Mag-log inถานเซียนเซียน นักวิจัยด้านการเกษตรในศตวรรษที่ 21 ทำงานอยู่ดี ๆ กลับหัวใจวายเฉียบพลันจากการทำงานหนักเกินไป วิญญาณของเธอถูกส่งไปเข้าร่างเด็กสาววัย 15 ที่มีชื่อแซ่เดียวกันในยุคโบราณที่แสนจะล้าหลังและอยู่ในช่วงปีแห่งความแห้งแล้งมากที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี ถานเซียนเซียนฟื้นตื่นมาอย่างอ่อนล้าและตั้งมั่นว่าจะใช้ความรู้ที่มีพาครอบครัวอยู่ดีกินดีให้ได้
view moreแคว้นหย่งจินในเวลานี้กำลังประสบกับปัญหาความแห้งแล้งติดต่อกันมานานถึงสามปี ชาวบ้านหลายหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของแคว้นแทบไม่มีแม้แต่น้ำจะกินประทังชีวิต เนื่องจากภูมิประเทศแถบนี้เป็นดินทรายและไม่มีแหล่งน้ำมากเหมือนกับภูมิประเทศแถบอื่นในแคว้น แม้ว่าทางราชสำนักจะส่งเสบียงและน้ำมาจากเมืองใกล้เคียงเพื่อช่วยเหลือบ่อยครั้งก็ตามที แต่ด้วยความลำบากยากเข็ญที่พวกเขาได้รับมานานต่อเนื่องกันถึงสามปี ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิตจากความอดอยากไปเป็นจำนวนมาก
ถานเซียนเซียนวัย 15 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจิงเยว่ ห่างจากเมืองซานหลางไปทางใต้ของเมืองห้าลี้ สถานการณ์ในหมู่บ้านก็ลำบากไม่ต่างจากหมู่บ้านอื่นรอบ ๆ เมืองซานหลาง
“พ่อ พวกเราจะทำยังไงกันดีขอรับ ทางการกว่าจะนำเสบียงมาให้ก็ต้องใช้เวลานานถึงสิบกว่าวัน ในบ้านเราไม่มีอะไรกินแล้วนะขอรับ” ถานจื่อพี่ชายถานม่อจือมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย เมื่อวันนี้เขาเรียกทุกคนในครอบครัวมาปรึกษากัน
“เฮ้อ บนภูเขาก็ไม่มีของกินเหลือแล้ว เงินในบ้านเราก็ไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว พ่อเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาพ่อก็ไม่เคยพบสภาพอากาศแห้งแล้งแบบนี้มาก่อน พวกลูกจะลองไปเสี่ยงดวงขึ้นเขากันอีกสักรอบไหม” ถานฟานที่ชรามากแล้วบอกลูกหลานตามตรง เขาอายุปูนนี้แล้วก็ยังไม่เคยต้องทุกข์ยากลำบากมากขนาดนี้มาก่อน สงสารก็แต่ลูกหลานที่นับวันจะผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกกันอยู่มะรอมมะร่อแล้ว ต้องโทษที่ตระกูลเขายากจนมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ เขาเป็นคนไม่มีความรู้อะไรนอกจากทำไร่ทำนาหาเลี้ยงครอบครัวไปวัน ๆ ญาติพี่น้องตอนนี้ก็ตกตายไปเกือบหมดแล้ว ถานฟานจึงไม่รู้ว่าต้องแก้ไขปัญหาความอดอยากให้กับลูกหลานในครอบครัวเล็ก ๆ นี้อย่างไรดี
“อืม… พรุ่งนี้ข้ากับลูก ๆ จะขึ้นเขาเองขอรับ ท่านพ่อกับพวกน้องรองอยู่ที่บ้านพักผ่อนให้ดีเถิดขอรับ หลายวันนี้พวกท่านขึ้นเขากันบ่อยเกินไปแล้ว” ถานจื่อบอก
“ไฮ้! พี่ใหญ่ พวกข้าจะปล่อยให้พวกท่านลำบากได้อย่างไรกัน ท่านให้พวกเราไปช่วยหาเสบียงด้วยเถอะขอรับ พวกเรายังแข็งแรงดีอยู่” ถานม่อจือส่ายหน้าบอก
“ใช่เจ้าค่ะลุงใหญ่ ให้ข้ากับน้องไปด้วยเถอะ คนเยอะหน่อยก็อาจจะหาอาหารได้มากขึ้นนะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนเอ่ยขึ้นบ้างหลังจากนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันอยู่นาน
“เอาล่ะ ๆ ในเมื่อบ้านรองอยากไปก็ไปเถอะ ระวังตัวกันด้วยเล่า” ถานฟานเห็นสีหน้ามุ่งมั่นของหลาน ๆ ก็ได้แต่ต้องยอมปล่อยให้พวกเขาไป
มื้อค่ำคืนนั้นคนในครอบครัวถานทั้งหมดได้กินเพียงแค่รากไม้เผาประทังชีวิตเท่านั้น น้ำที่ได้รับมาจากทางการอันน้อยนิดถูกตักใส่ถ้วยเล็กมาแบ่งกันจิบคนละคำสองคำเพื่อไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำ
ถานฟานมองความลำบากยากเข็ญของลูกหลานก็ทำได้แค่ทอดถอนใจออกมาเสียหลายครั้ง ชาวบ้านในหมู่บ้านครอบครัวอื่นนั้นร่ำรวยกว่าบ้านเขามากนัก ทำให้หลายปีมานี้พวกเขาไม่ต้องลำบากในการหาอาหารมากเหมือนบ้านของเขา ถานฟานได้แต่โทษตัวเองที่นำเงินเก็บของครอบครัวไปรักษาภรรยาเมื่อหลายปีก่อนจนต้องเป็นหนี้เป็นสิน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยชีวิตภรรยาเอาไว้ได้ แถมยังทำให้ลูกหลานต้องลำบากใช้หนี้ให้มาตลอดหลายปี ยิ่งพอเข้าสู่ปีที่แห้งแล้งนี้แล้ว ครอบครัวที่ยังต้องหาเงินใช้หนี้แถมยังต้องหาอาหารมาเลี้ยงดูคนในครอบครัวจึงลำบากมากขึ้นไปอีก ถึงแม้หลานชายทั้งสองคนของบ้านใหญ่อย่างถานจงหยางและถานจงซิงจะเข้าไปหางานทำแลกเงินในเมืองเกือบทุกวัน พวกเขาก็ยังไม่มีเงินทองมากพอที่จะซื้ออาหารมาประทังชีวิต เพราะค่าจ้างอันน้อยนิดและยังต้องผ่อนจ่ายหนี้สินที่ยังติดค้างเอาไว้อยู่ก่อนแล้วนั่นอีก
เช้าตรู่วันต่อมา คนบ้านตระกูลถานขึ้นเขาไปด้วยกันเกือบหมด มีเพียงยี่ซินป้าใหญ่ของถานเซียนเซียนกับฟู่เหมยแม่ของเธอที่อยู่บ้านดูแลท่านปู่ถานฟาน
“พี่ใหญ่ วันนี้เราจะหาอาหารได้ไหมขอรับ” ถานเหยาจื่อน้องชายถานเซียนเซียนถามพี่สาวระหว่างที่กำลังเดินขึ้นเขา ช่วงนี้บ้านเขากินข้าวกันเพียงวันละมื้อและมื้อละนิดหน่อยเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เขาที่ยังอายุเพียง 13 ปีจึงรู้สึกหิวอยู่บ้าง
“เจ้าไม่ต้องกังวลนะ อย่างไรอาหารส่วนของเจ้าพี่จะหาให้เอง” ถานเซียนเซียนยิ้มบอกน้องชายที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยเจริญเติบโต
“ขอบคุณพี่ใหญ่ขอรับ” ถานเหยาจื่อยิ้มกว้างออกมา เขารู้ดีว่าพี่สาวรักเขาที่สุด อาหารหลายมื้อที่ผ่านมา พี่สาวของเขาก็มักจะแบ่งให้เขามากกว่าเสมอ
เสียงของสองพี่น้องทำให้ถานม่อจือผู้เป็นพ่อได้แต่สะท้อนในใจ บ้านเขาทำไร่ทำนามาตั้งแต่รุ่นก่อน ความรู้ด้านอื่น ๆ ไม่มีใครมีเลยแม้แต่น้อย ยิ่งช่วงสามปีที่ผ่านมาซึ่งแห้งแล้งที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปีด้วยแล้ว ครอบครัวของเขาต้องลำบากยากเข็ญมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว หนี้สินที่ครอบครัวเขาต้องจ่ายยังเหลืออีกมากถึงสามตำลึงเงิน ด้วยค่าจ้างจากหลานชายทั้งสองเพียงวันละสิบอีแปะ เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ครอบครัวเขาจึงจะใช้หนี้สินก้อนนี้หมดเสียที
ถานเซียนเซียนมองภูเขาหัวโล้นอันแห้งแล้งอย่าท้อแท้ใจ สิ่งที่นางพูดเมื่อครู่ก็แค่ให้กำลังใจตัวเองกับน้องชายเท่านั้น ตัวถานเซียนเซียนเองใช่ว่าไม่หิว เพียงแต่นางเป็นพี่สาวคนโต ถานเซียนเซียนจึงมักจะคอยช่วยพ่อแม่ดูแลน้องชายอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ลำบากอย่างวันนี้เช่นกัน ถานเซียนเซียนหวังว่าจะหาอาหารให้น้องชายได้กินอิ่มสักมื้อหนึ่งบ้าง
“ท่านพี่ เราจะเข้าไปรับจ้างในเมืองตอนไหนขอรับ” ถานจงซิงถามถานจงหยางซึ่งกำลังเดินอยู่ข้างกันระหว่างขึ้นเขา
“อืม… รออีกสักสองชั่วยามเถอะค่อยไป” ถานจงหยางอยากช่วยพ่อของเขาหาอาหารกลับไปให้คนที่บ้านสักหน่อย ถึงแม้จะไม่รู้ว่าวันนี้จะมีอะไรให้พวกเขาเก็บไปบ้างก็ตามที อย่างน้อยเขายังหวังว่าสวรรค์จะเมตตาครอบครัวเล็ก ๆ ของเขาบ้าง
“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปหาอาหารเถอะ อีกหนึ่งชั่วยามกลับมารวมกันที่นี่ เข้าใจหรือไม่” ถานจื่อหันไปบอกทุกคน หลังจากขึ้นเขามาได้ระยะทางหนึ่ง
“ขอรับท่านพ่อ/ ท่านลุง” เด็ก ๆ ร้องรับคำเสียงดัง จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ภูเขาแถบนี้พวกเขามาบ่อยจนรู้ดีว่าจะหาของกินได้จากตรงไหนบ้าง
“พี่ใหญ่ เราก็รีบไปกันเถอะขอรับ” ถานม่อจือบอกถานจื่อ
“ได้สิ ไปกัน” ถานจื่อพยักหน้ารับคำน้องชายและเดินแยกออกไปอีกทางหนึ่ง
คนตระกูลถานทั้งหกมองต้นไม้ใบหญ้าที่แห้งแล้งจนแทบไม่มีสีเขียวให้เห็นก็ได้แต่ต้องทอดถอนใจ เมื่อก่อนภูเขาลูกนี้เป็นแหล่งอาหารให้กับทุกคนในหมู่บ้านมาตลอดตั้งแต่พวกเขาจำความได้ มีเพียงช่วงสามปีที่แห้งแล้งนี้ที่ภูเขาแทบไม่มีอาหารให้พวกเขาเลย แต่ไม่ว่าจะต้องขุดรากไม้ไปกินหรือขุดดินไปกินก็ตามที วันนี้พวกเขาตั้งใจจะหาอาหารให้ได้สักเล็กน้อย
ก่อนเที่ยงเล็กน้อย คนทั้งหมดมารวมตัวกันที่จุดนัดพบ แต่ละคนแทบไม่มีอาหารติดไม้ติดมือมานอกจากรากไม้ไม่กี่ต้น สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างที่สุด พวกเขาเดินหาจนทั่วแล้วก็ยังไม่พบอาหารดี ๆ เลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ รีบกลับบ้านกันเถอะ จงหยางกับจงซิงยังต้องไปทำงานในอำเภออีก” ถานจื่ออดถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งไม่ได้ เขาไม่คิดว่าภูเขาที่เคยอุดมสมบูรณ์ บัดนี้แม้แต่รากไม้ก็ยังหามาประทังชีวิตได้ยากเย็นนัก
คนอื่น ๆ ได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างท้อแท้เช่นกัน ถานเซียนเซียนที่ถือรากไม้ชิ้นเล็ก ๆ เพียงสองสามอันได้แต่กำเอาไว้ในมือเล็กแน่น รากไม้พวกนี้นางใช้มือขุดขึ้นมาจากผืนดินแห้งแข็งอย่างยากลำบาก ถึงแม้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่ถานเซียนเซียนก็ยังคิดจะมอบรากไม้ทั้งหมดให้น้องชายได้กินอิ่มก่อนเหมือนทุกครั้ง
ระหว่างทางที่พวกเขากำลังจะกลับบ้าน มีชาวบ้านหลายคนเห็นเข้าพอดี พวกเขาเหล่านั้นได้แต่มองคนตระกูลถานอย่างสมเพชเวทนา ทั้งหมู่บ้านจิงเยว่นี้มีเพียงตระกูลถานเท่านั้นที่ยากจนที่สุด ถึงพวกเขาจะพอมีกินอยู่บ้าง แต่ก็มีไม่มากพอที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับครอบครัวคนอื่นอยู่ดี
เมื่อกลับไปถึงบ้านซอมซ่อของตระกูลถาน สองพี่น้องถานจงหยางกับถานจงซิงก็วางรากไม้ที่หามาได้เอาไว้ที่ห้องครัว จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากบ้านเพื่อเข้าอำเภอไปหางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำเหมือนกับทุกวัน
ถานเซียนเซียนเห็นน้องชายเหงื่อไหลไคลย้อย นางจึงเดินไปตักน้ำมาเล็กน้อยให้เขากินเพื่อแก้กระหาย
“เซียนเซียน อย่าใช้น้ำมากเกินไป เดี๋ยวคนอื่นจะไม่พอกินเอานะ” ถานม่อจือบอกลูกสาวอย่างกังวล เขากลัวว่าคนอื่น ๆ ในบ้านจะขาดน้ำจนป่วยเสียก่อน
“ทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ น้ำส่วนนี้ข้าให้น้องชายเอง ค่ำนี้ข้าจะไม่กินน้ำเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนยิ้มตอบพ่อของนาง
มื้อค่ำของบ้านตระกูลถานไม่ต่างจากวันก่อน ๆ พวกเขากินรากไม้ที่หามาได้ในวันนี้อย่างหิวโหย น้ำน้อยนิดถูกทุกคนเวียนกันจิบคนละอึก มีเพียงถานเซียนเซียนที่นำส่วนแบ่งน้ำของตัวเองให้น้องชายเท่านั้นที่ไม่ได้กิน นางเข้าห้องไปนอนพร้อมกับท้องน้อย ๆ ที่ยังคงร้องประท้วงอยู่อย่างอดทน
หลังมื้อเช้าวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนก็ออกเดินทางกันอีกครั้งอย่างไม่เร่งร้อน ถานเซียนเซียนที่เพิ่งกินอิ่ม พอขึ้นรถม้าได้ไม่นานก็หลับไปสิบห้าวันต่อมา การเดินทางดั่งหอยทากของถานเซียนเซียนในที่สุดก็จบลงเสียที นางไปส่งครอบครัวลุงใหญ่กับท่านปู่ไว้ที่จ้วงจื่อก่อน จากนั้นนางกับต้วนหยูก็กลับจวนโหวเพื่อเตรียมเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้ เพราะพวกเขาส่งคนไปแจ้งกำหนดการมาถึงให้คนในวังทราบแล้วตั้งแต่สองวันก่อน“พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน พวกท่านสบายดีนะขอรับ” ถานม่อจือถามพี่ชายที่เพิ่งเดินออกจากเรือนที่พวกเขาเลือกเอาไว้ให้มายังห้องโถงรับแขก“สบายดีมากเลยล่ะ พวกเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” ถานจื่อเองก็นึกห่วงน้องชายไม่น้อยไปกว่าถานม่อจือเช่นเดียวกัน“พวกเราก็สบายดีขอรับ ตั้งแต่ได้ทำน้ำหอมขาย พวกเราก็ไม่ได้ทำงานสวนอีกเลยขอรับท่านพี่ อ้อ รอพวกท่านหายเหนื่อยก่อน ข้ากับฟู่เหมยจะพาท่านไปดูเครื่องทำน้ำหอมนะขอรับ ในนั้นพวกเราเก็บน้ำหอมที่ผสมแล้วไว้ให้พวกท่านด้วยคนละขวด ข้าคิดว่าพวกท่านต้องชอบแน่ขอรับ” ถานม่อจือกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขากับเมียใช้เวลาว่างผสมน้ำหอมให้เป็นกลิ่นที่เหมาะกับบุคลิกของคนในครอบคร
“คารวะท่านปู่ขอรับ/เจ้าค่ะ” ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนเห็นถานฟานมาถึงก็รีบลุกขึ้นค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม พวกเขาเห็นถานฟานดูสบายดีก็อดยกยิ้มไม่ได้“ไฮ้ ตามสบาย ๆ จะมากพิธีไปทำไมกัน พวกเจ้ามาได้อย่างไร ปู่ได้ข่าวว่าพวกเจ้ามีภารกิจที่ฝ่าบาทมอบให้มิใช่หรือ” ถานฟานรู้ข่าวลูกหลานจากจดหมายที่ถานม่อจือให้คนส่งมายังหมู่บ้านทุกเดือน“พวกเราเสร็จงานแล้วขอรับ เซียนเซียนเลยอยากแวะมาเยี่ยมทุกคนที่นี่ก่อนจะเดินทางกลับเมืองหลวงน่ะขอรับ” ต้วนหยูตอบแทนถานเซียนเซียนที่เอาแต่เล่นกับหลานชายของนางซึ่งพี่สะใภ้พามาหาก่อนหน้านี้“อ้อ มาถึงกันตั้งแต่เมื่อใดเล่า เดินทางเหนื่อยหรือไม่” ถานฟานกลัวหลาน ๆ จะเหนื่อยล้าเกินไปจากการเดินทางไกล“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ พวกเราไม่ได้เร่งร้อนเดินทางนัก” ต้วนหยูบอกยิ้ม ๆ เขาเห็นท่าทางสดใสของถานเซียนเซียนก็อดคิดถึงตอนที่นางให้กำเนิดบุตรไม่ได้ หากว่าเป็นลูกของพวกเขาเอง ถานเซียนเซียนจะอารมณ์ดีมากสักแค่ไหนกันที่ได้เล่นกับลูก“อืม… เที่ยงนี้อยู่กินข้าวกับปู่นะ เดี๋ยวปู่จะให้คนไปตักปลามาทำอาหารให้พวกเจ้ากินกัน ปลาในสระบ้านเราออกลูกออกหลานมาจนกินไม่ทันแล้ว” ถานฟานที่มักจะกินปลาแทบทุกวันเ
ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนพักผ่อนอยู่ที่เมืองถิงสือเพียงสามวัน ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางออกจากเมืองถิงสือไปยังด่านเมฆาโดยใช้เวลามากถึงสองวัน“น้องหญิง พักกันที่ด่านก่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” ต้วนหยูเห็นว่าใกล้จะถึงยามพระอาทิตย์ตกดินแล้ว“ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ให้คนตั้งค่ายเถอะ” ถานเซียนเซียนความจริงอยากเดินทางผ่านช่องแคบก่อนค่อยหยุดพัก เพียงแต่การเดินทางยามค่ำคืนบนเส้นทางนี้ยังอันตรายเกินไป เพราะตลอดเส้นทางเป็นทางแคบยาวไปมากกว่าสามสิบลี้ นางจึงไม่อยากขัดใจต้วนหยูที่ให้หยุดพักบริเวณด่านตรวจ เมื่อก่อน ด้านหน้าด่านตรวจนี้จะมีผู้อพยพจำนวนมากอาศัยอยู่ แต่ตั้งแต่ทางการเกณฑ์ผู้อพยพไปสร้างคลองส่งน้ำ ที่นี่ก็ไม่มีผู้อพยพเหลืออยู่อีกต่อไป พวกเขาต่างช่วยกันขุดคลองส่งน้ำไปยังถิ่นฐานของตนเองจนทำให้พวกเขาได้กลับไปอยู่ที่บ้านเดิมกันแทบจะหมดแล้ว มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในเมืองอื่นแต่ก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเดิมของพวกเขามากนัก“ท่านพี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านปู่ที่หมู่บ้านก่อนกลับเมืองหลวงได้ไหมเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนเอ่ยถามก่อนเข้านอนบนรถม้าคืนนั้น นางคิดมาพักใหญ่แล้วแต่ไม่กล้าถามต้วน
“น้องหญิงไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ รับรองว่าเราไปถึงถิงสือตรงเวลาแน่นอน” ต้วนหยูได้แต่ต้องให้คำมั่นกับถานเซียนเซียน เขาไม่อยากให้นางอารมณ์เสีย ถานเซียนเซียนเห็นสีหน้าจริงจังของต้วนหยูเข้าก็ไม่อยากงอแงอีก นางกลัวว่าเขาจะรำคาญที่นางงี่เง่าเอาแต่ใจมากเกินไป เมื่อสามเดือนก่อน ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนทราบข่าวจากองครักษ์ลับว่าฝ่าบาทส่งขุนนางกรมเกษตรมาเรียนรู้วิธีการปลูกดอกบัวที่เมืองถิงสือ พระองค์ยังมีรับสั่งให้ขุนนางเหล่านั้นตรวจสอบที่ดินในเมืองอื่นเพื่อหาดินที่เหมือนกับเมืองถิงสือด้วย เนื่องจากฝ่าบาทเห็นว่าการทำสวนบัวนี้สามารถช่วยเหลือราษฎรที่มีที่ดินซึ่งไม่สามารถปลูกพืชได้มาก พระองค์จึงคิดจะส่งเสริมราษฎรให้ทำสวนบัวเพิ่มขึ้นสิบเจ็ดวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนมาถึงหน้าประตูเมืองถิงสือที่ตอนนี้มีชาวบ้านมากมายมานั่งรอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก เสียงถวายพระพรดังก้องไปทั่วบริเวณเมื่อรถม้าของนางเคลื่อนผ่าน ทำเอาถานเซียนเซียนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะท่านพี่ เหตุใดชาวบ้านจึงมากันมากมายเช่นนี้” ถานเซียนเซียนอดกังวลไม่ได้ นางกลัวว่าพวกเขาจะมีสิ่งใดให้นางช่วยหรือไม่จึงได้พากันมาเช่นนี้






Rebyu