Mag-log inเมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก
ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ
สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี
บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท
สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.
ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง







