Masuk
เสียงเพลงบีทหนักๆ ที่ดังกระหึ่มก้องไปทั่วทั้งเลานจ์หรูระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองหลวง ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเข้มในโซน VVIP รู้สึกสนุกสนานไปกับมันเลยแม้แต่น้อย
ภีม หรือ ภาคิน สัตยาพิพัฒน์พงษ์ ชายหนุ่มวัย 27 ปี ทายาทเพียงคนเดียวของบริษัท STYP Company เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STYP Brand ที่กำลังทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น นั่งเอนกายด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า นัยน์ตาที่มักจะฉายแววเฉียบคมอยู่เสมอ ตอนนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเบื่อหน่ายจากบทสนทนายืดยื้อตรงหน้า วันนี้เขาต้องมาเป็นตัวแทนของคุณพ่อ เพื่อเจรจาธุรกิจกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนักธุรกิจวัยกลางคนที่ชื่นชอบการดื่มสังสรรค์ในสถานที่แบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าสำหรับภีม สถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดังหนวกหู และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกผสมกลิ่นแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ที่ที่เขาโปรดปรานเลยสักนิด แต่ในฐานะว่าที่ผู้บริหารสูงสุด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมหน้ากากนักธุรกิจและร่วมดื่มด่ำไปกับค่ำคืนนี้ "คุณภีมครับ ดูเหมือนมิสเตอร์ชางจะถูกใจสาวๆ ที่ทางร้านจัดมาให้เป็นพิเศษนะครับ" นที เลขาฯ หนุ่มพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็ก กระซิบที่ข้างหูภีม พร้อมกับปรายตามองไปยังชายวัยกลางคนที่กำลังโอบเอวหญิงสาวในชุดเดรสรัดรูปสองคนซ้ายขวาอย่างอารมณ์ดี "ปล่อยเขาไปเถอะ ยิ่งเขาอารมณ์ดี สัญญาในวันพรุ่งนี้ก็ยิ่งเซ็นง่ายขึ้น" ภีมตอบเสียงเรียบ มือหนายกแก้วคริสตัลที่บรรจุวิสกี้ชั้นดีขึ้นจิบ แอลกอฮอล์รสชาติบาดคอไหลลงสู่กระเพาะ สร้างความร้อนผ่าวไปทั่วร่างกาย วันนี้เขาดื่มไปค่อนข้างมาก มากจนเริ่มรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะที่เคยควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์กำลังลดลง ขณะที่ภีมกำลังจะวางแก้วลง สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กๆ ของใครบางคนที่มุมหนึ่งของโต๊ะ เด็กสาวคนนั้นดูแปลกแยกจากผู้หญิงทุกคนในห้อง VVIP นี้ เธอไม่ได้สวมชุดเดรสรัดรูปโชว์สัดส่วน แต่กลับสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงเอสีดำความยาวเหนือเข่าเล็กน้อย ดูเหมือนชุดนักศึกษามากกว่าชุดสำหรับทำงานในสถานที่อโคจรแบบนี้ ผมยาวสลวยสีดำสนิทถูกปล่อยสลวยลอนปลาย หน้าตาจิ้มลิ้มที่ปราศจากเครื่องสำอางจัดจ้าน มีเพียงลิปสติกสีพีชอ่อนๆ ที่แต้มบนริมฝีปากบาง เธอคือ พะแพง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะออกแบบของมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ แต่ความจริงอันโหดร้ายของชีวิตคือเธอมีฐานะยากจน และต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน ค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียนที่แสนแพง ทำให้เธอต้องวิ่งรอกทำงานพาร์ทไทม์หลายแห่ง และคืนนี้... เป็นคืนแรกที่เธอตัดสินใจมารับงานเป็นเด็กชงเหล้า ตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่รู้จัก ด้วยเหตุผลเดียวคือ มันได้เงินดี และเธอสัญญากับตัวเองว่าจะทำแค่หน้าที่ชงเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่มีการเปลืองตัวเด็ดขาด แต่นั่นคือความคิดที่ไร้เดียงสาเกินไปสำหรับสถานที่แบบนี้ "หนู... ชงเหล้าจืดไปหรือเปล่าจ๊ะ มานี่สิ มานั่งใกล้ๆ ป๋าหน่อย" เสียงแหบพร่าของหนึ่งในทีมงานของมิสเตอร์ชางเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือสากที่เอื้อมมาคว้าข้อมือเล็กของพะแพงอย่างจาบจ้วง พะแพงสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือที่จับที่คีบน้ำแข็งสั่นระริก เธอพยายามขืนตัวออกอย่างสุภาพที่สุด "ขะ... ขอโทษค่ะ เดี๋ยวหนูชงให้ใหม่นะคะ แต่หนูนั่งด้วยไม่ได้ค่ะ หนูเป็นแค่พนักงานชงเครื่องดื่ม..." "เอาน่า แขกวีไอพีเรียกทั้งที อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย ดื่มแก้วนี้ให้ป๋าแก้วเดียว เดี๋ยวป๋าให้ทิปหนักๆ" ชายคนนั้นไม่ยอมลดละ ดึงรั้งร่างบางจนพะแพงเสียหลักเซถลาเข้าไปใกล้ แก้วเหล้าสีอำพันถูกจ่อเข้าที่ริมฝีปากของเด็กสาว "มะ... ไม่ค่ะ หนูไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ปล่อยหนูเถอะนะคะ" พะแพงน้ำตาคลอเบ้า ความกลัวแล่นริ้วจับขั้วหัวใจ เธอหันมองรอบกายเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ทุกคนดูเหมือนจะสนใจแค่ความสนุกของตัวเอง แม้แต่ผู้จัดการร้านที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ทำเพียงเบือนหน้าหนี เพราะไม่อยากขัดใจแขกคนสำคัญ แต่ก่อนที่น้ำตาสีใสจะหยดแหมะลงมา ข้อมือของชายวัยกลางคนคนนั้นก็ถูกยึดไว้ด้วยมือของอีกคน "ผมว่าเธอคงไม่สะดวกดื่มหรอกครับคุณวิทย์..." เสียงทุ้มต่ำของภีมดังขึ้นแทรก พะแพงช้อนสายตาขึ้นมองร่างสูงโปร่งที่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ ลอยมาแตะจมูก ใบหน้าหล่อเหลาที่ราวกับถูกพระเจ้าบรรจงปั้นแต่งนั้นเรียบตึง แววตาคมกริบจ้องมองไปยังชายที่ชื่อวิทย์จนอีกฝ่ายหน้าเจื่อน "เอ่อ... คุณภีม ผมแค่หยอกน้องเขาเล่นน่ะครับ" นายวิทย์รีบปล่อยมือจากพะแพงทันที ใครจะกล้ามีเรื่องกับทายาทบริษัทคู่ค้าคนสำคัญกันล่ะ "ถ้าคุณวิทย์อยากดื่ม เดี๋ยวผมให้เลขาฯ ของผมดื่มเป็นเพื่อนดีกว่าครับ นที... ดูแลคุณวิทย์หน่อย" ภีมออกคำสั่งเสียงเรียบ นทีที่รู้หน้าที่รีบเดินเข้ามารับช่วงต่อพร้อมรอยยิ้มการค้าทันที พะแพงรีบก้าวถอยหลังออกมา ยืนก้มหน้าตัวสั่นระริก สองมือบีบเข้าหากันแน่น "ขะ... ขอบคุณค่ะ" เธอพึมพำเสียงแผ่วเบา ภีมปรายตามองร่างเล็กที่สั่นเป็นลูกนก นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวไปชั่วขณะเมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่เกาะอยู่ตรงหางตาคู่สวย เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งที่เดิม เวลาล่วงเลยไปจนเกือบตีสอง การเจรจาธุรกิจจบลงด้วยดี มิสเตอร์ชางและทีมงานถูกพากลับไปพักผ่อน ส่วนภีมที่คืนนี้รับหน้าที่ดื่มแทนแขกไปหลายขนาน เริ่มรู้สึกถึงอาการโลกหมุน โลกทั้งใบดูโคลงเคลงไปหมด เขายกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ "ไอ้ภีม มึงไหวไหมเนี่ย ปกติมึงคอแข็งกว่านี้นี่หว่า" นทีเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนสนิทเมื่อเห็นสภาพที่เริ่มจะไม่ไหวของบอสหนุ่ม "สงสัยผสมหลายอย่าง... ฉันปวดหัวว่ะ" ภีมตอบเสียงแหบพร่า หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า "งั้นมึงขึ้นไปนอนพักที่เพนต์เฮาส์ชั้นบนของร้านก่อนดีกว่า ทางร้านเขาเปิดห้องรับรอง VVIP ไว้ให้แล้ว เดี๋ยวฉันเคลียร์บิลทางนี้เสร็จแล้วจะตามขึ้นไปดู" นทีเสนอ ก่อนจะหันไปเห็นพะแพงที่กำลังเก็บกวาดแก้วอยู่บนโต๊ะพอดี "เอ่อ... น้องครับ รบกวนช่วยประคองเพื่อนพี่ขึ้นไปส่งที่ห้องรับรองชั้นบนหน่อยได้ไหม พอดีพี่ต้องเคลียร์บิลทางนี้นิดหน่อย" พะแพงชะงักไปชั่วครู่ เธอมองร่างสูงที่นั่งหลับตาพิงโซฟา ชายคนที่เพิ่งช่วยเธอไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บุญคุณต้องตอบแทนทำให้เธอพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ "ดะ... ได้ค่ะ" พะแพงเดินเข้าไปใกล้ รวบรวมความกล้าจับที่ท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่ม "เอ่อ... คุณคะ ลุกไหวไหมคะ เดี๋ยวหนูพาไปพักที่ห้องค่ะ" ภีมลืมตาขึ้นช้าๆ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้สายตาของเขาพร่ามัว สิ่งเดียวที่เขาเห็นชัดเจนคือใบหน้าจิ้มลิ้มที่อยู่ใกล้เพียงคืบ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายแป้งเด็กจากตัวเธอผสมกับกลิ่นสบู่ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยใกล้ชิด มันเป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เขาหยัดตัวลุกขึ้น โดยทิ้งน้ำหนักตัวเกือบครึ่งหนึ่งลงบนร่างเล็กของพะแพง พะแพงกัดฟันรับน้ำหนักของชายตัวโต เธอพยุงเขาเดินออกจากห้อง VVIP ตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวที่เชื่อมสู่ชั้นบนสุดของอาคาร ตลอดทางไม่มีบทสนทนาใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของภีมที่รินรดอยู่ตรงซอกคอของเธอ ทำให้เด็กสาวรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความประหม่า เมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นโซนห้องพักส่วนตัวที่เงียบสงบ พะแพงแตะคีย์การ์ดที่ผู้จัดการร้านยัดใส่มือมาให้ ประตูห้องหรูหราเปิดออก เธอพยุงเขาเดินตรงไปยังเตียงคิงไซส์สีขาวสะอาดตาตรงกลางห้อง "ถึงแล้วค่ะ คุณนอนพักนะคะ" พะแพงค่อยๆ วางร่างหนาลงบนเตียงอย่างทุลักทุเล เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก เตรียมจะหันหลังกลับเพื่อลงไปทำงานต่อให้เสร็จและรับค่าจ้างกลับบ้าน แต่ทว่า... มือหนาที่ร้อนผ่าวกลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของเธออย่างรวดเร็ว "อ๊ะ!" พะแพงอุทานด้วยความตกใจ ร่างของเธอเสียหลักล้มลงไปบนเตียงกว้าง โดยมีร่างสูงของภีมพลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับเอาไว้ในชั่วพริบตา "คุณ... คุณจะทำอะไรคะ! ปล่อยหนูนะ!" พะแพงเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ สองมือเล็กยกขึ้นดันแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อเชิ้ตที่กระดุมหลุดลุ่ย ภีมมองใบหน้าหวานที่กำลังตื่นตระหนกอยู่ใต้ร่าง ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหายเกลี้ยง กลิ่นหอมจากตัวเธอปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนของชายหนุ่มได้อย่างดี "อย่าดิ้นสิ..." เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมฝีปากบาง ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาจนจมูกโด่งสันเฉียดแก้มเนียน "ไม่! ปล่อยนะ! ช่วยด้วย!" พะแพงร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนสุดชีวิต น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา เธอมาทำงานเพื่อหาเงินเรียน ไม่ได้มาขายศักดิ์ศรี แต่แรงของเด็กสาวตัวเล็กๆ หรือจะสู้แรงของชายตัวโตอย่างเขาได้ ริมฝีปากร้อนผ่าวบดขยี้ลงบนกลีบปากสีพีชอย่างเอาแต่ใจ ปิดกั้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจนสิ้น สัมผัสที่จาบจ้วงแต่กลับแฝงไปด้วยความเร่าร้อนทำให้พะแพงเบิกตากว้าง สมองของเธอขาวโพลน สองมือที่เคยทุบตีเริ่มอ่อนแรงลงเมื่อถูกรุกรานด้วยรสจูบที่ทั้งหวานและคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ คืนนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดและแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านม่านบางๆ พะแพงสูญเสียสิ่งที่หวงแหนที่สุดในชีวิตให้กับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอเพิ่งรู้จักเพียงไม่กี่ชั่วโมง หยาดน้ำตาของความเจ็บปวดและเสียใจไหลรินอาบแก้มจนผล็อยหลับไปพร้อมกับความเหนื่อยล้า โดยที่คนบนร่างก็หลับสนิทไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์และความอ่อนเพลียเช่นกัน เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาตกกระทบเปลือกตาของชายหนุ่มที่หลับสนิท ภีมขยับตัวเล็กน้อย ความรู้สึกปวดหนึบที่ขมับแล่นจี๊ดขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า เขายกมือขึ้นกุมขมับ พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ความทรงจำสุดท้ายคือเขาดื่มหนักมากที่เลานจ์ แล้วนทีก็ให้เด็กเสิร์ฟพาขึ้นมาส่งที่ห้อง... เดี๋ยวนะ... เด็กเสิร์ฟ? ภีมลืมตาโพลงขึ้นทันที ความรู้สึกถึงไออุ่นจากร่างเล็กๆ ที่นอนขดตัวอยู่ข้างกายภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ เขาค่อยๆ หันหน้าไปมอง ร่างบางของหญิงสาวคนเมื่อคืนนอนหลับสนิท หันหลังให้เขา ไหล่เล็กๆ ที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมามีรอยจ้ำสีแดงจางๆ ประปราย ผมยาวสลวยยุ่งเหยิง ใบหน้าหวานที่หันตะแคงมาทางเขามีคราบน้ำตาเกรอะกรัง แพขนตางอนยาวยังคงเปียกชื้น บ้าเอ๊ย! นี่ทำบ้าอะไรลงไป ภีมสบถในใจอย่างหัวเสีย เขารีบผุดลุกขึ้นนั่ง ดึงผ้าห่มออกจากตัวเพื่อจะลุกไปแต่งตัว แต่สายตาคมกลับปะทะเข้ากับรอยด่างสีแดงสดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา เลือด... ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ รอยเลือดสีแดงนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่ตอกย้ำว่าเขาเป็นคนแรกของเธอ เขาพรากความบริสุทธิ์ของผู้หญิงที่มาทำงานหาเงินเพราะความเมาทุเรศๆ ของตัวเอง ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จิตใจของทายาทหนุ่ม ภีมไม่ใช่เพลย์บอยที่ชอบฟันแล้วทิ้ง เขาได้รับการสั่งสอนมาตลอดว่าให้ให้เกียรติผู้หญิง เขาแทบไม่เคยล่วงเกินใครหากอีกฝ่ายไม่สมยอม แล้วนี่เขาทำอะไรลงไป? รังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ แถมยังเป็นครั้งแรกของเธออีกต่างหาก ชายหนุ่มเสยผมที่ปรกหน้าอย่างหงุดหงิดตัวเอง เขาลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวม ลูบหน้าลูบตาเรียกสติ เขาจะทำอย่างไรต่อไปดี วางเช็คเงินสดไว้บนหัวเตียงแล้วเดินจากไปเหมือนในละครหลังข่าวอย่างนั้นหรอ? ไม่มีทาง... การทำแบบนั้นมันยิ่งกว่าการหยามเกียรติลูกผู้ชายของตัวเองเสียอีก เขาไม่ใช่พวกหน้าตัวเมียที่จะใช้เงินฟาดหัวผู้หญิงที่ตัวเองเพิ่งทำลายชีวิตไปหมาดๆ แล้วเดินหนีลอยนวล ภีมเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่บนพื้นห้อง กดโทรออกหานทีที่ป่านนี้น่าจะสลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง (ฮัลโหล... ว่าไงวะไอ้ภีม ปวดหัวชะมัด) เสียงงัวเงียของนทีดังลอดมา "มึงให้คนไปซื้อเสื้อผ้าผู้หญิง ไซส์... น่าจะประมาณไซส์เอส แล้วก็ซื้อยาคุมฉุกเฉิน ยาแก้ปวด เอามาแขวนไว้ที่หน้าประตูห้อง VVIP ให้กูที อ้อ... สั่งอาหารเช้าขึ้นมาด้วย" ภีมสั่งรัวเร็วเสียงเครียด (ห๊ะ? เสื้อผ้าผู้หญิง? ยาคุม? เฮ้ย! เมื่อคืนมึงกับน้องคนนั้น...) นทีตาสว่างทันที "อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ รีบไปจัดการตามที่กูบอก แล้วไม่ต้องเข้ามาในห้องนะ แขวนไว้หน้าประตูแล้วกลับไปพักเลย" ภีมตัดบทแล้ววางสายทันที เขาทอดถอนใจยาว ก่อนจะเดินกลับมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ทอดสายตามองร่างเล็กที่ยังคงหลับสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เขาลากเก้าอี้บุนวมมานั่งลงข้างเตียง ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่หนีไปไหน เขาจะนั่งรอตรงนี้ รอจนกว่าเธอจะตื่น เพื่อเผชิญหน้าและรับผิดชอบในสิ่งที่เขาก่อขึ้นทั้งหมด เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ร่างบนเตียงก็เริ่มขยับตัว พะแพงครางฮือในลำคอ ความรู้สึกปวดร้าวไปทั่วร่างกายราวกับร่างถูกฉีกขาด ทำให้เธอต้องนิ่วหน้า สัมผัสเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศที่กระทบผิวเปลือยเปล่าทำให้เธอค่อยๆ ปรือตาขึ้น ภาพเพดานห้องแปลกตาทำให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพพวกนั้นไหลเข้ามาในสมองเป็นฉากๆ สัมผัสจาบจ้วง ความเจ็บปวด เสียงร้องไห้ของตัวเอง "ฮึก..." น้ำตาสีใสหยดแหมะลงบนหมอนทันที พะแพงยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังร่างกายที่เปลือยเปล่าไว้แน่น กวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความหวาดผวา และเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมอาบน้ำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างนิ่งงัน "ตื่นแล้วเหรอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้อง พะแพงตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เธอเขยิบถอยร่นไปจนชิดหัวเตียง สายตาที่มองเขามีทั้งความหวาดกลัว โกรธแค้น และเสียใจ "คุณ... คุณทำแบบนี้กับแพงทำไม... ฮือๆ" เธอปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ "อย่าเข้ามานะ! ออกไปให้พ้น!" "ใจเย็นๆ ก่อน... ฉันไม่ได้จะทำอะไรเธอ" ภีมยกมือขึ้นทั้งสองข้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติมาก "ฉัน... ขอโทษ สำหรับเรื่องเมื่อคืน ฉันเมามาก และขาดสติ" "คำขอโทษของคุณมันเรียกสิ่งที่แพงเสียไปกลับคืนมาได้ไหมคะ!" พะแพงตะโกนทั้งน้ำตา มือเล็กรวบผ้าห่มแน่นจนนิ้วขึ้นข้อขาว "แพงมาทำงานเพื่อหาเงินเรียน ไม่ได้มาขายตัว! ทำไมคนรวยๆ อย่างพวกคุณถึงคิดจะย่ำยีใครก็ได้ตามใจชอบ!" "ฉันรู้... ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นคนแบบนั้น" ภีมตอบเสียงเรียบ แต่หนักแน่น "ฉันเห็น... บนที่นอนนั่น ฉันรู้ว่ามันคือครั้งแรกของเธอ" คำพูดของเขาทำให้พะแพงหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เธอรีบก้มหน้าลงซุกกับเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร "เข้าไปอาบน้ำก่อนเถอะ ฉันให้คนเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ ยา แล้วก็อาหารเช้าไว้ให้แล้ว อาบน้ำเสร็จแล้วเรามาคุยกัน" ภีมลุกขึ้นยืน ชี้มือไปยังถุงกระดาษแบรนด์เนมที่เขานำเข้ามาวางไว้บนโซฟาปลายเตียง "แพงไม่คุย! แพงจะกลับ!" พะแพงปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามจะลุกออกจากเตียงโดยพันผ้าห่มรอบตัว แต่ความเจ็บแปลบที่ช่วงล่างทำให้เธอทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น "ว้าย!" ภีมรีบถลันเข้าไปประคองร่างเล็กไว้ทันที "ดื้อจริงๆ บอกให้ใจเย็นๆ ไง เจ็บขนาดนี้จะเดินกลับยังไง" "ปล่อยแพงนะ! อย่ามาแตะต้องตัวแพง!" พะแพงดิ้นรน ทุบตีแผงอกของเขาอย่างแรงไม่ยั้งมือ แต่ภีมกลับไม่สะทกสะท้าน เขาช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว เดินตรงไปยังห้องน้ำ "ถ้าเธอยังดิ้น ฉันจะเป็นคนอาบน้ำให้เธอเอง" คำขู่เสียงดุๆ ของเขาทำให้พะแพงชะงักกึก ยอมอยู่นิ่งๆ แต่ยังคงส่งสายตาเขียวปัดให้เขาทั้งน้ำตา ภีมวางเธอลงบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าอย่างเบามือ วางถุงเสื้อผ้าและยาไว้ข้างๆ "จัดการตัวเองซะ กินยาด้วย แล้วออกมาคุยกัน ถ้าเธอไม่ออกมา ฉันจะพังประตูเข้าไป" พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำไป ปิดประตูให้เสร็จสรรพ พะแพงนั่งร้องไห้อยู่หน้ากระจก มองสภาพอันบอบช้ำของตัวเองแล้วรู้สึกสมเพช รอยแดงตามซอกคอและเนินอกมันคือความอัปยศสำหรับเธอ เธอจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกายอย่างลวกๆ สวมชุดเดรสยาวสายเดี่ยวสีครีมที่เขาเตรียมไว้ให้ มันพอดีตัวจนน่าแปลกใจ จากนั้นก็กลืนยาคุมฉุกเฉินและยาแก้ปวดลงคอด้วยความขมขื่น เมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมา เธอพบว่าภีมเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อเชิ้ตสีเข้มและกางเกงสแลคเรียบร้อยแล้ว เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเล็กๆ ริมระเบียง บนโต๊ะมีข้าวต้มร้อนๆ หอมกรุ่นวางอยู่สองที่ "มานั่งสิ กินข้าวก่อน" เขาพยักหน้าเรียก พะแพงเดินไปหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะประมาณสองเมตร ไม่ยอมนั่ง "แพงไม่หิวค่ะ แพงจะกลับแล้ว หลีกทางด้วยค่ะ" ภีมถอนหายใจยาว วางช้อนลงแล้วลุกขึ้นเดินมาหาเธอ พะแพงถอยกรูดไปด้านหลังทันที "นั่งลงก่อน เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง" ภีมใช้น้ำเสียงดุขึ้นเล็กน้อย เชิงบังคับ "ไม่มีอะไรต้องคุยค่ะ เรื่องเมื่อคืน... ถือซะว่าหมามันกัด แพงจะไม่เรียกร้องอะไร และคุณก็ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ทางใครทางมันค่ะ" พะแพงเชิดหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำ คิ้วหนาของภีมขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินคำว่าหมามันกัด เขาไม่ชอบใจเลยที่เธอตีค่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดูต่ำต้อยขนาดนั้น "เธอเห็นฉันเป็นหมางั้นสิ?" ภีมก้าวเข้าไปประชิดตัว จนแผ่นหลังบางชนกับผนังห้อง มือหนายกขึ้นกักตัวเธอไว้ไม่ให้หนี "ฟังนะพะแพง... ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้น ฉันเป็นต้นเหตุ และฉันไม่ใช่หน้าตัวเมียที่จะทิ้งผู้หญิงที่ตัวเองรังแกไปเฉยๆ" สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้พะแพงชะงัก เขาเรียกชื่อเธอถูกได้ยังไง? "คุณไปสืบชื่อแพงมาเหรอคะ?" "ป้ายชื่อที่ชุดเธอเมื่อคืน" ภีมตอบหน้าตาย "เอาเป็นว่า... ฉันจะรับผิดชอบเธอ ทุกอย่าง ค่าเทอม ค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก หรืออะไรก็ตามที่เธอต้องการ แลกกับการที่เธอเลิกไปทำงานบ้าๆ ที่ร้านนั่นซะ" พะแพงเบิกตากว้าง ความโกรธตีตื้นขึ้นมาจุกที่อห "คุณคิดว่าเงินของคุณซื้อได้ทุกอย่างเหรอคะ? ตัวคุณเอาศักดิ์ศรีแพงไปแล้ว ยังคิดจะเอาเงินมาฟาดหัวแพงเพื่อล้างบาปให้ตัวเองสบายใจอีกเหรอ!" "ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น" ภีมพยายามอธิบาย แต่เด็กสาวตรงหน้าดื้อรั้นกว่าที่คิด "แพงบอกแล้วไงคะ ว่าแพงดูแลตัวเองได้! แพงไม่อยากได้เงินคุณภีมค่ะ! เก็บเศษเงินของคุณไปเถอะ แพงหาเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งคนที่เพิ่งย่ำยีแพง!" พะแพงตอกกลับเสียงแข็ง น้ำตาที่แห้งไปแล้วรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภีมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งทะนง ผู้หญิงคนนี้ต่างจากคนอื่นที่เขาเคยเจอ หากเป็นผู้หญิงทั่วไปคงเรียกร้องเงินทองหรือขอสถานะจากเขาไปแล้ว แต่เด็กคนนี้กลับปฏิเสธเงินของเขาอย่างไม่ไยดี "เก่งจริงนะ ตัวแค่นี้" ภีมแค่นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง "แต่เสียใจด้วย... ในเมื่อฉันตัดสินใจแล้วว่าจะรับผิดชอบ ฉันก็ต้องทำตามนั้น เธอปฏิเสธไม่ได้" "คุณมีสิทธิ์อะไรมาบังคับแพง!" "สิทธิ์ของคนที่เป็นคนแรกของเธอไงล่ะ" ภีมกระซิบชิดใบหูเล็ก ทำให้พะแพงหน้าแดงจัดด้วยความโกรธและอาย "มานี่... มากินข้าว ฉันจะไปส่งที่หอพัก แล้วอย่าคิดหนี เพราะต่อให้เธอหนีไปสุดขอบโลก ฉันก็ตามหาเธอเจออยู่ดี" ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กแล้วลากเธอมานั่งที่เก้าอี้ กดไหล่บางให้นั่งลง แล้วดันชามข้าวต้มไปตรงหน้า "กินซะ ถ้าเธอไม่กิน ฉันจะป้อน... ด้วยวิธีของฉัน" คำขู่ที่แฝงไปด้วยความนัยทำให้พะแพงเม้มปากแน่น เธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้อันตรายและเอาจริงแน่ เธอจำใจหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มเข้าปากทั้งน้ำตา รสชาติของมันฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลง ภีมนั่งลงฝั่งตรงข้าม มองดูเด็กสาวที่กินข้าวไปร้องไห้ไปเขารู้ว่าตอนนี้เธอคงเกลียดเขาเข้าไส้ แต่เขาไม่สนใจหรอก เพราะในหัวเขา มีเรื่องของเธอที่มันน่าสนใจกว่านั้นเยอะมื้ออาหารที่แสนจะยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของพะแพงจบลงเสียที หญิงสาวลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อคุณหญิงมณีรัตน์วางช้อนลงและเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาด พะแพงหันขวับไปถลึงตาใส่ภีมทันที แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังทำตัวรุ่มร่ามกับเธอต่อหน้ามารดาของตัวเอง"อาหารมื้อนี้อร่อยมากเลยจ้ะหนูแพง นานๆ ทีตาภีมจะกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้" คุณหญิงมณีรัตน์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาหันมามองเด็กสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างลูกชาย"ทานอิ่มแล้วใช่ไหมลูก ไปจ้ะ ไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า แม่ให้เด็กเตรียมชาผลไม้กับของว่างไว้แล้ว หนูเรียนออกแบบใช่ไหมลูก แม่มีเรื่องอยากจะปรึกษาพอดีเลย"พะแพงรีบชักขาหนีจากสัมผัสจาบจ้วงใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้กับผู้สูงวัยกว่า "ได้ค่ะคุณแม่"เมื่อทุกคนย้ายมายังห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโซฟาหลุยส์สีครีมทอง คุณหญิงมณีรัตน์ก็เรียกให้พะแพงไปนั่งข้างๆ ส่วนภีมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมทั่วทั้งบริเวณห้องพักสุดหรู มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ พะแพงนั่งกำมือแน่นอยู่บนเก้าอี้ ดวงตากลมโตที่ยังคงแดงช้ำจ้องมองชามข้าวต้มที่เธอพึ่งกินไป"อิ่มแล้วใช่ไหม" เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ถ้าอิ่มแล้วก็ลุกขึ้น ฉันจะพาไปเก็บของ"พะแพงเงยหน้าขึ้นขวับ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที "เก็บของ? เก็บของอะไรคะ แพงบอกแล้วไงว่าแพงจะกลับหอพักของแพง แล้วเราก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก"ภีมแค่นยิ้มมุมปาก เขาเดินอ้อมโต๊ะอาหารเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอ มือหนาวางแหมะลงบนพนักพิง โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมากระซิบที่ข้างใบหูเล็ก "เธอคิดจริงๆเหรอ ว่าฉันจะปล่อยให้ผู้หญิงที่เพิ่งเสียตัวให้ฉันเมื่อคืน กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม กลับไปทำงานในดงเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนั้นอีก""มันก็เรื่องของแพง! แพงต้องหาเงินเรียน แพงมีหนี้สิน มีค่าใช้จ่าย คุณไม่ได้มาเป็นแพง คุณไม่เข้าใจหรอก!" เธอหันไปตวาดใส่เขา แต่ด้วยความที่หันไปเร็วเกินไปทำให้ปลายจมูกรั้นเฉียดกับแก้มของชายหนุ่มที่โน้มลงมาอยู่ก่อนแล้ว พะแพงเบิกตากว้าง รีบหดคอหนีด้วยความตกใจ แต
เสียงเพลงบีทหนักๆ ที่ดังกระหึ่มก้องไปทั่วทั้งเลานจ์หรูระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองหลวง ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเข้มในโซน VVIP รู้สึกสนุกสนานไปกับมันเลยแม้แต่น้อยภีม หรือ ภาคิน สัตยาพิพัฒน์พงษ์ ชายหนุ่มวัย 27 ปี ทายาทเพียงคนเดียวของบริษัท STYP Company เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STYP Brand ที่กำลังทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น นั่งเอนกายด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า นัยน์ตาที่มักจะฉายแววเฉียบคมอยู่เสมอ ตอนนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเบื่อหน่ายจากบทสนทนายืดยื้อตรงหน้าวันนี้เขาต้องมาเป็นตัวแทนของคุณพ่อ เพื่อเจรจาธุรกิจกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนักธุรกิจวัยกลางคนที่ชื่นชอบการดื่มสังสรรค์ในสถานที่แบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าสำหรับภีม สถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดังหนวกหู และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกผสมกลิ่นแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ที่ที่เขาโปรดปรานเลยสักนิด แต่ในฐานะว่าที่ผู้บริหารสูงสุด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมหน้ากากนักธุรกิจและร่วมดื่มด่ำไปกับค่ำคืนนี้"คุณภีมครับ ดูเหมือนมิสเตอร์ชางจะถูกใจสาวๆ ที่ทางร้านจัดมาให้เป็นพิเศษนะครับ" นที เลขาฯ หนุ







