LOGINด้วยความเหนื่อยล้าจากพายุแห่งความปรารถนาที่พัดกระหน่ำมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดจ้าวหานเฟิงก็ไม่อาจฝืนทานทนต่อความอ่อนเพลียได้ ศีรษะของเขาซบลงและดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน
จนกระทั่งแสงทองของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแยกของผืนผ้าม่านเบื้องบนเข้ามาภายในกระโจมใหญ่ ดวงตาของนายกองหนุ่มค่อยๆ ลืมตื่นขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา เขากลับพบว่าในยามนี้ ศีรษะของตนนอนหนุนอยู่บนแผงอกและร่างแกร่งของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนอย่างแนบชิด
"เจ้าตื่นแล้วหรือ... ทหารหนุ่ม"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความอ่อนโยน พร้อมกับวงแขนแกร่งของจอมทัพที่กระชับโอบกอดร่างของชายหนุ่มเอาไว้หลวมๆ ราวกับจะให้ไออุ่น
"ข้า... คือข้า..."
ท่ามกลางแสงสว่างอันอบอุ่นของรุ่งอรุณ จ้าวหานเฟิงกลับรู้สึกอับจนถ้อยคำ รสสัมผัสและเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมาหลั่งไหลเข้ามาในสมองจนหัวใจเต้นระทึกด้วยความสับสนละอาย ตัวเขาที่เป็นชายชาตรี มีภรรยาที่รักรอคอยอยู่เบื้องหลัง ทว่าในยามนี้กลับต้องมานอนทอดกายอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษเพศเดียวกันเช่นนี้ ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าตนเองสมควรจะเริ่มต้นประโยคกับคนตรงหน้าอย่างไรดี
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนยกยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาคมลึกดูสงบดุจผู้ผ่านโลกมามาก ท่าทีของเขาเรียบเฉยราวกับล่วงรู้และอ่านทุกความสับสนในใจของหนุ่มน้อยผู้นี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จอมทัพรู้ดีแก่ใจว่าจ้าวหานเฟิงมีใจปฏิพัทธ์ต่อสตรี หาได้มีรสนิยมชื่นชอบในบุรุษเพศด้วยกันไม่ เขาจึงเลือกใช้วาจาอันแยบคายเพื่อปลอบประโลมและทลายกำแพงความผิดบาปในใจของอีกฝ่าย
"เจ้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองหรอก พวกเราเพียงแค่ตักตวงความสุขสมจากกันและกันในยามที่ต้องเผชิญสงครามอันอ้างว้างเท่านั้น"
จอมทัพเฒ่าเว้นจังหวะพลางใช้ฝ่ามือลูบไล้เรือนผมของนายกองหนุ่มเบาๆ ก่อนจะเอ่ยความจริงอีกข้อที่ทำให้จ้าวหานเฟิงถึงกับนิ่งงัน
"ที่บ้านของข้า... ก็มีทั้งฮูหยินและลูกๆ ที่รอคอยการกลับไปของข้าอยู่เช่นกัน ข้าและเจ้าหาได้มีความแตกต่างกันในเรื่องนั้นไม่ ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในยามนี้ คือการที่ตัวข้าเลือกที่จะสุขสมและยินดีไปกับความปรารถนาอันเร้นลึก... รสชาติของกามราคะที่น้อยคนนักบนโลกหล้าจะมีวาสนาได้ลิ้มลอง"
ถ้อยคำหว่านล้อมอันชาญฉลาดที่ดึงเอาครอบครัวมาอ้าง ดั่งสะพานที่ช่วยทอดข้ามความรู้สึกผิดบาป ทำให้จ้าวหานเฟิงได้แต่เบิกตานิ่ง มองบุรุษผู้สูงวัยกว่าด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป ทั้งโล่งอกที่ตนเองไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นอื่น และเริ่มคล้อยตามไปกับสัจธรรมอันบิดเบี้ยวที่จอมทัพยัดเยียดให้ในเช้าวันใหม่นี้
บุรุษต่างวัยทั้งสองร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างเงียบเชียบ ทว่าสายตาของจอมทัพเฒ่ายังคงจับจ้องพยัคฆ์หนุ่มไม่วางตา ก่อนที่เซียวหลงเหยียนจะเอ่ยแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเปี่ยมด้วยความจริงใจดุจผู้ใหญ่ที่เอ็นดูบุตรหลาน
"อีกไม่นาน... ศึกสงคราม ณ สมรภูมิเขาเทียนหลงแห่งนี้ก็จะจบสิ้นลง หน้าที่สำคัญที่สุดของเจ้าในยามนี้คือต้องรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ให้ได้ ข้าจะช่วยผลักดันและสนับสนุนเจ้าให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดตามสัญญา ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนเก่ง มีสติปัญญาและความสามารถเหนือผู้ใด... แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเจ้าก็อย่าได้คิดทำอะไรที่มันฝืนกำลังตนเองนักเลย"
คำปลอบโยนที่แฝงไปด้วยความห่วงใยและคำมั่นสัญญาเรื่องอนาคต ดั่งกระแสน้ำอุ่นที่รินรดลงบนใจที่บอบช้ำ จ้าวหานเฟิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด ปราการความหวาดระแวงในอกพลันพังทลายลงไปอีกด่าน ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมจากใจจริง
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา..."
ทว่า... ทันทีที่นายกองหนุ่มก้มหน้าลงด้วยความซาบซึ้ง นัยน์ตาของจอมทัพผู้มากเล่ห์กลับแปรเปลี่ยนเป็นประกายวาววับ ยามเมื่อยกยิ้มลึกที่มุมปากอย่างชั่วร้าย แววตาอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แท้จริงแล้วเขาหาได้ต้องการคำขอบคุณอันไร้ค่าไม่ สิ่งที่พญาราชสีห์ตัวนี้กระหายถวิลหา คือรสสัมผัสอันหวานล้ำจากเรือนร่างตรงหน้าต่างหาก
ไม่เปิดโอกาสให้ทหารหนุ่มได้ตั้งตัว แม่ทัพเซียวหลงเหยียนขยับกายเข้าประชิด มือหนาเชยคางมนขึ้นก่อนจะบดเบียดเรียวปากลงไปขยี้จูบอย่างรุนแรงและหิวกระหายเท่าทวีคูณ รสสัมผัสอันดุดันรุกรานเข้าสู่โพรงปากอย่างไร้ความปรานี ตักตวงเอาน้ำหวานและลมหายใจของจ้าวหานเฟิงไปจนสิ้น จนร่างแกร่งของนายกองหนุ่มสั่นระริกไปทั้งสรรพางค์กาย
ทว่าในยามนี้... ร่างกายของจ้าวหานเฟิงกลับหาได้มีความคิดที่จะขัดขืนหรือผลักไสไม่ สัญชาตญาณนักรบที่เคยหยิ่งทะนงถูกหลอมละลายด้วยไฟตัณหาจนหมดสิ้น ชายหนุ่มหลับตาลงพริ้ม ปล่อยกายปล่อยใจให้ตอบสนองและโอนอ่อนผ่อนตามไปกับบทรักอันเร่าร้อนที่จอมทัพเฒ่าเป็นผู้ชี้นำ ยอมสยบจำนนต่ออำนาจและรสสวาทอันเย้ายวนในเช้าวันใหม่ช้าๆ อย่างไร้ทางขัดขืน
"นายกองหนุ่ม... ข้าต้องการเจ้า จงส่งมันเข้ามาภายในเรือนร่างของข้าเสียเถิด"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้กลับแหบพร่าเว้าวอนระคนออกคำสั่งกระตุ้นเร้าจวนเจียนจะทนไม่ไหว จอมทัพเฒ่าเซียวหลงเหยียนเปิดเผยความปรารถนาอันแรงกล้า ดึงรั้งร่างของเพชรเม็ดงามให้ก้าวข้ามเส้นแบ่งกฎเกณฑ์ทั้งมวล แน่นอนว่าจ้าวหานเฟิงที่เพิ่งเคยลิ้มลองรสชาติแห่งตัณหาอันเร่าร้อนนี้เป็นครั้งแรก ในใจยามนี้หาได้มีความละอายหลงเหลืออยู่ไม่ เพลิงราคะที่ถูกจุดขึ้นโหมกระพือจนเขากระหายที่จะลิ้มลองรสสัมผัสแปลกใหม่นี้ด้วยตัวเองเช่นกัน
ชายหนุ่มขยับกายเข้าแนบชิด ทันทีที่แก่นกายความเป็นชายอันร้อนผ่าวและแข็งขืนบดเบียดแทรกซึมเข้าสู่ร่องรอยแห่งสวาทของจอมทัพผู้เหนือหัว ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพเซียวถึงกับสะท้านเยือก ผิวเนื้อบิดเร้ากระตุกรับสัมผัสอันแกร่งกร้าว ส่วนจ้าวหานเฟิงเองก็ถึงกับกระสันรัญจวนจนตัวเกร็ง ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่น ความคับแน่นของช่องทางรักเบื้องหลังจอมทัพบีบรัดตรึงแรกรุ่นจนแทบขยับกายไม่ได้
ด้วยความสดใหม่ของร่างกายที่เพิ่งเคยพานพบศึกสวาทรูปการณ์นี้เป็นคราแรก เพียงเวลาผ่านไปไม่กี่ชั่วอึดใจ พยัคฆ์หนุ่มก็มิอาจอัดอั้นทานทนได้อีกต่อไป เขากระตุกสะโพกสอบสลักลึกก่อนจะปลดปล่อยหยาดน้ำแห่งความปรารถนาอันฉีดพล่านเข้าไปในเรือนร่างของจอมทัพจนหมดสิ้น
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนฟุบหน้าลงกับผืนฟูก พลางผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะพลิกกายกลับมาส่งยิ้มบางเบาอันแสนอ่อนโยนทว่าฉาบด้วยความช่ำชองดุจผู้ชนะ นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองขุนศึกหนุ่มที่นอนหอบหายใจกระเส่าอย่างไร้เดียงสา
"นายกองหนุ่ม... ตัวเจ้ายังคงต้องฝึกปรืออีกมากนัก หลังจากนี้ ข้าจะเป็นผู้สั่งสอนเจ้าให้กลายเป็นชายชาตรีที่แท้จริงเอง..."
จอมทัพเฒ่าเอื้อมมือลูบไล้โครงหน้าหล่อเหลาพลางกระซิบวาจาอันแฝงไปด้วยมนต์สะกดแห่งกามราคะ "แล้ววันหนึ่งเจ้าจะรู้... ว่าจะไม่มีสตรีนางใด หรือบุรุษผู้ใดในใต้หล้า ที่จะสามารถปฏิเสธความสุขสมอันล้ำเลิศที่เจ้ามอบให้ได้อีกต่อไป"
ถ้อยคำนั้นดั่งคำทำนายที่ขีดเส้นชะตากรรมของจ้าวหานเฟิงให้เปลี่ยนไปตลอดกาล บัดนี้พยัคฆ์หนุ่มผู้เคยถือมั่นในเกียรติยศและรักแท้ ได้ถลำลึกเข้าสู่ศาสตร์แห่งราคะบิดเบี้ยว
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







