Share

บทที่ 8 สงคราม

Author: W. Ziyen
last update Petsa ng paglalathala: 2026-02-20 19:44:31

ท่ามกลางเศษซากของเรือนศิลาที่เพิ่งผ่านพ้นศึกหนัก กลิ่นคาวเลือดมลายหายไปด้วยคนรับใช้พากันเร่งรีบชำระล้างทั้งคืน เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของดอกหอมหมื่นลี้ที่เบ่งบานรับขวัญมังกรหนุ่ม

ไป๋เทียนซื่อ ตัดสินใจในทันทีว่าไม่ควรปล่อยให้เกียรติของบุตรีต้องมัวหมอง และยังเพื่อผูกมัดอนาคตทั้งของอวี้หลงและไป๋เฟิ่งเอาไว้อย่างเป็นทางการ พิธีการแห่งสัญญารักจึงถูกจัดขึ้นในจวนของอ๋องฉงหยาง

พิธีหมั้นถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในห้องโถงของจวนอ๋อง ไร้ซึ่งเสียงปี่กลองมโหรี มีเพียงจอกสุรามงคลและพยานไม่กี่คน ท่านแม่ของอวี้หลง ในชุดผ้าไหมเรียบแต่งดงามนั่งเคียงข้างต้าสยุง ฝั่งเจ้าสาวมีไป๋เทียนซื่อ และพระชายา พร้อมกับเลขาคนสนิท โดยมีเถ้าแก่จ้าว หัวหน้าใหญ่สมาคมพ่อค้าแห่งเมืองกุยฮวา ผู้เป็นมิตรแท้ของร้านต้าจู๋ มาร่วมเป็นพยานในฐานะคนกลางของเมือง

อวี้หลงและไป๋เฟิ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แววตาของอวี้หลงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและรู้สึกผิดชอบ ขณะที่ไป๋เฟิ่งก้มหน้าเอียงอาย ใบหน้าแดงระเรื่อดุจผลท้อสุก นางแอบหยิกทุบอวี้หลง ไปหลายครั้ง

"เรื่องนี้รุ้เพียงเราสองคน ใยเจ้าต้องป่าวประกาศ ให้พ่อข้า กับแม่เจ้ารู้ด้วย..."

"ไม่ดีรึ... ข้าอวี้หลง ลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ ไม่เคยผิดคำพูด ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ทำ"

อ๋องไป๋ลอบมองอวี้หลง ประกายรอยยิ้มที่ภาคภูมิในในว่าที่ลูกเขยปรากฏขึ้น

"สุราจอกนี้... ข้าขอหมั้นหมายบุตรสาวไว้กับเจ้า"

ไป๋เทียนซื่อเอ่ยเสียงหนักแน่น

"จงจำไว้ว่านับแต่นี้ ชีวิตของเจ้ามิใช่เพียงของเจ้าคนเดียวอีกต่อไป"

พิธีที่เรียบง่ายจบลงด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ทว่า... ความประมาทมักมาพร้อมกับความตาย เถ้าแก่จ้าว ผู้ชื่นชอบในรสสุราและดีใจจนเกินขอบเขต แอบไปร่ำสุราต่อที่โรงเตี๊ยมชื่อดัง ในความมึนเมาเพียงเล็กน้อยบวกกับความอยากโอ้อวดว่าตนรู้ความลับสำคัญ เขาจึงหลุดปากพึมพำกับคนสนิทในโต๊ะข้างๆ

"เจ้าจะไปรู้อะไร... องค์หญิงไป๋เฟิ่งน่ะ หมั้นแล้วนะ หมั้นกับไอ้หนุ่มเสี่ยวเอ้อร้านต้าจู๋นั่นแหละ... ใครจะไปเชื่อ...!!!"

ข่าวนี้เพียงประโยคเดียวกลับลอยไปถึงหูของ 'ทาร์คัน' รัชทายาทแห่งชนเผ่านอกด่านผู้ป่าเถื่อน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองกุยฮวา และฉงหยาง ไปทางเหนือราวสองร้อยลี้ ทาร์คันคือชายร่างยักษ์ผู้มีพละกำลังมหาศาล เขาหลงรักและหมายปองไป๋เฟิ่งมานานปี ตั้งแต่ครั้งที่นางยังเยาว์วัยอยู่ที่เมืองฉงหยาง มันเคยลอบมาแอบดู และให้ทานพ่อมันมาสู่ขอ แต่ก็ถูกท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

"ปัง...!!!"

โต๊ะไม้แดงหนาหนักถูกทุบจนแตกกระจายด้วยหมัดของทาร์คัน ดวงตาของเขาแดงก่ำดุจสัตว์ป่าเมื่อได้ยินรายงานจากสายในเมืองกุยฮวา

"เสี่ยวเอ้อรึ... องค์หญิงผู้สูงศักดิ์จะหมั้นกับไอ้ขยะอย่างนั้นได้อย่างไร... ไป๋เทียนซื่อ... ในเมื่อเจ้าไม่ยกนางให้ข้าด้วยดี ข้าก็จะชิงมาด้วยกำลัง พันธสัญญาเมืองกุยฮวางั้นรึ... สำหรับข้ามันก็แค่กระดาษเช็ดอุจจาระ..."

ทาร์คันคำรามเสียงก้องด้วยความแค้น...

เขาสั่งระดมพลนักรบหลังม้าผู้เชี่ยวชาญการใช้บ่วงบาศและตาข่ายโลหะ ในทันที...

"เตรียมกำลังคนให้พร้อม... ข้าจะพาพวกเจ้าเข้าถล่มเมืองกุยฮวาในคืนนี้... ฉุดองค์หญิงไป๋เฟิ่งไปเป็นชายาที่กระโจมของข้า ใครขวาง... จงฆ่ามัน"

......

ภายในร้านต้าจู๋ที่กำลังเก็บกวาดก่อนปิดร้าน อวี้หลง...บัดนี้สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินเบาๆเขาขมวดคิ้วพลางหันไปมองทางประตูเมืองทิศเหนือ

"อวี้หลง มีอะไรหรือ..."

ลวี่อิงหวู่เห็นความผิดปกติของอวี้หลงจึงถามขึ้น

"กลิ่นอายม้า... ม้าจำนวนมากกำลังควบมาทางนี้"

อวี้หลงกระชับด้ามไม้กวาดในมือ พลางบอกไป๋เฟิ่ง

"เจ้าไปตามท่านพ่อ และอาจารย์ปู่น้อย... บอกท่านว่าพายุลูกใหญ่กำลังมา และดูเหมือนครานี้จะไม่ได้มาดี...!!!"

พริบตาที่เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องควบเข้ามาหยุดที่หน้าประตูร้านต้าจู๋... อวี้หลงในชุดรัดกุมสีครามเข้มยืนหลังตรงอยู่อย่างสุขุม ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยอำนาจ เบื้องหน้าของเขาไม่ไกลนักคือ นักรบเขี้ยวหมาป่ากองทหารม้าพิเศษ 30 นายที่เลื่องชื่อว่าป่าเถื่อนที่สุดของชนเผ่านอกด่าน ทุกนายควบม้าศึกตัวโตพร้อมอาวุธครบมือ

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน... ส่งตัวองค์หญิงไป๋เฟิ่งมาเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะสับเจ้าให้เป็นเนื้อบด!"

ทาร์คันตะโกนก้องพลางควงขวานยักษ์ที่มีน้ำหนักนับร้อยชั่ง กวัดแกว่งคมขวานเสียดสีอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิว น่าเกรงขาม...

อวี้หลงไม่เอ่ยวาจา... เขาเพียงวาดมือออกไปเบื้องหน้า อากาศรอบกายพลันหมุนเวียนดุจพายุหิมะพัดพราก

"ฝ่ามือเหมันต์โปรยปราย..."

เขาสะบัดฝ่ามือออกไปเป็นแนวนอน คลื่นปราณสีเงินยวงแผ่ซ่านออกไปกระแทกม้าศึกทั้ง 30 ตัวจนเสียหลักล้มระเนระนาด กองทหารม้าพิเศษที่ว่าแข็งแกร่งกลับกระเด็นตกจากหลังม้าราวใบไม้ร่วง

"ฝ่ามือมังกรคะนองหิมะ..."

อวี้หลงรุกคืบด้วยพลังปราณที่ร้อนแรงและเยือกแข็งสลับกันเข้าจู่โจมนักรบที่กำลังจะลุกขึ้น รัศมีพลังกระแทกเกราะเหล็กของพวกมันจนบุบสลาย กระอักเลือดพุ่งออกมาเป็นเส้น

"ฝ่ามือที่สามหิมะสลัดผืนฟ้า..."

ฝ่ามือสุดท้ายของอวี้หลงซัดเข้ากึ่งกลางขบวน แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้พื้นศิลาของเมืองกุยฮวาแตกกระจาย นักรบทั้ง 30 คนถูกสยบจนหมอบราบคาบแก้ว มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว

ทาร์คันเห็นสถานการณ์พลิกผันจึงเดือดดาลถึงขีดสุด ร่างยักษ์ของเขาโจนลงจากหลังม้า เงื้อขวานยักษ์สับลงมาที่ศีรษะของอวี้หลงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

"ตายซะ!"

อวี้หลงเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่เหนือชั้น พลางใช้สันมือปัดคมขวานออกอย่างง่ายดาย เสียง 'เคร้ง' ดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่อวี้หลงจะสอดแทรกพลังหนึ่งส่วนของลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... เข้าที่ต้นแขนของทาร์คันอย่างแม่นยำ

กร๊อบ!

เสียงกระดูกแขนที่หนาแข็งแรงของทาร์คันหักสะบั้นลงในพริบตา ขวานยักษ์ร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงดังสนั่น ทาร์คันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กุมแขนที่ห้อยรุ่งริ่งพลางถอยร่นออกไป สายตาที่เคยดูแคลนบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและอาฆาต

"เจ้า... เจ้ากล้าทำร้ายข้า!"

ทาร์คันกัดฟันพยายามปีนขึ้นม้าด้วยมือข้างเดียว

"ฝากไว้ก่อนเถอะ... ข้าจะกลับไปเกณฑ์กองทัพนับหมื่นมาถล่มเมืองกุยฮวาให้ราบเป็นหน้ากอง ข้าจะเผาทุกอย่างให้เป็นจุณ จะฉุดเอาไป๋เฟิ่งมาเป็นทาสบำเรอสวาทของข้าให้ได้!"

สิ้นคำขู่อาฆาต ทาร์คันก็เร่งควบม้าหนีหายไปในความมืดพร้อมกับลูกน้องที่เหลือเพียงไม่กี่คน

อวี้หลงยืนนิ่งมองตามเงาของศัตรู แววตาสีเงินยวงขุ่นมัวลงเล็กน้อย ไป๋เทียนซื่อ และต้าสยุง เดินออกมาสมทบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"กองทัพนับหมื่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อวี้หลง"

ไป๋เทียนซื่อเอ่ย "หากมันทำตามคำขู่จริง เมืองกุยฮวาที่แสนสงบแห่งนี้คงถึงคราวพินาศ และเจิ้งเจวี่ยเองก็คงไม่พลาดที่จะอาศัยจังหวะนี้ซ้ำเติม"

อวี้หลงกำหมัดแน่น

"ในเมื่อพวกมันอยากเผาเมืองนี้... ข้าก็จะทำให้กองทัพนับหมื่นนั่นต้องหนาวสั่นด้วยหิมะแห่งความตายเอง..."

.....

ณ ค่ายพักแรมกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่ถูกปกครองโดยมหาอำนาจมองโกล ทาร์คัน นั่งกัดฟันกรอดให้หมอหลวงพันผ้าพันแผลดามแขนซึ่งหักสะบั้น ความอัปยศที่พ่ายแพ้ต่อเสี่ยวเอ้อชั้นต่ำเพียงคนเดียวทำให้เขาคลั่งจนแทบกระอักเลือด

พลันนั้น... สายลับในชุดรัดกุมสีดำจากตงหยวนก็ปรากฏตัวขึ้นในกระโจม พร้อมกับสาส์นลับที่ประทับตราสีชาดของเจิ้งเจวี่ย...

"นายท่านของข้าทราบถึงความแค้นของท่าน"

สายลับเอ่ยข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ

"หากท่านกล้าตัดสินใจก่อสงครามครั้งนี้ ทางท่านเจิ้งเจวี่ยจะส่งเสบียงและอาวุธมาช่วยสนับสนุนท่าน และที่สำคัญ... เมื่อเมืองกุยฮวาล่มสลาย ตงหยวนจะยอมรับการแยกตัวของเผ่าท่านออกจากจักรวรรดิมองโกล พร้อมยกดินแดนแถบชายแดนให้ท่านปกครองโดยอิสระ"

ดวงตาของทาร์คันวาวโรจน์ด้วยความโลภและเพลิงแค้น

"แยกตัวเป็นอิสระงั้นรึ... ข้อเสนอนี้ช่างเย้ายวนนัก บอกเจิ้งเจวี่ยไปว่า ข้าจะระดมพลห้าหมื่นเข้าถล่มเมืองกุยฮวาให้ราบภายในเจ็ดวัน"

.....

ในขณะที่กองทัพทุ่งหญ้าเริ่มเคลื่อนไหว เจิ้งเจวี่ย ที่อยู่ในจวนที่ตงหยวนกลับแค่นยิ้มอย่างเย็นชา เขามิได้โง่พอจะยกดินแดนให้ใครฟรีๆ แต่นี่คือแผนการ ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว

"นายท่าน... ท่านจะยกดินแดนให้พวกอนารยะนั่นจริงๆ หรือขอรับ..."

คนสนิทถามด้วยความสงสัย

"เจ้าโง่!" เจิ้งเจวี่ยจิบชาอย่างใจเย็น

"ข้าเพียงต้องการให้พวกมันไปตายแทนเรา เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ทั้งเมืองกุยฮวา และเมืองฉงหยางจะกลายเป็นนรกบนดิน ไป๋เทียนซื่อจะต้องพะว้าพะวังกับการปกป้องเมือง และลูกสาว ส่วนอวี้หลง... มันจะต้องเหนื่อยล้ากับการรับศึกหนัก เมื่อถึงตอนที่พวกมันทั้งสองฝ่ายอ่อนแอที่สุด ข้าจะนำหน่วยสังหารเงาโลหิตเข้าไปเก็บกวาดให้สิ้น ไม่ให้เหลือทั้งไอ้เด็กนั่น และไม่เหลือทั้งพวกเผ่าอนารยะ..."

ข่าวการเคลื่อนทัพนับหมื่นเริ่มแพร่กระจายมาถึงเมืองนอกด่าน แถบเมืองกุยฮวา และฉงหยางดุจลมพายุ พ่อค้าแม่ขายต่างพากันอพยพหนีตาย ทิ้งให้เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลับเงียบเหงาวังเวง ไป๋เทียนซื่อ ยืนอยู่บนกำแพงเมือง จ้องมองฝุ่นตลบที่เส้นขอบฟ้าทิศเหนือด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

"พวกมันรับการสนับสนุนจากตงหยวนแล้ว..."

ไป๋เทียนซื่อหันไปมองอวี้หลง

"ศึกครั้งนี้ใหญ่นักอวี้หลง ลำพังเพียงกำลังทหารในเมืองฉงหยางของข้าเพียงหมื่นนาย มิอาจต้านทานทัพม้าหลายหมื่นเช่นนี้ได้"

อวี้หลงกำหมัดแน่น พลังปราณสีทองคำขาวแผ่ออกมาจากร่างจางๆ

"ในเมื่อพวกมันใช้เล่ห์เหลี่ยม ข้าก็จะใช้พลังที่พวกมันคาดไม่ถึงสยบพวกมันเอง... ท่านอ๋อง ข้าขออาสาออกไปรับศึกที่หน้าด่านเพียงลำพัง เพื่อถ่วงเวลาให้ชาวเมืองอพยพ"

"เจ้าคนเดียวจะสู้คนนับหมื่นได้อย่างไร!"

ไป๋เฟิ่งที่เพิ่งเดินขึ้นมาบนกำแพงเมืองร้องห้ามด้วยความตกใจ แววตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยในฐานะ คู่หมั้นที่เพิ่งผ่านพิธีมาไม่นานวัน

อวี้หลงหันไปสบตานาง แววตาของเขาเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นอ่อนโยนชั่วครู่

"เฟิ่งเอ๋อร์... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้ในร่างข้ามีพลังของใครอยู่บ้าง... ข้ามิใช่เสี่ยวเอ้อคนเดิมอีกต่อไปแล้ว..."

.....

ที่หน้าประตูเมืองฉงหยาง ฝุ่นตลบอบอวลจากการควบตะบึงของม้านับหมื่น ทาร์คันในชุดเกราะหนังหมีขี่ม้าศึกตัวโต ยืนเด่นอยู่หน้าขบวนทัพพลางชูขวานยักษ์เล่มใหม่ขึ้นฟ้า

"ไป๋เทียนซื่อ...!! ส่งตัวลูกสาวเจ้ากับไอ้เด็กสารเลวนั่นมา ไม่อย่างนั้นข้าจะเหยียบเมืองฉงหยางให้ราบเป็นหน้ากอง..."

อวี้หลงในฐานะคู่หมั้นและผู้พิทักษ์เมือง เดินนำหน้าไป๋เทียนซื่อ และต้าสยุง กระโดดลงมาจากเชิงเทินเหนือประตูเมือง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าทหารฉงหยางที่มองว่าเขาคือคนบ้าที่เดินไปหาความตาย แต่อวี้หลงในยามนี้มีรังสีปราณที่เยือกเย็นและทรงพลังจนม้าศึกของฝั่งศัตรูตื่นตระหนก

"เมืองกุยฮวาอาจมีสัญญาห้ามรบ แต่ที่นี่คือฉงหยาง... ที่ที่ข้าจะใช้เป็นสุสานของพวกเจ้า"

อวี้หลงเอ่ยเสียงเรียบ ทันใดนั้นเขาโคจรพลัง ลมปราณหิมะมังกรสวรรค์... ขึ้นสํ่ระดับสูงสุด แสงสีทองระเบิดออกจากร่างจนหิมะที่ควรจะตกเฉพาะฤดูหนาวกลับโปรยปรายลงมาบนทุ่งหญ้าสีเขียว

เขาทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ วาดมือทั้งสองข้างเป็นวงกลม พลังปราณที่สะสมมาจากการฝึกฝนของสองยอดฝีมือผสมผสานกับพลังบริสุทธิ์ของไป๋เฟิ่ง ก่อเกิดเป็นมังกรหิมะยักษ์เลื้อยพันอยู่รอบกาย

"หนึ่งกระบวนท่าสยบทัพ หิมะถล่มทลายฟ้า!"

อวี้หลงซัดฝ่ามือลงสู่พื้นดิน คลื่นพลังมหาศาลแผ่พลังขยายตัวออกจากจุดปะทะดุจวงแหวนแห่งความตาย ทหารม้าแนวหน้าของทาร์คันนับร้อยนายถูกแช่แข็งและกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มด้วยเมฆสีเงิน พลังของเขาเพียงคนเดียวกลับต้านทานกองทัพนับหมื่นไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์...

.....

ห่างออกไปบนเนินเขาที่มืดสลัว เจิ้งเจวี่ยจ้องมองภาพนั้นผ่านสายตาพญาเหยี่ยว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความริษยาและตกตะลึง

"พลังนั่น... มันก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว หากปล่อยไว้ มันจะเป็นเสี้ยนหนามใหญ่ในภายหน้า"

เขาสะบัดมือให้สัญญาณแก่หน่วยสังหารเงาโลหิต

"รอให้มันใช้พลังจนอ่อนแรงในสงครามนี้เสียก่อน เมื่อไหร่ที่มังกรหิมะนั่นเหนื่อยล้า... นั่นคือเวลาที่พวกเจ้าต้องเข้าไปเด็ดหัวมัน และชิงตัวไป๋เฟิ่งมาให้ข้า... หัวใจของมัน... คือตัวประกันชั้นดี"

สมรภูมิหน้าด่านเมืองฉงหยางบัดนี้กลายเป็นนรกบนดิน หิมะสีขาวโพลนที่อวี้หลงสร้างขึ้นย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉาน ท่ามกลางความโกลาหลของทัพม้านับหมื่นที่สับสนวุ่นวาย ทาร์คัน ควบม้าศึกฝ่าวงล้อมออกมาด้วยความบ้าคลั่ง แขนที่เคยหักถูกพันธนาการไว้ด้วยแผ่นเหล็กหนา มืออีกข้างเงื้อขวานยักษ์ที่เจิ้งเจวี่ยส่งมาให้ ขวานเหล็กดำที่แฝงพลังไอสังหารรุนแรง

"อวี้หลง... วันนี้ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น..."

ทาร์คันกระโดดลงจากหลังม้า ทุ่มพละกำลังทั้งหมดสับขวานลงมา

อวี้หลงตาเป็นประกายคมวาว เขาไม่ได้ใช้กระบี่ แต่ใช้เพียงดัชนีจี้สกัดที่ด้ามขวานด้วยพลังปราณ เพียงเสี้ยวพริบตา... ความเย็นสุดขั้วก็แล่นผ่านด้ามเหล็กเข้าไปแช่แข็งโลหิตในกายทาร์คันจนมันชะงักงัน อวี้หลงหมุนตัวเตะเข้าที่ยอดอกส่งร่างยักษ์กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงเมืองจนกระอักเลือด ทาร์คันพ่ายแพ้อย่างราบคาบในฐานะนักรบ แต่มันกลับแค่นยิ้มอำมหิต ทาร์คันตะโกนส่งสัญญาณ

"ข้าแพ้การประลองต่อเจ้า... แต่เมืองฉงหยางต้องพินาศ ยิงปืนใหญ่ทำลายฟ้า...!!!"

อาวุธหนักที่เจิ้งเจวี่ยแอบส่งมา ปืนใหญ่สลักลายมังกรดำ... ก็ระเบิดเสียงกึกก้อง ลูกไฟขนาดยักษ์พุ่งข้ามศีรษะอวี้หลงไปตกใส่กำแพงเมืองฉงหยางจนพังทลายลงเป็นแถบ ทัพม้าที่เหลือเริ่มบุกทะลวงเข้าสู่รอยแยกนั้นดุจน้ำป่าไหลหลาก

ขณะที่อ๋องไป๋เทียนซื่อ กำลังบัญชาการรบบนเชิงเทินอย่างสุดความสามารถ เสียงฝีเท้าลึกลับก็ดังขึ้นจากภายในจวน หน่วยสังการเงาโลหิต... อาศัยความวุ่นวายลอบเร้นเข้ามาดุจภูตผี พวกมันใช้โซ่ตะขออาบยาพิษพุ่งเข้าหา ไป๋เฟิ่ง และลวี่อิงหวู่ ที่กำลังคอยปรนนิบัติพระชายาอยู่

"เฟิ่งเอ๋อร์ ระวัง!"

ลวี่อิงหวู่ชักกระบี่ที่แฝงพละงปราณเขียวขจีเข้าปัดป้อง แต่นักฆ่าเหล่านี้คือยอดฝีมือระดับพระกาฬ พวกมันล้อมกรอบสตรีทั้งสองไว้หนาแน่น...

ท่านอ๋องเห็นควันสัญญาณสีแดงพุ่งขึ้นจากในจวน หัวใจของคนเป็นพ่อก็หล่นวูบ

"นั่นมันสัญญาณเตือนภัยในจวน..!!! เฟิ่งเอ๋อร์กับพระชายากำลังอันตราย"

ไป๋เทียนซื่อไม่มีทางเลือก เขาต้องละทิ้งบัญชาการหน้าด่าน สะบัดเสื้อคลุมพุ่งทะยานร่างดุจวิหคสวรรค์กลับไปช่วยลูกสาว ภรรยา และหลานสาวทันที

การถอยร่นของท่านอ๋องทำให้ขวัญกำลังใจทหารฉงหยางระส่ำระสาย ทัพม้าของทาร์คันที่เห็นโอกาสทองจึงโห่ร้องก้องฟ้า พุ่งเข้าจ่อที่หน้าประตูเมืองที่ใกล้จะพังทลาย อวี้หลงที่ติดพันอยู่นอกเมืองถูกล้อมด้วยพลหอกนับพันที่ยอมตายเพื่อถ่วงเวลาเขาไว้

"บัดซบนัก... พวกเจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกต่ำช้า"

อวี้หลงคำราม... ระเบิดพลังในร่างออกจนเกราะทหารรอบข้างแตกกระจาย เบื้องหน้าของมันคือทัพนับหมื่นที่กำลังจะเหยียบย่ำเมืองของคู่หมั้น เบื้องหลังคือจวนอ๋องที่ถูกลอบโจมตี และที่ไกลออกไป...

เขาเห็นเงาร่างของ เจิ้งเจวี่ย ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางหิมะที่เริ่มกลายเป็นสีดำด้วยเขม่าปืนใหญ่

.....

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status