แชร์

บทที่ 6 ปะทะฝ่ามือ

ผู้เขียน: W. Ziyen
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-14 12:19:59

หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้

ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา...

เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม

"ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..."

อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า

"เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกดทับมันไว้"

อวี้หลงชะงัก...วางถุงสิ่งของลงบนพื้น ประสานมือคารวะคนแปลกหน้าบนสะพาน

"ข้าเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังไปส่งของ ท่านอาท่านนี้คงเข้าใจผิดแล้ว โปรดหลีกทางด้วย"

"หลีกทางงั้นรึ คนที่กล้าสั่งข้า... นับได้ไม่เกินจำนวนนิ้วบนฝ่ามือ"

สิ้นคำพูด อินทรีทมิฬสะบัดชายผ้าคลุมจนเกิดเสียงดัง 'พรึ่บ!' ราวกับปีกนกยักษ์สยายออก มันทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ กางกรงเล็บที่อาบไปด้วยไอพลังปราณสีดำกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวพุ่งเข้าใส่ยอดอกของอวี้หลง

อวี้หลงตาเป็นประกายวับ เขาโยกกายหลบได้อย่างรวดเร็ว แอ่นกายจนแผ่นหลังแทบจะขนานไปกับพื้นสะพานขณะที่กรงเล็บนั้นเฉี่ยวปลายจมูกไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่เขาจะหมุนตัวถีบเท้าพุ่งหนี ทว่าอินทรีทมิฬกลับพลิ้วกายกลางอากาศราวกับไร้น้ำหนัก หมุนตัวกลับมาหมายจะคว้าจับอวี้หลวไว้ อวี้หลงจึงซัดฝ่ามือเข้าใส่มันหนึ่งหมัด แรงปะทะของหมัดอวี้หลงกระแทกฝ่ามือของอูอิง จนเกิดคลื่นกระแทกดัง 'ปัง!' สั่นสะเทือนไปทั้งสะพาน

"วรยุทธ์เจ้าประหลาดนัก...!!! ท่าร่างคล้ายยอดคนผู้หนึ่งที่ข้ารู้จัก แต่พลังภายในกลับร้อนแรงนัก"

อูอิงคำราม พลางเร่งเร้าพลังจนปราณรอบตัวกลายเป็นเงาอินทรีขนาดยักษ์

"รับไป! กรงเล็บอินทรีทมิฬปลิดวิญญาณ!"

กรงเล็บนับร้อยถูกร่ายรำออกมาดั่งตาข่ายที่ไร้ช่องโหว่ อวี้หลงถูกบีบจนถอยร่นไปติดราวสะพาน เขาพยายามโคจรพลังของอาจารย์ปู่ที่ซ่อนไว้ออกมาใช้ แต่พลังในร่างกลับขัดแย้งดั่งน้ำกับไฟ ไม่ยอมประสานเข้าหากันดั่งน้ำกับน้ำมัน ในวินาทีแห่งชีวิตนั้น ความทรงจำเรื่องการเชื่อมประสานปราณของท่านอ๋องไป๋ก็วูบเข้ามา

อวี้หลงผ่อนลมหายใจ ร่ายท่าร่างวาดมือเป็นวงตามเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็ง พลังปราณภายในแปดส่วนที่ถูกกักไว้เริ่มหมุนวนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับท่าร่างที่ร่ายรำ

อูอิงไม่ปล่อยให้เขาร่ายรำเนิ่นนาน มันทะยานเข้าใส่อีกครั้ง อวี้หลงสะบัดฝ่ามือขวาแฝงความร้อนแรงดั่งอัคคี ฝ่ามือซ้ายแฝงความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็ง ปะทะเข้ากับกรงเล็บอินทรีทมิฬกลางอากาศ เสียงระเบิดของปราณดังกึกก้องไปทั่วลำน้ำ แสงสว่างวูบหนึ่งวาบขึ้นจนอินทรีทมิฬต้องหยีตาด้วยความตระหนก

"เจ้าหนุ่มนี่... พลังภายในมหาศาลนัก"

อินทรีทมิฬอูอิงถูกแรงปะทะจนต้องลอยตัวถอยร่นไปหลายวา แววตาลุกวาวด้วยความอำมหิต

"ข้าจะไม่ประมาทเจ้าอีก!"

มันฝืนซัดพลังปราณเข้ากระแทกสวนกลับจังหวะที่อวี้หลงกำลังรวบรวมพลังรอบใหม่ ฝ่ามืออินทรีกร่อนกระดูก...กระแทกเข้าเต็มกลางหลัง รัศมีสีม่วงดำระเบิดออกส่งร่างของอวี้หลงกระเด็นละลิ่วผ่านความมืด ร่วงหล่นสู่แม่น้ำเบื้องล่างทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจางๆ บนราวสะพานหินที่แตกหัก...

.....

ชั่วยามต่อมา ณ ริมฝั่งน้ำที่เคยเงียบสงัด บัดนี้ผู้คนมุงกันที่ริมน้ำมากมายหลังการต่อสู้จบลง ต้าสยุง... กึ่งเดินกึ่งวิ่งรีบเร่งมายังร่างที่เปียกโชกซึ่งชาวบ้านเพิ่งช่วยขึ้นมาได้ เขาอุ้มร่างที่สลบไสลของศิษย์หลานขึ้นมาด้วยความร้อนรน แต่เมื่อเขาสะบัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นออกเพื่อตรวจดูอาการ ดวงตาของหมียักษ์ก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดขาว...

ที่กลางหลังของอวี้หลง ปรากฏรอยฝ่ามือสีม่วงคล้ำที่แผ่รังสีไอพิษเย็นยะเยือกออกมาอย่างน่าสยดสยอง ต้าสยุงส่งเสียงสั่นเครือ...

"รอยฝ่ามืออินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบ... พลังฝ่ามือนี้อำมหิตเกินกว่าที่เจ้าจะรับไหว อวี้หลง... เจ้าไปเจอกับตัวอันตรายเช่นนี้เข้าได้อย่างไร"

ชีพจรของอวี้หลงเต้นแผ่วเบาราวกับจะดับสูญ พลังภายในที่เคยรุ่งโรจน์กลับปั่นป่วนจนไร้ทิศทาง ต้าสยุงรีบอุ้มหลานชายมุ่งหน้ากลับไปที่ร้านด้วยใจที่หนักอึ้ง พลางนึกในใจว่าพลังภายในของเขาไม่อาจขับพิษนี้ออกมาได้ หากไม่ได้รับการรักษาจากผู้ที่มีพลังเหนือกว่าเขา... อวี้หลงอาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาเห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีกเลย

พายุอารมณ์โหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่าลมหนาวนอกด่าน เมื่อไป๋เฟิ่งทราบข่าวจากบ่าวรับใช้ว่าอวี้หลงถูกลอบทำร้ายจนปางตาย นางแทบไม่รอกระบวนรถม้า แต่ควบทะยานม้าตัวโปรดของท่านอ๋องำป๋ำปที่เมืองกุยฮวาด้วยตนเอง นางเร่งรีบตรงดิ่งมายังร้านต้าจู๋ของต้าสยุงด้วยหัวใจที่หล่นวูบ

เมื่อผลักประตูร้านเข้าไป กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นยาหลายตำรับปะทะจมูกจนนางแทบกระอัก อวี้หลงนอนคว่ำร่างสงบนิ่ง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด และรอยฝ่ามือสีม่วงดำที่น่าสยดสยองกลางหลัง เรียกน้ำตาขององค์หญิงน้อยไหลหลั่งออกมาอย่างสุดกลั้น นางโผเข้าเกาะขอบเตียง มือสั่นเทาพยายามจะแตะตัวเขาแต่ก็เกรงว่าเขาจะแตกสลาย

"อวี้หลง... เจ้าคนโง่ เจ้าต้องฟื้นขึ้นมา มางอนง้อข้าก่อนสิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้...!!!"

ความหยิ่งทนงมลายสิ้น เหลือเพียงความเจ็บปวดที่บาดลึกในอก นางหันไปมองต้าสยุงที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้างๆ ก่อนจะทรุดตัวลงสะอื้นไห้ซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เย็นชืดของชายหนุ่ม ปากพร่ำบอกเพียงว่าห้ามทิ้งนางไปเด็ดขาด

ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีสุขุมทว่าแฝงไปด้วยรังสีปราณที่ทรงพลังที่ทำให้อากาศรอบตัวสงบเย็นลงทันที เขามองดูรอยฝ่ามืออินทรีทมิฬแล้วขมวดคิ้ว

"หากข้าไม่ออกโรงเอง ร่างของเจ้าเด็กนี่คงกลายเป็นก้อนเนื้อเน่าๆ จากพิษเย็นไปอีกไม่เกินชั่วยาม "

ท่านอ๋องตัดสินใจถอดผ้าคลุมศีรษะ และชุดคลุมหรูหราออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจนของยอดคนผู้หนึ่งในอดีตที่หลับใหลมานานปี ต้าสยุงถึงกับชะงักงัน มันตกตะลึงถึงกับเอ่ยวาจาใดมิออก... ท่านอ๋องแห่งฉงหยางโบกมือให้ทุกคนออกนอกห้องไปเสีย

เขาลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหลังอวี้หลง พลังมหาศาลดุจมังกรทะยานฟ้าก็ระเบิดออกจากร่างของไป๋เทียนซื่อ แสงสว่างสีทองเจิดจ้าอาบไล้ไปทั่วห้อง จนผู้คนที่ยืนรออยู่นอกห้องถึงกับตื่นตะลึง เขาวางฝ่ามือลงบนรอยพิษม่วงดำนั้น ก่อนจะใช้พลังวัตรที่ฝึกปรือมานับสิบปีขับเคี่ยวกับพิษร้ายอย่างดุดัน รอยฝ่ามือบนหลังอวี้หลงเริ่มจางลงพร้อมกับพลังไอร้อนที่พวยพุ่งออกมาจนกระแทกแผ่นหลังคาร่วงกราว กระดาษฟางที่ใช้ปิดแผ่นประตูหน้าต่างถึงกับฉีกขาดทันที...

ต้าสยุงที่ยืนอยู่ห่างๆ จากประตูห้อง ถึงกับหลับตาถอนหายใจ พลางรำพึงในใจว่า

"ใครจะไปคาดคิดว่า อันดับหนึ่งในแผ่นดินที่ข้าเคยพ่ายแพ้ให้ในวันนั้น จะกลับมาช่วยหลานศิษย์ของข้าในวันนี้ ท่านช่างซ่อนเร้นเก็บงำประกายได้มิดชิดนัก..."

.....

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งแสงทองแห่งรุ่งสางรำไรจับขอบฟ้า ภายในห้องที่เคยคละคลุ้งด้วยไอพิษเย็น บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลปราณอันอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อค่อยๆ ลดฝ่ามือลง ลมหายใจของเขาหนักแน่นราบเรียบ ใบหน้าที่เคร่งขรึมในฐานะอ๋องผู้ปกครองเมือง กลับฉายแววความเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการสิ้นเปลืองพลังวัตรมหาศาลเพื่อยื้อชีวิตเด็กหนุ่ม

รอยฝ่ามือสีม่วงคล้ำกลางหลังของอวี้หลงจางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรอยแดงเรื่อของเลือดฝาดที่เริ่มกลับมาฉีดเลี้ยงอีกครั้ง ร่างกายที่เคยเย็นชืดเริ่มมีไอร้อนแผ่ออกมาเบาๆ เป็นสัญญาณว่าผนึกบางส่วนในร่างกำลังขานรับพลังปราณอันบริสุทธิ์ของยอดคนอันดับหนึ่งของแผ่นดินในอดีต

"เจ้าเด็กนี่... ดวงแข็งนัก"

ท่านอ๋องไป๋พึมพำพลางประคองร่างอวี้หลงให้นอนลงอย่างแผ่วเบา

เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก ไป๋เฟิ่งที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องทั้งคืนก็โผเข้าไปหาทันที นางมิได้แม้แต่จะเหลือบมองดูท่านพ่อของตน สิ่งที่นางทำคือการถลาไปเกาะขอบเตียง มองดูลมหายใจที่อบอุ่นแผ่วเบาของอวี้หลง นางปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง... ครานี้เป็นน้ำตาแห่งความยินดี

"มันพ้นขีดอันตรายแล้ว... แต่คงพักฟื้นอีกนาน"

ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อกล่าวพลางหันไปสบตากับต้าสยุงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต้าสยุงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"ข้าน้อยต้าสยุง... ขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตาช่วยหลานศิษย์ข้า ขออภัยที่ข้าตาหามีแววไม่ มิอาจจดจำยอดคนอันดับหนึ่งที่เคยประมือกันในวันก่อนๆ"

"ลุกขึ้นเถอะต้าสยุง เรื่องในอดีตก็คืออดีต ข้าเป็นเพียงอ๋องผู้รักสงบในเมืองชายแดนของอาณาจักรนอกด่านอันห่างไกลแห่งนี้เท่านั้น สิ่งที่เจ้าเห็น... จงฝังมันลงไปในสายลมเสีย อย่าให้ใครในยุทธภพรู้ว่าข้ายังมีตัวตนอยู่ มิฉะนั้นแผ่นดินแห่งนี้จะไม่สงบสุขอีกต่อไป"

ไป๋เทียนซื่อกล่าวเสียงเรียบ

"ข้าน้อยทราบความหนักเบาดี... จะมิปริปากสิ่งใดออกไปแน่นอน..."

ต้าสยุงรับคำด้วยความหนักแน่น

ในขณะเดียวกันลวี่อิงหวู่ ก็เดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ นางจ้องมองอวี้หลงด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความชื่นชมในความเก่งกาจที่เก็บงำไว้ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะถอนตัว นางหันไปมองไปเฟิ่งที่กุมมืออวี้หลงไว้ไม่ปล่อย พลางนึกในใจว่า...

"อวี้หลง... ท่านเป็นใครกันแน่ แม้แต่ท่านลุงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยังต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยท่านเช่นนี้"

.....

ภายในห้องพักอันเงียบสงัด แสงแดดรำไรลอดผ่านรอยโหว่ของหลังคาที่ถูกพลังปราณกระแทกจนพังพินาศ ไป๋เฟิ่งยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง กายที่เคยสูงส่งบัดนี้ดูอ่อนล้าจากการอดนอน แต่นางกลับไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าของอวี้หลงแม้เพียงชั่วขณะ จนกระทั่งนิ้วมือของชายหนุ่มเริ่มขยับเบาๆ นางสังเกตเห็นจึงฉีดยิ้มกว้างด้วยความยินดี

"อวี้หลง... เจ้าฟื้นแล้ว..."

เสียงของนางสั่นเครือ อวี้หลงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขารู้สึกไม่ใช่ความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง แต่เป็นมวลความร้อนมหาศาลที่หมุนวนอยู่กึ่งกลางกาย พลังนั้นไม่ได้รุ่มร้อนดั่งไฟป่าเหมือนก่อน ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคงดั่งขุนเขา เขาขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ โดยมีไป๋เฟิ่งรีบเข้ามาประคอง

"ข้า... ข้ายังไม่ตายอีกหรือนี่ "

อวี้หลงพึมพำพลางสำรวจลมปราณในร่าง เขาพบว่าจุดชีพจรที่เคยถูกผนึกไว้แน่นหนากลับคลายออก แม้จะไม่ได้เปิดออกแต่พลังของอาจารย์ปู่ทั้งสองเริ่มสอดประสานกับปราณสีทองสายหนึ่งที่อยู่ในชีพจรของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เสียงของไปเฟิ่งดังขึ้น...

"เจ้าจะรีบตายไปไหน เจ้ายังไม่ทันได้ง้อข้าเลยนะอย่าลืมสิ เจ้าเกือบจะไปพบพยายมแล้วหากท่านพ่อข้าไม่ออกโรงมาช่วยเจ้าด้วยตัวเอง"

ลวี่อิงหวู่ ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถาดน้ำแกงสมุนไพรบำรุง นางจ้องมองอวี้หลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสมากกว่าเดิม

"อวี้หลง ท่านรู้ไหมว่าท่านทำให้พวกเราหัวปั่นแค่ไหน โดยเฉพาะเฟิ่งเอ๋อร์... นางแทบจะกินเลือดกินเนื้อทุกคนที่เข้าใกล้เตียงท่านเลยล่ะ"

ไป๋เฟิ่งหน้าแดงระเรื่อ แสร้งทำเป็นดุญาติผู้พี่

"อิงหวู่ เจ้าพูดมากไปแล้ว เอาน้ำแกงมาให้อวี้หลงแล้วก็รีบออกไปเสีย"

ลวี่อิงหวู่ยิ้มกริ่ม นางไม่ได้ขยับไปตามคำสั่งทันที แต่กลับเดินเข้าไปใกล้เตียงอีกด้านพลางส่งยิ้มยั่วเย้า

"ท่านจอมยุทธอวี้หลง... ท่านน่ะแข็งแกร่งนักที่รับฝ่ามืออันดับสิบแล้วยังรอดมาได้ ข้าล่ะ 'ทึ่ง' ในตัวท่านจริงๆ ไว้วันหน้าท่านหายดีแล้ว... ต้องช่วยชี้แนะให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ"

น้ำเสียงดูหยอกเย้า แต่สายตาที่ลวี่อิงหวู่มองอวี้หลงนั้น เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เพียงความชื่นชมในฐานะญาติลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่ง แต่มันคือสายตาของสตรีที่มองจอมยุทธ์ผู้กล้าหาญในดวงใจ ไป๋เฟิ่งเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งกุมกระชับมือของอวี้หลงไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดด้วยศึกเงียบระหว่างสองสตรี

"อิงหวู่... เสร็จธุระเจ้าแล้วมิใช่หรือ"

ไป๋เฟิ่งย้ำเสียงเข้ม

"เจ้าค่ะๆ องค์หญิงเฟิ่งเอ๋อร์... ข้าไปเดี๋ยวนี้ล่ะ แหม หวงเสียจริงนะ"

ลวี่อิงหวู่หัวเราะคิกคักก่อนจะสะบัดชายชุดเขียวสดใสเดินจากไป ทิ้งให้อวี้หลงนั่งงุนงงอยู่กลางวงล้อมของความรู้สึกที่เขาเองก็ยากจะรับมือ

อวี้หลงมองหน้าไป๋เฟิ่งที่กำลังบึ้งตึง เขาพยายามจะเอ่ยปากขอบคุณเรื่องที่ท่านอ๋องช่วยชีวิต แต่ระยะที่นางนั่งใกล้ชิดจนเกินพิกัดทำให้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก

"นี่ข้า... ต้องรับมือทั้งศึกนอกศึกในไปพร้อมกันเชียวหรือ?"

เขาคิดในใจพลางถอนหายใจยาว ท่ามกลางเสียงนกร้องนอกหน้าต่างที่ดูเหมือนจะล้อเลียนชะตากรรมของมังกรหนุ่มผู้นี้

.....

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 6 ปะทะฝ่ามือ

    หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้ ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา... เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม "ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..." อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกด

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 5 เผยไอมังกร

    หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 4 มังกรซ่อนกาย

    ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้ "พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

    เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด... เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า "คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เห

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 2 ประตูด่าน

    รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 1 เสือซ่อนมังกรเร้น...

    ในดินแดนห่างไกลจุดศูนย์กลางความเจริญราวหนึ่งพันสองร้อยลี้มาทางทิศอีสาน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่สุดขอบแผ่นดินไร้ซึ่งผู้คน หมู่บ้านสุดท้ายที่มีคนใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขามีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ปลูกผักหญ้า หาของป่า ล่าสัตว์ ใช้ชีวิตสันโดษไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอก ใครเล่าจะรู้ว่าอีกไม่กี่เพลาความเงียบสงบนี้จะเปลี่ยนไป วันคืนดีๆอาจจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว... ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งควบม้าเหยาะย่างฝ่าป่าดงมาพร้อมอาวุธครบมือ ประเมินจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลานานมิใช่น้อย เสบียงกรังที่หอบหิ้วกันมาก็ร่อยหรอจนไม่น่าจะเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปได้ง่ายนัก พวกมันฝ่าป่าดงพงไพรมาเพื่อสิ่งอันใด ชายร่างเล็กผู้ขับม้าอยู่ตรงกลางขบวนยกมือขึ้นให้สัญญานหยุดการเคลื่อนไหว มันชี้มือไปที่ควันไฟเบื้องหน้า นั่งคือสิ่งที่บอกว่ามีคน... และนั่นอาจเป็นเป้าหมายของพวกมัน... ความเงียบสงัดปกคลุมผืนป่า มันเงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของควันไฟ มิมีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ไหวไปมา เสียงนกร้องแมลงบิน แลใบไม้แห้งกลิ้งตามสายลมบนพื้น กราว...กราว... "หรือมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาถึงแ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status