แชร์

ตอนที่ 2 ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่?

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-10 19:00:44

“ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง

            “น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหายใจหอบละล่ำละลั่กตอบอย่างรวดเร็ว

            “น้องเป็นลม” สามคำสั้น ๆ ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นออกตัววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านทันที

            “ไอ้ก้อน รอพ่อด้วย” ชายผู้มีอายุห้าสิบตะโกนเรียกบุตรชายเสียงดังแต่ทว่าดูเหมือนเสียงของเขาจะส่งไปไม่ถึงผู้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง

            “เจ้าโมก น้องเป็นลมได้ยังไงเกิดอะไรขึ้น” คนเป็นพ่อถามลูกชายอย่างวิตก “ไม่รู้ครับ” เด็กชายโมกส่ายศีรษะไปมาเนื่องจากเจ้าตัวเองก็ยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปอย่างชัดแจ้ง

            “ถามกับหลานไปจะได้อะไร ทองคำเอ็งพาพ่อนำหน้าไปก่อน เดี๋ยวแม่กับชบาจะตามไปทีหลัง”

            “จ้ะแม่ พ่อพวกเราไปกันเร็วเข้า ไม่รู้ยายหนูจะเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์รีบฉุดแขนพ่อของตนให้เดินมาทางจักรยานคันใหญ่ซึ่งค่อนข้างเก่ามากแล้ว

            บุญมีเร่งรีบเดินตามการดึงของบุตรชายอย่างไม่รอช้า คล้อยหลังสามีกับลูกชายคนโตนางสายใจผู้เป็นย่าของเด็กชายหญิงสามคนก็หันมาตะโกนบอกกับผู้ที่ทำงานร่วมกันก่อนที่เธอจะรีบจ้ำอ้าวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้ากลับเรือนของตนอย่างไม่รอช้าโดยมีหลานชายคนโตวิ่งออกตัวนำหน้าแม้ว่าเจ้าตัวจะเหน็ดเหนื่อยเพราะยังไม่ทันได้พักก็ตาม

            เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่มะลิกับมะขามก็มองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งพร้อมกับหอบเอาฝุ่นละอองสีแดงปลิวตามลมมาด้วย

            “พ่อ/พี่ก้อน” เสียงของลูกชายกับเมียรักได้ทำให้ทองก้อนวิ่งมาหยุดยืนตรงหน้าแคร่ใต้ร่มมะขามใหญ่

            “มะลิ ลูกเป็นอะไร” เสียงหอบเหนื่อยของเขาถามขึ้นอย่างหวาดหวั่นเมื่อมองเห็นร่างของบุตรสาวคนโตนอนเหยียดยาวไม่ไหวติง

            “พ่อจ๋า พี่เป็นลม” ลูกชายคนเล็กตอบเจือเสียงสะอื้นอีกครั้ง

            “เป็นลม! ที่ลูกเป็นอย่างนี้เพราะพี่แท้ ๆ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ร่างของลูกสาวกล่าวโทษตัวเอง

            “พี่” มะลิยกมือปาดน้ำตาเอ่ยเรียกสามีคล้ายกับมีอะไรติดอยู่ในลำคอจึงทำให้เธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก

            “หากพี่หาเงินได้มากกว่านี้ลูกก็คงไม่อดจนต้องเป็นลม ทุกอย่างเป็นเพราะพี่ที่เป็นพ่อไม่ได้เรื่อง” ทุกถ้อยคำพูดอันแสนเจ็บปวดนี้ได้เข้าหูของเฌอเอมอย่างชัดเจน

            ครอบครัวนี้ยากจนมากเลยเหรอเด็กคนนี้ถึงได้หิวจนเป็นลม ท่านยม ท่านส่งฉันมาเกิดใหม่เพื่อจะให้ตายอีกรอบหรือยังไงมีไอเทมพิเศษอะไรให้ฉันเหมือนในนิยายบ้างหรือไม่ ในขณะที่เฌอเอมกำลังคิดอย่างฟุ้งซ่าน

            ‘เจ้ามนุษย์น้อย ไอเทมอะไรพวกนั้นมันก็มีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ เจ้ามีหนึ่งสมอง สองมือ สองเท้าไม่ใช่เหรอ จงพยายามเข้านะและค่อย ๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้ไปเรื่อย ๆ ล่ะเพื่อที่คุณจะได้มีช่องทางทำมาหากิน’

            เฌอเอมได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เรื่องนี้เป็นความผิดท่านแท้ ๆ แต่ก็ช่างเถอะก็อย่างที่ท่านพูดนั่นแหละ เอาละในเมื่อมาแล้วฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้อย่างเด็ดขาด เธอคิด

            ในระหว่างนี้ปู่ของเด็กหญิงผู้ซึ่งตามหลังลูกชายมาติด ๆก็กำลังตรวจดูร่างกายของหลานสาวตามความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อสมัยยังหนุ่ม แม้จะไม่ได้เก่งกาจเทียบเท่าหมอแผนปัจจุบันก็ตามทว่าการรักษาของเจ้าตัวนั้นก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งสำหรับคนยากจนในแถบชนบทอันห่างไกลหมอเช่นนี้

            “พ่อ! ชะอมเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงอันร้อนใจของลูกชายคนเล็กกล่าวเร่ง

            “ลูกเอ็งไม่เป็นอะไรแล้วอีกไม่นานก็ฟื้น” ผู้พูดพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            สิ้นคำกล่าวของเขาไม่นานเปลือกตาของเด็กหญิงก็เริ่มขยับไปมา เด็กชายตัวเล็กผู้จ้องมองคนเป็นพี่อยู่ตลอดรีบเรียกชื่อของเธอเสียงดัง

            “พี่ชะอม พี่จ๋ารีบตื่นเร็วเข้า”

            หลังจากเฌอเอมลืมตา เธอก็ตกใจกับภาพที่เห็นเพราะมีใบหน้าของคนไม่คุ้นเคยมากมายต่างมองดูเธอด้วยแววตาแห่งความเป็นห่วง

            “ลูกฟื้นแล้ว” มะลิยกมือปาดน้ำตากล่าวเสียงสั่น

            “ชะอม หิวไหมลูก” ทองก้อนถามขึ้นบ้างด้วยดวงตาแดงก่ำ

            ใบหน้างงงวยของหลานสาวทำให้บุญมีหัวใจกระตุกวูบ “ชะอม เอ็งจำปู่ได้ไหม” คำถามของชายวัยห้าสิบผู้เป็นหมอยาประจำหมู่บ้านได้เรียกความตกใจของคนในครอบครัวออกมาอีกครั้ง

            ทำยังไงดี ฉันไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างอยู่เลย สีหน้ายุ่งยากของผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้นนั้นยิ่งตอกย้ำความกังวลให้กับคนภายในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

            “จำไม่ได้จ้ะ” เฌอเอมเลือกยอมรับตามตรง

            “ลูกแม่/ลูกพ่อ” พ่อแม่หนุ่มสาวของเธอพากันร้องไห้โฮ “พวกเอ็งจะร้องไห้ทำไม หลานข้าแค่จำไม่ได้แต่เธอก็ยังไม่ตายแค่นี้ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว” เสียงอันดังจากหญิงวัยกลางคนแม้จะทำให้ทุกคนสะดุ้งเพราะความตกใจแต่ก็เหมือนจะทำให้พ่อแม่ของร่างเดิมมีสติมากขึ้น

            “ชะอม ย่าทำให้ตกใจเหรอลูก” สายใจยกมือลูบหัวหลานสาวด้วยความสงสารจับใจกล่าวเสียงอ่อน

            เฌอเอมส่ายศีรษะไปมา พลางอาศัยจังหวะนี้กวาดตามองผู้คนที่กำลังรายล้อมตนไปด้วย

            และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเสียงท้องเจ้ากรรมก็ร้องขึ้นปานฟ้าจะถล่ม สาวใหญ่ในร่างของเด็กหญิงเอามือกุมท้องใบหน้าแดงด้วยความอาย

            “หิวสินะ เดี๋ยวป้าจะไปหาอะไรมาให้กินอดทนหน่อยนะลูก”

            เฌอเอมมองใบหน้าของคนพูดพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “มะลิ พ่อว่าเอ็งพาลูกไปอาบน้ำก่อนเถอะจากนั้นค่อยมาคุยกัน”

            “จ้ะ พ่อ” หลังรับคำมะลิจึงได้หันมาพูดกับลูกสาวด้วยแววตาแห่งความเศร้าเมื่อคิดว่าลูกหลงลืมตน “ชะอมไปอาบน้ำกับแม่นะ”

            “แม่” เด็กหญิงพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ

            “ใช่ลูก แม่ชื่อมะลิเป็นแม่ของหนู” หญิงสาวโอบกอดบุตรในอุทรอย่างไม่รังเกียจความสกปรกตามเนื้อตัวมอมแมมของคนเป็นลูก

            “ฮือ ๆ แม่จ๋า ฉันมีแม่แล้ว” แม้ว่าคำพูดของเธอจะฟังดูประหลาดทว่ากลับไม่ได้ทำให้ใครสงสัยเพราะคิดว่าเด็กหญิงคงจะสูญสิ้นความทรงจำของตนไปจนหมด

            “พี่สาย พี่บุญ หลานจะหายดีไหม” คำถามของหญิงรุ่นน้องได้ทำให้เจ้าของชื่อทั้งสองต่างพากันส่ายหัว

            “ข้าไม่รู้หรอกนางกาบ แต่อย่างน้อยหลานข้าก็ยังอยู่” คำตอบของบุญมีนั้นช่างแทนใจคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

            “นั่นสิ ความจำหายก็ยังดีกว่าตาย ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วฉันขอกลับเรือนก่อนนะ”

            “อืม ขอบใจเอ็งมากนะ” สายใจผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสามเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง

            “คนกันเองพี่จะเกรงใจทำไม ชะอมมันก็หลานฉันเหมือนกัน” ผู้พูดเอ่ยพร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับเรือนของตน

            เฌอเอมมองโอ่งน้ำใบใหญ่และตุ่มน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

            “ชะอม มาผลัดเปลี่ยนผ้าก่อนลูก” น้ำเสียงของมะลิปลุกเด็กหญิงตื่นจากภวังค์

            “แม่จ๋า บ้านเราไม่มีห้องน้ำเหรอ”

            “ไม่มีหรอกลูก บ้านเราก็อาบน้ำกันตรงนี้แหละ เวลาปวดท้องก็นู่นวิ่งเข้าป่าตรงนั้น”

            เสียงวิ้ง ๆ ดังขึ้นในหัวของเฌอเอมทันที “แม่เอาผ้านุ่งมาให้แล้ว แม่จะสอนหนูนะ” แม้มะลิจะรู้สึกเสียใจแต่เธอก็พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

            การเปลี่ยนผ้าในที่โล่งแจ้งสำหรับเฌอเอมนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างทุลักทุเลไปบ้างแต่ทว่าเธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีในที่สุด

            “แม่จ๋า น้ำมาจากไหน” หลังจากใช้น้ำไปมากกว่าครึ่งตุ่มเฌอเอมในร่างของชะอมจึงอดที่จะถามออกมาไม่ได้ด้วยความรู้สึกสงสัยและสังหรณ์ใจบางอย่าง

            “เราต้องไปหาบจากกลางหมู่บ้านตรงนั้นจะมีเครื่องโยกน้ำ” คำตอบของแม่ได้เรียกเสียงเปรี้ยงราวกับฝ่าผ่าขึ้นในหัวของเฌอเอม

            “แม่จ๋า ปีนี้ พ.ศ.อะไร” ผู้ถามใบหน้าเริ่มซีดขาวแม้ว่าเจ้าตัวจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม

            “2499 ปีนี้หนูมีอายุเจ็ดปี แม่กำลังจะพาไปสมัครเรียนเดือนหน้า” มะลิยิ้มอ่อนตอบลูกสาวเสียงเบาด้วยความสงสาร

            “2499!!” เฌอเอมทวนซ้ำอย่างตกตะลึง เราย้อนกลับมาเกิดห่างจากพ.ศ.เดิมเจ็ดปีอย่างนั้นเหรอ แต่ในตอนนั้นเราถูกเก็บมาเลี้ยงและไม่เคยได้ใช้ชีวิตในชนบทมาก่อนเลยแต่ดูเหมือนว่าที่นี่

          “ชะอม!! ลูกเป็นอะไร” เมื่อเห็นว่าลูกสาวนิ่งค้างมะลิเองก็เริ่มใจคอไม่ค่อยดีอีกครั้งจึงได้เรียกชื่อของเธอเสียงดัง

            “ห๊ะ! หา” เด็กหญิงสะดุ้งเมื่อมืออันผอมบางของคนเป็นแม่จับเข้าที่ไหล่อันเปลือยเปล่า

            มะลิอยากจะหลั่งน้ำตาอีกครั้งยามเมื่อเห็นใบหน้าอันแสนตื่นตระหนกของลูกสาวอันเป็นที่รัก

            ท่าทางของเธอทำให้เฌอเอมรู้สึกผิด “แม่จ๋า หนูไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แม่อย่าร้องไห้นะ” มือเล็กของเด็กหญิงจับมือหยาบกร้านของคนเป็นแม่เอ่ยเสียงหวาน

            “ลูกไม่เป็นอะไรแน่นะ” มะลิถามย้ำ

            “จ้า แต่ถ้าแม่ยังไม่เปลี่ยนผ้าให้หนู” น้ำเสียงหยอกเย้าของลูกสาวทำให้มะลิรีบหาผ้าแห้งผืนใหม่นำมาผลัดให้เด็กหญิงอย่างรีบร้อน

            ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะเดินจูงมือกันออกมาจากด้านหลังเรือน กลิ่นหอมของข้าวหุงสุกใหม่ก็ได้ลอยมาตามลมทำให้ท้องของเฌอเอมส่งเสียงร้องออกมาอีกคำรบ

            “หิวใช่ไหม รีบเดินกันเถอะหนูจะได้กินข้าว” คนเป็นแม่พูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทางเขินอายของลูกสาวตัวน้อย

            “จ้ะ” เฌอเอมรับคำเสียงเบา

            บนแคร่หน้าเรือนของบ้านตอนนี้ได้มีจานกับข้าวรวมถึงหม้อข้าวใบขนาดกลางตั้งอยู่

            เฌอเอมถอนใจยามเมื่อเห็นกับข้าวในจานที่มีเพียงผักต้ม ไข่ต้มอยู่สามฟองและพริกป่นน้ำปลา

            “ชะอม มานั่งข้างย่า” หญิงวัยกลางคนกวักมือเรียกหลานสาวหนึ่งเดียวภายในครอบครัว

            “พี่จ๋า พี่ต้องกินข้าวเยอะ ๆ นะจะได้ไม่เป็นลมอีก” เด็กชายตัวน้อยเอ่ย ในขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ได้ใช้ช้อนสังกะสีสภาพค่อนข้างเก่าแค่ดูก็รู้ว่าจะต้องผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานตักไข่ไก่หนึ่งฟองใส่จานข้าวคนเป็นพี่อย่างไม่นึกหวง

            “เอาไข่ของพี่ไปด้วย น้องสาวตัวเล็กมากกินไข่อีกหน่อยจะได้ตัวโตมากกว่านี้” เด็กชายร่างผอมสูงก็ตักไข่ไก่อีกฟองใส่ลงในจานของคนเป็นน้องเช่นกัน

            การกระทำอันห่วงใยของเด็ก ๆ ได้เรียกรอยยิ้มแฝงความเศร้าให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน

            เฌอเอมอดที่จะสะท้านในอกของตนไม่ได้ เธอมองไข่ต้มในจานข้าวของตนสลับกับใบหน้าของคนในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่หกเด็กอีกสามอย่างหม่นหมอง

            “แบ่งกันกินเถอะค่ะ พวกเราต้องได้กินเหมือนกัน” เด็กหญิงใช้ช้อนแบ่งไข่ต้มออกเป็นสองซีกทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนคนอยู่ดี

            “แม่กับพ่อ” “ปู่กับย่าไม่กินหรอกพวกหนูกันกันเถอะ” คำตอบของผู้ใหญ่ในครอบครัวทำให้เด็กชายหญิงส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยินยอม

            “ถ้าอย่างนั้นเอาให้ปู่กับย่า พ่อแม่ไม่อยากกิน” สองพี่น้องทองคำกับทองก้อนปฏิเสธออกมาพร้อมกัน

            แต่แล้วเฌอเอมหาได้ให้พวกเขาทำตามใจ เด็กสาวได้นำไข่เหล่านั้นมาแบ่งครึ่งอีกและทำให้เป็นยำไข่ต้มโดยการราดน้ำปลาพริกลงไป

            “เราได้ยำไข่ต้มแล้วค่ะ กินข้าวกันเถอะ” คนในครอบครัวมองไปยังจานไข่ต้มที่ตั้งอยู่ด้วยใบหน้าฉงน

            “กินกันเถอะ หนูหิวแล้ว” เฌอเอมพูดพร้อมกับตักไข่ในจานให้ย่า ก่อนตามมาด้วยแม่และน้องชายเท่าที่แขนผอมบางของตนจะเอื้อมถึง

            หลังกลืนข้าวลงคอไปแล้วเฌอเอมจึงได้ลองเสนอความเห็นของตนออกมา “หนูว่าวันหลังพวกเราเอาไข่ไปทอดแทนการต้มดีไหมจ๊ะ”

            “ไข่ทอด! มันเป็นยังไง” ชบามองใบหน้าของหลานสาว ถามออกมาด้วยความซื่อ

            “หา!” เฌอเอมร้องเสียงหลง สรุปตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนแม้แต่ไข่ทอดพวกเขาก็ไม่รู้จัก

          “หนูขอถามได้ไหมกับข้าวที่นี่พวกเรากินกันยังไง” หลังตั้งสติได้เธอจึงได้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

            “ปิ้ง ย่าง และก็ต้ม ส่วนไข่ที่หลานกินป้าก็เอาไปหมกทรายและตากแดดเอาไว้” ชบาตอบตามจริง

            ในตอนนี้ใบหน้าของเฌอเอมได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับน้องชายตัวเล็กของตนเป็นอย่างมาก

            “พี่จ๋า หน้าของพี่ตลกมากเลย” แต่สำหรับเฌอเอมนั้นเจ้าตัวกลับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ จึงได้แต่ทำหน้าเหวอต่อไป

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 3 เอาไว้พบกันใหม่

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 2 นึกว่าจะได้เกี่ยวดองกัน

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนพิเศษที่ 1 ไม่คิดสึก

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 68 ข้ามขั้น (ตอนจบ)

    หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 67 หากเรื่องของเราเป็นแบบนี้จะดีไหม?

    “พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   ตอนที่ 66 ไม่เหมือนกัน

    “มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status