LOGINคุณอากวินไม่เคยดูเหมือนคนที่ก้าวผ่านวัยกลางคนเลยสักนิด รูปร่างที่ดูแลอย่างดีภายใต้สูทเนื้อผ้าเกรดพรีเมียม ไหล่กว้าง และโครงหน้าที่คมคายไร้ที่ติ มีเพียงริ้วรอยจางๆ ตรงหางตาเวลาที่เขายิ้มเท่านั้นที่บอกเล่าประสบการณ์ชีวิต แต่ริ้วรอยเหล่านั้นกลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยความน่าค้นหาและความอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
"ลุกขึ้นได้แล้ว คำแพง" เสียงทุ้มเอ่ยสั่งเรียบๆ พลางยกนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือขึ้นดู "เที่ยงคืนครึ่งแล้ว เกินเวลาที่อาอนุญาตให้เราออกมาข้างนอกมากพอสมควร" "คุณอาคะ... แพงเพิ่งมาได้ไม่ถึงสองชั่วโมงเลยนะคะ" ฉันลองเสี่ยงตัดพ้อ ทำเสียงเง้างอนหวังให้คนตรงหน้าใจอ่อนลงบ้าง "พ่อน่ะไปต่างประเทศตั้งหลายวัน บ้านก็เงียบเหงาจะตายไป แพงแค่อยากออกมาเจอมนุษย์มโนราห์บ้างไม่ได้เหรอคะ" "ไม่ได้" คำตอบปฏิเสธถ้วนสั้นแสนเรียบง่ายถูกส่งกลับมาทันควันอย่างไม่แยแส คุณอากวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะยื่นมือหนามาตรงหน้าฉัน "และถ้ายังงอแงไม่ยอมกลับ อาจะโทรรายงานชลธารเดี๋ยวนี้ว่าลูกสาวตัวดีแอบหนีมานั่งดื่มค็อกเทลในผับคนเดียว" "ขู่แพงตลอดเลย..." ฉันย่นจมูกใส่ แต่ก็ยอมยื่นมือไปวางบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไออุ่นจากฝ่ามือของคุณอาซึมผ่านเข้ามาในกระแสเลือดทันทีที่เขากระชับกุมมือฉันไว้ มันเป็นสัมผัสที่มั่นคง หนักแน่น และทำให้หัวใจของฉันสั่นคลอนได้เสมอ คุณอากวินจูงมือฉันเดินลงมาจากชั้น VIP เหล่าพนักงานและการ์ด ต่างโค้งคำนับให้ตลอดทาง ความรู้สึกราวกับได้รับการคุ้มครองจากราชาแห่งราตรีทำให้ฉันเผลอกระชับนิ้วตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อก้าวพ้นประตูผับ ลมเย็นๆ ยามค่ำคืนก็ปะทะเข้ากับใบหน้า รถสปอร์ตเซดานคันหรูของคุณอากวินจอดรออยู่ตรงหน้าทางเข้าเรียบร้อยแล้ว เขาปล่อยมือฉันอย่างนุ่มนวลเพื่อเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้ "เชิญครับ คุณหนูคำแพง" น้ำเสียงยั่วเย้าเบาๆ ที่มุมปากนั้นทำให้แก้มของฉันร้อนผ่าว ฉันก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ คุณอาปิดประตูลงด้วยความนุ่มนวลก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ กลิ่นน้ำหอมอบอุ่นเฉพาะตัวของเขาเข้ามากระจายฟุ้งภายในห้องโดยสารทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามานั่ง เสียงเครื่องยนต์คำรามเบาๆ ก่อนที่รถจะทะยานออกสู่ถนนใหญ่ที่โล่งกว้างในยามค่ำคืน "คุณอาจะพาแพงไปส่งที่บ้าน หรือพาไปคอนโดคะ?" ฉันถามขึ้นพลางเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่ม "คอนโดของอา" เขาตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน "บ้านเราไม่มีใครอยู่สักคน ชลธารฝากให้อาดูแลเราอย่างใกล้ชิด ให้อาไปส่งเราไว้ที่บ้านคนเดียวยามดึกดื่นแบบนี้ อาก็ห่วง" คำว่า 'ห่วง' จากปากของคุณอากวินสะกิดหัวใจฉันอย่างแรง ฉันหันไปมองเสี้ยวหน้าคมของเขาที่กระทบกับแสงไฟถนนข้างทาง ความทรงจำในอดีตเริ่มพรั่งพรูเข้ามาในความคิด ย้อนกลับไปในตอนที่ฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คุณอากวินกับ ชลธาร คุณพ่อของฉัน เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนลุยน้ำลุยไฟและสร้างธุรกิจมาด้วยกัน แม้เส้นทางชีวิตจะต่างกันตรงที่พ่อเลือกแต่งงานมีครอบครัวและทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ส่วนคุณอากวินเลือกทุ่มเทชีวิตให้กับธุรกิจสายบันเทิงและคลับหรูจนกลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอมที่ไม่ยอมตกลงปลงใจกับหญิงสาวคนไหน ในวันที่แม่ของฉันเสียชีวิตด้วยโรคร้ายเมื่อสิบกว่าปีก่อน... โลกของฉันและพ่อแทบพังทลาย คนที่ก้าวเข้ามาช่วยประตูกับพยุงครอบครัวเราไว้ก็คือคุณอากวิน เขาช่วยดูแลเรื่องงานศพ คอยอยู่เป็นเพื่อนพ่อ และที่สำคัญที่สุด... เขาคือคนที่คอยอุ้ม คอยปลอบ และคอยเช็ดน้ำตาให้เด็กหญิงคำแพงในวัย 12 ขวบที่ร้องไห้กอดรูปแม่ไม่ยอมกินข้าว "ไม่ร้องนะคำแพง... อากวินอยู่นี่แล้ว อาจะดูแลเราเอง" เสียงทุ้มอบอุ่นในวันนั้นยังคงดังกังวานอยู่ในความทรงจำ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ คุณอากวินไม่เคยหายไปจากชีวิตของฉันเลย จากเด็กหญิงตัวน้อยที่คอยเดินตามหลัง 'คุณอาสุดหล่อ' จนกระทั่งเติบโตกลายเป็นหญิงสาววัย 25 ปี ความรู้สึกเอ็นดูของคุณอาอาจจะยังเหมือนเดิม... แต่ความรู้สึกของฉันมันกลับถลำลึกไปไกลจนไม่อาจถอยหลังกลับได้แล้ว "คิดอะไรอยู่? หน้าเครียดเชียว" เสียงของคุณอากวินดึงฉันออกจากความคิด "แพงแค่... คิดถึงเรื่องเก่าๆ ค่ะ" ฉันตอบเบาๆ หันกลับมาสบตาเขาผ่านกระจกมองหลัง "คิดถึงตอนที่แพงยังเด็กๆ ตอนที่คุณอาชอบซื้อขนมมาฝาก แล้วก็ชอบอุ้มแพงขี่คอ" คุณอากวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาฉายแววเอ็นดู "ตอนนั้นเรายังตัวนิดเดียว ยอดงอแงติดอามากกว่าติดพ่อเราเสียอีก... แต่ตอนนี้โตเป็นสาวจนเริ่มหนีเที่ยวผับได้แล้ว เวลาผ่านไปไวเหมือนกันนะ" "แล้ว... ตอนนี้แพงโตเป็นสาวแล้ว คุณอาสายน้อยลงไหมคะ?" ฉันถามลองเชิง หัวใจเต้นตึกตัก คุณอากวินชะลอความเร็วของรถตามสัญญาณไฟแดง เขาหันใบหน้าคมคายกลับมามองฉันตรงๆ แววตาอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกและจริงจังจนฉันต้องสูดหายใจเข้าลึก "โตขึ้นไม่ได้แปลว่าห่วงน้อยลง... คำแพง" น้ำเสียงของเขาต่ำและนุ่มนวล"ยิ่งเราโตเป็นสาว ยิ่งน่าเป็นห่วงกว่าตอนเด็กๆ หลายเท่า... พฤติกรรมหนีเที่ยวคนเดียว ดื่มค็อกเทลไม่ระวังตัวแบบคืนนี้ อายิ่งยอมไม่ได้" "แพงดูแลตัวเองได้นะคะ!" ฉันแย้ง "ถ้าดูแลตัวเองได้ จริงๆ คงไม่ปล่อยให้ผู้ชายโต๊ะข้างๆ มองเราด้วยสายตาแทะโลมตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าไปหรอก" คุณอากวินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความหึงหวงและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "กฎเหล็กของอา... ถ้าชลธารไม่อยู่ เราต้องอยู่ในสายตาของอาเท่านั้น ห้ามไปไหนมาไหนยามค่ำคืนคนเดียวโดยไม่มีคนของอาคอยตาม และห้ามดื่มเหล้าจนขาดสติ เด็ดขาด" "คุณอากำหนดกฎพวกนี้ขึ้นมาขังแพงไว้ชัดๆ" ฉันตัดพ้อ "ขังไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองทั้งนั้น" เขาตอบเสียงแข็งแกร่ง ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ทำให้ใจฉันกระตุกวูบ "และอาก็มีหน้าที่ต้องรักษา 'ของสำคัญ' ของชลธาร... และของอา ให้ปลอดภัยที่สุด" รถยนต์เคลื่อนตัวเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมหรูระดับเพนต์เฮาส์ใจกลางเมือง คุณอากวินพาฉันขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไปยังชั้นสูงสุด บรรยากาศภายในคอนโดเน้นการตกแต่งด้วยโทนสีเข้ม เรียบหรู แต่ทรงพลัง เหมือนกับบุคลิกของเจ้าของบ้านไม่มีผิด กระจกบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดานเผยให้เห็นทัศนียภาพแสงไฟของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนอย่างสวยงาม ฉันเดินไปหยุดยืนมองวิวเมืองเบื้องล่าง ความเหนื่อยล้าและความสับสนผสานกันจนต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ21.00 น. ร้านประจำร้านเหล้าสไตล์อินดี้ซ่อนตัวในซอยลึกย่านทองหล่อยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แสงไฟสีส้มสลัวดิมลงรับกับดนตรีสดแนวอะคูสติกเบาๆ และโต๊ะไม้ตัวในสุดติดกระจกมองเห็นสวนหินด้านนอก... ก็ยังคงเป็นที่ประจำของเราสองคนเสมอแต่นอกจากวิสกี้และไฮบอลเลมอนที่วางอยู่บนโต๊ะ คืนนี้มีสิ่งใหม่เพิ่มเข้ามากล่องกำมะหยี่สีแดงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กวางอยู่ข้างแก้วเครื่องดื่มของแพรวา ฝาของมันถูกเปิดออก เผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวดีไซน์เรียบหรูส่องประกายวาววับสะท้อนแสงไฟสลัวในร้านแพรวานั่งมองแหวนวงนั้น สลับกับมองหน้าผม นัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสคู่นั้นเอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความสุข"กัน... แกนี่แม่ง..." เธอพึมพำเสียงสั่นเครือ พยายามหัวเราะเพื่อกลบกลบความเขิน "ขอแต่งงานทั้งที ทำไมต้องมาขอที่ร้านเหล้าด้วยวะ""ก็แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ" ผมยิ้มมุมปาก ยื่นมือไปกุมมือเรียวยาวของเธอไว้แน่น ใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธอเบาๆ "ร้านนี้คือที่ที่กูฟังมึงบ่นเรื่องงานมาตลอดเจ็ดปี เป็นที่ที่เราชนแก้วกันในคืนที่เหงาที่สุด เป็นที่ที่กูแอบมองมึงยิ้มโดยที่ไม่กล้าบอกรัก... แล้วจะมีที่ไหนในโลกที่เหมาะกับการขอเป็นคู่ชีวิตไปมากกว่า
"เออ สัญญา..." ผมกระซิบตอบ "ด้วยเกียรติของเพื่อนสนิทเจ็ดปี... และแฟนคนปัจจุบันของมึงเลย"แพรวาหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบเบาๆ ที่มุมปากของผม—สัมผัสแผ่วเบา อ่อนโยน แต่หนักแน่นยิ่งกว่าคำสัญญาใดๆ ในโลกความรู้สึกที่เคยหลุดลอยลอยกลับคืนสู่หัวใจอย่างสมบูรณ์ คืนนี้... ในร้านเหล้าเจ้าประจำ บทเรียนของคำว่าเพื่อนได้จบลงแล้ว และบทเรียนบทใหม่ในฐานะคนรักกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามการก้าวข้ามเส้นจาก ‘เพื่อนสนิทเจ็ดปี’ มาเป็น ‘คนรัก’ ในวัยสามสิบ ไม่ได้มีฉากตัดภาพไปที่ความหวานชื่นไร้ที่ติเหมือนในซีรีส์ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ ปรับคลื่นความถี่ ของเราสองคนใหม่อีกครั้งความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เคยหยอกล้อ ตบหัว ชวนกันไปดื่มไฮบอลหลังเลิกงาน หรือพูดกูมึงกันจนติดปาก ยังคงอยู่ครบถ้วน แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความขืนๆ เขินๆ ในสถานะใหม่ที่คอยตามรังควานเราในชีวิตประจำวัน08.30 น. หน้าลิฟต์ออฟฟิศผมกับแพรวาเดินออกจากลิฟต์พร้อมกันในเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่รีบเร่งของพนักงานบริษัทสถาปนิก"กัน... ยืนนิ่งทำไมวะ เดินดิ" แพรวาหันมาทัก พลางยื่นมือมากระตุกแขนเสื้อผมตามความชินชิน
"แกแคร์คนอื่นมากกว่าความรู้สึกของเราเหรอแพร?" ผมถามออกไปตรงๆ น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงความเจ็บปวด"ไม่ใช่แบบนั้นนะกัน!" แพรวารีบปฏิเสธ "ฉันแค่อยากให้เราค่อยเป็นค่อยไป... ฉันกลัว กลัวว่าถ้าเราเปิดเผยตอนนี้ แล้วถ้ามันมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราจะเสียทั้งงาน เสียทั้งความสัมพันธ์ และเสีย... คำว่าเพื่อนที่เรามีมาเจ็ดปีไป"คำว่า 'เสียคำว่าเพื่อนไป' ชักนำความลับและความกลัวเดิมๆ กลับมารังควานหัวใจผมอีกครั้งสำหรับผม เจ็ดปีที่ผ่านมาคือการรอคอยเพื่อจะได้รักเธออย่างเปิดเผย แต่สำหรับแพรวา คำว่าเพื่อนคือ 'เซฟโซน' เดียวที่เธอเชื่อว่าจะไม่มีวันสูญเสียไป เธอรักผม... แต่เธอเคยกินนอนและเติบโตมากับสถานะเพื่อนสนิทจนกลัวว่าความรักแบบคนรักจะทำลายทุกอย่างลง"กูเข้าใจแล้ว..." ผมถอนหายใจยาว เปลี่ยนสรรพนามกลับเป็นความคุ้นเคยเดิมเมื่อรู้สึกว่ากั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหว "งั้นมึงไปเคลียร์งานเถอะ คืนนี้กูไปนั่งดื่มคนเดียวก็ได้""กัน... อย่าเพิ่งประชดดิ""กูไม่ได้ประชดแพร" ผมพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงจริงใจแต่แฝงความเหนื่อยล้า "กูแค่คิดว่า... มึงอาจจะต้องการเวลาทบทวนตัวเองจริงๆ ว่ามึงพร้อมจะก้าวข้ามคำว่าเพื่อนมาอยู่ข้างกูจริงๆ
"บอกแล้วให้หยิบเสื้อโค้ตมาด้วยก็ไม่เชื่อ" ผมบ่นไม่จริงจังนัก ก่อนจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ตัวหนาของตัวเองออกแล้วก้าวเข้าไปคลุมลงบนไหล่บางของเธออย่างเบามือแพรวาชะงักไปเล็กน้อย เธอสบตาผมภายใต้แสงไฟสลัวบนระเบียง กลิ่นไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมประจำตัวผมที่ติดอยู่บนเสื้อแจ็กเก็ตโอบล้อมตัวเธอไว้ แพรวายิ้มบางๆ แล้วขยับตัวชิดเข้ามาหาผมมากขึ้น"ขอบใจนะกัน... แกนี่ดูแลฉันดีตลอดเลยว่ะ""ถ้าไม่ดูแลแก แล้วจะให้ไปดูแลใครล่ะ" ผมตอบเสียงนุ่ม นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เธอตลอดทั้งทริปนี้ ภีมพยายามจะเข้ามาแทรกแทรกและชวนแพรวาคุยอยู่เรื่อยๆ แต่แพรวากลับเลือกที่จะเดินข้างผม นั่งกินข้าวข้างผม และปฏิเสธคำชวนไปเดินเล่นของภีมอย่างนุ่มนวล นั่นทำให้ผมรู้ว่า... ไม่ว่าระยะเวลาหรือผู้ชายคนไหนจะเข้ามา ความไว้วางใจที่เธอมีให้ผมมันไม่เคยถูกสั่นคลอนได้เลย"กัน..." แพรวาหมุนแก้วในมือเล่น สายตาทอดมองออกไปบนท้องฟ้ากว้าง "แกจำวันแรกที่เราเจอกันตอนปีหนึ่งได้ปะ""จำได้ดิ" ผมยิ้มเมื่อนึกถึงความทรงจำเก่าๆ "ยัยเด็กกะโปโลเสื้อกาวน์เปื้อนสีสถาปัตย์ ที่นั่งร้องไห้เพราะตัดโมเดลเบี้ยวจนต้องทำใหม่คนเดียวทั้งคืน""เออ! แล้วใครล่ะที่อดนอ
ความกระอักกระอ่วนลอยอบอวลอยู่กลางอากาศเหมือนกำแพงล่องหนที่เราสองคนต่างร่วมกันสร้างขึ้น ความใกล้ชิดในคืนฝนตกกลายเป็นชวนให้ต่างคนต่างทำตัวไม่ถูก เมื่อไม่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์มาช่วยอ้าง และไม่มีเรื่องงานมาช่วยบังหน้า ความจริงที่ว่า 'เราเกือบจะข้ามเส้น' มันชัดเจนจนมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป"พี่กันครับ... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ วันนี้ดูเหม่อๆ" ภีม สถาปนิกรุ่นน้องเดินถือเอกสารเข้ามาทักผมที่โต๊ะ"เปล่าหรอก มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ" ผมตอบเรียบๆ สายตายังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์"อ๋อ... เรื่องพี่แพรวาหรือเปล่าครับ?" ภีมยิ้มมุมปาก น้ำเสียงของเขามีความท้าทายเล็กๆ "เมื่อเช้าผมเห็นพี่แพรดูนอยด์ๆ ไม่ค่อยสดใสเหมือนเดิม เลยว่าจะชวนพี่เขาไปกินข้าวเย็นนี้ซะหน่อย พี่กันพอจะรู้ไหมครับว่าพี่เขาชอบกินอะไรเป็นพิเศษ?""แพรไม่ชอบกินของหวานจัด ชอบกินหมูกระทะกับไฮบอล" ผมพูดเสียงเรียบ นัยน์ตานิ่งสนิทจ้องมองภีม "แต่คืนนี้คงไม่ต้องชวนหรอก... แพรวาคงไม่อยากไป"ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "พี่รู้ได้ไงครับว่าพี่แพรไม่อยากไป? พี่เป็นแค่เพื่อนสนิทพี่เขานี่ครับ"คำว่า 'แค่เพื่อนสนิท' จากปากรุ่นน้อง เหมือนเข็มเล่มโตที่แทง
ผมถอนหายใจยาว ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องรับแขก สายฝนยังคงตกลงมาอย่างหนักหน่วง แสงไฟจากตึกสูงไกลๆ พร่ามัวไปด้วยหยดน้ำ ความเงียบภายในห้องตัดกับเสียงฝนภายนอกอย่างสิ้นเชิงผ่านไปยี่สิบนาที แพรวาเดินออกจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดตัวใหญ่สีเทาของผมที่ยาวเลยเข่าลงมา กางเกงวอร์มหลวมนิดหน่อย ผมยาวนุ่มของเธอถูกเช็ดจนหมาด กลิ่นสบู่อาบน้ำของผมผสมกับกลิ่นกายธรรมชาติของเธอสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก"ฉันอาบเสร็จแล้ว แกไปอาบต่อเหอะ" เธอพูดพลางนั่งลงบนโซฟาตัวยาวกลางห้องผมพยักหน้า รีบเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเอง อาบน้ำสระผมเพื่อเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา00.30 น. ในความเงียบและสายฝนเมื่อผมเดินออกจากห้องน้ำในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดสบายๆ ก็พบว่าแพรวากำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น พิงหลังกับขอบโซฟา ในมือถือแก้วน้ำอุ่น มองออกไปที่กระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่มีหยดฝนเกาะแพรวพราวไฟในห้องถูกปิดเหลือเพียงไฟส้มดวงเล็กตรงมุมห้อง บรรยากาศสลัวและเงียบสงบ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบกระจกเป็นจังหวะผมเดินไปนั่งลงบนพื้นข้างๆ เธอ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่







