Mag-log inหยาดธารสีขาวขุ่นที่พรั่งพรูออกมาเมื่อครู่ หาใช่จุดสิ้นสุดอันเป็นปลายทาง ทว่ามันกลับเป็นเพียงอารัมภบทเริ่มต้นของมรสุมความเสียวซ่านที่แท้จริงเท่านั้น แม่ทัพเซียวหลงเหยียนผู้กุมชะตาและได้ครอบครองนายกองหนุ่มอย่างสมใจอยากในด่านแรก ย่อมมิคิดจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ในใจของจอมทัพเฒ่าหมายมั่นปั้นมือว่า จะเคี่ยวกรำและเนรมิตให้ค่ำคืนนี้กลายเป็นราตรีอันแสนวิเศษล้ำลึกของจ้าวหานเฟิง เขาจะใช้ทุกศาสตร์แห่งกามราคะหล่อหลอมให้พยัคฆ์หนุ่มรูปงามผู้นี้ ลุ่มหลงมัวเมาในรสสัมผัสที่เขามอบให้จนถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไป
ทว่าเมื่อลมราตรีเริ่มโชยสะบัดพัดพาเอาความหนาวเหน็บแห่งขุนเขาเข้ามากัดกินผิวเนื้อ คนทั้งคู่จึงจำเป็นต้องพักสนามรักชั่วคราว ขยับกายแต่งองค์ทรงเครื่องและจัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสถานที่ในการสำแดงบทรักอันเร่าร้อนบทต่อไปภายในร่มผ้าใบ
ในระหว่างทางที่เดินทอดน่องกลับคืนสู่กระโจมที่พัก จ้าวหานเฟิงในยามนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากลูกนกปีกหัก แข้งขาของเขาอ่อนเปลี้ยสั่นระริกจนแทบก้าวเดินไม่ไหว ทุกย่างก้าวคล้ายจะทรุดฮวบลงกับผืนดิน ด้วยเพราะเมื่อครู่ตนเองเพิ่งถูกจอมทัพผู้เหนือหัวสูบกลืนเรี่ยวแรงและหยาดน้ำแห่งความเป็นชายออกไปอย่างหิวกระหายบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะที่เคยองอาจดั่งนักรบแหลกสลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความซ่านเสียวที่ยังตกค้างอยู่ทุกอณูเนื้อ
"ค่อยๆ เดินเถิด..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำของเซียวหลงเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความนัยอันเหนือกว่า ฝ่ามือหนาอันอบอุ่นและทรงพลังยื่นเข้ามาโอบประคองร่างของนายกองหนุ่มเอาไว้ท่วงท่าทะนุถนอม ราวกับกำลังประคองเครื่องแก้วเจียระไนอันล้ำค่าที่เขาเป็นผู้ตีตราจอง บรรยากาศความเงียบสลัดยามค่ำคืนข่มขวัญให้จ้าวหานเฟิงได้แต่ยอมจำนน ยอมปล่อยให้ร่างสูงใหญ่ประคองพากลับเข้าสู่มุมมืดของกระโจมใหญ่ ที่ซึ่งบทเรียนสวาทอันดุดันกำลังรอคอยเขาอยู่เบื้องหลังม่านพับเดี่ยว
ทันทีที่ย่างก้าวกลับเข้าสู่ความอบอุ่นภายในกระโจมใหญ่ จ้าวหานเฟิงที่เนื้อตัวยังคงสั่นสะท้านจากลมหนาวและบทรักริมธาร ก็รีบคว้าจอกสุราขึ้นมาจิบหวังใช้ความร้อนแรงของน้ำเปลี่ยนนิสัยช่วยบรรเทาความยะเยือกและดับความฟุ้งซ่านในอก ทว่าแข้งขาของเขากลับยังคงสั่นเทา ไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะหยัดยืนได้อย่างมั่นคง นายกองหนุ่มช้อนสายตาอันพร่าเลือนขึ้นมองผู้เหนือหัวพลางเอ่ยขอความเมตตาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
"ท่านแม่ทัพ... ตัวข้า... ขอพักผ่อนสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ..."
กล่าวจบ ชายหนุ่มก็ยกสุราขึ้นดื่มอีกจอกคล้ายจะใช้มันเป็นเกราะกำบัง ทว่าจอมทัพผู้มากเล่ห์หาได้เปิดโอกาสให้เหยื่อได้ตั้งตัวไม่ เซียวหลงเหยียนสาวเท้าสืบก้าวเข้าหาด้วยท่วงท่าคุกคามอันทรงพลัง สองสายตาประสานกันในระยะประชิด ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำที่อัดแน่นไปด้วยไฟตัณหาอันแรงกล้าจะเอ่ยคำบัญชาเด็ดขาด
"ไม่ได้..."
สิ้นคำปฏิเสธ ร่างสูงใหญ่พลันโน้มกายลงบดเบียด มอบรสสัมผัสผ่านริมฝีปากอันดุดันร้อนแรงเข้าครอบครองเรียวปากของนายกองหนุ่มในทันที จอมทัพเฒ่าแทรกเรียวลิ้นช่ำชองเข้าไปตักตวงและรับรสสัมผัสของน้ำสุราที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในโพรงปากของจ้าวหานเฟิงอย่างหิวกระหาย บดจูบอย่างหน่วงหนักจนเกิดเสียงเฉอะแฉะอันชวนให้ใจสั่นสะท้าน
"สุราที่ผ่านริมฝีปากของเจ้านั้น... ช่างหวานล้ำเหลือเกินจ้าวหานเฟิง"
จอมทัพกระซิบพร่าชิดผิวปาก ก่อนจะกดจูบฝังลึก ทวีความเร่าร้อนดุดันขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ ราวกับจะสูบวิญญาณของนักรบหนุ่มให้มลายสิ้นในคราเดียว ยามนี้จ้าวหานเฟิงรู้สึกราวกายกำลังลอยคว้าง สติสัมปชัญญะที่เคยเฉียบแหลมหลุดลอยหายไปในอากาศ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ชายชาตรีเช่นเขาไม่เคยถูกรุกรานและบดขยี้ด้วยรสจูบที่ดุร้าย คลั่งไคล้ และเต็มไปด้วยตัณหาอันหยาบโล้นเช่นนี้มาก่อน ลมหายใจของเขาติดขัด อกผึ่งผายกระเพื่อมไหวรุนแรง ยอมสยบให้แก่จอมทัพพญาราชสีห์ที่กำลังละเลียดชิมหยาดน้ำหวานจากปากพยัคฆ์หนุ่มอย่างบ้าคลั่งอยู่กลางกระโจมใหญ่
จอมทัพเฒ่ามิปล่อยให้เวลาผันผ่านไปโดยไร้ความหมาย มือหนาคว้าไหสุราแรงฤทธิ์ขึ้นมาก่อนจะเทราดรดลงบนแผงอกแกร่งและเรือนร่างกำยำของนายกองหนุ่ม หยาดน้ำเมาสีใสไหลชโลมผ่านมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงภายในกระโจมเป็นเงามันวาว เซียวหลงเหยียนไม่รอช้า โน้มกายลงใช้เรียวลิ้นอุ่นจัดลากเลียละเลียดชิมน้ำสุราสลับกับเนื้อหนังอันร้อนผ่าวของจ้าวหานเฟิง ตักตวงทั้งรสชาติความร้อนแรงของน้ำเมาและกลิ่นอายบุรุษเพศวัยฉกรรจ์ไปในเวลาเดียวกัน
"อึ๊อ... ฮ้า..."
จ้าวหานเฟิงถึงกับผวาเฮือก ส่งเสียงร้องครางกระเส่าเครืออยู่ภายในลำคออย่างกักข่มไว้ไม่อยู่ สติสัมปชัญญะในยามนี้พร่าเลือนจนแทบหลุดลอยไปไกลแสนไกล ความรู้สึกเบื้องหลังม่านกระโจมแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยความย้อนแย้งอันโหดร้ายยามที่เขาอยู่เรือนนอน ณ บ้านเกิด เขาคือชายชาตรีผู้หยิ่งทะนงและองอาจ เป็นเสาหลักที่พร้อมปกป้องไป๋เหม่ยหลาน สตรีผู้เป็นดวงใจ ทว่ายามเมื่อย่างก้าวเข้าสู่สมรภูมิเขาเทียนหลงแห่งนี้ เขากลับลดสถานะลงเป็นเพียงชายหนุ่มผู้อ่อนแอที่ไร้ทางสู้ ถูกท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรรุกรานและกระทำย่ำยีอย่างถึงพริกถึงขิงตามแต่ใจปรารถนา
"ท่านแม่ทัพ... ท่านแม่ทัพขอรับ..."
น้ำเสียงแหบพร่าละล่ำละลักเอ่ยเรียกผู้เหนือหัวอย่างลืมตัว ร่างกายของพยัคฆ์หนุ่มบิดเร้าไปตามจังหวะการลากเลียอันหนักหน่วง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความละอายต่อฮูหยินรัก ทว่าเนื้อหนังและสัญชาตญาณดิบกลับทรยศอุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง จ้าวหานเฟิงปล่อยใจให้จมดิ่งและเพลิดเพลินไปกับความเสียวซ่านรัญจวนจิตที่ท่านแม่ทัพปรนเปรอให้
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้บิดเบี้ยวและอาบฉาบไปด้วยความเสียวสะท้านของนายกองหนุ่มด้วยความพึงพอใจอันสูงสุด แววตาของราชสีห์ผู้เฒ่าลุกโชนด้วยประกายแห่งชัยชนะยามเมื่อกุมชะตาและร่างกายของเหยื่อล้ำค่าไว้ในอุ้งมืออย่างเบ็ดเสร็จ
"หนุ่มน้อย... ตัวเจ้าจงปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับความปรารถนาที่ข้ามอบให้เถิด แล้วเจ้าจะรู้ซึ้งด้วยตนเองว่าสวรรค์แดนมนุษย์นั้นมีอยู่จริง"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำพร่ากระซิบชิดใบหู ขณะที่ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าแนบชิด จงใจใช้แก่นกายความเป็นชายอันเขื่องแกร่งและร้อนผ่าว บดเบียดถูไถไปมาบริเวณช่องทางรักเบื้องหลังของนายกองหนุ่มอย่างหยั่งเชิงและทรมานอารมณ์
"ขะ... ขอรับท่านแม่ทัพ... ข้ายอม... ยอมท่านแล้ว..."
จ้าวหานเฟิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วงและสั่นเครือจนแทบไม่เป็นภาษา ในที่สุดพยัคฆ์หนุ่มก็จำนนต่อเพลิงกามารมณ์ที่แผดเผาจนหมดสิ้น ความเสียวซ่านลึกล้ำโจมตีเข้าใส่ทุกอณูเนื้อจนเขารู้สึกราวกายกำลังลอยล่องคล้ายจะหลุดลอยไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้บนชั้นฟ้า สติสตังรวนเรไร้การควบคุม
จนกระทั่งในวินาทีถัดมา จอมทัพเฒ่ากดสะโพกสอบส่งสิ่งสืบทอดแห่งบุรุษเพศอันเป็นความภาคภูมิใจ แทรกซึมผ่านและรุกรานเข้าสู่ภายในร่างของนายกองหนุ่มรวดเดียวจนสุดทาง!
"อ๊า...!"
จ้าวหานเฟิงดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนจุกเสียดและเสียวซ่านอย่างรุนแรงสุดแสนจะพรรณนา สติที่เคยพร่าเลือนพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ ร่างกายแกร่งกระตุกเกร็ง แนบหน้าลงกับผืนฟูกนอนอย่างหมดทางต่อต้าน ความรู้สึกในยามนี้ราวกับเขาได้ก้าวข้ามผ่านประตูมิติไปสู่ดินแดนใหม่... ดินแดนแห่งตัณหาอันไร้ขอบเขต ศีลธรรม และกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ซึ่งเขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต และยากที่จะหันหลังกลับคืนสู่วิถีเดิมได้อีกต่อไป
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







