Beranda / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 6 ปะทะฝ่ามือ

Share

บทที่ 6 ปะทะฝ่ามือ

Penulis: W. Ziyen
last update Tanggal publikasi: 2026-02-14 12:19:59

หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้

ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา...

เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม

"ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..."

อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า

"เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกดทับมันไว้"

อวี้หลงชะงัก...วางถุงสิ่งของลงบนพื้น ประสานมือคารวะคนแปลกหน้าบนสะพาน

"ข้าเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังไปส่งของ ท่านอาท่านนี้คงเข้าใจผิดแล้ว โปรดหลีกทางด้วย"

"หลีกทางงั้นรึ คนที่กล้าสั่งข้า... นับได้ไม่เกินจำนวนนิ้วบนฝ่ามือ"

สิ้นคำพูด อินทรีทมิฬสะบัดชายผ้าคลุมจนเกิดเสียงดัง 'พรึ่บ!' ราวกับปีกนกยักษ์สยายออก มันทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ กางกรงเล็บที่อาบไปด้วยไอพลังปราณสีดำกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวพุ่งเข้าใส่ยอดอกของอวี้หลง

อวี้หลงตาเป็นประกายวับ เขาโยกกายหลบได้อย่างรวดเร็ว แอ่นกายจนแผ่นหลังแทบจะขนานไปกับพื้นสะพานขณะที่กรงเล็บนั้นเฉี่ยวปลายจมูกไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่เขาจะหมุนตัวถีบเท้าพุ่งหนี ทว่าอินทรีทมิฬกลับพลิ้วกายกลางอากาศราวกับไร้น้ำหนัก หมุนตัวกลับมาหมายจะคว้าจับอวี้หลวไว้ อวี้หลงจึงซัดฝ่ามือเข้าใส่มันหนึ่งหมัด แรงปะทะของหมัดอวี้หลงกระแทกฝ่ามือของอูอิง จนเกิดคลื่นกระแทกดัง 'ปัง!' สั่นสะเทือนไปทั้งสะพาน

"วรยุทธ์เจ้าประหลาดนัก...!!! ท่าร่างคล้ายยอดคนผู้หนึ่งที่ข้ารู้จัก แต่พลังภายในกลับร้อนแรงนัก"

อูอิงคำราม พลางเร่งเร้าพลังจนปราณรอบตัวกลายเป็นเงาอินทรีขนาดยักษ์

"รับไป! กรงเล็บอินทรีทมิฬปลิดวิญญาณ!"

กรงเล็บนับร้อยถูกร่ายรำออกมาดั่งตาข่ายที่ไร้ช่องโหว่ อวี้หลงถูกบีบจนถอยร่นไปติดราวสะพาน เขาพยายามโคจรพลังของอาจารย์ปู่ที่ซ่อนไว้ออกมาใช้ แต่พลังในร่างกลับขัดแย้งดั่งน้ำกับไฟ ไม่ยอมประสานเข้าหากันดั่งน้ำกับน้ำมัน ในวินาทีแห่งชีวิตนั้น ความทรงจำเรื่องการเชื่อมประสานปราณของท่านอ๋องไป๋ก็วูบเข้ามา

อวี้หลงผ่อนลมหายใจ ร่ายท่าร่างวาดมือเป็นวงตามเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็ง พลังปราณภายในแปดส่วนที่ถูกกักไว้เริ่มหมุนวนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับท่าร่างที่ร่ายรำ

อูอิงไม่ปล่อยให้เขาร่ายรำเนิ่นนาน มันทะยานเข้าใส่อีกครั้ง อวี้หลงสะบัดฝ่ามือขวาแฝงความร้อนแรงดั่งอัคคี ฝ่ามือซ้ายแฝงความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็ง ปะทะเข้ากับกรงเล็บอินทรีทมิฬกลางอากาศ เสียงระเบิดของปราณดังกึกก้องไปทั่วลำน้ำ แสงสว่างวูบหนึ่งวาบขึ้นจนอินทรีทมิฬต้องหยีตาด้วยความตระหนก

"เจ้าหนุ่มนี่... พลังภายในมหาศาลนัก"

อินทรีทมิฬอูอิงถูกแรงปะทะจนต้องลอยตัวถอยร่นไปหลายวา แววตาลุกวาวด้วยความอำมหิต

"ข้าจะไม่ประมาทเจ้าอีก!"

มันฝืนซัดพลังปราณเข้ากระแทกสวนกลับจังหวะที่อวี้หลงกำลังรวบรวมพลังรอบใหม่ ฝ่ามืออินทรีกร่อนกระดูก...กระแทกเข้าเต็มกลางหลัง รัศมีสีม่วงดำระเบิดออกส่งร่างของอวี้หลงกระเด็นละลิ่วผ่านความมืด ร่วงหล่นสู่แม่น้ำเบื้องล่างทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจางๆ บนราวสะพานหินที่แตกหัก...

.....

ชั่วยามต่อมา ณ ริมฝั่งน้ำที่เคยเงียบสงัด บัดนี้ผู้คนมุงกันที่ริมน้ำมากมายหลังการต่อสู้จบลง ต้าสยุง... กึ่งเดินกึ่งวิ่งรีบเร่งมายังร่างที่เปียกโชกซึ่งชาวบ้านเพิ่งช่วยขึ้นมาได้ เขาอุ้มร่างที่สลบไสลของศิษย์หลานขึ้นมาด้วยความร้อนรน แต่เมื่อเขาสะบัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นออกเพื่อตรวจดูอาการ ดวงตาของหมียักษ์ก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดขาว...

ที่กลางหลังของอวี้หลง ปรากฏรอยฝ่ามือสีม่วงคล้ำที่แผ่รังสีไอพิษเย็นยะเยือกออกมาอย่างน่าสยดสยอง ต้าสยุงส่งเสียงสั่นเครือ...

"รอยฝ่ามืออินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบ... พลังฝ่ามือนี้อำมหิตเกินกว่าที่เจ้าจะรับไหว อวี้หลง... เจ้าไปเจอกับตัวอันตรายเช่นนี้เข้าได้อย่างไร"

ชีพจรของอวี้หลงเต้นแผ่วเบาราวกับจะดับสูญ พลังภายในที่เคยรุ่งโรจน์กลับปั่นป่วนจนไร้ทิศทาง ต้าสยุงรีบอุ้มหลานชายมุ่งหน้ากลับไปที่ร้านด้วยใจที่หนักอึ้ง พลางนึกในใจว่าพลังภายในของเขาไม่อาจขับพิษนี้ออกมาได้ หากไม่ได้รับการรักษาจากผู้ที่มีพลังเหนือกว่าเขา... อวี้หลงอาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาเห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีกเลย

พายุอารมณ์โหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่าลมหนาวนอกด่าน เมื่อไป๋เฟิ่งทราบข่าวจากบ่าวรับใช้ว่าอวี้หลงถูกลอบทำร้ายจนปางตาย นางแทบไม่รอกระบวนรถม้า แต่ควบทะยานม้าตัวโปรดของท่านอ๋องำป๋ำปที่เมืองกุยฮวาด้วยตนเอง นางเร่งรีบตรงดิ่งมายังร้านต้าจู๋ของต้าสยุงด้วยหัวใจที่หล่นวูบ

เมื่อผลักประตูร้านเข้าไป กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นยาหลายตำรับปะทะจมูกจนนางแทบกระอัก อวี้หลงนอนคว่ำร่างสงบนิ่ง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด และรอยฝ่ามือสีม่วงดำที่น่าสยดสยองกลางหลัง เรียกน้ำตาขององค์หญิงน้อยไหลหลั่งออกมาอย่างสุดกลั้น นางโผเข้าเกาะขอบเตียง มือสั่นเทาพยายามจะแตะตัวเขาแต่ก็เกรงว่าเขาจะแตกสลาย

"อวี้หลง... เจ้าคนโง่ เจ้าต้องฟื้นขึ้นมา มางอนง้อข้าก่อนสิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้...!!!"

ความหยิ่งทนงมลายสิ้น เหลือเพียงความเจ็บปวดที่บาดลึกในอก นางหันไปมองต้าสยุงที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้างๆ ก่อนจะทรุดตัวลงสะอื้นไห้ซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เย็นชืดของชายหนุ่ม ปากพร่ำบอกเพียงว่าห้ามทิ้งนางไปเด็ดขาด

ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีสุขุมทว่าแฝงไปด้วยรังสีปราณที่ทรงพลังที่ทำให้อากาศรอบตัวสงบเย็นลงทันที เขามองดูรอยฝ่ามืออินทรีทมิฬแล้วขมวดคิ้ว

"หากข้าไม่ออกโรงเอง ร่างของเจ้าเด็กนี่คงกลายเป็นก้อนเนื้อเน่าๆ จากพิษเย็นไปอีกไม่เกินชั่วยาม "

ท่านอ๋องตัดสินใจถอดผ้าคลุมศีรษะ และชุดคลุมหรูหราออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจนของยอดคนผู้หนึ่งในอดีตที่หลับใหลมานานปี ต้าสยุงถึงกับชะงักงัน มันตกตะลึงถึงกับเอ่ยวาจาใดมิออก... ท่านอ๋องแห่งฉงหยางโบกมือให้ทุกคนออกนอกห้องไปเสีย

เขาลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหลังอวี้หลง พลังมหาศาลดุจมังกรทะยานฟ้าก็ระเบิดออกจากร่างของไป๋เทียนซื่อ แสงสว่างสีทองเจิดจ้าอาบไล้ไปทั่วห้อง จนผู้คนที่ยืนรออยู่นอกห้องถึงกับตื่นตะลึง เขาวางฝ่ามือลงบนรอยพิษม่วงดำนั้น ก่อนจะใช้พลังวัตรที่ฝึกปรือมานับสิบปีขับเคี่ยวกับพิษร้ายอย่างดุดัน รอยฝ่ามือบนหลังอวี้หลงเริ่มจางลงพร้อมกับพลังไอร้อนที่พวยพุ่งออกมาจนกระแทกแผ่นหลังคาร่วงกราว กระดาษฟางที่ใช้ปิดแผ่นประตูหน้าต่างถึงกับฉีกขาดทันที...

ต้าสยุงที่ยืนอยู่ห่างๆ จากประตูห้อง ถึงกับหลับตาถอนหายใจ พลางรำพึงในใจว่า

"ใครจะไปคาดคิดว่า อันดับหนึ่งในแผ่นดินที่ข้าเคยพ่ายแพ้ให้ในวันนั้น จะกลับมาช่วยหลานศิษย์ของข้าในวันนี้ ท่านช่างซ่อนเร้นเก็บงำประกายได้มิดชิดนัก..."

.....

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งแสงทองแห่งรุ่งสางรำไรจับขอบฟ้า ภายในห้องที่เคยคละคลุ้งด้วยไอพิษเย็น บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลปราณอันอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อค่อยๆ ลดฝ่ามือลง ลมหายใจของเขาหนักแน่นราบเรียบ ใบหน้าที่เคร่งขรึมในฐานะอ๋องผู้ปกครองเมือง กลับฉายแววความเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการสิ้นเปลืองพลังวัตรมหาศาลเพื่อยื้อชีวิตเด็กหนุ่ม

รอยฝ่ามือสีม่วงคล้ำกลางหลังของอวี้หลงจางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรอยแดงเรื่อของเลือดฝาดที่เริ่มกลับมาฉีดเลี้ยงอีกครั้ง ร่างกายที่เคยเย็นชืดเริ่มมีไอร้อนแผ่ออกมาเบาๆ เป็นสัญญาณว่าผนึกบางส่วนในร่างกำลังขานรับพลังปราณอันบริสุทธิ์ของยอดคนอันดับหนึ่งของแผ่นดินในอดีต

"เจ้าเด็กนี่... ดวงแข็งนัก"

ท่านอ๋องไป๋พึมพำพลางประคองร่างอวี้หลงให้นอนลงอย่างแผ่วเบา

เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก ไป๋เฟิ่งที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องทั้งคืนก็โผเข้าไปหาทันที นางมิได้แม้แต่จะเหลือบมองดูท่านพ่อของตน สิ่งที่นางทำคือการถลาไปเกาะขอบเตียง มองดูลมหายใจที่อบอุ่นแผ่วเบาของอวี้หลง นางปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง... ครานี้เป็นน้ำตาแห่งความยินดี

"มันพ้นขีดอันตรายแล้ว... แต่คงพักฟื้นอีกนาน"

ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อกล่าวพลางหันไปสบตากับต้าสยุงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต้าสยุงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"ข้าน้อยต้าสยุง... ขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตาช่วยหลานศิษย์ข้า ขออภัยที่ข้าตาหามีแววไม่ มิอาจจดจำยอดคนอันดับหนึ่งที่เคยประมือกันในวันก่อนๆ"

"ลุกขึ้นเถอะต้าสยุง เรื่องในอดีตก็คืออดีต ข้าเป็นเพียงอ๋องผู้รักสงบในเมืองชายแดนของอาณาจักรนอกด่านอันห่างไกลแห่งนี้เท่านั้น สิ่งที่เจ้าเห็น... จงฝังมันลงไปในสายลมเสีย อย่าให้ใครในยุทธภพรู้ว่าข้ายังมีตัวตนอยู่ มิฉะนั้นแผ่นดินแห่งนี้จะไม่สงบสุขอีกต่อไป"

ไป๋เทียนซื่อกล่าวเสียงเรียบ

"ข้าน้อยทราบความหนักเบาดี... จะมิปริปากสิ่งใดออกไปแน่นอน..."

ต้าสยุงรับคำด้วยความหนักแน่น

ในขณะเดียวกันลวี่อิงหวู่ ก็เดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ นางจ้องมองอวี้หลงด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความชื่นชมในความเก่งกาจที่เก็บงำไว้ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะถอนตัว นางหันไปมองไปเฟิ่งที่กุมมืออวี้หลงไว้ไม่ปล่อย พลางนึกในใจว่า...

"อวี้หลง... ท่านเป็นใครกันแน่ แม้แต่ท่านลุงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยังต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยท่านเช่นนี้"

.....

ภายในห้องพักอันเงียบสงัด แสงแดดรำไรลอดผ่านรอยโหว่ของหลังคาที่ถูกพลังปราณกระแทกจนพังพินาศ ไป๋เฟิ่งยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง กายที่เคยสูงส่งบัดนี้ดูอ่อนล้าจากการอดนอน แต่นางกลับไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าของอวี้หลงแม้เพียงชั่วขณะ จนกระทั่งนิ้วมือของชายหนุ่มเริ่มขยับเบาๆ นางสังเกตเห็นจึงฉีดยิ้มกว้างด้วยความยินดี

"อวี้หลง... เจ้าฟื้นแล้ว..."

เสียงของนางสั่นเครือ อวี้หลงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขารู้สึกไม่ใช่ความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง แต่เป็นมวลความร้อนมหาศาลที่หมุนวนอยู่กึ่งกลางกาย พลังนั้นไม่ได้รุ่มร้อนดั่งไฟป่าเหมือนก่อน ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคงดั่งขุนเขา เขาขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ โดยมีไป๋เฟิ่งรีบเข้ามาประคอง

"ข้า... ข้ายังไม่ตายอีกหรือนี่ "

อวี้หลงพึมพำพลางสำรวจลมปราณในร่าง เขาพบว่าจุดชีพจรที่เคยถูกผนึกไว้แน่นหนากลับคลายออก แม้จะไม่ได้เปิดออกแต่พลังของอาจารย์ปู่ทั้งสองเริ่มสอดประสานกับปราณสีทองสายหนึ่งที่อยู่ในชีพจรของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เสียงของไปเฟิ่งดังขึ้น...

"เจ้าจะรีบตายไปไหน เจ้ายังไม่ทันได้ง้อข้าเลยนะอย่าลืมสิ เจ้าเกือบจะไปพบพยายมแล้วหากท่านพ่อข้าไม่ออกโรงมาช่วยเจ้าด้วยตัวเอง"

ลวี่อิงหวู่ ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถาดน้ำแกงสมุนไพรบำรุง นางจ้องมองอวี้หลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสมากกว่าเดิม

"อวี้หลง ท่านรู้ไหมว่าท่านทำให้พวกเราหัวปั่นแค่ไหน โดยเฉพาะเฟิ่งเอ๋อร์... นางแทบจะกินเลือดกินเนื้อทุกคนที่เข้าใกล้เตียงท่านเลยล่ะ"

ไป๋เฟิ่งหน้าแดงระเรื่อ แสร้งทำเป็นดุญาติผู้พี่

"อิงหวู่ เจ้าพูดมากไปแล้ว เอาน้ำแกงมาให้อวี้หลงแล้วก็รีบออกไปเสีย"

ลวี่อิงหวู่ยิ้มกริ่ม นางไม่ได้ขยับไปตามคำสั่งทันที แต่กลับเดินเข้าไปใกล้เตียงอีกด้านพลางส่งยิ้มยั่วเย้า

"ท่านจอมยุทธอวี้หลง... ท่านน่ะแข็งแกร่งนักที่รับฝ่ามืออันดับสิบแล้วยังรอดมาได้ ข้าล่ะ 'ทึ่ง' ในตัวท่านจริงๆ ไว้วันหน้าท่านหายดีแล้ว... ต้องช่วยชี้แนะให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ"

น้ำเสียงดูหยอกเย้า แต่สายตาที่ลวี่อิงหวู่มองอวี้หลงนั้น เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เพียงความชื่นชมในฐานะญาติลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่ง แต่มันคือสายตาของสตรีที่มองจอมยุทธ์ผู้กล้าหาญในดวงใจ ไป๋เฟิ่งเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งกุมกระชับมือของอวี้หลงไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดด้วยศึกเงียบระหว่างสองสตรี

"อิงหวู่... เสร็จธุระเจ้าแล้วมิใช่หรือ"

ไป๋เฟิ่งย้ำเสียงเข้ม

"เจ้าค่ะๆ องค์หญิงเฟิ่งเอ๋อร์... ข้าไปเดี๋ยวนี้ล่ะ แหม หวงเสียจริงนะ"

ลวี่อิงหวู่หัวเราะคิกคักก่อนจะสะบัดชายชุดเขียวสดใสเดินจากไป ทิ้งให้อวี้หลงนั่งงุนงงอยู่กลางวงล้อมของความรู้สึกที่เขาเองก็ยากจะรับมือ

อวี้หลงมองหน้าไป๋เฟิ่งที่กำลังบึ้งตึง เขาพยายามจะเอ่ยปากขอบคุณเรื่องที่ท่านอ๋องช่วยชีวิต แต่ระยะที่นางนั่งใกล้ชิดจนเกินพิกัดทำให้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก

"นี่ข้า... ต้องรับมือทั้งศึกนอกศึกในไปพร้อมกันเชียวหรือ?"

เขาคิดในใจพลางถอนหายใจยาว ท่ามกลางเสียงนกร้องนอกหน้าต่างที่ดูเหมือนจะล้อเลียนชะตากรรมของมังกรหนุ่มผู้นี้

.....

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status