Masukบรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท
สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.
ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง
ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้งและรัศมีปราณที่กดดันหนักอึ้ง อวี้หลงจ้องมองบุคคลในชุดม่วงเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง ในใจของเขาพลันนึกถึงชื่อ แปดโลกันตร์สังหาร ที่ท่านอ๋องไป๋เคยเตือนไว้ แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวที่ปักด้วยดิ้นไหมสีดำสนิทบนปกเสื้อของคู่ต่อสู้ เขากลับขมวดคิ้วด้วยความสับสน "เจ้าคือคนของดอกบัวแดง... แต่เหตุใดเจ้าจึงสวมหน้ากากนกฮูกและใช้วิชาสูบปราณอันชั่วร้ายนี้..." อวี้หลงถามเสียงกร้าว "หรือว่าบันทึกร้อยปีที่ข้าเพิ่งอ่านมาเป็นเพียงเรื่องลวงโลก และพวกเจ้าก็คือมารร้ายไม่ต่างจากฮ่องเต้ทรราช" เนตรอสุราหัวเราะเสียงต่ำดุจเสียงหินบด "ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กโง่งม เจ้าแยกไม่ออกแม้กระทั่ง แปดโลกันตร์ของวังหลวง กับบัวแดงแปดกลีบของพวกเรางั้นรึ ช่างน่าเวทนาสายเลือดมังกรนักที่หูเบาถึงปานนี้" ความจริงที่อวี้หลงไม่เคยรู้คือ ในโลกใต้ดินของตงหยวนมีการชิงอำนาจกันอย่างเงียบๆ บัวแดงแปดกลีบ คือตำแหน่งแปดองครักษ์เงาของพรรคดอกบัวแดง ซึ่งตั้งชื่อล้อไปกับขั้วอำนาจของวังหลวงเพื่อใช้ในการแทรกซึมและบ่อนทำลาย บุคคลตรงหน้าอวี้หลง มิใช่เนตรอสุราจากแปดโลกันตร์ของฮ่องเต้ แต่เขาคือบ
ท่ามกลางความมืดมิดในย่านคนยากไร้ อวี้หลงทรุดกายลงนั่งกลางห้องไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งประคองถ้วยยาที่ไป๋เฟิ่งเพิ่งบดเสร็จ กลิ่นสมุนไพรขมปนกับกลิ่นความตายแผ่ออกมาจนสัมผัสได้ "ยาหยดนี้จะหยุดลมหายใจ และชีพจรหัวใจเจ้าชั่วคราว เจ้าต้องระวัง... หากถูกพลังปราณกระแทกเข้าที่จุด 'ชี่ไห่' ในระหว่างที่เจ้ายังไม่ตื่น อวัยวะภายในจะแหลกสลาย ลมหายใจะดับสิ้นไปจริงๆ" ไป๋เฟิ่งเอ่ยเสียงสั่น อวี้หลงจ้องตานางแล้วพยักหน้าก่อนจะกระดกยาลงคอทั้งจอกในคราเดียว เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างกายของเขาก็เริ่มเย็นลง เส้นชีพจรที่เคยไหลเวียนค่อยๆ นิ่งสงบจนหยุดนิ่ง ผิวพรรณซีดเผือดดุจคนตายไปแล้วหลายวัน ลวี่อิงหวู่รีบย้อมสีหน้าตนเองด้วยเขม่าและโคลน แสร้งทำเป็นขอทานเด็กที่หวาดกลัวพลางทรุดตัวลงกระศืบข้างร่างอวี้หลง "พวกมันมาแล้ว!" เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าเกราะดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงคบไฟที่สาดส่องเข้ามาในซอกแคบ "เฮ้ย! มีใครอยู่ตรงนี้หรือไม่" เสียงร้องถามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหน่วยนกฮูกหน้ากากเหล็กสามนาย "พี่ชายข้า! พี่ชายข้าตายแล้ว!" ลงี่อิงหวู่กรีดร้องเสียงหลงพลางเขย่าร่างอวี้หล
หลังพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่กรมการเมือง ทั้งสามเดินเลี่ยงเข้าสู่ตรอกที่ขนานไปกับถนนสายหลักเพื่อมุ่งหน้าไปยังย่านที่พักราคาถูกเพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามอง แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้หลังคาวังหลวงจนกลายเป็นสีแดงดั่งโลหิต ความหรูหราเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นความทรุดโทรมของย่านคนยากไร้ที่ถูกลืมทิ้งไว้เบื้องหลังความมั่งคั่ง "เมืองหลวงนี่แปลกจริง..." ไป๋เฟิ่งพึมพำขณะมองดูชาวบ้านที่นั่งหลบมุมแววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย "ตึกรามสูงใหญ่ แต่หัวใจผู้คนกลับแลดูหวาดหวั่น" ทันใดนั้น... ที่หัวมุมถนนอันมืดสลัว ชายชราสติเลอะเลือนในชุดผ้าป่านขาดวิ่นพุ่งพรวดออกมาชนเข้ากับอวี้หลงอย่างจัง ชายชราผู้นั้นล้มลงกองกับพื้นพร้อมกับห่อผ้าเก่าๆ ที่หลุดกระจายออก สิ่งที่ร่วงหล่นออกมาไม่ใช่ทรัพย์สินมีค่า แต่เป็นเศษกระดาษเหลืองกรอบและม้วนคัมภีร์ที่ดูเหมือนขยะ "ของๆ ข้า ใครก็เอาไปไม่ได้... พญามังกรยังไม่ตาย... เขายังซ่อนอยู่ในบ่อศิลา" ชายชราพร่ำเพ้อละล่ำละลัก แววตาที่ขุ่นมัวฉายแววตื่นตระหนก มันรีบกวาดข้าวของเหล่านั้นกลับเข้าห่อผ้า ลวี่อิงหวู่รีบเข้าไปช่วยพยุง แต่ชายชรากลับตัวสั่นงันงก สายตาของ







