแรงเอาเรื่องทว่าโชคดีที่พอมีลมพัดจึงทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง

            ท้องทุ้งในยามนี้ได้ถูกคนในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวข้าวไปจนหมดสิ้นคงเหลือไว้เพียงตอจึงไม่มีสิ่งใดชวนมอง

            ชะอมพยายามกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหวังว่าจะมีสิ่งที่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้

            “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวถ้าอย่างนั้นเราก็เอาปลากลับบ้านเลยก็แล้วกัน” ไวเท่าความคิดเด็กหญิงสาวเท้าเปล่าของตนเดินไปตามคันนามุ่งหน้าไปทางพี่ชายน้องชายอย่างลิงโลด

            “พี่โมก น้องมะขาม พวกเราจับปลากลับบ้านกันดีไหม”

            “มันก็ดีหรอกนะชะอม แต่ปลามันหาได้อยู่นิ่ง ๆ ให้พวกเราจับได้เสียเมื่อไหร่” โมกยิ้มอย่างเอ็นดูในขณะพูด

            “หนูมีวิธี พี่เชื่อหัวน้องสาวคนนี้ได้เลย” ชะอมเคาะนิ้วชี้ไปยังศีรษะของตนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

            “พี่โมก หนูขอยืมถังน้ำใบนั้นก่อนได้ไหมพี่เอามาใส่อะไรหรือเปล่า” “พี่ก็ถือมาอย่างนั้นแหละเผื่อจะเก็บปูเก็บหอยใส่กลับเรือนน้องจะเอาไปทำอะไรล่ะ” โมกยกมือเกาหัวด้วยความสงสัย

            “ดักปลา”

            “ดักยังไงจ๊ะ พี่จ๋า” มะขามถามขึ้นบ้าง

            “ตามมาสิ พี่สาวจะทำให้ดูรับรองว่าวันนี้พวกเราจะมีเนื้อกิน” ไม่รอให้พี่กับน้องตามมาชะอมก็รีบสาวเท้าเดินไปยังจุดที่ตนหมายตาเอาไว้ทันที

            การกระทำของเด็กสาวได้เรียกความสงสัยอย่างยิ่งยวดให้กับพี่น้องของเธอ

            “เด็ก ๆ พวกเอ็งทำอะไรกัน” น้ำเสียงอันคุ้นหูตะโกนถามเมื่อเห็นหัวดำ ๆ ของหลานชายหญิงสามคนเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่บริเวณปากลำห้วย

            “ย่ากาบ พี่ชะอมบอกว่าจะดักปลา” มะขามตอบตามตรง

            “ดักปลารึ ดักยังไงย่าดูได้ไหม” นางกาบรีบเดินมาทางเด็กทั้งสามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

[1] งอบ: หมวกภูมิปัญญาไทย กันแดด กันฝน สัญลักษณ์ของชาวนา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 3 เอาไว้พบกันใหม่

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 2 นึกว่าจะได้เกี่ยวดองกัน

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 1 ไม่คิดสึก

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 68 ข้ามขั้น (ตอนจบ)

    หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 67 หากเรื่องของเราเป็นแบบนี้จะดีไหม?

    “พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 66 ไม่เหมือนกัน

    “มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status