ANMELDENท่ามกลางเศษซากของเรือนศิลาที่เพิ่งผ่านพ้นศึกหนัก กลิ่นคาวเลือดมลายหายไปด้วยคนรับใช้พากันเร่งรีบชำระล้างทั้งคืน เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของดอกหอมหมื่นลี้ที่เบ่งบานรับขวัญมังกรหนุ่ม
ไป๋เทียนซื่อ ตัดสินใจในทันทีว่าไม่ควรปล่อยให้เกียรติของบุตรีต้องมัวหมอง และยังเพื่อผูกมัดอนาคตทั้งของอวี้หลงและไป๋เฟิ่งเอาไว้อย่างเป็นทางการ พิธีการแห่งสัญญารักจึงถูกจัดขึ้นในจวนของอ๋องฉงหยาง พิธีหมั้นถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในห้องโถงของจวนอ๋อง ไร้ซึ่งเสียงปี่กลองมโหรี มีเพียงจอกสุรามงคลและพยานไม่กี่คน ท่านแม่ของอวี้หลง ในชุดผ้าไหมเรียบแต่งดงามนั่งเคียงข้างต้าสยุง ฝั่งเจ้าสาวมีไป๋เทียนซื่อ และพระชายา พร้อมกับเลขาคนสนิท โดยมีเถ้าแก่จ้าว หัวหน้าใหญ่สมาคมพ่อค้าแห่งเมืองกุยฮวา ผู้เป็นมิตรแท้ของร้านต้าจู๋ มาร่วมเป็นพยานในฐานะคนกลางของเมือง อวี้หลงและไป๋เฟิ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แววตาของอวี้หลงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและรู้สึกผิดชอบ ขณะที่ไป๋เฟิ่งก้มหน้าเอียงอาย ใบหน้าแดงระเรื่อดุจผลท้อสุก นางแอบหยิกทุบอวี้หลง ไปหลายครั้ง "เรื่องนี้รุ้เพียงเราสองคน ใยเจ้าต้องป่าวประกาศ ให้พ่อข้า กับแม่เจ้ารู้ด้วย..." "ไม่ดีรึ... ข้าอวี้หลง ลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ ไม่เคยผิดคำพูด ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ทำ" อ๋องไป๋ลอบมองอวี้หลง ประกายรอยยิ้มที่ภาคภูมิในในว่าที่ลูกเขยปรากฏขึ้น "สุราจอกนี้... ข้าขอหมั้นหมายบุตรสาวไว้กับเจ้า" ไป๋เทียนซื่อเอ่ยเสียงหนักแน่น "จงจำไว้ว่านับแต่นี้ ชีวิตของเจ้ามิใช่เพียงของเจ้าคนเดียวอีกต่อไป" พิธีที่เรียบง่ายจบลงด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ทว่า... ความประมาทมักมาพร้อมกับความตาย เถ้าแก่จ้าว ผู้ชื่นชอบในรสสุราและดีใจจนเกินขอบเขต แอบไปร่ำสุราต่อที่โรงเตี๊ยมชื่อดัง ในความมึนเมาเพียงเล็กน้อยบวกกับความอยากโอ้อวดว่าตนรู้ความลับสำคัญ เขาจึงหลุดปากพึมพำกับคนสนิทในโต๊ะข้างๆ "เจ้าจะไปรู้อะไร... องค์หญิงไป๋เฟิ่งน่ะ หมั้นแล้วนะ หมั้นกับไอ้หนุ่มเสี่ยวเอ้อร้านต้าจู๋นั่นแหละ... ใครจะไปเชื่อ...!!!" ข่าวนี้เพียงประโยคเดียวกลับลอยไปถึงหูของ 'ทาร์คัน' รัชทายาทแห่งชนเผ่านอกด่านผู้ป่าเถื่อน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองกุยฮวา และฉงหยาง ไปทางเหนือราวสองร้อยลี้ ทาร์คันคือชายร่างยักษ์ผู้มีพละกำลังมหาศาล เขาหลงรักและหมายปองไป๋เฟิ่งมานานปี ตั้งแต่ครั้งที่นางยังเยาว์วัยอยู่ที่เมืองฉงหยาง มันเคยลอบมาแอบดู และให้ทานพ่อมันมาสู่ขอ แต่ก็ถูกท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อปฏิเสธอย่างไม่ใยดี "ปัง...!!!" โต๊ะไม้แดงหนาหนักถูกทุบจนแตกกระจายด้วยหมัดของทาร์คัน ดวงตาของเขาแดงก่ำดุจสัตว์ป่าเมื่อได้ยินรายงานจากสายในเมืองกุยฮวา "เสี่ยวเอ้อรึ... องค์หญิงผู้สูงศักดิ์จะหมั้นกับไอ้ขยะอย่างนั้นได้อย่างไร... ไป๋เทียนซื่อ... ในเมื่อเจ้าไม่ยกนางให้ข้าด้วยดี ข้าก็จะชิงมาด้วยกำลัง พันธสัญญาเมืองกุยฮวางั้นรึ... สำหรับข้ามันก็แค่กระดาษเช็ดอุจจาระ..." ทาร์คันคำรามเสียงก้องด้วยความแค้น... เขาสั่งระดมพลนักรบหลังม้าผู้เชี่ยวชาญการใช้บ่วงบาศและตาข่ายโลหะ ในทันที... "เตรียมกำลังคนให้พร้อม... ข้าจะพาพวกเจ้าเข้าถล่มเมืองกุยฮวาในคืนนี้... ฉุดองค์หญิงไป๋เฟิ่งไปเป็นชายาที่กระโจมของข้า ใครขวาง... จงฆ่ามัน" ...... ภายในร้านต้าจู๋ที่กำลังเก็บกวาดก่อนปิดร้าน อวี้หลง...บัดนี้สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินเบาๆเขาขมวดคิ้วพลางหันไปมองทางประตูเมืองทิศเหนือ "อวี้หลง มีอะไรหรือ..." ลวี่อิงหวู่เห็นความผิดปกติของอวี้หลงจึงถามขึ้น "กลิ่นอายม้า... ม้าจำนวนมากกำลังควบมาทางนี้" อวี้หลงกระชับด้ามไม้กวาดในมือ พลางบอกไป๋เฟิ่ง "เจ้าไปตามท่านพ่อ และอาจารย์ปู่น้อย... บอกท่านว่าพายุลูกใหญ่กำลังมา และดูเหมือนครานี้จะไม่ได้มาดี...!!!" พริบตาที่เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องควบเข้ามาหยุดที่หน้าประตูร้านต้าจู๋... อวี้หลงในชุดรัดกุมสีครามเข้มยืนหลังตรงอยู่อย่างสุขุม ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยอำนาจ เบื้องหน้าของเขาไม่ไกลนักคือ นักรบเขี้ยวหมาป่ากองทหารม้าพิเศษ 30 นายที่เลื่องชื่อว่าป่าเถื่อนที่สุดของชนเผ่านอกด่าน ทุกนายควบม้าศึกตัวโตพร้อมอาวุธครบมือ "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน... ส่งตัวองค์หญิงไป๋เฟิ่งมาเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะสับเจ้าให้เป็นเนื้อบด!" ทาร์คันตะโกนก้องพลางควงขวานยักษ์ที่มีน้ำหนักนับร้อยชั่ง กวัดแกว่งคมขวานเสียดสีอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิว น่าเกรงขาม... อวี้หลงไม่เอ่ยวาจา... เขาเพียงวาดมือออกไปเบื้องหน้า อากาศรอบกายพลันหมุนเวียนดุจพายุหิมะพัดพราก "ฝ่ามือเหมันต์โปรยปราย..." เขาสะบัดฝ่ามือออกไปเป็นแนวนอน คลื่นปราณสีเงินยวงแผ่ซ่านออกไปกระแทกม้าศึกทั้ง 30 ตัวจนเสียหลักล้มระเนระนาด กองทหารม้าพิเศษที่ว่าแข็งแกร่งกลับกระเด็นตกจากหลังม้าราวใบไม้ร่วง "ฝ่ามือมังกรคะนองหิมะ..." อวี้หลงรุกคืบด้วยพลังปราณที่ร้อนแรงและเยือกแข็งสลับกันเข้าจู่โจมนักรบที่กำลังจะลุกขึ้น รัศมีพลังกระแทกเกราะเหล็กของพวกมันจนบุบสลาย กระอักเลือดพุ่งออกมาเป็นเส้น "ฝ่ามือที่สามหิมะสลัดผืนฟ้า..." ฝ่ามือสุดท้ายของอวี้หลงซัดเข้ากึ่งกลางขบวน แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้พื้นศิลาของเมืองกุยฮวาแตกกระจาย นักรบทั้ง 30 คนถูกสยบจนหมอบราบคาบแก้ว มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ทาร์คันเห็นสถานการณ์พลิกผันจึงเดือดดาลถึงขีดสุด ร่างยักษ์ของเขาโจนลงจากหลังม้า เงื้อขวานยักษ์สับลงมาที่ศีรษะของอวี้หลงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี "ตายซะ!" อวี้หลงเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่เหนือชั้น พลางใช้สันมือปัดคมขวานออกอย่างง่ายดาย เสียง 'เคร้ง' ดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่อวี้หลงจะสอดแทรกพลังหนึ่งส่วนของลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... เข้าที่ต้นแขนของทาร์คันอย่างแม่นยำ กร๊อบ! เสียงกระดูกแขนที่หนาแข็งแรงของทาร์คันหักสะบั้นลงในพริบตา ขวานยักษ์ร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงดังสนั่น ทาร์คันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กุมแขนที่ห้อยรุ่งริ่งพลางถอยร่นออกไป สายตาที่เคยดูแคลนบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและอาฆาต "เจ้า... เจ้ากล้าทำร้ายข้า!" ทาร์คันกัดฟันพยายามปีนขึ้นม้าด้วยมือข้างเดียว "ฝากไว้ก่อนเถอะ... ข้าจะกลับไปเกณฑ์กองทัพนับหมื่นมาถล่มเมืองกุยฮวาให้ราบเป็นหน้ากอง ข้าจะเผาทุกอย่างให้เป็นจุณ จะฉุดเอาไป๋เฟิ่งมาเป็นทาสบำเรอสวาทของข้าให้ได้!" สิ้นคำขู่อาฆาต ทาร์คันก็เร่งควบม้าหนีหายไปในความมืดพร้อมกับลูกน้องที่เหลือเพียงไม่กี่คน อวี้หลงยืนนิ่งมองตามเงาของศัตรู แววตาสีเงินยวงขุ่นมัวลงเล็กน้อย ไป๋เทียนซื่อ และต้าสยุง เดินออกมาสมทบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "กองทัพนับหมื่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อวี้หลง" ไป๋เทียนซื่อเอ่ย "หากมันทำตามคำขู่จริง เมืองกุยฮวาที่แสนสงบแห่งนี้คงถึงคราวพินาศ และเจิ้งเจวี่ยเองก็คงไม่พลาดที่จะอาศัยจังหวะนี้ซ้ำเติม" อวี้หลงกำหมัดแน่น "ในเมื่อพวกมันอยากเผาเมืองนี้... ข้าก็จะทำให้กองทัพนับหมื่นนั่นต้องหนาวสั่นด้วยหิมะแห่งความตายเอง..." ..... ณ ค่ายพักแรมกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่ถูกปกครองโดยมหาอำนาจมองโกล ทาร์คัน นั่งกัดฟันกรอดให้หมอหลวงพันผ้าพันแผลดามแขนซึ่งหักสะบั้น ความอัปยศที่พ่ายแพ้ต่อเสี่ยวเอ้อชั้นต่ำเพียงคนเดียวทำให้เขาคลั่งจนแทบกระอักเลือด พลันนั้น... สายลับในชุดรัดกุมสีดำจากตงหยวนก็ปรากฏตัวขึ้นในกระโจม พร้อมกับสาส์นลับที่ประทับตราสีชาดของเจิ้งเจวี่ย... "นายท่านของข้าทราบถึงความแค้นของท่าน" สายลับเอ่ยข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ "หากท่านกล้าตัดสินใจก่อสงครามครั้งนี้ ทางท่านเจิ้งเจวี่ยจะส่งเสบียงและอาวุธมาช่วยสนับสนุนท่าน และที่สำคัญ... เมื่อเมืองกุยฮวาล่มสลาย ตงหยวนจะยอมรับการแยกตัวของเผ่าท่านออกจากจักรวรรดิมองโกล พร้อมยกดินแดนแถบชายแดนให้ท่านปกครองโดยอิสระ" ดวงตาของทาร์คันวาวโรจน์ด้วยความโลภและเพลิงแค้น "แยกตัวเป็นอิสระงั้นรึ... ข้อเสนอนี้ช่างเย้ายวนนัก บอกเจิ้งเจวี่ยไปว่า ข้าจะระดมพลห้าหมื่นเข้าถล่มเมืองกุยฮวาให้ราบภายในเจ็ดวัน" ..... ในขณะที่กองทัพทุ่งหญ้าเริ่มเคลื่อนไหว เจิ้งเจวี่ย ที่อยู่ในจวนที่ตงหยวนกลับแค่นยิ้มอย่างเย็นชา เขามิได้โง่พอจะยกดินแดนให้ใครฟรีๆ แต่นี่คือแผนการ ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว "นายท่าน... ท่านจะยกดินแดนให้พวกอนารยะนั่นจริงๆ หรือขอรับ..." คนสนิทถามด้วยความสงสัย "เจ้าโง่!" เจิ้งเจวี่ยจิบชาอย่างใจเย็น "ข้าเพียงต้องการให้พวกมันไปตายแทนเรา เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ทั้งเมืองกุยฮวา และเมืองฉงหยางจะกลายเป็นนรกบนดิน ไป๋เทียนซื่อจะต้องพะว้าพะวังกับการปกป้องเมือง และลูกสาว ส่วนอวี้หลง... มันจะต้องเหนื่อยล้ากับการรับศึกหนัก เมื่อถึงตอนที่พวกมันทั้งสองฝ่ายอ่อนแอที่สุด ข้าจะนำหน่วยสังหารเงาโลหิตเข้าไปเก็บกวาดให้สิ้น ไม่ให้เหลือทั้งไอ้เด็กนั่น และไม่เหลือทั้งพวกเผ่าอนารยะ..." ข่าวการเคลื่อนทัพนับหมื่นเริ่มแพร่กระจายมาถึงเมืองนอกด่าน แถบเมืองกุยฮวา และฉงหยางดุจลมพายุ พ่อค้าแม่ขายต่างพากันอพยพหนีตาย ทิ้งให้เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลับเงียบเหงาวังเวง ไป๋เทียนซื่อ ยืนอยู่บนกำแพงเมือง จ้องมองฝุ่นตลบที่เส้นขอบฟ้าทิศเหนือด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "พวกมันรับการสนับสนุนจากตงหยวนแล้ว..." ไป๋เทียนซื่อหันไปมองอวี้หลง "ศึกครั้งนี้ใหญ่นักอวี้หลง ลำพังเพียงกำลังทหารในเมืองฉงหยางของข้าเพียงหมื่นนาย มิอาจต้านทานทัพม้าหลายหมื่นเช่นนี้ได้" อวี้หลงกำหมัดแน่น พลังปราณสีทองคำขาวแผ่ออกมาจากร่างจางๆ "ในเมื่อพวกมันใช้เล่ห์เหลี่ยม ข้าก็จะใช้พลังที่พวกมันคาดไม่ถึงสยบพวกมันเอง... ท่านอ๋อง ข้าขออาสาออกไปรับศึกที่หน้าด่านเพียงลำพัง เพื่อถ่วงเวลาให้ชาวเมืองอพยพ" "เจ้าคนเดียวจะสู้คนนับหมื่นได้อย่างไร!" ไป๋เฟิ่งที่เพิ่งเดินขึ้นมาบนกำแพงเมืองร้องห้ามด้วยความตกใจ แววตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยในฐานะ คู่หมั้นที่เพิ่งผ่านพิธีมาไม่นานวัน อวี้หลงหันไปสบตานาง แววตาของเขาเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นอ่อนโยนชั่วครู่ "เฟิ่งเอ๋อร์... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้ในร่างข้ามีพลังของใครอยู่บ้าง... ข้ามิใช่เสี่ยวเอ้อคนเดิมอีกต่อไปแล้ว..." ..... ที่หน้าประตูเมืองฉงหยาง ฝุ่นตลบอบอวลจากการควบตะบึงของม้านับหมื่น ทาร์คันในชุดเกราะหนังหมีขี่ม้าศึกตัวโต ยืนเด่นอยู่หน้าขบวนทัพพลางชูขวานยักษ์เล่มใหม่ขึ้นฟ้า "ไป๋เทียนซื่อ...!! ส่งตัวลูกสาวเจ้ากับไอ้เด็กสารเลวนั่นมา ไม่อย่างนั้นข้าจะเหยียบเมืองฉงหยางให้ราบเป็นหน้ากอง..." อวี้หลงในฐานะคู่หมั้นและผู้พิทักษ์เมือง เดินนำหน้าไป๋เทียนซื่อ และต้าสยุง กระโดดลงมาจากเชิงเทินเหนือประตูเมือง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าทหารฉงหยางที่มองว่าเขาคือคนบ้าที่เดินไปหาความตาย แต่อวี้หลงในยามนี้มีรังสีปราณที่เยือกเย็นและทรงพลังจนม้าศึกของฝั่งศัตรูตื่นตระหนก "เมืองกุยฮวาอาจมีสัญญาห้ามรบ แต่ที่นี่คือฉงหยาง... ที่ที่ข้าจะใช้เป็นสุสานของพวกเจ้า" อวี้หลงเอ่ยเสียงเรียบ ทันใดนั้นเขาโคจรพลัง ลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... ขึ้นสํ่ระดับสูงสุด แสงสีทองระเบิดออกจากร่างจนหิมะที่ควรจะตกเฉพาะฤดูหนาวกลับโปรยปรายลงมาบนทุ่งหญ้าสีเขียว เขาทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ วาดมือทั้งสองข้างเป็นวงกลม พลังปราณที่สะสมมาจากการฝึกฝนของสองยอดฝีมือผสมผสานกับพลังบริสุทธิ์ของไป๋เฟิ่ง ก่อเกิดเป็นมังกรหิมะยักษ์เลื้อยพันอยู่รอบกาย "หนึ่งกระบวนท่าสยบทัพ หิมะถล่มทลายฟ้า!" อวี้หลงซัดฝ่ามือลงสู่พื้นดิน คลื่นพลังมหาศาลแผ่พลังขยายตัวออกจากจุดปะทะดุจวงแหวนแห่งความตาย ทหารม้าแนวหน้าของทาร์คันนับร้อยนายถูกแช่แข็งและกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มด้วยเมฆสีเงิน พลังของเขาเพียงคนเดียวกลับต้านทานกองทัพนับหมื่นไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์... ..... ห่างออกไปบนเนินเขาที่มืดสลัว เจิ้งเจวี่ยจ้องมองภาพนั้นผ่านสายตาพญาเหยี่ยว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความริษยาและตกตะลึง "พลังนั่น... มันก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว หากปล่อยไว้ มันจะเป็นเสี้ยนหนามใหญ่ในภายหน้า" เขาสะบัดมือให้สัญญาณแก่หน่วยสังหารเงาโลหิต "รอให้มันใช้พลังจนอ่อนแรงในสงครามนี้เสียก่อน เมื่อไหร่ที่มังกรหิมะนั่นเหนื่อยล้า... นั่นคือเวลาที่พวกเจ้าต้องเข้าไปเด็ดหัวมัน และชิงตัวไป๋เฟิ่งมาให้ข้า... หัวใจของมัน... คือตัวประกันชั้นดี" สมรภูมิหน้าด่านเมืองฉงหยางบัดนี้กลายเป็นนรกบนดิน หิมะสีขาวโพลนที่อวี้หลงสร้างขึ้นย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉาน ท่ามกลางความโกลาหลของทัพม้านับหมื่นที่สับสนวุ่นวาย ทาร์คัน ควบม้าศึกฝ่าวงล้อมออกมาด้วยความบ้าคลั่ง แขนที่เคยหักถูกพันธนาการไว้ด้วยแผ่นเหล็กหนา มืออีกข้างเงื้อขวานยักษ์ที่เจิ้งเจวี่ยส่งมาให้ ขวานเหล็กดำที่แฝงพลังไอสังหารรุนแรง "อวี้หลง... วันนี้ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น..." ทาร์คันกระโดดลงจากหลังม้า ทุ่มพละกำลังทั้งหมดสับขวานลงมา อวี้หลงตาเป็นประกายคมวาว เขาไม่ได้ใช้กระบี่ แต่ใช้เพียงดัชนีจี้สกัดที่ด้ามขวานด้วยพลังปราณ เพียงเสี้ยวพริบตา... ความเย็นสุดขั้วก็แล่นผ่านด้ามเหล็กเข้าไปแช่แข็งโลหิตในกายทาร์คันจนมันชะงักงัน อวี้หลงหมุนตัวเตะเข้าที่ยอดอกส่งร่างยักษ์กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงเมืองจนกระอักเลือด ทาร์คันพ่ายแพ้อย่างราบคาบในฐานะนักรบ แต่มันกลับแค่นยิ้มอำมหิต ทาร์คันตะโกนส่งสัญญาณ "ข้าแพ้การประลองต่อเจ้า... แต่เมืองฉงหยางต้องพินาศ ยิงปืนใหญ่ทำลายฟ้า...!!!" อาวุธหนักที่เจิ้งเจวี่ยแอบส่งมา ปืนใหญ่สลักลายมังกรดำ... ก็ระเบิดเสียงกึกก้อง ลูกไฟขนาดยักษ์พุ่งข้ามศีรษะอวี้หลงไปตกใส่กำแพงเมืองฉงหยางจนพังทลายลงเป็นแถบ ทัพม้าที่เหลือเริ่มบุกทะลวงเข้าสู่รอยแยกนั้นดุจน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่อ๋องไป๋เทียนซื่อ กำลังบัญชาการรบบนเชิงเทินอย่างสุดความสามารถ เสียงฝีเท้าลึกลับก็ดังขึ้นจากภายในจวน หน่วยสังการเงาโลหิต... อาศัยความวุ่นวายลอบเร้นเข้ามาดุจภูตผี พวกมันใช้โซ่ตะขออาบยาพิษพุ่งเข้าหา ไป๋เฟิ่ง และลวี่อิงหวู่ ที่กำลังคอยปรนนิบัติพระชายาอยู่ "เฟิ่งเอ๋อร์ ระวัง!" ลวี่อิงหวู่ชักกระบี่ที่แฝงพละงปราณเขียวขจีเข้าปัดป้อง แต่นักฆ่าเหล่านี้คือยอดฝีมือระดับพระกาฬ พวกมันล้อมกรอบสตรีทั้งสองไว้หนาแน่น... ท่านอ๋องเห็นควันสัญญาณสีแดงพุ่งขึ้นจากในจวน หัวใจของคนเป็นพ่อก็หล่นวูบ "นั่นมันสัญญาณเตือนภัยในจวน..!!! เฟิ่งเอ๋อร์กับพระชายากำลังอันตราย" ไป๋เทียนซื่อไม่มีทางเลือก เขาต้องละทิ้งบัญชาการหน้าด่าน สะบัดเสื้อคลุมพุ่งทะยานร่างดุจวิหคสวรรค์กลับไปช่วยลูกสาว ภรรยา และหลานสาวทันที การถอยร่นของท่านอ๋องทำให้ขวัญกำลังใจทหารฉงหยางระส่ำระสาย ทัพม้าของทาร์คันที่เห็นโอกาสทองจึงโห่ร้องก้องฟ้า พุ่งเข้าจ่อที่หน้าประตูเมืองที่ใกล้จะพังทลาย อวี้หลงที่ติดพันอยู่นอกเมืองถูกล้อมด้วยพลหอกนับพันที่ยอมตายเพื่อถ่วงเวลาเขาไว้ "บัดซบนัก... พวกเจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกต่ำช้า" อวี้หลงคำราม... ระเบิดพลังในร่างออกจนเกราะทหารรอบข้างแตกกระจาย เบื้องหน้าของมันคือทัพนับหมื่นที่กำลังจะเหยียบย่ำเมืองของคู่หมั้น เบื้องหลังคือจวนอ๋องที่ถูกลอบโจมตี และที่ไกลออกไป... เขาเห็นเงาร่างของ เจิ้งเจวี่ย ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางหิมะที่เริ่มกลายเป็นสีดำด้วยเขม่าปืนใหญ่ .....บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท
สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.
ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง
ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้งและรัศมีปราณที่กดดันหนักอึ้ง อวี้หลงจ้องมองบุคคลในชุดม่วงเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง ในใจของเขาพลันนึกถึงชื่อ แปดโลกันตร์สังหาร ที่ท่านอ๋องไป๋เคยเตือนไว้ แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวที่ปักด้วยดิ้นไหมสีดำสนิทบนปกเสื้อของคู่ต่อสู้ เขากลับขมวดคิ้วด้วยความสับสน "เจ้าคือคนของดอกบัวแดง... แต่เหตุใดเจ้าจึงสวมหน้ากากนกฮูกและใช้วิชาสูบปราณอันชั่วร้ายนี้..." อวี้หลงถามเสียงกร้าว "หรือว่าบันทึกร้อยปีที่ข้าเพิ่งอ่านมาเป็นเพียงเรื่องลวงโลก และพวกเจ้าก็คือมารร้ายไม่ต่างจากฮ่องเต้ทรราช" เนตรอสุราหัวเราะเสียงต่ำดุจเสียงหินบด "ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กโง่งม เจ้าแยกไม่ออกแม้กระทั่ง แปดโลกันตร์ของวังหลวง กับบัวแดงแปดกลีบของพวกเรางั้นรึ ช่างน่าเวทนาสายเลือดมังกรนักที่หูเบาถึงปานนี้" ความจริงที่อวี้หลงไม่เคยรู้คือ ในโลกใต้ดินของตงหยวนมีการชิงอำนาจกันอย่างเงียบๆ บัวแดงแปดกลีบ คือตำแหน่งแปดองครักษ์เงาของพรรคดอกบัวแดง ซึ่งตั้งชื่อล้อไปกับขั้วอำนาจของวังหลวงเพื่อใช้ในการแทรกซึมและบ่อนทำลาย บุคคลตรงหน้าอวี้หลง มิใช่เนตรอสุราจากแปดโลกันตร์ของฮ่องเต้ แต่เขาคือบ
ท่ามกลางความมืดมิดในย่านคนยากไร้ อวี้หลงทรุดกายลงนั่งกลางห้องไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งประคองถ้วยยาที่ไป๋เฟิ่งเพิ่งบดเสร็จ กลิ่นสมุนไพรขมปนกับกลิ่นความตายแผ่ออกมาจนสัมผัสได้ "ยาหยดนี้จะหยุดลมหายใจ และชีพจรหัวใจเจ้าชั่วคราว เจ้าต้องระวัง... หากถูกพลังปราณกระแทกเข้าที่จุด 'ชี่ไห่' ในระหว่างที่เจ้ายังไม่ตื่น อวัยวะภายในจะแหลกสลาย ลมหายใจะดับสิ้นไปจริงๆ" ไป๋เฟิ่งเอ่ยเสียงสั่น อวี้หลงจ้องตานางแล้วพยักหน้าก่อนจะกระดกยาลงคอทั้งจอกในคราเดียว เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างกายของเขาก็เริ่มเย็นลง เส้นชีพจรที่เคยไหลเวียนค่อยๆ นิ่งสงบจนหยุดนิ่ง ผิวพรรณซีดเผือดดุจคนตายไปแล้วหลายวัน ลวี่อิงหวู่รีบย้อมสีหน้าตนเองด้วยเขม่าและโคลน แสร้งทำเป็นขอทานเด็กที่หวาดกลัวพลางทรุดตัวลงกระศืบข้างร่างอวี้หลง "พวกมันมาแล้ว!" เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าเกราะดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงคบไฟที่สาดส่องเข้ามาในซอกแคบ "เฮ้ย! มีใครอยู่ตรงนี้หรือไม่" เสียงร้องถามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหน่วยนกฮูกหน้ากากเหล็กสามนาย "พี่ชายข้า! พี่ชายข้าตายแล้ว!" ลงี่อิงหวู่กรีดร้องเสียงหลงพลางเขย่าร่างอวี้หล
หลังพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่กรมการเมือง ทั้งสามเดินเลี่ยงเข้าสู่ตรอกที่ขนานไปกับถนนสายหลักเพื่อมุ่งหน้าไปยังย่านที่พักราคาถูกเพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามอง แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้หลังคาวังหลวงจนกลายเป็นสีแดงดั่งโลหิต ความหรูหราเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นความทรุดโทรมของย่านคนยากไร้ที่ถูกลืมทิ้งไว้เบื้องหลังความมั่งคั่ง "เมืองหลวงนี่แปลกจริง..." ไป๋เฟิ่งพึมพำขณะมองดูชาวบ้านที่นั่งหลบมุมแววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย "ตึกรามสูงใหญ่ แต่หัวใจผู้คนกลับแลดูหวาดหวั่น" ทันใดนั้น... ที่หัวมุมถนนอันมืดสลัว ชายชราสติเลอะเลือนในชุดผ้าป่านขาดวิ่นพุ่งพรวดออกมาชนเข้ากับอวี้หลงอย่างจัง ชายชราผู้นั้นล้มลงกองกับพื้นพร้อมกับห่อผ้าเก่าๆ ที่หลุดกระจายออก สิ่งที่ร่วงหล่นออกมาไม่ใช่ทรัพย์สินมีค่า แต่เป็นเศษกระดาษเหลืองกรอบและม้วนคัมภีร์ที่ดูเหมือนขยะ "ของๆ ข้า ใครก็เอาไปไม่ได้... พญามังกรยังไม่ตาย... เขายังซ่อนอยู่ในบ่อศิลา" ชายชราพร่ำเพ้อละล่ำละลัก แววตาที่ขุ่นมัวฉายแววตื่นตระหนก มันรีบกวาดข้าวของเหล่านั้นกลับเข้าห่อผ้า ลวี่อิงหวู่รีบเข้าไปช่วยพยุง แต่ชายชรากลับตัวสั่นงันงก สายตาของ







