Masuk“เอาติดตัวไว้ กว่าหนูจะหางานทำได้ป้าช่วยหนูได้แค่นี้แหละ มีเมื่อไหร่ค่อยคืนป้าก็ได้” ป้าแดงยัดเงินใส่ในมือเธอแล้วกำมันไว้แน่น ป้าแดงรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ค่อยมีเงินติดตัวมากนัก ดวงตาดำขลับรื้นขึ้นมาน้ำใสๆไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอซึ้งน้ำใจที่คนอื่นยังเมตตาเธอมากกว่าป้าแท้ๆของเธอเสียอีก
“หนูขอบคุณป้ามากนะคะ” กรรวีเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วจึงยกอาหารไปตั้งโต๊ะให้เสี่ยซ้ง เดินออกมาก็ต้องตกใจเพราะพายุฝนกำลังจะมา เธออยากจะร้องไห้แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ คืนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จเสี่ยซ้งก็ออกไปหาบ้านเล็กคนอื่นๆ เพราะวันนี้เขารู้ว่าจะมาหวังอะไรกับเธอไม่ได้ จึงเป็นโอกาสดีที่เธอจะออกไปจากบ้านหลังนี้
‘เอาเฉพาะของที่จำเป็นติดตัวไป คืนนี้ป้าจะลืมล็อคประตูเล็ก หน้าปากชอยมีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หนูต้องทำเวลา รถตู้เที่ยวสุดท้ายที่ไปกรุงเทพฯคือรอบสองทุ่มครึ่ง’
ป้าแดงบอกกับเธอก่อนที่จะแยกย้ายกันเมื่อตอนทานข้าวเย็นเสร็จ อีกห้านาทีจะสองทุ่ม ระยะทางจากหน้าปากซอยไปถึงคิวรถตู้ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็ถึงออกไปตอนนี้ยังไงก็ทัน ถ้าไปยืนรอนานคนของเสี่ยซ้งอาจจะเห็นเธอก่อนก็เป็นได้
ร่างเล็กเดินออกจากห้องแล้วมองซ้ายขวา ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในความมืด แสงไฟสว่างจากภายนอกและแสงจากฟ้าแลบกระทบเข้ากับร่างกำยำที่นอนหลับอยู่ที่โซฟากลางห้องรับแขก เขาคือลูกน้องของเสี่ยซ้ง วันนี้ฝนตกเขาจึงหลับเร็วกว่าปกติ
กรรวีพยายามย่องเท้าให้เสียงเบาที่สุด เธอแทบกลั้นหายใจพอเปิดประตูได้ก็รีบวิ่งสาวท้าวออกจากบ้านทันที ร่มที่ใช้กางออกมาก็เหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ถึงลมจะไม่แรงมากแต่ฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนักก็ทำให้คนตัวเล็กเสียการทรงตัวอยู่เหมือนกัน
กำลังจะข้ามถนนทันใดนั้นก็มีแสงไฟจากรถสาดมาใส่หน้าเธอพอดี
“คุณวสุระวัง!!” น่านฟ้าตะโกนขึ้นสุดสียงเมื่อมองเห็นคนวิ่งออกมาจากบ้านหลังใหญ่กำลังจะข้ามถนนท่ามกลางสายฝน
เอี๊ยดดดดด!! วสุเหยียบเบรกรถกะทันหันมองผู้หญิงที่ล้มลงกลางถนนด้วยความตกใจสุดขีด นัยน์ตาเบิกโพลงหัวใจเต้นโครมครามกลัวว่าเด็กคนนั้นจะได้รับบาดเจ็บ
“เดินยังไงไม่ดูรถ ออกมาทำไมป่านนี้ ฝนก็ตก” คนตัวโตที่นั่งอยู่ฝั่งคนนั่งบ่นอย่างหัวเสีย หิวข้าวก็หิวเปิดประตูแล้วเดินลงจากรถไปดูคนที่เกือบจะโดนรถชน วันนี้เขาอุตส่าห์มาทางลัดหวังว่าจะถึงบ้านเร็วขึ้นแต่กลับต้องมาเสียเวลามากกว่าเดิมอีก
“ฉันขอโทษคุณทั้งสองด้วยนะคะ” กรรวีช้อนตาขึ้นมองทั้งคู่พร้อมยกมือไหว้ เธอพยายามพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นอย่างลำบาก ขาเธอคงเพลียเนื่องจากมีรอบเดือนและวันนี้ทำงานทั้งวันก็เลยเกิดอาการล้า จึงทำให้เดินสะดุดขาตัวเองล้ม วสุเห็นหน้าเธอแวบแรกแววตาดูตกใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ น่านฟ้ายื่นมือไปช่วย แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับความช่วยเหลือ เขาจึงดึงมือกลับ
“หนูเป็นอะไรมากมั้ย เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” วสุเอ่ยขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ถึงเขาจะไม่ได้ขับรถชนเธอแต่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี
“มะ ไม่เป็นไรค่ะ” พูดจบเธอเดินไปหยิบร่มแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้นทันที เธอกำลังเสียเวลานานมากแล้วกว่าจะเดินไปถึงคิวรถรับจ้างก็หลายนาที
เธอเดินไปตามถนนท่าทางเร่งรีบโดยไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเขาทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ไม่มีคำโอดครวญหรือแสดงท่าทีว่าได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
สองหนุ่มมองหน้ากันด้วยความแปลกใจว่าเธอจะเดินไปไหนมืดค่ำป่านนี้แถมยังฝนตกอีก ด้วยหน้าตาเธอยังดูเด็กมากดูแล้วคงจะไม่ปลอดภัยสำหรับเธอหากต้องเดินตากฝนไปแบบนี้เพียงลำพัง
“ทำไมไม่เข้าบ้าน ออกมาทำไมมืดค่ำ” คิ้วหนาของน่านฟ้าเลิกสูงขึ้น พ่นคำออกมาหลังจากเข้าไปนั่งในรถ มองดูร่างเล็กที่กำลังเดินเร็วออกไปหน้าปากซอยอย่างรีบร้อน
“ถ้าไม่เรียกร้องความสนใจจากเสี่ยซ้งก็คงโดนเสี่ยซ้งไล่ออกจากบ้านครับ” วสุสันนิษฐานเพราะเห็นเด็กคนนี้วิ่งออกมาจากบ้านเสี่ยซ้ง เท่าที่รู้จักเสี่ยซ้ง ถึงเขาจะเป็นคนเจ้าชู้แต่ก็ไม่เคยบังคับให้เด็กคนไหนต้องมาอยู่ด้วย ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้ยินยอม เว้นเสียแต่ว่าเด็กคนนั้นจะทำผิดกับเสี่ยซ้งร้ายแรงจริงๆ
“งั้นเหรอ? ลองจอดถามซิว่าเธอจะไปไหน” ถ้าเป็นแบบที่วสุพูดจริงๆเขาก็แค่อยากไปส่งเธอที่บ้านก็แค่นั้น ถึงเขาจะไม่ถูกชะตากับเด็กผู้หญิงที่ทำตัวแบบนี้ แต่อย่างน้อยความเป็นมนุษย์ของเขาก็ยังหลงเหลืออยู่
“ครับ”
วสุรับคำแล้วขับรถตามก่อนจะชะลอรถและจอดด้านข้างเธอ ร่างเล็กจึงชะงักเท้าให้หยุดเดิน ไม่เข้าใจว่าสองคนนี้ต้องการอะไรจากเธอ ในใจทั้งรีบทั้งกลัว
“ขึ้นรถ ฉันจะไปส่งที่บ้าน” เขาเลื่อนกระจกลงแล้วตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝน
“ไม่ค่ะ พวกคุณไปเถอะฉันจะเดินไปเอง” เธอตะโกนตอบกลับไปพร้อมโบกมือ เธอไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นใครและไว้ใจได้มากแค่ไหน
น้ำตาของเขามันกลั้นไว้ไม่อยู่อีกแล้ว ทั้งสงสารภรรยาแต่เขาไม่อยากรับปากภรรยาตอนนี้ หัวใจเขามันยังทำใจยอมรับไม่ได้ มธุสรเริ่มหายใจแผ่วมากขึ้น ร่างกายเริ่มเกร็งกระตุก‘รับปากกับสรสิคะ สรจะได้นอนตายตาหลับ’ เธอพูดเสียงแผ่วมากจนแทบจะไม่ได้ยิน นอนหายใจพะงาบๆจนเขาทนมองดูต่อไปไม่ไหว ‘ค่ะ พี่รับปาก’ ถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็ต้องรับปากเพื่อให้เธอสบายใจ สิ้นเสียงสามีอันเป็นที่รักมธุสรก็จากไปอย่างสงบ เขาได้แต่นั่งร้องไห้มองเธอจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขาแทบไม่อยากจะอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ ม่านหมอกเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเดินลงมาด้านล่าง ทุกสายตามองไปยังร่างใหญ่ที่กำลังเดินลงมาอย่างเชื่องช้า “พ่อครับ แม่ครับ คืนนี้ผมจะไปนอนที่บ้านผมนะครับ” “หมอกอยู่ได้แน่นะลูก” กมลพรรณถามลูกด้วยความเป็นห่วง “ให้พ่อไปนอนเป็นเพื่อนมั้ย” กัมปนาทถามลูกชายคนโต ผู้ที่อ่อนโยนและสุขุมที่สุดของบ้าน ยิ่งเขาเจ็บเท่าไหร่เขาก็ยิ่งนิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนทุกคนในบ้านต่างเป็นห่วง เพราะเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ “ไม่เป็นไรครับพ่อผมอยู่ได้ครับ”
“เฮ้ย อะไรของมึงวะ ผับกูก็มีห้องออกหรู มึงจะทำนานแค่ไหนกูก็ไม่ว่า” วรนนบอกเพื่อนด้วยความหวังดีและออกติดขำกับการกระทำของเพื่อน“ไม่เอา กูไม่ถนัดขอกลับไปทำแบบจุกๆที่คอนโดดีกว่า”“เออๆ มึงนี่นับวันยิ่งหื่นขึ้นทุกวัน”“ขอบใจมากนะครับเพื่อน”“คุณน่านคะ ปล่อยหม่อนลงเดี๋ยวนี้นะคะ”“ไม่ปล่อย วันนี้ต้องโดนทำโทษในฐานะที่มายั่วให้มันตื่นแล้วจะมาจากไปโดยไม่รับผิดชอบไม่ได้” เขากัดฟันพูดเพราะความมันเขี้ยวสาวน้อยที่กำลังดิ้นอยู่ในอ้อมกอดอุ้มเธอมาที่รถแล้วก็พากลับคอนโดโดยไม่สนใจใครอีก“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอคะ ทำไมดูสนิทกับคุณน่านจัง” กรรวีเอ่ยถามเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถ“คนเคยรู้จักน่ะ”“เมียเก่า?”“ไม่ใช่ซะหน่อย”“ใช่”“ไม่ใช่”“ใช่”“ใช่ก็ใช่ พอใจยัง”“ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่อยากคุยด้วยแล้ว” นั่งหน้าบึ้งไม่ยอมคุยกับคนตัวโตอีก“เอ๊า อะไรเนี่ย ก็บังคับให้ใช่แล้วก็จะมางอนเอง ใบหม่อนไม่น่ารักเลยนะคะ”“ไม่ต้องมาคะขา ไม่น่ารักก็ไม่ต้องมารัก ก็ไม่เคยรักอยู่แล้วนี่ถ้าวันนี้ไม่มีหม่อนมาด้วยจะเป็นยังไง มาทุกครั้งก็คงมาทำแบบนี้ตลอดล่ะสิ” ความน้อยใจเริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวใจดวงน้อย“ม่ายเคยทำเลยจ้ะที่รัก แล้วใคร
เพื่อนร้องตามแต่เธอก็ไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้เป้าหมายของเธอสำคัญกว่า วันนี้ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆที่มาเที่ยวกับเพื่อนในผับแห่งนี้ ฝนทิพย์เดินส่ายสะโพกเข้าไปใกล้น่านฟ้า “เฮ้ย เด็กเก่ามึงเดินมาโน่นแล้วเว้ย ทำไมพามาพร้อมกันทั้งใหม่ทั้งเก่าเลยวะ” วรนนแซวเพื่อน น่านฟ้าจึงหันไปมองตามที่เพื่อนบอกแล้ววางใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่แปลกใจสักนิดที่เจอฝนทิพย์ในผับแห่งนี้ เพราะปกติเธอก็เป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว “ไอ้เลว” เขาสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “หึ หึ” วรนนกลั้วขำในลำคอ รู้ว่าเพื่อนไม่ชอบแต่ก็ยังอยากจะแหย่ ตอนโดนแฟนเก่าหักหลังน่านฟ้าก็ได้ผับของเขาเป็นที่พักพิงร่างสูงเพรียวเซ็กซี่นั่งลงที่พักแขนบนเก้าอี้โซฟาของน่านฟ้าอย่างสนิทสนม ชายหนุ่มปรายตามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ไม่เข้าใจกับสิ่งที่คนรักเก่ากำลังทำอยู่เหมือนกัน มือที่ว่างจากการคีบบุหรี่ข้างหนึ่งพลางหยิบแก้วไวน์ขึ้นดื่ม โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆกับสิ่งที่หญิงสาวกำลังทำ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอมานานมากแล้ว และไม่ได้อยากสัมผัสเธอเลยแม้แต่นิดเดียว“ฝนขอนั่งด้วยคนนะคะคุณนน”“อ้อ ตามสบายเลยครับ” วรนนผายมือให้ เอ่ยออกไปใบหน้าเปื
“ก็แค่นั้นแหละที่แม่แกต้องการ” กัมปนาทเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทันภรรยา ความจริงแล้วแค่น่านฟ้าพูดทุกคนก็พร้อมจะรับฟังเสมอ “แล้วใบหม่อนล่ะ หนูคิดว่ายังไงถ้าพี่เขาจะขอหมั้นหนูไว้ก่อน” กมลพรรณหันไปถามว่าที่ลูกสะใภ้น้ำเสียงอ่อนโยน กมลพรรณรู้ว่าเด็กคนนี้ลำบากมาแค่ไหน และไม่ใช่คนที่จะมาหวังประโยชน์กับลูกชายฝ่ายเดียว จึงไม่ได้ห้ามหากลูกชายจะคบกับเธอ “หม่อนก็แล้วแต่คุณน่านค่ะ” ทุกวันนี้เพื่อนๆก็รู้กันหมดแล้วว่าเขาเป็นอะไรกันกับน่านฟ้า แล้วเธอจะต้องกลัวอะไรอีก “อย่างงั้นก็ตกลงตามนี้” กัมปนาทสรุปให้ทุกคนน่านฟ้าสบตากับกรรวีแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ “หน้าบานอะบางคน” มนชิตาเหน็บพี่ชายที่เอาแต่ยิ้มไม่ยอมหุบ “ยุ่ง” “แว่...” น้องสาวจอมป่วนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชาย จนทุกคนอดยิ้มตามไม่ได้ กวนกันได้ตลอดเวลาจริงๆ “พรุ่งนี้พาใบหม่อนไปเยี่ยมหนูสรด้วย” ตอนนี้อาการของลูกสะใภ้คนโตน่าเป็นห่วง จนม่านหมอกต้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด มธุสรคงมีความสุขมากขึ้นถ้ารู้ว่าน้องสามีมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาบ้าง “คร้าบบ คุณแม่” น่านฟ้าลากเสียงยา
เธอถอดสร้อยที่ตัวเองสวมมาด้วยแล้วส่งให้เขา วสุรับมาดูก็เห็นว่าเป็นสร้อยที่เขาเคยให้ดวงเดือนก่อนที่เขาจะจากเธอมาเมื่อยี่สิบปีก่อน “หนูเป็นอะไรกับเจ้าของสร้อยเส้นนี้” “เป็นลูกสาวค่ะ” “แล้วพ่อของหนูล่ะ” วสุใจเต้นระส่ำรอคำตอบจากเธอ เพราะเขาจำได้ว่าคืนวันที่นอนกับดวงเดือนในวันนั้นเขาไม่ได้ป้องกันแต่ก็ไม่เคยคิดเอะใจว่าเธอจะท้อง “พ่อของหนูก็คือคนที่เอาสร้อยเส้นนี้ให้แม่หนูค่ะ” น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “ใบหม่อน ใบหม่อนลูกพ่อ” วสุโผเข้ากอดหญิงสาวแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมีลูกสาวที่โตขนาดนี้ คิดโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกกับเมียตัวเองต้องลำบากมาโดยตลอด เขาจำแววตาของเด็กสาวที่หน้าตาคล้ายกับดวงเดือนได้ในวันที่เขากับลูกชายกลับไปหาเธออีกครั้ง กรรวีคงเป็นเด็กที่ยืนอยู่ด้านหลังชวนชมในวันนั้น แต่ก็ไม่มีใครบอกอะไรกับเขาแม้แต่คนเดียว น่านฟ้าเห็นวสุกอดคนรักของตัวเองจึงรีบวิ่งมาหาหน้าตาตื่น “ใบหม่อน!” เขาเรียกชื่อเธอและดันไหล่วสุให้ออกห่างจากเธอ ทั้งสองต่างคนต่างร้องไห้ เธอดีใจที่
“แล้วเด็กคนนั้นจะมาวันไหน” วสุถามลูกชายอีกครั้ง “ยังไม่รู้เลยครับพ่อ เธอบอกว่าจะไปขออนุญาตผู้ปกครองก่อนครับ” “ทำไมคุณพ่อทำหน้าเครียดจังครับ” “โอเค บอกเธอว่าพอรออยู่” วสุบอกลูกด้วยหัวใจที่เต้นแรง อยากรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใครกันแน่ เขาถึงได้รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ภายในงานเลี้ยงขอบคุณคู่สัญญาของบริษัทน้ำตาลประกายฤกษ์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง “อ้าว เสี่ยซ้งสวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” วสุกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือน “สวัสดีครับคุณวสุ” “เชิญข้างในดีกว่าครับ” ทั้งสองเดินเข้ามาภายในงาน เสี่ยงซ้งเห็นน่านฟ้าอยู่กับพี่ชายและพ่อของเขา จึงนึกอยากเข้าไปทักทายเป็นพิเศษ “สวัสดีครับเสี่ยซ้ง” กัมปนาทเอ่ยทักคู่สัญญาคนสำคัญ “สวัสดีครับ คุณก้อง คุณหมอก คุณ...น่าน” เสี่ยงซ้งทำน้ำเสียงยียวนกวนบาทาอีกฝ่าย “เอ๊ะ นั่นคุณแม่กับมนพาใครมาด้วยน่ะครับคุณวสุ” ม่านหมอกเอ่ยถามวสุ เพราะคิดว่าเขาน่าจะรู้ดีที่สุด วสุเห็นหญิงสาวก็ตกใจหมือนกัน ไม่คิดว่าเขาจะได้เจอคนที่เขารอคอย







