Mag-log in21.00 น. ร้านประจำร้านเหล้าสไตล์อินดี้ซ่อนตัวในซอยลึกย่านทองหล่อยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แสงไฟสีส้มสลัวดิมลงรับกับดนตรีสดแนวอะคูสติกเบาๆ และโต๊ะไม้ตัวในสุดติดกระจกมองเห็นสวนหินด้านนอก... ก็ยังคงเป็นที่ประจำของเราสองคนเสมอแต่นอกจากวิสกี้และไฮบอลเลมอนที่วางอยู่บนโต๊ะ คืนนี้มีสิ่งใหม่เพิ่มเข้ามากล่องกำมะหยี่สีแดงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กวางอยู่ข้างแก้วเครื่องดื่มของแพรวา ฝาของมันถูกเปิดออก เผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวดีไซน์เรียบหรูส่องประกายวาววับสะท้อนแสงไฟสลัวในร้านแพรวานั่งมองแหวนวงนั้น สลับกับมองหน้าผม นัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสคู่นั้นเอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความสุข"กัน... แกนี่แม่ง..." เธอพึมพำเสียงสั่นเครือ พยายามหัวเราะเพื่อกลบกลบความเขิน "ขอแต่งงานทั้งที ทำไมต้องมาขอที่ร้านเหล้าด้วยวะ""ก็แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ" ผมยิ้มมุมปาก ยื่นมือไปกุมมือเรียวยาวของเธอไว้แน่น ใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธอเบาๆ "ร้านนี้คือที่ที่กูฟังมึงบ่นเรื่องงานมาตลอดเจ็ดปี เป็นที่ที่เราชนแก้วกันในคืนที่เหงาที่สุด เป็นที่ที่กูแอบมองมึงยิ้มโดยที่ไม่กล้าบอกรัก... แล้วจะมีที่ไหนในโลกที่เหมาะกับการขอเป็นคู่ชีวิตไปมากกว่า
"เออ สัญญา..." ผมกระซิบตอบ "ด้วยเกียรติของเพื่อนสนิทเจ็ดปี... และแฟนคนปัจจุบันของมึงเลย"แพรวาหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบเบาๆ ที่มุมปากของผม—สัมผัสแผ่วเบา อ่อนโยน แต่หนักแน่นยิ่งกว่าคำสัญญาใดๆ ในโลกความรู้สึกที่เคยหลุดลอยลอยกลับคืนสู่หัวใจอย่างสมบูรณ์ คืนนี้... ในร้านเหล้าเจ้าประจำ บทเรียนของคำว่าเพื่อนได้จบลงแล้ว และบทเรียนบทใหม่ในฐานะคนรักกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามการก้าวข้ามเส้นจาก ‘เพื่อนสนิทเจ็ดปี’ มาเป็น ‘คนรัก’ ในวัยสามสิบ ไม่ได้มีฉากตัดภาพไปที่ความหวานชื่นไร้ที่ติเหมือนในซีรีส์ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ ปรับคลื่นความถี่ ของเราสองคนใหม่อีกครั้งความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เคยหยอกล้อ ตบหัว ชวนกันไปดื่มไฮบอลหลังเลิกงาน หรือพูดกูมึงกันจนติดปาก ยังคงอยู่ครบถ้วน แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความขืนๆ เขินๆ ในสถานะใหม่ที่คอยตามรังควานเราในชีวิตประจำวัน08.30 น. หน้าลิฟต์ออฟฟิศผมกับแพรวาเดินออกจากลิฟต์พร้อมกันในเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่รีบเร่งของพนักงานบริษัทสถาปนิก"กัน... ยืนนิ่งทำไมวะ เดินดิ" แพรวาหันมาทัก พลางยื่นมือมากระตุกแขนเสื้อผมตามความชินชิน
"แกแคร์คนอื่นมากกว่าความรู้สึกของเราเหรอแพร?" ผมถามออกไปตรงๆ น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงความเจ็บปวด"ไม่ใช่แบบนั้นนะกัน!" แพรวารีบปฏิเสธ "ฉันแค่อยากให้เราค่อยเป็นค่อยไป... ฉันกลัว กลัวว่าถ้าเราเปิดเผยตอนนี้ แล้วถ้ามันมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราจะเสียทั้งงาน เสียทั้งความสัมพันธ์ และเสีย... คำว่าเพื่อนที่เรามีมาเจ็ดปีไป"คำว่า 'เสียคำว่าเพื่อนไป' ชักนำความลับและความกลัวเดิมๆ กลับมารังควานหัวใจผมอีกครั้งสำหรับผม เจ็ดปีที่ผ่านมาคือการรอคอยเพื่อจะได้รักเธออย่างเปิดเผย แต่สำหรับแพรวา คำว่าเพื่อนคือ 'เซฟโซน' เดียวที่เธอเชื่อว่าจะไม่มีวันสูญเสียไป เธอรักผม... แต่เธอเคยกินนอนและเติบโตมากับสถานะเพื่อนสนิทจนกลัวว่าความรักแบบคนรักจะทำลายทุกอย่างลง"กูเข้าใจแล้ว..." ผมถอนหายใจยาว เปลี่ยนสรรพนามกลับเป็นความคุ้นเคยเดิมเมื่อรู้สึกว่ากั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหว "งั้นมึงไปเคลียร์งานเถอะ คืนนี้กูไปนั่งดื่มคนเดียวก็ได้""กัน... อย่าเพิ่งประชดดิ""กูไม่ได้ประชดแพร" ผมพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงจริงใจแต่แฝงความเหนื่อยล้า "กูแค่คิดว่า... มึงอาจจะต้องการเวลาทบทวนตัวเองจริงๆ ว่ามึงพร้อมจะก้าวข้ามคำว่าเพื่อนมาอยู่ข้างกูจริงๆ
"บอกแล้วให้หยิบเสื้อโค้ตมาด้วยก็ไม่เชื่อ" ผมบ่นไม่จริงจังนัก ก่อนจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ตัวหนาของตัวเองออกแล้วก้าวเข้าไปคลุมลงบนไหล่บางของเธออย่างเบามือแพรวาชะงักไปเล็กน้อย เธอสบตาผมภายใต้แสงไฟสลัวบนระเบียง กลิ่นไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมประจำตัวผมที่ติดอยู่บนเสื้อแจ็กเก็ตโอบล้อมตัวเธอไว้ แพรวายิ้มบางๆ แล้วขยับตัวชิดเข้ามาหาผมมากขึ้น"ขอบใจนะกัน... แกนี่ดูแลฉันดีตลอดเลยว่ะ""ถ้าไม่ดูแลแก แล้วจะให้ไปดูแลใครล่ะ" ผมตอบเสียงนุ่ม นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เธอตลอดทั้งทริปนี้ ภีมพยายามจะเข้ามาแทรกแทรกและชวนแพรวาคุยอยู่เรื่อยๆ แต่แพรวากลับเลือกที่จะเดินข้างผม นั่งกินข้าวข้างผม และปฏิเสธคำชวนไปเดินเล่นของภีมอย่างนุ่มนวล นั่นทำให้ผมรู้ว่า... ไม่ว่าระยะเวลาหรือผู้ชายคนไหนจะเข้ามา ความไว้วางใจที่เธอมีให้ผมมันไม่เคยถูกสั่นคลอนได้เลย"กัน..." แพรวาหมุนแก้วในมือเล่น สายตาทอดมองออกไปบนท้องฟ้ากว้าง "แกจำวันแรกที่เราเจอกันตอนปีหนึ่งได้ปะ""จำได้ดิ" ผมยิ้มเมื่อนึกถึงความทรงจำเก่าๆ "ยัยเด็กกะโปโลเสื้อกาวน์เปื้อนสีสถาปัตย์ ที่นั่งร้องไห้เพราะตัดโมเดลเบี้ยวจนต้องทำใหม่คนเดียวทั้งคืน""เออ! แล้วใครล่ะที่อดนอ
ความกระอักกระอ่วนลอยอบอวลอยู่กลางอากาศเหมือนกำแพงล่องหนที่เราสองคนต่างร่วมกันสร้างขึ้น ความใกล้ชิดในคืนฝนตกกลายเป็นชวนให้ต่างคนต่างทำตัวไม่ถูก เมื่อไม่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์มาช่วยอ้าง และไม่มีเรื่องงานมาช่วยบังหน้า ความจริงที่ว่า 'เราเกือบจะข้ามเส้น' มันชัดเจนจนมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป"พี่กันครับ... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ วันนี้ดูเหม่อๆ" ภีม สถาปนิกรุ่นน้องเดินถือเอกสารเข้ามาทักผมที่โต๊ะ"เปล่าหรอก มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ" ผมตอบเรียบๆ สายตายังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์"อ๋อ... เรื่องพี่แพรวาหรือเปล่าครับ?" ภีมยิ้มมุมปาก น้ำเสียงของเขามีความท้าทายเล็กๆ "เมื่อเช้าผมเห็นพี่แพรดูนอยด์ๆ ไม่ค่อยสดใสเหมือนเดิม เลยว่าจะชวนพี่เขาไปกินข้าวเย็นนี้ซะหน่อย พี่กันพอจะรู้ไหมครับว่าพี่เขาชอบกินอะไรเป็นพิเศษ?""แพรไม่ชอบกินของหวานจัด ชอบกินหมูกระทะกับไฮบอล" ผมพูดเสียงเรียบ นัยน์ตานิ่งสนิทจ้องมองภีม "แต่คืนนี้คงไม่ต้องชวนหรอก... แพรวาคงไม่อยากไป"ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "พี่รู้ได้ไงครับว่าพี่แพรไม่อยากไป? พี่เป็นแค่เพื่อนสนิทพี่เขานี่ครับ"คำว่า 'แค่เพื่อนสนิท' จากปากรุ่นน้อง เหมือนเข็มเล่มโตที่แทง
ผมถอนหายใจยาว ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องรับแขก สายฝนยังคงตกลงมาอย่างหนักหน่วง แสงไฟจากตึกสูงไกลๆ พร่ามัวไปด้วยหยดน้ำ ความเงียบภายในห้องตัดกับเสียงฝนภายนอกอย่างสิ้นเชิงผ่านไปยี่สิบนาที แพรวาเดินออกจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดตัวใหญ่สีเทาของผมที่ยาวเลยเข่าลงมา กางเกงวอร์มหลวมนิดหน่อย ผมยาวนุ่มของเธอถูกเช็ดจนหมาด กลิ่นสบู่อาบน้ำของผมผสมกับกลิ่นกายธรรมชาติของเธอสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก"ฉันอาบเสร็จแล้ว แกไปอาบต่อเหอะ" เธอพูดพลางนั่งลงบนโซฟาตัวยาวกลางห้องผมพยักหน้า รีบเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเอง อาบน้ำสระผมเพื่อเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา00.30 น. ในความเงียบและสายฝนเมื่อผมเดินออกจากห้องน้ำในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดสบายๆ ก็พบว่าแพรวากำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น พิงหลังกับขอบโซฟา ในมือถือแก้วน้ำอุ่น มองออกไปที่กระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่มีหยดฝนเกาะแพรวพราวไฟในห้องถูกปิดเหลือเพียงไฟส้มดวงเล็กตรงมุมห้อง บรรยากาศสลัวและเงียบสงบ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบกระจกเป็นจังหวะผมเดินไปนั่งลงบนพื้นข้างๆ เธอ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่







