คนเปิดบิลนั่งยิ้มแฉ่งรอคอยให้ฉันเดินไปหาหลังจากมันเข้ามานั่งในร้านตั้งแต่ประตูเปิด ท่ามกลางแสงไฟมืดสลัวแต่ฉันกลับมองเห็นเขาชัดเจน แค่เสี้ยวหน้าก็จำได้ราวกับใบหน้าของเขาสลักลงในใจ
ฉันก็พูดเว่อร์ไปอย่างนั้น สลักลงในใจบ้าบออะไร แต่เรื่องที่มองแค่เสี้ยวหน้าแล้วจำได้ อันนั้นฉันพูดจริงเพราะแอบมองมาสามปีแล้ว
“พีอาร์ทำหน้าไม่รับแขกเลยนะครับ” ขุนพลเอ่ยแซวพลางตบที่นั่งว่างข้างกายให้ฉันนั่งข้าง ๆ มัน
เกลียดหน้าเขาเวลาที่เอาแต่ใจมากจริง ๆ
“มึงทำแบบนี้กูไม่โอเค” ฉันเดินไปยังโซนชั้นเครื่องดื่มแล้วเริ่มชงเหล้าให้เพื่อนตัวดีได้ดื่มเพราะไม่อยากให้มันเสียเงินห้าหมื่นไปแบบไม่ได้รับการบริการที่คุ้มค่า
“มึงคิดว่ากูโอเค” ขุนพลสวนกลับ ใบหน้าหล่อชักสีหน้าบึ้งตึงใส่กันอย่างไม่ปิดบัง สายตาคมมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ เขาสำรวจมองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าโดยหยุดที่ต้นขาเวลานานพอควร “กูรู้จักกับมึงมาสามปีไม่เคยเห็นมึงใส่กระโปรงสั้นคืบเดียวแบบนี้มาก่อน”
“มึงก็เห็นแล้วนี่ไง” ฉันพยายามไม่มองสบตากับมัน
“กูต้องไหว้เลยไหม”
“ขุน มึงอย่าประชดได้ป้ะ”
“ทำไมมึงไม่บอกกูสักคำว่าจะมาทำงานที่นี่” ขุนพลมองฉันด้วยสายตาตัดพ้อ “มึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่า”
“กูก็แค่ทำงานป้ะ มึงจะซีเรียสเพื่อ?”
“งานก็มีให้ทำตั้งเยอะแยะ มึงมาทำที่นี่ให้เปลืองตัวเพื่อ?”
“มันก็สิทธิ์ของกูไหม อีกอย่างกูก็แค่เป็นพีอาร์ชงเหล้าให้ลูกค้า ไม่ได้จะขายตัวสักหน่อย กูไม่ให้ก็ไม่มีใครเอากูได้”
ขุนพลนิ่งเงียบไป มันเอาแต่มองฉันด้วยสายตานิ่งเรียบ แต่ฉันรับรู้ได้ว่ามันกำลังโกรธกันหนักมาก
“งั้นมึงก็มาทำหน้าที่ดูแลลูกค้า มานั่งนี่”
ฉันถอนหายใจใส่มันแรง ๆ แสดงออกว่าไม่พอใจแต่ก็ยอมเดินเข้าไปนั่งข้างมัน
จู่ ๆ ขุนพลวางมือใหญ่บนต้นขาอย่างไม่ทันตั้งตัว พอฉันหันไปส่งสายตาดุให้มันเอามือออก มันก็ทำสิ่งตรงข้ามคือบีบต้นขาของฉันแทน
“ขุน เอามือออกไป”
“กูเสียเงินตั้งห้าหมื่น อย่างน้อยก็ขอจับนิดจับหน่อยไม่ได้เหรอไง” มันบอกหน้าตายพลางใช้อีกมือหนึ่งเอื้อมหยิบแก้วเหล้าซึ่งฉันชงเอาไว้ขึ้นมาดื่มจนมันพร่องลงเหลือครึ่งแก้วแล้วส่งให้ฉัน
“อะไร”
“ดื่มเป็นเพื่อนลูกค้าหน่อย”
คำก็ลูกค้า สองคำก็ลูกค้า ฉันได้แต่กัดฟันกรอดรับแก้วมาจากมือของขุนพลแล้วยกดื่มจนหมดแก้ว ของเหลวสีอำพันไหลลงสู่ลำคออย่างรวดเร็ว ความขมฝาดส่งผลให้ใบหน้าของฉันบิดเหยเกสมใจคนช่างประชดที่รอชมอยู่
“มึงดื่มเหล้าไม่เก่งแต่อยากเป็นพีอาร์ ไม่ห่วงตัวเองบ้างหรือไง” ขุนพลโน้มใบหน้ากระซิบข้างหูจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นปะทะกับแก้มขาว “มึงบอกว่าไม่ให้แต่คนจะเอา มึงห้ามมันได้ไหมล่ะ แค่ลูกค้าขอให้มึงดื่ม มึงยังต้องทำเลย”
“กูดูแลตัวเองได้” ฉันพยายามขยับตัวออกห่างจากขุนพลแต่มันก็ใช้วงแขนตัวเองกักตัวฉันไว้ไม่ยอมให้ถอยหนี
“ครีม ถ้าหากมึงยังเห็นกูเป็นเพื่อน มึงลาออกจากที่นี่เถอะ กูจะช่วยหางานให้เอง อย่าเอาตัวเองมาอยู่ในที่อันตรายแบบนี้เลย กูขอละนะ”
เราต่างนิ่งเงียบกันพักใหญ่ ฉันจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเพราะทนความอึดอัดต่อไปไม่ไหว
“กูก็แค่อยากลองทำ แต่เพื่อความสบายใจของมึง กูก็จะไม่ทำ โอเคไหม” สุดท้ายก็เป็นฉันที่ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ให้กับขุนพล ความจริงฉันรู้สึกไม่โอเคกับงานตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเอารูปไปโพสต์บนเพจแล้วละ ตั้งใจว่าจะทำงานตามที่รับปากไว้แค่คืนนี้เท่านั้น อีกอย่างคนบางคนก็เสียเงินตั้งห้าหมื่นให้กับร้านไปแล้วด้วย จะให้เดินออกไปเลยก็คงไม่ได้
“มึงพูดจริงใช่ไหม” เขาถามอย่างดีใจ
“มึงไม่เชื่อก็เรื่องของมึง”
“กูเชื่อ เพราะมึงไม่เคยโกหก เฮ้อ…ได้ยินแบบนี้ก็โล่งใจ วันหลังมึงจะทำอะไรก็หัดปรึกษาเพื่อนบ้าง ไม่ใช่อยากจะทำก็ทำ นึกถึงใจคนที่เป็นห่วงบ้าง รู้ไหมว่ากูต้องรีบขับรถกลับมาจากหัวหินเพราะมาหามึงเลย” ขุนพลพูดเสร็จก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ประหนึ่งยกภูเขาออกจากอกได้แล้ว
“มึงไปทำอะไรหัวหิน”
“กูไปเที่ยว”
“คนเดียว” แน่ล่ะว่าฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ไปคนเดียว แต่แม่งชอบตอกย้ำให้ตัวเองช้ำใจ
“ไปสองคน”
ฉันหยุดซักไซ้ถามทันที พอจะคาดเดาได้ว่าขุนพลคงไปกับผู้หญิงสักคนหนึ่ง แถมวันนี้มันยังเป็นวันวาเลนไทน์ด้วยซึ่งฉันไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับเขาและคนของเขาทั้งนั้น แต่มันก็ยังพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาให้รับรู้
“กูพาน้องเขามาด้วย”
ประโยคของขุนพลทำเอาหัวใจของฉันรู้สึกวูบโหวงขึ้นมา มือคู่นั้นที่เคยวางบนต้นขาถูกดึงกลับไปเมื่อใครบางคนปรากฏตัวต่อหน้าพวกเรา
“พี่ขุน ห้องน้ำคนเยอะมากเลยค่ะ”
เธอคนนั้นเดินมานั่งอีกฝั่งหนึ่งแสดงความเป็นเจ้าของคนข้างกายด้วยการสอดแขนแล้วจับมือประสานกันแนบแน่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครแทรกกลางระหว่างพวกเขาสองคนได้
“เออ น้องโอปอลครับ พี่จะแนะนำให้รู้จักเพื่อน คนนี้เพื่อนสนิทพี่ชื่อครีม” ขุนพลหันมาแนะนำสาวของมันให้ฉันรู้จัก
“ส่วนมึงนี่โอปอล เรียนปีสอง บริหาร”
น่าจะเป็นครั้งแรกเลยที่เขาพาสาวมาแนะนำให้เพื่อนรู้จัก เท่ากับว่ามันคงจริงจังกับคนคนนี้ เธอหน้าตาน่ารัก หน้าหมวย ๆ ตัวเล็ก ผิวขาว ยิ้มสวย แต่งตัวเซ็กซี่น่ามอง ตรงสเป็กของเพื่อนทุกอย่าง
“สวัสดีค่ะพี่ครีม ปอลได้ยินชื่อพี่ครีมมานานแล้วเพิ่งจะได้เจอตัวจริง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ว่าแต่ที่บอกว่าได้ยินชื่อพี่มานานคือขุนชอบเอาเรื่องพี่ไปเม้าท์ให้น้องฟังใช่ไหม” ฉันใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อนความขมขื่นในใจที่กำลังก่อตัวขึ้นมา พยายามจะทำให้บรรยากาศมันออกมาดีอย่างที่ควรเป็น ฉันควรยินดีกับเพื่อนที่กำลังมีความรักกับผู้หญิงที่มันชอบ
“กูไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมึงให้น้องฟังเลย”
“จริงค่ะ พี่ขุนแค่เล่าให้ฟังว่านอกจากพี่กัสแล้วเขายังมีเพื่อนเป็นผู้หญิงอีกสองหนึ่ง แต่ไม่เคยพาโอปอลมารู้จักพี่ครีมสักที เจอแต่พี่กัสกับพี่ยิ้ม”
ซูกัสกับอมยิ้มก็รู้จักผู้หญิงของขุนพลคนนี้มาสักพักแล้วสินะ มีแต่ฉันที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เข้าใจไปเองว่าเขายังไม่มีใคร เข้าใจไปเองว่าตัวเองยังรู้สึกกับเขามากกว่าเพื่อนได้ ทั้งที่ความจริงแล้วฉันควรจะรู้ตัวเองสักทีว่าต้องกลับไปเป็นเพื่อนจริง ๆ ได้แล้ว เลิกทำตัวเป็นอีแอบคิดไม่ซื่อกับเพื่อนตัวเองเสียที
“พี่ขุนขับรถดี ๆ นะคะ ถึงคอนโดละโทรหาหนูด้วย” โอปอลพูดพลางโบกมือลา ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แฝงความเป็นห่วง
“โอเคครับ โอปอลเข้าบ้านเถอะ”
“บาย ๆ ค่ะพี่ครีม ฝากคุมพี่ขุนให้ด้วยนะคะ ไว้เจอกันใหม่น้า” โอปอลหันไปพูดกับฉัน พลางส่งยิ้มหวานให้เราทั้งคู่
คล้อยหลังร่างเล็กเดินเข้าไปในบ้าน ขุนพลย้ายสายตาจากเด็กของมันหันมามองฉันแล้วบอกให้มานั่งข้างหน้าด้วยกัน
“กูขี้เกียจย้าย นั่งนี่แหละ”
“เฮ้อ...วันนี้กูเสียเงินค่าดริงก์ให้มึงห้าหมื่นไม่พอยังต้องเป็นคนขับรถให้มึงอีก” ขุนพลพูดขึ้นมาลอย ๆ พร้อมกับถอนหายใจ
“กูขอให้มึงซื้อหรือไง กดเอง โอนเองยังจะมาทวงบุญคุณกันอีก” ฉันบ่นพึมพำแต่ก็ยอมเปิดประตูลงจากรถแล้วย้ายมานั่งข้างหน้าเป็นเพื่อนเขา แม้ในใจจะไม่อยากนั่งแทนที่เจ้าของตัวจริงเลยสักนิด
รถยนต์เคลื่อนออกจากหน้าบ้านของโอปอล ระหว่างเรานั่งเงียบพักใหญ่ ๆ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจถามเรื่องที่ค้างคาใจ อย่างน้อยฉันก็อยากรู้ในฐานะเพื่อนที่ต้องตัดใจจากเขา
อยากได้ความชัดเจนเพื่อตอกย้ำให้ตัวเองตัดใจจากเขาได้สักที อยากย้ำให้มันลึกเข้าไปในหัวใจว่าอย่าคิดเกินเพื่อนอีก
“มึงกับน้องโอปอลคบเป็นแฟนกันแล้ว” ตอนนั่งคุยกันอยู่ที่ร้าน ฉันก็ไม่กล้าถามว่าทั้งสองคนคบกันสถานะไหนแต่พอจะคาดเดาจากการกระทำได้ว่าพวกเขากำลังคบหากัน แม้ขุนพลไม่ได้บอกว่าโอปอลเป็นแฟน
“ยังเรียกว่าแฟนไม่ได้ว่ะ” ขุนพลถอนหายใจเบา ๆ หลังจากตอบคำถามคล้ายกับว่ามันก็ไม่ได้ยินดีกับสถานะที่เรียกว่าแฟนไม่ได้สักเท่าไร
“ทำไม จับมือสวีตหวานกันขนาดนั้น ไม่เรียกว่าแฟนเรียกว่าอะไร” แถมพวกเขายังไปเที่ยวทะเลด้วยกันอีก
“ก็เพิ่งดูใจกันไง คุยกันไม่ถึงเดือนเลย อีกอย่างน้องบอกขอเวลาดูใจอีกสักพัก ตอนนี้ก็อยู่ในสถานะมากกว่าคนคุยแต่ยังไม่ใช่แฟน” ขุนพลเอ่ยเสียงราบเรียบ หากแต่ฉันรับรู้ได้ว่าเขามีความกังวลกับความสัมพันธ์นี้พอสมควร
“อ้อ คนสวยน่ารักก็เลือกได้อะเนาะ” โอปอลคงอยากดูนิสัยใจคอผู้ชายที่จะเข้ามาเป็นแฟนของเธอให้มั่นใจก่อน น้องเป็นคนสวยน่ารักแถมโพรไฟล์ดีเป็นถึงลูกสาวของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ก็ต้องเลือกผู้ชายให้รอบคอบจะได้ไม่เสียชื่อไปถึงวงศ์ตระกูล
“มึงรู้จักน้องได้ยังไงเหรอ”
“กูปัดเจอน่ะ”
“อ้อ” ฉันรู้ว่าขุนพลเล่นแอปหาคู่ แต่ไม่บ่อยที่เขาจะเจอผู้หญิงที่ชอบแล้วนัดเจอกัน
“มึง…”
“อะไร”
“มึงว่าคนอย่างกูเหมาะจะเป็นแฟนใครได้ไหม”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าหากมึงชอบน้องเขา ก็ทำตัวดี ๆ น้องจะได้ตอบตกลงไวๆ” มันอาจจะไม่ใช่คำแนะนำจากคนที่แอบรักแต่ฉันแนะนำเขาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง
“แล้วมึงคิดว่าน้องเป็นไง คนนี้ผ่านป้ะ” ขุนพลหันมาถามอย่างตื่นเต้น
“จะถามกูเพื่อ กูไม่ได้เป็นคนคบซะหน่อย”
“ก็อยากให้มึงช่วยดูไง ผู้หญิงเหมือนกันน่าจะดูกันออก”
“ถ้าหากกูบอกว่าไม่ผ่าน มึงก็จะไม่คบหรือไง”
“ต้องฟังเหตุผลก่อนว่าทำไมมึงไม่ให้ผ่าน”
“สุดท้ายมึงก็เป็นคนเลือกอยู่ดี ถ้าใจมึงบอกว่าใช่ ก็อย่าถามความคิดคนอื่นให้เสียเวลาชาวบ้านเขาเลยดีกว่า เอาหรือไม่เอาก็ขึ้นอยู่กับตัวมึงเอง”
“เหวี่ยงใส่กูซะงั้น มึงเครียดเรื่องงานขนาดนั้นเลย” ขุนพลหันมามองฉันอย่างเป็นห่วง “กูรับปากจะช่วยหางานให้แล้วไง มึงไม่ต้องเครียดหรอกน่า”
“กูเหวี่ยงเพราะรำคาญคนพูดมากนี่แหละ แค่มึงหยุดพูดแล้วขับรถไปส่งกูที่คอนโด อย่าหาเรื่องมากวนใจกันก็พอ”
“เออ ๆ”
บรรยากาศภายในรถเงียบลงอีกครั้ง กระทั่งเสียงแจ้งเตือนแชตจากโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันหยิบมันขึ้นมาเปิดดูก็พบว่าเป็นแชตจากเพื่อนใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักกันส่งข้อความมาทักทาย
พี่โชตะทักมาถามว่าทำงานวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง ฉันทำเพียงตอบไปว่า ก็ดี แต่คงไม่ได้ทำอีกแล้วเพราะไม่ค่อยสะดวกใจที่จะทำต่อ อีกฝ่ายก็ตอบว่าเข้าใจแถมยังชวนฉันไปทำงานกับเขา
เขากำลังอยากได้ลูกมือช่วยทำงานในบาร์พอดี ถ้าหากฉันสนใจก็บอกเขาได้ เขาจะพูดกับเพื่อนให้รับฉันเข้าทำงาน ซึ่งฉันขอบคุณเขาแต่ขอคิดดูก่อน
“ใครทักมา” ขุนพลหันมาถาม
“พี่ที่รู้จัก”
“ใคร กูรู้จักไหม”
“พี่โชตะ พี่ไอ้กัส” ฉันไม่มีความจำเป็นต้องปกปิดเพื่อนก็เลยบอกมันไปโดยไม่ได้คิดอะไรแต่อีกฝ่ายเหมือนจะคิดมากแทนฉันอีกแล้ว
“มึงรู้จักไอ้พี่โชได้ยังไง”
“ก็เขาทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ที่ร้าน เขาเคยเห็นรูปกูอยู่ไอจีไอ้กัส ก็เลยเข้ามาทักทาย” ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องไปแจกแจงไทม์ไลน์ให้เพื่อนฟังทั้งหมด แต่ก็พูดออกไปแล้ว
“แล้วเขาทักมึงมาได้ยังไง”
“ก็ฟอลไอจีกัน มึงจะถามอะไรเยอะแยะ เป็นพ่อกูหรือไง” ความอดทนที่กักเก็บเอาไว้เพราะไม่อยากทะเลาะกับเพื่อนเริ่มปะทุออกมา เรื่องขุนพลเข้ามาก้าวก่ายการงานก็ยอมให้มันมากแล้ว แต่ถ้าหากมันยังก้าวก่ายเรื่องฉันจะคบหากับใครอีก ฉันคงทนยอมมันไม่ได้อีกต่อไป
“ฟังก่อนครีม กูแค่เป็นห่วง เมียพี่โชมันขี้หึง กูไม่อยากให้มึงมีปัญหา” ขุนพลบอกเหตุผลอย่างใจเย็นเมื่อเห็นว่าฉันระเบิดอารมณ์ใส่มันอย่างไม่พอใจ
“กูไม่ได้จะยุ่งอะไร” น้ำเสียงฉันอ่อนลงเมื่อสัมผัสได้ว่าเขาพูดเพราะเป็นห่วงกันจริง ๆ
“ถ้าหากมันทักมาอีก มึงก็อย่าไปตอบ บล็อกมันไปเลยก็ได้ เดี๋ยวเป็นเรื่อง”
ขุนพลขับรถมาส่งฉันที่คอนโด คราแรกมันบอกว่าจะขอนอนค้างที่ห้องเพราะอย่างไรเสียพรุ่งนี้มันก็ต้องมาช่วยฉันขนของย้ายออกจากคอนโดตั้งแต่เช้า แต่ฉันปฏิเสธและไล่มันกลับไปนอนคอนโดตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถบอกมันได้ว่า
‘ฉันอยากมีเวลาส่วนตัวให้เสียใจบ้าง’