LOGINท่ามกลางผืนน้ำที่โอบล้อมเรือนร่างของบุรุษทั้งสอง แสงจันทร์นวลทอดเงาไหวระริกบนผิวน้ำ แม่ทัพเซียวหลงเหยียนยังคงนิ่งสงบ ทอดสายตาคมปลาบจ้องมองเรือนร่างกำยำทว่านวลละเอียดของพยัคฆ์หนุ่มเบื้องหน้าด้วยความพึงใจลึกล้ำ
ในยามนี้ จอมทัพผู้มากเล่ห์หาได้รีบร้อนลงมือหักหาญไม่ เขากำลังปล่อยมนต์วิเศษเป็นแรงกดดัน ทำหน้าที่ล่อลวงให้นายกองหนุ่มผู้นี้ตกลงสู่บ่วงตัณหาจนยากจะถอนตัว เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบ แทรกซึมไปกับเสียงซัดสาดของสายน้ำ
"นายกองหนุ่ม... หากเจ้าปรารถนาจะทะยานขึ้นสู่ที่สูง เหนือกว่าผู้ใดในวัยเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าต้องมี... คือหัวใจที่เด็ดเดี่ยว"
จอมทัพเฒ่าเว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นกวาดมองหยาดน้ำที่เกาะพราวบนลาดไหล่แกร่งและแผ่ขยายไปตามแผงอกผึ่งผายของจ้าวหานเฟิง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ดั่งลิ่มตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายแทงทะลุใจนักรบหนุ่ม
"และเมื่อใดที่เจ้าตัดสินใจก้าวข้ามเส้นแบ่งของศีลธรรมไปแล้ว... เจ้าจะไม่มีวันก้าวถอยหลังกลับไปได้อีกเป็นอันขาด"
คำเตือนนั้นดั่งคำสาปทมิฬที่สลักลึกลงไปในวิญญาณ จ้าวหานเฟิงยืนนิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ความเงียบงันและไอเย็นรอบกายบีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เขารู้ซึ้งแก่ใจดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอันโสมมใต้เงามืดของสมรภูมิแห่งนี้ การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจและเกียรติยศในเวลาอันสั้นเพื่อครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง มันมีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายแพงลิบลิ่วเกินกว่าจะจินตนาการ
นั่นคือการยอมขายเรือนร่าง สละศักดิ์ศรี และมลายจิตวิญญาณอันซื่อตรงให้แก่บุรุษผู้ทรงอำนาจเบื้องหน้า หากเขายังดันทุรังอาศัยเพียงแค่พละกำลัง ฝีมือ และผลงานตามตำราพิชัยยุทธ์อันขาวสะอาด กว่าจะปีนป่ายขึ้นไปถึงจุดที่ปรารถนา ร่างกายก็คงร่วงโรยเข้าสู่วัยชราอย่างไร้ค่า
ความเงียบงันปกคลุมลำธารสายนั้นเนิ่นนาน มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อยที่คอยชำระล้างกรวดหิน จ้าวหานเฟิงทำได้เพียงนั่งนิ่ง ปล่อยให้จิตใจจมดิ่งอยู่กับความสับสนอลหม่านที่ตีรวนอยู่ในอก เวลาผ่านไปหลายอึดใจเขาก็ยังมิอาจเค้นคำตอบใดๆ ออกมาให้แก่จอมทัพเบื้องหน้าได้ ศักดิ์ศรีอันละอายและภาระหน้าที่พะอืดพะอมจนคำพูดมันจุกอยู่ที่คอ
ทว่า... แม่ทัพเซียวหลงเหยียนกลับมิคิดจะรอคอยอีกต่อไป ไฟตัณหาอันหิวกระหายที่ถูกกักขังไว้ในส่วนลึกโหมกระพือขึ้นจนเกินจะฝืนทน ร่างสูงใหญ่ขยับฝ่าความเย็นเยียบของสายน้ำเข้าประชิด พริบตานั้น ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านจากการจับศาสตราวุธมาแรมปี ก็เลื่อนต่ำลงสัมผัสเข้ากับส่วนลึกแห่งความเป็นชายของนายกองหนุ่มอย่างจงใจ
"อ๊า..."
จ้าวหานเฟิงถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างแกร่งสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กายด้วยความเสียวกระสันอันรุนแรงที่แล่นริ้วเข้าสู่แกนกลางลำตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว กระแสน้ำอันเย็นยะเยือกในลำธารมิอาจดับไอร้อนที่เริ่มเดือดพล่านบนผิวเนื้อของเขาได้ ชายหนุ่มพยายามประคองสติอันพร่าเลือน เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
"ท่านแม่ทัพ... พวกเราทำแบบนี้มัน... มันจะดีจริงๆหรือ..."
เมื่อเห็นพยัคฆ์หนุ่มเริ่มไร้สิ้นแรงต้านทาน แม่ทัพเซียวหลงเหยียนก็ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่คมวาววับด้วยความพึงใจลึกล้ำดุจผู้ชนะที่กุมชะตาชีวิตของเหยื่อไว้ในอุ้งมือ เขาขยับวงหน้าเข้าไปใกล้จนชิดใบหูของอีกฝ่าย ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงเสน่ห์ทว่าร้ายกาจ
"มันย่อมดีต่ออนาคตของเจ้าแน่นอน..."
สิ้นคำยืนยันอันเคลือบยาพิษ ฝ่ามือหนาของจอมทัพเฒ่าก็เริ่มขยับขับเคลื่อน ลูบไล้บดเบียดไปมาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อกระตุ้นเร้าการตื่นตัว สัมผัสอันช่ำชองหน่วงหนักและเน้นย้ำสร้างความปั่นป่วนให้ขุนศึกหนุ่มผู้ใสซื่อจนหัวใจเต้นระรัวราวกับรัวกลองรบ ร่างกายของจ้าวหานเฟิงเริ่มบิดเร้า สัญชาตญาณดิบที่พยายามกดข่มไว้บัดนี้กำลังถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างช้าๆ
หลังจากการปลุกเร้าจนสมอุราท่ามกลางกระแสน้ำอันเย็นยะเยือก จอมทัพเฒ่าผู้เจนโลกก็เอื้อมมือมาเกาะกุมฝ่ามืออันสั่นเทาของนายกองหนุ่มพลางจูงรั้งร่างแกร่งให้ก้าวเดินขึ้นสู่ตลิ่งเบื้องบน สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างอาทรทว่าแฝงนัยยะลึกล้ำ
"พวกเราขึ้นไปด้านบนกันก่อนเดี๋ยวเจ้าจะจับไข้เอาได้"
คนทั้งสองเคลื่อนย้ายเปลี่ยนบรรยากาศมาประทับอยู่ ณ บริเวณโขดหินใหญ่ริมธาร ผิวมันวาวของหินผาสะท้อนรับกับแสงจันทร์และหมู่ดาวที่ส่องประกายเต็มท้องนฟ้า ยามนี้แก่นความเป็นชายของจ้าวหานเฟิง พองโตตึงแน่นจนสู้แสงจันทร์
"ข้าปรารถนาจะลิ้มลองความแกร่งกร้าวของยอดบุรุษเช่นเจ้ามาเนิ่นนานแล้ว..."
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนหาได้รีรอช้าให้เวลาสูญเปล่า ยอดขุนศึกผู้สูงวัยกว่าโน้มกายก้มต่ำลงเบื้องหน้าพยัคฆ์หนุ่ม ก่อนจะครอบครองแกนกายนั้นด้วยริมฝีปากและเรียวลิ้นอันร้อนระอุ ดำดิ่งลงสู่ความหิวกระหายที่เก็บกักมานาน
"อ๊า...!"
จ้าวหานเฟิงถึงกับร่างสะท้านฮวบ ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความเสียวซ่านอันหนักหน่วงจนแทบกลับกลายกึ่งพร่าเลือน วงหน้าหล่อเหลาแหงนหงายขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ หยาดเหงื่อและหยาดน้ำเกาะตามไรผม ท่ามกลางห้วงอารมณ์ที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยความกระสันรัญจวนอันไร้ทางต้าน ภาพใบหน้าอันงดงามละมุนตาของสตรีผู้เป็นดวงใจพลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึกดั่งดวงประทีปดวงเดียวที่หลงเหลืออยู่
"ไป๋เหม่ยหลาน... ข้าคิดถึงเจ้า... คิดถึงเจ้าเหลือเกิน..."
น้ำเสียงแหบพร่าครางละเมอรำพันถึงเพียงแต่นางอันเป็นที่รักอย่างสุดหัวใจ เสียงสะอื้นไห้ในอกที่ต้องยอมแลกเกียรติยศผสมปนเปไปกับเสียงหอบหายใจกระเส่า ยามที่ร่างกายและสัญชาตญาณดิบกำลังเพลิดเพลินหลงระเริงไปกับรสสัมผัสอันช่ำชองที่จอมทัพ
"ท่านแม่ทัพ... ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว มันจะออกมาแล้วขอรับ!"
จ้าวหานเฟิงเค้นสุ้มเสียงกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนกและเป็นกังวลอย่างถึงที่สุด ทว่าร่างกายกลับทรยศต่อความยับยั้งชั่งใจเมื่อถูกคลื่นความเสียวกระสันอันหนักหน่วงโถมเข้าเล่นงานจนสติสัมปชัญญะแทบดับสูญ วงหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความรัญจวน แขนทั้งสองข้างยึดเกาะลาดไหล่หนาของจอมทัพไว้แน่นเพื่อพยุงร่างอันสั่นเทา
"เจ้าปลดปล่อยความเป็นชายของเจ้าออกมาเลย... ข้าจะเป็นผู้รองรับมันไว้เอง"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่พล่าเลือนด้วยความกระหาย ก่อนจะทวีความเร็วและความหนักหน่วงของเรียวลิ้นอย่างช่ำชองยิ่งกว่าเดิม เขาหมายมั่นปรารถนาที่จะลิ้มลองหยาดธารสีขาวขุ่นอันเปี่ยมด้วยพลังวัยฉกรรจ์ของนายกองหนุ่มผู้นี้อีกครั้งอย่างหิวกระหาย
เพียงไม่กี่อึดใจ ท่ามกลางเสียงลมราตรีที่พัดผ่าน สะโพกสอบของนายกองหนุ่มพลันกระตุกเกร็ง จ้าวหานเฟิงแผดเสียงครางกระเส่าลั่นก่อนจะปลดปล่อยหยาดน้ำแห่งความปรารถนาอันปะทุเดือดออกมาจนหมดสิ้น ท่านแม่ทัพใช้ริมฝีปากและโพรงปากอันร้อนระอุกลืนกินทุกหยาดหยาดธารคาวโลกีย์นั้นลงคออย่างไม่กระดิกสายตาหนี ประดับไปด้วยความพึงพอใจลึกล้ำดุจผู้ชนะที่สยบพยัคฆ์หนุ่มได้สำเร็จ
ร่างของจ้าวหานเฟิงสะท้านเยือกไปมาไม่หยุด หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศระคนเสียวซ่านรินไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มหอบหายใจจนแผงอกเพื่อมขึ้นลงราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง บัดนี้ร่างกายของเขาซวนเซคล้ายสาวน้อยผู้ไร้เดียงสาที่เพิ่งเคยพานพบกับบทเรียนโลกีย์เป็นครั้งแรก... เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสชาติของความปรารถนาอันมืดดำและดิบเถื่อนที่แท้จริง ซึ่งลบล้างเกียรติยศและอุดมการณ์ทหารเสือของเขาจนหมดสิ้น
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







