สิบนาฬิกาตรงขุนพล ซูกัส อมยิ้ม ก็มาถึงคอนโด ซูกัสยืมรถกระบะของรุ่นพี่ที่รู้จักมาช่วยฉันขนของอีกคัน ของสำคัญและเป็นส่วนตัวถูกเก็บใส่กล่องอย่างดีแล้วขนไปใส่รถของขุนพล ส่วนพวกของชิ้นใหญ่ ๆ อย่างเช่นโต๊ะกินข้าว ตู้หนังสือ รวมถึงกล่องใบใหญ่หลายสิบกล่องก็ถูกนำไปใส่หลังรถกระบะ ไม่น่าเชื่อว่าตอนลงมาจากเชียงใหม่ ตัวฉันมีแค่กระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ สามปีผ่านไปข้าวของก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
เริ่มไม่แน่ใจว่าห้องใหม่จะสามารถบรรจุของทั้งหมดได้อย่างที่คิดหรือเปล่า
ผลก็เป็นไปตามคาด
“ห้องเล็กมาก ไม่มีห้องใหญ่กว่านี้แล้วเหรอ” ขุนพลหันมาบ่นหลังจากยกตู้หนังสือเข้าไปวางด้านในซึ่งติดกับระเบียงห้องก่อนจะเดินผ่านตัวฉันออกไปทางประตูเพื่อขนของชิ้นอื่นขึ้นมาอีกคล้ายกับว่าไม่อยากจะทะเลาะกันเพราะเรื่องห้องพักแคบ ๆ แห่งนี้อีก
หอพักที่นี่มีขนาดห้องเท่ากันหมดทุกชั้น ห้องใหม่เล็กตามราคาค่าเช่า ขนาดพื้นที่ความกว้างประมาณ 28 ตารางเมตร มองจากหน้าประตูห้องเข้าไปก็สามารถเห็นพื้นที่ทุกตารางนิ้วของห้องได้ทั้งหมด ระเบียงห้องเล็ก ๆ ก็คงไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นชมวิวเหมือนกับห้องคอนโด มันคงทำได้แค่ตากเสื้อผ้าเท่านั้น แถมระเบียงห้องยังชนกับระเบียงห้องของอีกหอพักหนึ่งซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน ฉันคงไม่มีโอกาสได้เปิดออกมาข้างนอกบ่อย ๆ รวมถึงเปิดผ้าม่านรับแสงแดดจากภายนอกด้วย
“อีกฝั่งหนึ่งคนพักเป็นผู้ชายด้วย แม่งเดินแก้ผ้าเดินไปมาในห้อง มึงแน่ใจนะว่าอยู่ได้” ซูกัสเดินมาถามอย่างเป็นห่วง ฉันกับซูกัสก็รู้จักกันผ่านขุนพลอีกที เขาสองคนสนิทกันตอนรับน้อง ซูกัสเป็นบัดดี้ของขุนพล ส่วนบัดดี้ของฉันเป็นผู้หญิงชื่ออมยิ้ม คนที่กำลังช่วยจัดของใส่ชั้นวางให้ฉัน อมยิ้มเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ชอบเสียบหูฟังตลอด แต่เวลาเพื่อนมีเรื่องอยากให้ช่วยเหลือ อมยิ้มไม่เคยปฏิเสธ วันนี้เธอมาหาที่ห้องก่อนฉันจะตื่นด้วยซ้ำ ส่วนเพื่อนผู้ชายก็ทำหน้าที่ดูแลพวกเราอีกทีหนึ่ง พวกเขามักจะพึ่งพาได้เวลาที่เราต้องการ แต่บางครั้งพวกเขาก็ขี้บ่นมากกว่าผู้หญิงเสียอีก
ตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้อมยิ้มไม่บ่นอะไรสักคำ ก็มีแต่ขุนพลกับซูกัสที่บ่นได้ทุกเรื่องเหมือนห้องนี้ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
“อยู่ได้ มึงไม่ต้องห่วงหรอก มันคงไม่เสี่ยงกระโดดจากชั้นหกมาหากูหรอกมั้ง” ฉันเอ่ยอย่างประชด
“เออ ยังไงก็ระวังหน่อย พวกถ้ำมองมันเยอะ” ซูกัสเอ่ยอย่างเป็นห่วง
ฉันไม่ได้ตอบรับอะไร ทำเพียงพยักหน้าให้เขาเท่านั้น จากนั้นซูกัสลงไปขนของข้างล่างตึกต่อ ขุนพลก็ขนของขึ้นมาพอดี มันวางกล่องเสื้อผ้าเอาไว้ตรงปลายเตียงแล้วหันมามองฉันด้วยสายตาที่บอกว่ามันไม่โอเคเลยสักนิด
“อะไร”
“ห้องกูว่างนะ มีห้องรับแขกไม่มีใครใช้ มึงย้ายมาอยู่กับกูไหม ไม่ต้องเสียค่าเช่าสักบาท”
“ไม่เอา กูไม่อยากรบกวน อีกอย่างกูอยู่ที่นี่ได้ พวกมึงชอบห่วงไม่เข้าเรื่อง กูโตแล้วนะ” ค่าเช่าฟรีแถมยังได้อยู่ในคอนโดหรูหรา ใครๆ ก็อยากได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถรับคำชวนของมันได้จริง ๆ ก็คิดเผื่ออนาคตข้างหน้าด้วยหากวันหนึ่งขุนพลพาแฟนมาอยู่ด้วยกัน ฉันก็ต้องย้ายออกมาอยู่ดี จะหน้าด้านอยู่ให้ตัวเองเห็นภาพบาดตาบาดใจทุกวันก็คงทำไม่ได้
“มึงคิดอีกที”
“คิดแล้ว อยู่ที่นี่แหละ” ฉันยืนยันคำเดิม
ขุนพลกับซูกัสใช้เวลาขนของทั้งหมดขึ้นมาบนห้องจนเสร็จเรียบร้อย ฉันกับอมยิ้มช่วยกันจัดของ กระทั่งถึงเวลาเที่ยงวันฉันก็เลยชวนทั้งสามคนมาเลี้ยงข้าวร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอยหอพัก
“ซอยเปลี่ยวอยู่นะ” ซูกัสว่าหลังจากพวกเราเดินจากหอพักออกมากินข้าวร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอย
“เออ ยามก็หลับเหมือนตาย เกิดเหตุอะไรขึ้นมาจะช่วยใครได้ทันไหมก็ไม่รู้” ขุนพลเข้าผสมโรง
“นั่นดิ ช่วยตัวเองยังไม่ทันเลยมั้ง” ซูกัสหัวเราะล้อเลียน
ฉันทำเป็นหูทวนลม จดเมนูอาหารใส่กระดาษโดยไม่คิดจะโต้แย้งอะไร คนอื่นก็อยู่กันได้ ทำไมพวกเขาถึงคิดว่าฉันจะอยู่ไม่ได้ ห่วงเกินกว่าเหตุจนน่ารำคาญ ทำไมไม่หัดสงบเงียบเหมือนกับอมยิ้มบ้าง
"พวกมึงจะกินอะไร"
"กูเอาข้าวหมูกรอบผัดกะเพราไข่ดาว" ซูกัสยังกินเมนูเดิมตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงปีสาม ความเรื่องมากยังเสมอต้นเสมอปลายเช่นเดียวกัน “มึงอย่าลืมใส่ว่ากูขอไข่ขาวเกรียม ๆ แต่ไข่แดงฉ่ำ ๆ”
คุณชายไข่ดาวเรื่องมากหวิดเกือบโดนทัพพีแม่ค้าหัวร้อนมาแล้ว
"ของกูเอาเส้นเล็กเนื้อน้ำตกไม่ใส่ผักชี ขอน้ำขลุกขลิก" ขุนพลก็ยังกินเมนูง่าย ๆ แต่เรื่องเยอะไม่ต่างกัน ก็คงจะมีแค่ฉันที่กินอะไรง่าย ๆ แต่โดนเหมารวมว่าเป็นคนเรื่องมากเพราะเพื่อนอีกสองคน
"กูข้าวผัดหมู" อมยิ้มตอบสั้น ๆ
เราสี่คนต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาระหว่างรอแม่ครัวทำอาหาร ซูกัสเล่นเกม ส่วนขุนพลน่าจะคุยแชตกับโอปอล ก็เห็นมันทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อมยิ้มนั่งอ่านการ์ตูนออนไลน์ ส่วนฉันกำลังไล่หางานพาร์ตไทม์ในเว็บไซต์หางาน
ตอนนี้ฉันมีเงินเก็บอยู่ในบัญชีราว ๆ สองหมื่น คิดคำนวณคร่าว ๆ ก็น่าจะพอใช้จ่ายประมาณสองเดือนนิด ๆ โดยไม่จำเป็นต้องขอเงินจากพ่อ ระหว่างนี้ฉันก็ต้องรีบหางานทำเพื่อจะได้มีเงินสำหรับใช้ก่อนเงินที่มีอยู่จะหมดลงไป
"มึงทำอะไร" ขุนพลเอ่ยถาม เขาพยายามจะยื่นหน้ามามองหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน
สาระแนแล้วเป็นเรื่องตลอด
"หางาน" ฉันปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วคว่ำมันลงบนโต๊ะ
"เอ้อ กูเกือบลืม เดี๋ยวกูส่งโลเคชันที่ทำงานใหม่มึงให้ทางแชต"
จบประโยคชวนงุนงง เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น ขุนพลพยักพเยิดหน้าเป็นเชิงบอกให้ฉันรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่าน เมื่อกดเข้าไปตามลิงก์ก็เห็นว่ามันเป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
"เขากำลังเปิดรับสมัครคนดูแลร้านอยู่พอดี กูเลยฝากมึงให้ทำงานที่นั่น มึงพร้อมเริ่มงานวันไหนก็ไปหาพี่เขาได้เลย เจ้าของร้านชื่อพี่แอม"
"มึงรู้จักพี่เขามาจากไหน” เท่าที่ฉันรู้จักกับขุนพล เขาไม่มีพี่สาวที่เปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ครอบครัวของเขาเปิดบริษัทเกี่ยวกับจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างครบวงจร แถมเขายังเป็นลูกคนเดียวอีกต่างหาก คนรอบตัวของมันก็เป็นคนที่ฉันรู้จักทั้งหมด มั่นใจว่าไม่มีชื่อของพี่สาวคนนี้อยู่ในวงโคจรชีวิตของมันอย่างแน่นอน
"พี่แอมเป็นเพื่อนพี่สาวของน้องโอปอล น้องได้ยินที่เราคุยกันเมื่อคืนก็เลยลองถามงานให้ ช่วงก่อนน้องเห็นพี่แอมโพสต์หาคนทำงานพาร์ตไทม์เฝ้าร้านพอดี"
เหมือนฉันจะได้ยินเส้นความอดทนขาดผึงในความคิด เกือบจะยกมือตบโต๊ะแล้ว แต่ยังอดกลั้นเอาไว้เพื่อรอฟังเหตุผลเอาแต่ใจของเขา
"มึงกับโอปอลฝากกูทำงานโดยที่ไม่บอกกูเลยเนี่ยนะ" ฉันไม่ได้มีทิฐิหรือทะนงตนอะไร พวกเขาสองคนมีน้ำใจอยากช่วยเหลือหางานให้กัน ฉันก็ยินดีและรู้สึกขอบคุณมาก ๆ แต่การที่พวกเขาตัดสินใจแทนโดยที่ไม่ถามความคิดเห็นของฉันก่อน ฉันรู้สึกว่าพวกเขาล้ำเส้นเกินไป
"กูก็เห็นว่างานมันสบาย ทำงานอยู่ในห้องแอร์ ค่าจ้างก็ดี กูก็กลัวว่างานจะหลุดมือไปก็เลยให้โอปอลช่วยคุยกับพี่แอมให้ก่อนแค่นั้นเอง มึงก็ลองไปทำงานที่นั่นดูก่อนก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย ไม่ต้องเสียเวลาหางานด้วย"
"กัสมึงคิดว่ายังไง" ฉันหันไปขอความคิดเห็นจากเพื่อนอีกคน มือกำโทรศัพท์แน่นกลัวว่ามันจะเผลอทุบใครบางคนคาโต๊ะกินข้าว
"กูว่ามึงทำไม่ถูกนะไอ้ขุน อย่างน้อยมึงก็ควรถามครีมก่อน ส่วนเรื่องครีมจะทำหรือไม่ทำก็ให้มันตัดสินใจเอง มึงทำแบบนี้ก็เหมือนมัดมือชกให้มันไปทำงานที่นั่น"
ซูกัสพูดแทนความในใจของฉันได้ตรงประเด็น กระทั่งคนกลางอย่างมันสาระแนอยากจะถนอมน้ำใจเพื่อน ฉันถึงได้เข้าใจคำว่าลิ้นมันพลิกได้ “ส่วนมึงก็อย่าไปคิดมากเลย ไอ้ขุนมันก็หวังดีแหละ ถึงมันจะเอาแต่ใจไปหน่อย กูว่างานที่มันหามาให้ก็ยังดีกว่ามึงไปทำงานร้านเหล้า”
“กัส มึงเอาสักทาง” ฉันเริ่มฉุนเมื่อเพื่อนทำท่าว่าจะเอนเอียงไปอีกฝ่าย "ยิ้มมึงคิดว่าไง"
"กูไม่คิดว่าไงนะ แล้วแต่มึงเลย" อมยิ้มละสายตาจากโลกการ์ตูนขึ้นมาตอบสั้น ๆ แล้วกลับเข้าไปในโลกของตัวเองต่อ
เพื่อนแต่ละคน หัวจะปวดจริง ๆ
"ครีมอย่าใช้อารมณ์ ฟังก่อน เรื่องที่กูตอบตกลงรับงานแทนมึง กูขอโทษที่ไม่ได้บอกมึงก่อน ตอนนี้งานมันรออยู่แล้ว มึงก็อยากทำงานไม่ใช่เหรอ ลองไปทำดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรเลย แต่ถ้ามึงไม่ไปโอปอลก็คงเสียเครดิต น้องอุตส่าห์ออกหน้าช่วยพูดกับพี่แอมให้มึง"
"กูขอให้น้องทำเหรอ" ฉันถามเสียงเย็นเยียบ พยายามใจเย็นอย่างที่สุดแล้ว
"ก็เปล่า กูกับน้องแค่หวังดี"
"หวังดีกับเจ้ากี้เจ้าการมันควรละเรื่องกันเลยนะขุน เมื่อคืนกูก็ยอมให้มึงครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้กูไม่โอเคเลย" ฉันบอกอย่างเหลืออด
"มึงอย่าคิดเล็กคิดน้อยดิวะ กูก็หวังดี"
"ขอบคุณความหวังดีของมึง แต่ครั้งหน้าไม่ต้อง พวกมึงกินข้าวแล้วก็กลับกันไปได้แล้ว ขอบคุณที่มาช่วยกูขนของวันนี้" ฉันหยิบแบงก์ร้อยสองใบออกจากกระเป๋ากางเกงวางไว้บนโต๊ะเป็นค่าอาหารตามที่รับปากเอาไว้ว่าจะเลี้ยงข้าว แต่ฉันทนนั่งกินข้าวกับพวกเขาต่อไม่ได้จริง ๆ