로그인อะไรนะ! ปีนี้คณะมนุษย์ต้องรับน้องกับคณะวิศวะงั้นเหรอ? แล้วอะไรคือการที่พี่เฮ้ดว้ากหน้าหล่อคนนั้น จ้องน้องปีหนึ่งอย่างฉันไม่วางตาเลย ฮือ! กลัวแล้วน้าา
더 보기อยู่คนเดียวได้จริงๆ นะลูกพีช” คุณป้าถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลเมื่อต้องปล่อยฉันไว้คนเดียวในห้องใหม่แห่งนี้ ห้องที่ฉันอาจจะอยู่ยาวถึงเรียนจบมหาลัยเลยล่ะ
“สบายมากค่ะ” ฉันตอบด้วยรอยยิ้มกว้างหวังให้ทุกคนคลายกังวล
“ให้พี่เค้กอยู่เป็นเพื่อนสักคืนก่อนมั้ย มาถึงก็อยู่คนเดียวเลย ลุงว่ามันจะเหงาเอานะลูก” คุณลุงถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ไม่ต่างจากคุณป้าแม้แต่น้อย
“ได้นะ ให้พี่อยู่เป็นเพื่อนก่อน ยังไงมหาลัยพี่ก็เปิดช้ากว่าของพีชวันนึงอยู่ละ”
พี่เค้กซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของคุณลุงคุณป้าระรัวพยักหน้าทำให้ฉันยิ้มออกมา
“พีชอยู่ได้จริงๆ ค่ะ อีกอย่างพี่เค้กต้องย้ายของเข้าคอนโดเหมือนกัน ไหนรุ่นพี่จะนัดพรุ่งนี้ตอนบ่ายอีก อย่าให้พีชเป็นต้นเหตุทำให้พี่เค้กช้ากว่าเดิมเลยค่ะ... นะคะ...น๊า” ฉันออดอ้อนแบบที่ชอบทำอยู่บ่อยๆ ทำเอาคุณลุงกับคุณป้ามองหน้ากันด้วยสีหน้าชั่งใจ
“เราอ้อนขนาดนี้ป้าจะขัดยังไงไหว” คุณป้าถอนหายใจยาวก่อนจะอ้าแขนออก “มา... ขอป้ากอดให้ชื่นใจหน่อย เดี๋ยวจะไม่เจอกันอีกหลายเดือน” ฉันยิ้มกว้าง โผเข้ากอดป้าสะใภ้ซึ่งเลี้ยงดูฉันมาเป็นอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ถึงไม่เจอกันแต่เรายังวีดีโอคอลหากันได้ทุกวันนะคะ พีชรักคุณป้าน๊า” ฉันออดอ้อนก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่น แล้วก็เห็นน้ำใสๆ คลอที่เบ้าตาของคุณป้า
“ป้าก็รักลูกพีชนะลูก ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ” คุณป้าย้ำอีกครั้ง
“ค่ะ” ฉันพยักหน้าพลางยิ้มจนตาหยี ก่อนจะหันมากอดคุณลุงบ้าง
“เจอกันอีกทีช่วงปิดเทอมนะคะคุณลุง พีชฝากดูแลคุณป้ากับคุณตาด้วยนะคะ”
“เราก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะตัวแสบของลุง” คุณลุงบอกพลางลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน
“วางใจได้ค่ะ เรื่องดูแลตัวเองพีชจะทำให้ดีที่สุดเลย”
ฉันผละออกจากอ้อมกอดแล้วยิ้มแฉ่งให้พี่ชายคนเดียวของคุณแม่ ก่อนจะหันมาหาพี่เค้กซึ่งเป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนที่สนิทที่สุด พี่สาวคนนี้อายุมากกว่าฉันหนึ่งปีแต่เรียนชั้นเดียวกันมาตลอด 6 ปีเลยล่ะ
“ไว้นัดกันอีกที” พี่เค้กบอกพลางอ้าแขนกว้าง ฉันพยักหน้าพลางโผเข้าสวมกอดร่างบางอย่างเต็มรัก อีกไม่กี่อึดใจเราสองคนจะกลายเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แถมยังต้องใช้ชีวิตคนเดียวเพราะสอบติดคนละที่ เจอกันได้ก็ต่อเมื่อว่างตรงกันเท่านั้น
“ไว้นัดกัน” ฉันผละออกจากอ้อมกอดแล้วขยิบตาให้พี่เค้กหนึ่งที เราสองคนหัวเราะคิกคักแบบรู้กัน
แกร๊ก!
พอปิดประตูลง ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความตื่นเต้น ตั้งแต่วันนี้ไปต้องใช้ชีวิตคนเดียวแล้วสินะ
อันที่จริงฉันเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดค่ะ ปะป๊าของฉันเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น – ไทย ส่วนคุณแม่เป็นคนเหนือโดยกำเนิดอย่างจังหวัดแพร่ ท่านทั้งสองเจอกัน รักกัน ก่อนจะตกลงแต่งงานในที่สุด แล้วก็มีฉันออกมาเป็นพยานรักนั่นล่ะ
แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ค่อนข้างใหญ่โตของปะป๊าทำให้ท่านต้องไปประจำที่สาขาประเทศอังกฤษเป็นเวลา 5 ปี คุณแม่ยอมลาออกจากงานเพื่อไปด้วยกัน อันที่จริงเราจะย้ายไปทั้งครอบครัว แต่คุณยายแย้งว่าไม่ควรเอาฉันไปด้วยเพราะฉันกำลังจะเข้าเรียนชั้นมัธยม ถ้าย้ายไป 5 ปี กลับมาอีกทีฉันจะขึ้นชั้น ม.6... การเรียนอาจไม่ต่อเนื่องได้
ก็อย่างที่รู้... การศึกษาของแต่ละประเทศค่อนข้างแตกต่างกัน ปะป๊ากับคุณแม่ตัดสินใจอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจขายบ้าน แล้วฝากฉันไว้กับคุณตาคุณยาย คุณลุงคุณป้าที่ จ.แพร่ในที่สุด
จากนั้นเป็นต้นมา เด็กที่อยู่ กทม. ตั้งแต่เกิดอย่างฉัน ก็ได้ย้ายไปเรียนชั้นมัธยมที่ จ.แพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กๆ ทางภาคเหนือ เอาจริง! ฉันไม่ได้รู้สึกเหงาหรือขาดความอบอุ่นอะไรเลย อยู่ที่นั่นสนุกมากเพราะมีลูกพี่ ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกันอย่างพี่เบสและพี่เค้กคอยเป็นเพื่อน แถมคุณตาคุณยายก็มีไร่ผลไม้รวมถึงโรงแรมขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก คุณลุงคุณป้าก็ช่วยดูแลกิจการด้วยอีกแรง ฉันเลยเติบโตมาท่ามกลางความรักและความเอาใจใส่ของญาติพี่น้องยังไงล่ะ
ถึงตัวจะไกลจากผู้ให้กำเนิดหลายพันไมล์ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะห่างจากปะป๊ากับคุณแม่ไปเลยนะคะ ฉันสนิทกับคุณแม่มากค่ะ ปิดเทอมทุกครั้งฉันต้องบินไปอยู่กับท่านทั้งสองที่อังกฤษตลอด ใช้เวลาร่วมกันให้มากที่สุด แล้วพออยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็วีดีโอคอลหากันทุกวัน เล่าว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้างให้ท่านทั้งสองฟัง แม้จะไม่ได้กอดกันแต่ก็รับรู้เสมอว่าปะป๊ากับคุณแม่รักฉันมาก
ล่าสุดปะป๊าถูกย้ายไปประจำที่สาขาอเมริกาอีก 4 ปีถึงจะได้ย้ายกลับมาเมืองไทยถาวร ถ้าฉันเรียนจบเมื่อไหร่...ครอบครัวของเราคงได้อยู่พร้อมหน้ากันสักทีนั่นล่ะ
ฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องนอน รื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เพื่อเอาเสื้อผ้าเข้าตู้เป็นอันดับแรก อันที่จริงปะป๊า คุณแม่ คุณตา คุณลุง คุณป้าอยากให้ฉันอยู่คอนโดมากกว่าหอพัก พวกท่านมองว่ามันปลอดภัยมาก กว่ากัน แต่คอนโดที่ใกล้มหาลัยมากที่สุดดันอยู่ห่างประมาณ 5 กิโลได้ แถมมาเรียนก็ต้องนั่งบีทีเอสมาอีก เพราะงั้นฉันเลยออดอ้อนขอให้เช่าหอพักแถวหลัง ม.ให้อยู่แทน... ก็แบบ ถ้าวันไหนมีเรียนเช้าจะได้เข้าทันไงเล่า
แล้วก็เป็นโชคดีมากที่ได้อยู่หอนี้ เป็นหอพักใหม่เอี่ยมเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน ที่สำคัญฉันได้อยู่ห้องมุมด้วยล่ะ ห้องกว้างเป็นสัดส่วนแยกกันชัดเจน มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัวอยู่ในตัว แถมระบบรักษาความปลอดภัยก็โอเคมากเพราะงั้นผู้ใหญ่เลยวางใจได้น่ะนะ
ฉันจัดของโน่นนี่นั่นให้เข้าที่เข้าทางจนเสร็จ รู้สึกตัวอีกทีคือท้องร้องแล้ว พอหยิบมือถือขึ้นมาดูหน้าจอ
เออ... ก็ว่าอยู่ทำไมหิว! นี่ปาเข้าไปเกือบหกโมงครึ่งละ หาไรกินก่อนดีกว่า
หมับ! ฉันเอื้อมมือหยิบกระเป๋าตังค์ ปิดแอร์ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟท์ซึ่งอยู่กลางตึก แต่ยังไม่ทันถึงที่หมายก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อมีห้องนึงเปิดประตูออกมา
“น้องกำลังยะลงไปกิ๋นข้าวจ้าว... จ้าว...หวัดดีจ้าว” หือ! ภาษาเชียงใหม่นี่!
ฉันแอบเหล่ไปทางคนพูดก็เห็นผู้หญิงผมยาว ผิวขาว ตาโต หน้าตาน่ารัก ท่าทางเป็นมิตรกำลังส่งยิ้มมา ฉันยิ้มตอบก่อนจะเดินไปกดลิฟท์โดยมีเธอเดินตามมาติดๆ
“คือว่า... เธอกำลังเข้าปี 1 เอกญี่ปุ่นใช่เปล่า” เธอทักฉันอย่างเป็นกันเอง แอบงงที่อีกฝ่ายรู้ว่าฉันเป็นเฟรชชี่เอกญี่ปุ่น แต่ก็พยักหน้าให้อ่ะนะ
“อื้อ”
“เย้! นึกว่าจะหน้าแหกละ ดีใจที่ทักถูกคน เราฝันหวานนะ เรียกฝันเฉยๆ ก็ได้ เอกญี่ปุ่นปี 1 เหมือนกัน”
กรี๊ด! ตาฉันวิ้งในบัดดล ได้เพื่อนแล้วแถมเป็นเพื่อนเรียนเอกเดียวกันด้วย ไม่ว้าเหว่ละลูกพีชเอ๊ย!
“จริงป่ะเนี่ย! เราชื่อลูกพีชนะ เรียกพีชอย่างเดียวก็ได้” ฉันรีบแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มกว้าง “ดีใจอ่ะ เจอเพื่อนเอกเดียวกันตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม ว่าแต่ฝันรู้ได้ไงว่าเราเรียนเอกญี่ปุ่น เราสองคนยังไม่เคยเจอกันป่ะ” ฉันมุ่นคิ้วถามอย่างไม่แน่ใจพลางเดินเข้าลิฟท์โดยมีฝันเดินตามมาติดๆ
“อันที่จริงยังไม่เคยเจอหรอก แต่รุ่นพี่บอกเรามาว่าหอนี้มีเพื่อนเอกญี่ปุ่นพักอยู่ด้วย อ๊ะ! อย่าเพิ่งทำหน้างง รุ่นพี่ที่ว่าก็คือพี่เอ...ประธานเอกญี่ปุ่นปี 2 ไง”
“อ๋อ! พี่เอที่หล่อๆ แต่แทนตัวเองว่าพี่สาวใช่ป่ะ” ฉันถามอย่างนึกได้ วันรายงานตัวมีรุ่นพี่ปี 2 เข้ามาคุยด้วย บอกว่าวันปฐมนิเทศถ้าเสร็จพิธีแล้วอย่าเพิ่งกลับ ให้อยู่รอพบเพื่อนในรุ่นก่อน
“ใช่ๆ พี่เอคนที่สวยที่สุดในปี 2 นั่นล่ะ” ว่าแล้วฝันก็หัวเราะคิกคักทำให้ฉันหัวเราะตาม ก็พี่เอที่เราสองคนพูดถึงคือสตรีข้ามเพศที่เป็นกันเองกับรุ่นน้องม๊ากมาก ตอนแนะนำตัวกับฉันก็บอกว่าพี่สวยที่สุดในบรรดาปี 2 แล้ว ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจถามคนสวยอย่างพี่ได้เลย พี่ไม่กัดคอแน่นอนถ้าไม่ใช่ผู้ชาย
“แล้วทำไมฝันถึงคิดว่าเราคือคนที่พี่เอพูดถึงล่ะ ถ้าเดาคือเก่งมากนะ เดาถูกด้วย” ฉันเลิกคิ้วถามด้วยความรู้สึกโคตรจะเหลือเชื่อ
“หึ!” ฝันส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่ได้เดาเก่งไรหรอก ก็พี่เออีกนั่นแหละบอกเราว่า เพื่อนที่อยู่หอเดียวกันไว้ผมยาว ผิวขาว ตัวบางๆ ตาโต จมูกโด่ง แก้มอิ่มๆ มองบางมุมก็สวย มองบางมุมก็น่ารัก เราเห็นหน้าพีชครั้งแรกคิดว่าใช่เลย... นี่แหละต้องเป็นคนที่พี่เอบอกแน่” ฝันบอกพร้อมกับยิ้มหวาน ว้าว! เป็นรอยยิ้มที่โคตรมีเสน่ห์เลย
“ฝันยิ้มน่ารักจัง” ฉันเผลอบอกไปตามที่ใจคิด ฝันทำหน้าเหรอหราก่อนจะหัวเราะเขินๆ
“โดนคนน่ารักอย่างพีชชม เราทำตัวไม่ถูกแล้วเนี่ย” ว่าแล้วเราสองคนก็หัวเราะให้กันซะงั้น
ติ๊ง!
พอประตูลิฟท์เปิดออก ฉันกับฝันเดินออกมาพร้อมกัน เราตกลงกันว่าจะไปทานข้าวที่ร้านดังแถวซอยหลัง ม. ซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ระหว่างนี้ก็คุยเล่นกันเรื่อยเปื่อยเพื่อเพิ่มความสนิทสนมไปในตัว
และเป็นอย่างที่คิดไม่มีผิด ฝันเป็นคนเชียงใหม่ เบื่อเชียงใหม่เพราะอยู่มาตั้งแต่เกิดเลยเลือกมหาลัยในกรุงเทพ แล้วพอฉันบอกว่ามาจากแพร่ ฝันก็ตื่นเต้นเข้าไปอีกที่ได้เพื่อนคนแรกเป็นคนเหนือเช่นกัน
“แม่งโคตรน่ารัก”
“เออ! ตุ๊กตาชิบหาย ไม่เคยเห็นมาก่อนปีหนึ่งแน่ว่ะ คณะไรวะ”
“เชี่ย! พวกมึงดูดีๆ อีกคนก็น่ารักเว้ย หน้าโคตรหวาน”
“หยุดเดินทำไมวะ” น้ำเสียงนิ่งๆ ของใครบางคนทำให้หนุ่มสามคนที่มัวแต่พูดถึงเด็กสาวทั้งสองหันขวับมาทางคนถามอย่างรวดเร็ว
“มึงดูน้องคนนั้นดิไอ้เทมส์ เกินต้านชิบหาย ตุ๊กตาชัดๆ”
“ใคร?” เทมส์... หนุ่มฮ็อตอันดับต้นๆ ของมหาลัยเลิกคิ้ว เพื่อนสนิทของเขาพากันส่งซิกซ์ไปทางเด็กสาวซึ่งเป็นหัวข้อสนทนาทำให้หนุ่มหล่อหันมองตาม
จังหวะเดียวกันนั้น เธอเดินสวนเขาพอดี ด้วยความที่อากาศร้อนหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เด็กสาวหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาใช้มือรวบผมที่ยาวจนเกือบถึงเอวขึ้นเป็นหางม้าแล้วเขย่าเบาๆ
กึก! แต่ทันใดนั้น ปลายผมของเธอดันเกี่ยวเข้ากับกระดุมเสื้อของเทมส์ซะงั้น...
“อุ๊ย!” ฉันเผลออุทานอย่างตกใจเมื่อรู้สึกดึงรั้งที่ปลายผมเหมือนมันเกี่ยวเข้ากับบางอย่าง พอหันมองตามสัญชาติญาณก็พบว่าปลายผมของตัวเองดันติดแหง่กอยู่กับกระดุมเสื้อของใครบางคน
จะบ้า! เพราะอากาศร้อนทำให้ฉันอ๊องจนได้เรื่องแล้วมั้ยล่ะ ฉันโอดครวญในใจก่อนจะออกปากขอโทษคู่กรณีโดยเร็ว
“ขอโทษค่ะ... โอ๊ย!” ฉันรีบค้อมหัวขอโทษ แต่ปลายผมยิ่งดึงรั้งจนเจ็บหนังหัวมากขึ้นไปอีก
“อยู่นิ่งๆ” น้ำเสียงเรียบเฉยที่เอ่ยขึ้นมาทำให้ฉันรู้สึกขายหน้าในความเอ๋อของตัวเองเข้าไปใหญ่
ขวับ! พอเงยหน้ามองเจ้าของกระดุมเสื้อ ฉันเกิดอาการตัวแข็งค้างในชั่ววินาที ละ... หล่อมากกก!
“กูจะเข้าไปขอเบอร์”“ลูกพีช / น้องฝันครับ” พี่เทมส์กับพี่เดย์มาได้ถูกเวลาแถมเรียกเราทั้งคู่ ผู้ชายที่จะเข้ามาหันหลังกลับแทบไม่ทัน“ได้กุญแจละ” พี่เทมส์พูดได้น้ำเสียงนิ่งๆ แถมมองรอบตัวว่ามีใครมองฉันอยู่รึเปล่า พี่เดย์ก็มีสภาพไม่ต่างกัน มองว่าใครมองฝันอยู่มั้ย ถ้าถามว่าฉันกับฝันอึดอัดมั้ย... คำตอบคือไม่ค่ะ เราสองคนชินแล้ว“งั้นเดี๋ยวกูกับน้องฝันนั่งคาเฟ่รอ”“อือ” พอพี่เทมส์พยักหน้า ฉันกับหนุ่มหล่อเกินต้านก็เอากระเป๋าขึ้นมาเก็บบนห้องโดยพี่เทมส์เป็นคนลากกระเป๋านั่นล่ะ “ห้องสวยมาก” ฉันยิ้มกว้างเมื่อห้องที่จองตรงปกทุกประการ ตกแต่งได้น่ารักสุดไรสุด เต็มสิบลูกพีชให้ร้อยอ่ะค่ะ ไม่แปลกที่รีวิวดีมาก นักท่องเที่ยวก็เยอะด้วย“พี่ชักไม่อยากไปเที่ยวละ อยากนอนกอดหนูในโรงแรมมากกว่า” ว่าแล้วพี่เทมส์ก็ดึงฉันนอนลงบนเตียง เราสองคนมองตากัน ขนาดคบกันมานาน ฉันยังรู้สึกใจเต้นเสมอเมื่อสบตาคู่สวยคู่มีพลังคู่นี้“ไหงงั้นล่ะคะ” ฉันถามด้วยความงง เป้าหมายที่มาเชียงใหม่คือมาเที่ยว ไม่ได้มานอนพักในโรงแรมอย่างเดียวสักหน่อย“พี่ไม่ชอบให้ใครมองแฟน แค่เข้ามาในโรงแรมมีผู้ชายมองหนูไม่ต่ำกว่า 5 คน” หนุ่มหล่อใช้น้ำเสียงเดือด
“..............” ฉันถือคติใช้ความนิ่ง เผื่อพี่เทมส์จะยอมให้ฉันไปกับฝันแค่สองคน ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุทำให้พี่เทมส์ไม่เจอญาติพี่น้องถ้าไปเชียงใหม่ด้วยกันน่ะ ปีนึงมี 365 วัน ฉันกับพี่เทมส์เห็นหน้ากัน 360 วันได้ แต่ญาติอยู่คนละซีกโลก นานทีปีหนกว่าจะเจอ ไปหาญาติบ้างก็ได้ค่ะ“หนูเคยบอกอยากพักโรงแรมในเชียงใหม่ที่ตกแต่งสไตล์ชนบทฝรั่งเศส มีคาเฟ่น่ารักๆ ในนั้นด้วย เดี๋ยวทานข้าวเสร็จเราไปจองโรงแรมกัน พี่รับหน้าที่เป็นตากล้องให้หนูเอง... เนอะ”พอพี่เทมส์พูดอย่างนี้ลูกพีชก็แพ้สิคะ จำรายละเอียดที่ฉันเคยพูดได้ทั้งหมด แสดงว่าพี่เค้าตั้งใจและใส่ใจฟังที่ฉันพูดทุกอย่าง แง! น่ารักเกินไปแล้วแฟนของหนู “อื้อ” ฉันพยักหน้าพร้อมกับยิ้มตาหยี พี่เทมส์ยิ้มตาม ยื่นมือมาบีบแก้มกันเบาๆ อย่างที่ชอบทำ“แฟนพี่น่ารักที่สุด”“อ๊ายยย! พี่เค้าน่ารักกันชะมัด”“ฉันอยากมีแฟนบ้างแกเอ๊ย” เสียงหวีดของน้องโต๊ะใกล้ๆ ทำเอาฉันเขินอีกรอบ พี่เทมส์ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่เห็นฉันเขินนั่นล่ะเชียงใหม่! สรุปทริปนี้มีผู้ร่วมทริปสี่คน ฝัน พี่เดย์ พี่เทมส์และก็ฉัน คุณพ่อคุณแม่ของฝันมารอรับที่สนามบินอยู่ก่อนแล้ว ท่านทั้งสองบอกว่า
“ตกลงหนูจะกลับแพร่วันไหน พี่จะได้ซื้อตั๋วให้” พี่เทมส์ชวนคุยเรื่อยเปื่อยขณะที่เรากำลังรอข้าวร้านป้าแถวหน้าหอฉันเองค่ะ ตอนนี้ฉันอยู่ปี 3 ส่วนพี่เทมส์อยู่ปี 4 เราสองคนยังคบกัน รักกันเหนียวแน่นจนเพื่อนในเอกถึงกับพนันว่า ‘ฉันกับพี่เทมส์’ หรือ ‘ฝันกับพี่เดย์’ ใครจะแต่งงานก่อนกัน?“หนูเพิ่งคุยกับฝันเมื่อเย็นนี้ หนูว่าจะไปเที่ยวเชียงใหม่ก่อน แล้วค่อยกลับแพร่พร้อมพี่เบส” ฉันบอกพี่เทมส์ด้วยรอยยิ้มประจบ ตอนนี้พี่เบสเรียนปี 6 ทำงานใช้ทุนโรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองเชียงใหม่ มีวัน หยุดไม่กี่วันพี่ชายสุดหล่อก็กลับแพร่เช่นกัน ลูกพีชคนนี้จะได้กลับบ้านพร้อมพี่เบสเลย“ถ้าหนูไปเชียงใหม่พี่จะไปด้วย” พี่เทมส์พูดเสียงหนักแน่นเล่นเอาฉันเหวอ“เอ้า! แต่พี่เทมส์มีนัดรวมญาติช่วงคริสต์มาสนี่คะ” เราคุยกันตั้งแต่ต้นเดือนว่าถ้าปิดเทอมฉันจะกลับแพร่ก่อน พี่เทมส์จะตามไปทีหลังเพราะมีญาติมาจากอเมริกา ที่ผ่านมาทุกปี พี่เทมส์อยู่แพร่กับฉันช่วงเคาท์ดาวน์ตลอด ปีนี้ก็เช่นกัน“พี่เพลย์ยังตามพี่ไพรส์ไปญี่ปุ่นได้ พี่ก็ตามหนูไปเชียงใหม่ได้เหมือนกัน พี่จะปล่อยให้แฟนไปคนเดียวได้ไง” เอ้า! แบบนี้ก็ได้เหรอ?“หนูไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อยค่ะ
“โกรธไร เมื่อคืนไม่เห็นพูดแบบนี้เลย ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะ...” พี่เทมส์บิดยิ้ม หยุดพูดเพียงแค่นั้นแต่ทำเอาฉันตาโต หัวใจเต้นแรงระดับสิบ“อย่าบอกนะว่าเราสองคน!...” ฉันหยุดพูด ไม่นะ! ต้องไม่ใช่แบบนั้นสิ“อื้อ” พี่เทมส์พยักหน้ายิ้มๆ แถมยังขยับตัวเข้ามาใกล้กันมากขึ้น“ไม่จริง!” ฉันขยับตัวหนี ส่ายหน้าทันที“จริงสิ ไม่งั้นหนูจะอยู่ในสภาพนี้ได้ไง” ว่าแล้วพี่เทมส์ก็มองกันด้วยสายตามีความหมาย“พี่เทมส์จะบอกว่าเราสองคน... 2 become 1 กันแล้ว” ฉันกลั้นใจถามเสียงสั่น ใจสั่น ตัวสั่นไปหมด นี่ฉันเสียเวอร์จิ้นไปแล้วเหรอ“ถ้าพี่บอกไป หนูไม่ตกใจแย่เหรอ” ยิ่งพี่เทมส์ใช้น้ำเสียงมีลับลมคมนัย ใจฉันยิ่งระส่ำระส่าย“งั้นเราคงยังไม่ 2 become 1 กันหรอก” ฉันพูดออกไปเหมือนปลอบใจตัวเอง“มั่นใจได้ไง ตอนนี้พี่เปลือยอยู่นะ”เฮือก! คำว่าพี่เปลือยอยู่ทำเอาฉันสะดุ้ง หมายความว่าพี่เทมส์ไม่ได้ใส่ท่อนล่าง แล้วถ้าฉันดึงผ้าห่มมา ฉันก็อาจจะเห็นลูกชายของพี่เทมส์! ว้าก! แค่นี้ลูกพีชก็ไม่กล้าขยับตัวแล้ว“พี่เทมส์ต้องล้อหนูเล่นแน่เลย” ฉันพูดเสียงสั่น มองคนที่อยู่ภายใต้ผ้าห่มเดียวกันด้วยแววตาสั่นระริก“พี่เปิดให้ดูมั้ยล่ะ” ว่าแล้วพี่เท
หลังจบงานเฟรชชี่ไนท์ก็มีข่าวลือกระฉ่อนทั่ว ม. ว่า ฉันกับพี่เทมส์เป็นแฟนกันเหมือนที่พวกเอมบอกไว้ไม่มีผิด คงเป็นเพราะนักศึกษาที่เห็นเหตุการณ์หลังเวทีในคืนนั้นเอาไปพูดต่อ... เรื่องเลยลามไปทั่วละประเด็นคือพี่เทมส์ไม่ยอมแก้ข่าวด้วยไง แบบถ้าเราสองคนเดินด้วยกันหรือออกไปทานข้าว เดินเล่น ดูหนัง บลาๆๆ พอเจอ
ฉันนั่งนิ่งอย่างคนไม่รู้จะทำอะไร ครั้นจะล้วงมือถือออกมากดเข้าไอจีก็ดูไร้มารยาทเกินไปหน่อยในเมื่อเจ้าของรถยังตั้งใจขับรถอยู่ ดีนะที่พี่เทมส์ยังมีแก่ใจเอื้อมมือไปเปิดเพลงทำให้พอมีเสียงบ้าง ไม่งั้นในรถคงมีแต่ความเงียบ เงียบ และเงียบเท่านั้น“แล้วไม่มีเรียนบ่ายเหรอถึงออกมาเที่ยวเล่นได้” พอคิดว่าเงียบ ค
ติ๊ง!ลิฟท์ที่ฉันเป็นคนกดเรียกลงมาเปิดออก ฉันรีบพาร่างที่ชื้นด้วยน้ำฝนของตัวเองขึ้นมาชั้นบน แต่ระหว่างที่เดินผ่านห้องฝันก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเพื่อนคงกำลังเป็นห่วง เลยเปิดกระเป๋าล้วงมือถือส่งไลน์บอกอีกฝ่ายว่าถึงหอแล้วยังไม่ทันที่จะปิดหน้าจอมือถือด้วยซ้ำ ฝันก็ส่งสติ๊กเกอร์หมีเต้นระบำกลับมา แถมบอกว่าดีใ
วันนี้มีเรียนแค่บ่ายวิชาเดียวค่ะเพราะงั้นฉันกับแกงค์เพื่อนสนิทเลยตกลงกันว่าจะทานข้าวให้เรียบร้อยก่อนเข้า ม. เนื่องจากไม่อยากเบียดเสียดผู้คนในโรงอาหารคณะนั่นล่ะพอ 11 โมง... ฉันกับฝันก็ลงมาสั่งข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งหน้าหอ ระหว่างรอข้าวอยู่นั้น เอมกับแก้มยุ้ยก็เดินมาหาที่ร้าน จากนั้นเราสี่คนก็ขึ้นม






리뷰