LOGINภายในลานฝึกลับหลังจวนท่านอ๋อง บรรยากาศหนักอึ้งด้วยไอปราณสองสายที่ขัดแย้งทว่าเกื้อหนุน ไป๋เทียนซื่อจ้องมองอวี้หลงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกองฟืนที่ลุกโชนข้างหนึ่ง และน้ำแข็งที่เย็นจัดอีกข้างหนึ่ง โดยมีต้าสยุงยืนคุมเชิงเตรียมถ่ายเทปราณสายพละกำลังเข้าไป ไป๋เทียนซื่อเอ่ยเสียงกังวาน
"พลังภายในของเจ้าเป็นดังลมพายุที่บ้าคลั่ง แต่ร่างกายของเจ้าบัดนี้เปรียบได้เพียงถุงหนังบางๆใบหนึ่ง หากข้าทะลวงชีพจรที่ปิดผนึกชั้นสุดท้ายให้เจ้าตอนนี้ ร่างของเจ้าจะพองระเบิดเป็นจุณภายในสามลมหายใจ" ต้าสยุงกล่าวพลางทาบฝ่ามือลงบนไหล่อวี้หลง "เจ้าต้องฝึกวิชาสยบภูผาน้ำแข็ง... ของข้าควบคู่ไปกับ ปราณมังกรฟ้า... ของท่านอ๋อง ข้าจะเคี่ยวกรำผิวหนังและกระดูกของเจ้าให้แกร่งดุจเหล็กกล้า ส่วนท่านอ๋องจะขัดเกลาเส้นชีพจรของเจ้าให้เหนียวแน่นดุจเส้นเอ็นมังกร" อวี้หลงกัดฟันกรอดรับความเจ็บปวดจากการที่พลังร้อนเย็นพุ่งเข้าจู่โจมร่างกายพร้อมกัน ร่างของเขาสั่นสะท้าน ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดงจางๆ นี่คือการเตรียมภาชนะเพื่อรองรับพลังส่วนที่กำลังจะตื่นขึ้นในไม่ช้า ..... ณ ตำหนักองครักษ์หลวงแห่งตงหยวน อินทรีทมิฬ... นั่งคุกเข่าหนึ่งข้างอยู่เบื้องหน้าเจิ้งเจวี่ย ร่างกายของมันยังคงสั่นเทาจากความพ่ายแพ้และพิษไออุ่นที่ยังตกค้างในปอด "นายท่าน... เด็กหนุ่มผู้นั้นมีพลังประหลาดนัก และที่สำคัญ... มีใครบางคนในเมืองนั้นที่สลายพิษของข้าได้เพียงชั่วข้ามคืน พลังนั้นลึกล้ำจนข้าน้อยมิอาจหยั่งถึง" เจิ้งเจวี่ยลุกพรวดขึ้น หรี่ดวงตาที่คมปลาบลง "ยอดคนที่ขับพิษฝ่ามือเจ้าได้... ในแผ่นดินนี้มีไม่กี่คน หลายคนตายไปแล้ว หลายคนก็เร้นกายหายสาบสูญไปนานปี หากเด็กหนุ่มนั่นคือสายเลือดมังกรที่ข้าตามหาจริง เมืองแห่งนั้นคงกลายเป็นรังมังกรที่ข้าต้องไปถล่มด้วยตนเอง เจ้าพวกนั้นคิดว่าพันธสัญญากระดาษแผ่นเดียวจะขวางข้าได้งั้นหรือ" เจิ้งเจวี่ยรู้ดีว่าการเคลื่อนพลองครักษ์เสื้อแพรจำนวนมากไปเมืองกุยฮวาคงไม่อาจปิดบังให้เป็นความลับได้ มันจึงหยิบป้ายคำสั่งส่วนตัวออกมา มันรู้ดีว่าหากส่งกำลังคนเข้าไป จะเป็นการประกาศศึกกับอาณาจักรต่างๆ นอกด่าน เจิ้งเจวี่ยจึงเลือกใช้กลยุทธ์ซ่อนถุงแพร กระทำการลับ... เจิ้งเจวี่ยออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ... "ส่งสาส์นลับถึงสามพยัคฆ์นอกด่าน บอกพวกมันว่าถึงเวลาใช้หนี้ชีวิตให้ข้าแล้ว กำชับให้พวกมันเดินทางเข้าเมืองกุยฮวาในคราบพ่อค้าอาวุธและนักแสวงโชค ยอดฝีมือในเมืองนั้นมีเป็นร้อย ต่อให้มีคนตายไปสักสองสามคน ใครจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของพวกเรา แต่อย่าเพิ่งลงมือกับเด็กนั่นจนกว่าข้าจะไปถึง ข้าอยากรู้นักว่า... เจ้าอ๋องแห่งฉงหยางคนนั้น จะยอมเสี่ยงจุดชนวนสงครามเพื่อช่วยเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งหรือไม่" สามพยัคฆ์นอกด่าน... ยอดฝีมือลึกลับที่ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตและวิชาพิสดารที่แม้แต่ชาวยุทธตงหยวนยังขยาด เมื่อคำสั่งลับไปถึง พวกมันจึงเริ่มเคลื่อนไหวจากทุ่งหญ้าทางเหนือ มุ่งหน้าลงมายังเมืองกุยฮวา ดุจเงามืดที่กำลังจะเข้าบดบังกลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ ....... ณ เมืองกุยฮวา นครที่อบอวลด้วยกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ เมืองแห่งนี้คือดินแดนไร้สังกัดที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามอาณาจักรใหญ่ ภายใต้พันธสัญญาโลหิตที่ทำไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า... ทุกอาณาจักรจะมิล่วงล้ำอธิปไตย เพื่อรักษาไว้ซึ่งการค้าและทางผ่านสำคัญ แต่นั่นเองที่ทำให้กุยฮวากลายเป็นดั่งรวงผึ้งของเหล่ายอดฝีมือ มือสังหารรับจ้าง และผู้ที่ต้องการลบตัวตนออกจากแผ่นดิน ไป๋เทียนซื่อ ในฐานะเจ้าเมืองฉงหยาง เมืองสุดขอบชายแดนอาณาจักรหนึ่งนอกด่านตงหยวน ช่วงเวลานี้มักจะใช้ข้ออ้างในการตรวจตราชายแดนแวะเวียนมายังเมืองกุยฮวาบ่อยครั้ง ความจริงที่ไม่มีใครรู้คือ เขามาเพื่อเฝ้าดูลูกศิษย์ของสหายเก่าอย่างอวี้หลง ชายคนที่บุตรีเขาหมายตาไว้ ในลานลับหลังร้านต้าจู๋ การฝึกฝนที่เดิมพันด้วยชีวิตดำเนินไปอย่างเข้มข้น อวี้หลงถูกสั่งให้นั่งกลางวงล้อมของกระถางธูปที่รมด้วยสมุนไพรหายากจากเมืองฉงหยาง พลังปราณมังกรของไป๋เทียนซื่อที่แฝงอยู่นั้นคอยทำหน้าที่เป็นค้อนคอยทุบตีเส้นชีพจรให้ขยายตัว ขณะที่วิชาสยบภูผาน้ำแข็งของต้าสยุงทำหน้าที่เป็นเตาหลอม... เพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแกร่งดุจศิลา "เมืองกุยฮวาแห่งนี้อาจดูสงบ แต่ความเงียบของมันคือเสียงเตือนก่อนพายุใหญ่" ไป๋เทียนซื่อเอ่ยขณะเดินวนรอบตัวอวี้หลง "หากเจิ้งเจวี่ยรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ แม้จะมีพันธสัญญาของเมืองกุยฮวาคุ้มครอง แต่มันจะส่งคนมาปลิดชีพเจ้าในเงามืดอย่างแน่นอน เจ้าต้องเปิดผนึกสวรรค์ให้ได้ก่อนที่ดอกกุยฮวาจะร่วงโรยในฤดูกาลนี้!" ..... ยามวิกาลที่เงียบสงัด... มีเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของดอกหมื่นลี้ที่ลอยละล่องตามลม ไป๋เฟิ่ง และ ลวี่อิงหวู่ แอบลอบเข้ามายังเรือนศิลากลางน้ำที่ อวี้หลง ใช้เป็นที่กักตนฝึกวิชา "เฟิ่งเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจนะว่าบัวหิมะพันปี กับหลินจือแดงของท่านพ่อเจ้าจะช่วยเขาได้" ลวี่อิงหวู่กระซิบถามพลางประคองหีบยาที่ขโมยมาจากห้องลับ "ท่านลุงบอกว่าร่างกายเขาเหมือนถุงหนังบางๆที่ใกล้แตก การเติมพลังเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะ..." "ข้าทนดูเขาเจ็บปวดจากการถูกเคี่ยวกรำด้วยไฟและน้ำแข็งไม่ไหวแล้วอิงหวู่" ไป๋เฟิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "บัวหิมะช่วยต้านร้อน หลินจือแดงช่วยต้านเย็น มันต้องช่วยเขาได้แน่ เขาจะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้อีก" เมื่อเข้าไปถึงด้านใน ทั้งสองเห็นอวี้หลงนั่งขัดสมาธิ ร่างกายที่เคยซูบผอมบัดนี้เริ่มมีมัดกล้ามเนื้อทว่ากายกลับสั่นสะท้านด้วยความร้อนเย็นที่ปะทะกันอยู่ภายใน ไป๋เฟิ่งไม่รอช้า นางร่ายรำดัชนีสะกิดจุดชีพจรให้อวี้หลงอ้าปากออก ก่อนจะกรอกโอสถทั้งสองขนานลงไปทันที แต่ทว่าสิ่งที่ทั้งสองไม่คาดคิดคือ พลังเย็นสุดขั้วของบัวหิมะ เมื่อปะทะเข้ากับปราณมังกรฟ้าที่ร้อนแรงซึ่งไป๋เทียนซื่อเพิ่งถ่ายทอดไว้ให้ กลับมิได้ประสานเข้าด้วยกัน แต่มันกลับหักล้าง และปั่นป่วน ดุจมังกรสองตัวที่แย่งชิงน่านน้ำ... หนำซ้ำ... หลินจือแดงยังเสริมความร้อนให้มังกรฟ้าเดือดดาลรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก" "อึก... อึก... อึก..." อวี้หลงสะอึกคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดปางตาย ดวงตาของเขาเบิกโพลงแต่กลับกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเลือด ผิวหนังที่เคยเริ่มเป็นสีทองแดงบัดนี้กลับมีเส้นเลือดปูดโป่งและกลายเป็นสีม่วงคล้ำสลับขาว ไอหมอกหนาวเย็นระเบิดออกจากร่างจนพื้นศิลาแตกร้าว ขณะที่หน้าอกของเขาร้อนรุ่มดุจภูเขาไฟระเบิด "อวี้หลง! เจ้าเป็นอะไรไป!" ไป๋เฟิ่งหน้าถอดสี รีบถลันเข้าจะไปประคอง แต่ถูกปราณกระแทกจนร่างกระเด็นไปชนผนัง "เฟิ่งเอ๋อร์... ธาตุไฟเข้าแทรก... พลังมันตีกัน..." ลวี่อิงหวู่กรีดร้อง พลางใช้กระบี่ไม้ค้ำร่างเขาไว้ ต้านสู้กับแรงลมที่หมุนวนรอบตัวอวี้หลง "ยามันไปกระตุ้นผนึกสวรรค์ชั้นที่สองให้แตกออกก่อนเวลา" อวี้หลงเริ่มเสียสติ พลังมหาศาลที่ถูกกักขังไว้ในร่างกำลังพยายามพุ่งทะลวงออกมาทุกทิศทางโดยไร้การควบคุม ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดินช้าๆ รอบกายเต็มไปด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบจากแรงเสียดสีของปราณสองขั้ว เขาสำลักเลือดสีคล้ำออกมาคำใหญ่ หากไม่มีใครมายับยั้งในอึดใจนี้ ชีพจรของเขาคงแตกสลายและร่างกายจะระเบิด "ท่านพ่อ... อาจารย์ปู่น้อย... ช่วยด้วย...!!!" ลวี่อิงหวู่ตะโกนก้องอย่างสุดเสียง ..... ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานศิลาเริ่มถล่มทลายลงมา ร่างของ อวี้หลง สั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนผิวหนังเริ่มปริแตก พลังเย็นสุดขั้วจากพลังเย็นจากบัวหิมะพันปีปะทะกับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้า กลายเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง...!!!" ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อน ลวี่อิงหวู่เห็นสถานการณ์แล้วจึงใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับชายหนุ่มที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟและเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทส่วนเกินและปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดี" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนเหลือเพียงร่างขาวนวลท่ามกลางหมอกปราณที่สลัวลาง ไป๋เฟิ่งแนบกายเข้ากับร่างที่สั่นเทาของอวี้หลง กายาบริสุทธิ์ของนางทำหน้าที่เป็น "หยิน" ที่อ่อนโยนเข้าโอบอุ้ม "หยาง" ที่ดุดัน ในวินาทีที่ความบริสุทธิ์ถูกมอบให้แก่กัน พลังที่เคยคลุ้มคลั่งกลับสงบนิ่งลงอย่างปาฏิหาริย์ อวี้หลงที่กึ่งมีสติรู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนเข้ามาสมานรอยร้าวในชีพจร ในชั่วขณะแห่งการประสานเป็นหนึ่งเดียว พลังจากผนึกสวรรค์ชั้นที่สองที่เคยพยายามจะพุ่งออกไปด้านนอก กลับถูกม้วนย้อนกลับเข้าสู่ภายในและหลอมรวมกับพลังของไป๋เฟิ่ง ก่อกำเนิดเป็นวิชาที่ไม่มีในตำราเล่มใด... ลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... ..... เมื่อไป๋เทียนซื่อ ต้าสยุง พร้อมลวี่อิงหวู่เข้าห้องลับมา พวกเขาก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็น ทั้งห้องถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีทองที่นิ่งสงบ อวี้หลงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินยวงที่แฝงไปด้วยอำนาจลึกลับ พลังภายในของเขาบัดนี้ทะลวงผ่านระดับเดิมไปไกลจนยากจะหยั่งถึง ไป๋เฟิ่งที่สวมเสื้อผ้ากลับอย่างเร่งรีบ นั่งหลบมุมด้วยใบหน้าที่แดงซ่านและแววตาที่เปลี่ยนไป นางแอบเก็บซ่อนความลับที่มีเพียงนางและอวี้หลงเท่านั้นที่รู้ไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ "อวี้หลง... เจ้า..." ต้าสยุงอุทานด้วยตกตะลึง รีบคว้าจับชีพจรทันที "ชีพจรของเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก" ไป๋เทียนซื่อจ้องมองอวี้หลงด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาหันไปมองลูกสาวแล้วถอนหายใจยาว "เจ้าเลือกเส้นทางที่ยากลำบากที่สุดแล้วเฟิ่งเอ๋อร์ แต่ในเมื่อโชคชะตาลิขิตมาเช่นนี้ ข้าก็มิอาจขัด" ทว่าความซึ้งใจกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงหวีดหวิวของอาวุธลับประหลาดพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักที่เสาเรือน! มันคือกระดูกแหลมคมที่อาบด้วยพิษสีเขียวคล้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เย็นเยือกดังมาจากยอดไม้ในสวน "ดูเหมือนข้าจะมาขัดจังหวะความสุขของพวกเจ้าเสียแล้วสิ" ร่างสามร่างในชุดหนังเสือปรากฏตัวขึ้นเหนือกำแพง พวกมันคือสามพยัคฆ์นอกด่าน ที่เดินทางมาถึงไวกว่าที่คิด พี่ใหญ่ของพวกมันถือดาบโค้งเล่มยักษ์จ้องมองอวี้หลงด้วยสายตาหิวกระหาย "เจิ้งเจวี่ยบอกว่าใครปลิดชีพเจ้าได้ จะเรียกรางวัลเป็นสิ่งใดก็ไม่ขัด... เจ้าเตรียมตัวตายที่นี่เถอะ!" ..... ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกหมื่นลี้ที่ถูกทำลายด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรง แสงจันทร์ส่องสว่างเผยให้เห็นยอดฝีมือที่เผชิญหน้ากันสามคู่ ณ ลานศิลากลางน้ำที่พังพินาศ ศึกครั้งนี้มิใช่เพียงการประลอง หรือการล้างแค้นใดๆ แต่เป็นศึกเปิดตัวของอวี้หลงที่เปิดผนึกพลังภายในได้สำเร็จ... ลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... ต้าสยุงก้าวออกมาเบื้องหน้า ร่างหนาดุจพญาหมีคำรามลั่นจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เขาเผชิญหน้ากับ พยัคฆ์ดำรองหัวหน้าที่สวมชุดหนังเสือดำ ที่ถือดาบโค้งยักษ์อาบโลหิต ดาบเล่มนั้นสับลงมาด้วยพลังทำลายล้างที่หวังจะแยกกระดูกต้าสยุงเป็นสองเสี่ยง แต่ยักษ์ใหญ่แห่งกุยฮวามิได้หลบเลี่ยง เขากระแทกฝ่ามือออกไปตรงๆ ด้วยวิชากายาวัชระหมียักษ์ พลังปราณสีทองแดงเข้าปะทะกับคมดาบจนเกิดเสียงดัง เคร้ง... กัมปนาท ดาบเหล็กกล้าหักสะบั้นลงทันที ต้าสยุงอาศัยจังหวะที่ศัตรูตะลึง พุ่งเข้าประชิดแล้วซัดหมัดเข้าที่ยอดอกจนกระดูกซี่โครงแตกละเอียด ส่งร่างพยัคฆ์ดำปลิวละลิ่วหายเข้าไปในเงามืดดุจ อีกมุมหนึ่ง... ไป๋เทียนซื่อผู้สูงศักดิ์ ยืนนิ่งสงบดั่งยอดเขาสูงชันเสียดฟ้า เขาใช้เพียงนิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเป็นดรรชนีกระบี่รับมือกับ พยัคฆ์ใหญ่ที่ร่ายรำวิชากรงเล็บเสือสวรรค์จู่โจมดั่งพายุหมุน ทุกจังหวะที่กรงเล็บจะถึงตัว ไป๋เทียนซื่อเพียงเบี่ยงกายเพียงนิดและสะกิดดรรชนีเข้าที่จุดตายอย่างแม่นยำ ท่วงท่าของเขาพริ้วไหวประหนึ่งมังกรเล่นน้ำ จนกระทั่งเขาสบโอกาสดีดดรรชนีปราณมังกรฟ้า เข้าใส่หน้าผากของพยัคฆ์ใหญ่ แรงกระแทกของปราณอันบริสุทธิ์ส่งผลให้ร่างของมันตัวแข็งค้าง จิตวิญญาณถูกบดขยี้จนดวงตาเบิกโพลง สิ้นใจลงทั้งที่ยังยืนอยู่ ผ้าคลุมหนังเสือโคร่งที่โบกสบัดยามต่อสู้หล่นลงคลุมใบหน้ามัน ดังผ้าคลุมไว้อาลัย ส่วนอวี้หลง ยืนอยู่กลางวงล้อมของไอหมอกสีทอง ผมยาวสยายปลิวไสว ดวงตาสีเงินยวงจับจ้องไปที่ พยัคฆ์น้อยในชุดหนังเสือดาว มือสังหารที่รวดเร็วที่สุดซึ่งพุ่งเข้าหาเขาพร้อมเข็มพิษนับร้อย อวี้หลงสูดลมหายใจลึก พลังที่ถูกกักเก็บไว้บัดนี้ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงสามส่วน แต่นั่นคือพลังที่เป็นส่วนผสมระหว่างปราณมังกรของไป๋เทียนซื่อหนึ่งส่วน พลังของอาจารย์ปู่หนึ่งส่วน และอีกกนึ่งส่วนจากพลังหยินบริสุทธิ์ที่ไป๋เฟิ่งมอบให้ในคืนนี้ เขาวาดมือออกไปอย่างช้าๆ ฝ่ามือมังกรหิมะสยบปฐพี... ฝ่ามือที่ซัดออกไป อากาศรอบบริเวณกลับนิ่งสนิทก่อนจะระเบิดออกด้วยพลังวัตรมหาศาลที่มองไม่เห็น พยัคฆ์น้อยที่พุ่งเข้ามาชะงักค้าง ร่างของมันถูกแรงดันมหาศาลบดอัดจนส่งเสียงกระดูกป่นดังกราวไปทั่วบริเวณ และในวินาทีถัดมา พลังปราณที่ร้อนแรงและเยือกแข็งในคราเดียวกันก็สลายร่างของมือสังหารผู้นั้นจนกลายเป็นฝุ่นผงละเอียด ปลิวหายไปกับสายลม และกลิ่นดอกหมื่นลี้ โดยไม่เหลือแม้แต่หยดเลือดเดียว... ไป๋เฟิ่งที่มองดูอยู่จากมุมมืดถึงกับสั่นสะท้าน ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความทึ่งในพลังที่นางมีส่วนช่วยหล่อหลอมขึ้นมา ไป๋เทียนซื่อและต้าสยุงต่างหันมาสบตากันด้วยความเคร่งขรึม พวกเขารู้ดีว่าบัดนี้... มังกรหนุ่มผู้นี้มิใช่เพียงรอวันตาย แต่คือยอดคนที่ฟื้นคืนชีพมาสั่นคลอนทั่วทั้งปฐพี "เจิ้งเจวี่ย... ต่อไปเป็นคราวของข้าบ้างแล้ว" อวี้หลงพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังจนอากาศรอบกายหนาวเหน็บขึ้นมาทันที .....เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก
ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ
สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี
บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท
สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.
ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง







