เข้าสู่ระบบ“กลับมาแล้วค่ะ”
“ทำไมมาด้วยกันล่ะ”
เมื่อหทัยชนกกลับมาถึงบ้าน เธอก็ส่งเสียงบอกคนในบ้านตามปกติ อนุชิตเดินออกมาแล้วเจอวชิรวิษที่เดินตามหลังบุตรสาวเข้ามาด้วย ก็เอ่ยปากถามด้วยความแปลกใจ
“วันนี้เฟิร์นถ่ายงานที่บริษัทพี่คิวมาค่ะ”
“หืม วันนี้ถ่ายโฆษณารถ?”
“ใช่ค่ะ”
“บริษัทคิว?”
“ค่ะ”
“หือ.....”
“ป๊าทำหน้าเหมือนเฟิร์นตอนครั้งแรกที่รู้เลย”
หทัยชนกหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยให้วชิรวิษอยู่คุยกับอนุชิตตามลำพัง เธอมั่นใจว่าเขาน่าจะมีอะไรที่จะคุยกับบิดาของเธอ
ผ่านไปกว่าชั่วโมงเสียงเคาะประตูห้องนอนของหญิงสาวก็ดังขึ้น เธอส่งเสียงอนุญาตให้เปิดประตูโดยที่ยังไม่ได้ลุกออกจากเตียง
“อ้าว” เสียงหวานใสเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นคนที่ก้าวเข้ามาในห้อง
“พี่จะกลับบ้านแล้วล่ะ ดึกแล้ว เลยขึ้นมาบอกก่อน”
“ค่ะ”
“.....”
“.....”
ทั้งสองคนอยู่ท่ามกลางความเงียบโดยที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป หทัยชนกนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เธอมองไปที่เขาเงียบๆ วชิรวิษเองก็นั่งอยู่ที่ขอบเตียงนอนมองหญิงสาวเงียบๆ เช่นเดียวกัน
“พี่นุรู้แล้วนะ”
“เรื่องอะไรคะ”
“เรื่องของเรา”
“?”
“ที่เราคบกัน”
“ค่ะ”
“พรุ่งนี้มีงานหรือเปล่า”
“มีงานอีกอาทิตย์ก็จะปิดกล้อง จบเรื่องนี้ก็ว่าจะพักก่อนค่ะ เพราะยังไม่ตัดสินใจรับละคร”
“งั้นระหว่างนี้พี่ไม่กวนนะ เฟิร์นจะได้มีเวลาพักผ่อนด้วย แล้วหลังจากปิดกล้องพี่จะมารับเฟิร์นไปนั่งเล่นที่ทำงานกับพี่”
“ได้ค่ะ ช่วงนี้เร่งถ่ายด้วย ไม่น่าจะได้จับโทรศัพท์เท่าไหร่”
“จ้ะ หลังจากกลับถึงบ้านส่งข้อความบอกพี่ทุกวันก็พอ พี่ก็จะทำเหมือนกัน”
“ค่ะ”
“ไปนะ”
วชิรวิษลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้มตัวลงจุมพิตหน้าผากเนียนเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องไป
หทัยชนกมองตาม เธอไม่ได้คิดมากอะไรเรื่องที่ต้องห่างกัน เพราะทั้งเธอและเขาต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง หญิงสาวหยิบรีโมทขึ้นกดปิดไฟแล้ววางลงที่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาตั้งนาฬิกาปลุกแล้วจึงหลับตาลง
อาทิตย์ต่อมา
“เฟิร์นไปนะ”
“อย่ากลับดึกล่ะ”
“ค่ะ”
วันนี้หญิงสาวไม่ได้บอกกับวชิรวิษเอาไว้ว่าเธอว่าง เพราะจากเดิมที่นัดกันเอาไว้ในอีก 2 วันข้างหน้า แต่เนื่องจากปิดกล้องเร็วกว่ากำหนด วันนี้เธอจึงว่างและตั้งใจจะไปหาเขาโดยที่ไม่ได้บอกเพื่อให้เขาตกใจ
เมื่อมาถึงที่บริษัทของเขา หญิงสาวเข้าไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และขอพบกับดนัยโดยบอกเพียงชื่อจริงของเธอเท่านั้น พนักงานคนดังกล่าวเหมือนว่าจะจำหญิงสาวได้ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรและโทรหาดนัยตามที่หญิงสาวต้องการ และเพียงไม่นานดนัยก็ลงมา
“คุณเฟิร์น ไหนนายบอกว่าคุณจะมาวันพุธไงครับ”
“ปิดกล้องเร็วกว่ากำหนดน่ะค่ะ พี่คิวอยู่ไหมคะ”
“อยู่ครับ ดีนะครับที่คุณมาเร็ว เพราะช่วงเช้านายว่างอยู่พอดี ช่วงบ่ายถึงจะมีประชุม”
“ค่ะ ยังไม่ได้บอกพี่คิวใช่ไหมคะว่าลงมารับเฟิร์น”
“ยังครับ พอพนักงานแจ้งไปผมก็รีบลงมา ยังไม่ได้บอกใครเลย”
“ค่ะ”
“ไปเลยไหมครับ”
เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้า ดนัยจึงเดินนำออกไปโดยมีหญิงสาวเดินตาม พนักงานหลายคนที่อยู่แถวนั้นจำหญิงสาวได้ ได้แต่แปลกใจที่เห็นหญิงสาวมาที่นี่
“ไม่ต้องห่วงนะครับ ที่นี่มีกฎอยู่ ไม่ว่าใครจะเข้าออกที่นี่พนักงานไม่มีนำออกไปพูด จะไม่มีข่าวหลุดออกไปแน่นอนครับ”
“ไม่ห่วงเรื่องข่าวหรอกค่ะ เฟิร์นอยู่ในวงการตั้งแต่เด็ก มันนานพอที่แฟนคลับจะเข้าใจ อีกอย่างเฟิร์นหมดสัญญากับค่าย เป็นนักแสดงอิสระแล้วค่ะ”
“แต่ผมก็เห็นคุณเฟิร์นยังเล่นละครของช่องอยู่เลยนี่ครับ”
“สัญญาใจค่ะ เฟิร์นไม่ค่อยรับละครที่อื่น ถ้าจะรับส่วนใหญ่ก็ปรึกษากับทางผู้ใหญ่ก่อน ทางช่องมีงานอะไรที่เหมาะกับเฟิร์นก็เลยยังป้อนให้เฟิร์นเหมือนเดิมค่ะ”
“อ๋อ ครับ เข้าไปได้เลยนะครับ นายอยู่ข้างใน”
“ขอบคุณนะคะ”
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน ดนัยพาหญิงสาวมาส่งที่หน้าประตูห้องทำงานของวชิรวิษ ก่อนจะเดินกลับออกไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง
“สวัสดีครับ” สองแฝดยกมือขึ้นไหว้ตามบิดามารดาเมื่อเห็นว่ามีผู้คนเยอะแยะแล้วบิดามารดาของตนยกมือไหว้“วันนี้เตรียมพร้อมยังไงบ้างคะ สำหรับการพาน้องแฝดมาออกงานครั้งแรก” เสียงวี้ดว้ายดังขึ้นด้วยความเอ็นดู ก่อนที่จะเริ่มมีการสัมภาษณ์เกิดขึ้น“สัมภาษณ์น้องได้ใช่ไหมคะ”“ได้ค่ะ”“สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรกันบ้างคะ”“เฟรมครับ”“ฟิวครับ”“วันนี้ตื่นเต้นไหมคะ มาออกงานพร้อมคุณพ่อคุณแม่”“ไม่ตื่นเต้นเลยครับ คุณแม่บอกให้พูดเหมือนปกติครับ”“ผมก็ไม่ตื่นเต้นครับ”“แล้ววันนี้คุณแม่สวยไหมคะ”“คุณแม่สวยทุกวันเลยครับ”“คุณพ่อก็หล่อทุกวันด้วยครับ”เสียงวี้ดว้ายชอบใจดังขึ้น จากบรรดาผู้สัมภาษณ์ เมื่อเด็กทั้งสองตอบคำถามอย่างชาญฉลาดการสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่หทัยชนกจะขอตัวเข้าไปภายในงาน จนกระทั่งจบงาน พวกเขาก็ออกมาให้ถ่ายรูปและสัมภาษณ์อีกครั้งก่อนจะกลับบ้านไปพร้อมกับความภูมิใจกับการออกงานครั้งแรกของเด็กๆเมื่อกลับมาถึงบ้าน พี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ และพากลับขึ้นห้องไปเพราะพวกเขาหลับมาบนรถ ส่วนวชิรวิษกับหทัยชนกเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะพากันออกไปหาอะไรกินข้างนอกสองคน“จองไว้เมื่อไหร่คะเนี่ย”“หลายวันแล้วจ้ะ เฟิร์นอ
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อ”“อรุณสวัสดิ์ครับ พี่เฟรมล่ะ”“กำลังลงมาครับ ผมแต่งตัวเสร็จก่อนเลยลงมาก่อน วันนี้คิวผมใช้ห้องน้ำก่อน”“ครับ”“คุณแม่ล่ะครับ”“ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนคุณแม่ทำงานจนเกือบเช้าเลยตื่นสาย อย่าไปรบกวนคุณแม่นะ” น้ำเสียงอบอุ่นเมื่อมองเด็กชายตัวน้อย“ได้ครับ ผมจะไม่รบกวนคุณแม่”“ดีมาก งั้นเดี๋ยวเราไปรอพี่เฟรมที่ห้องทานข้าว”“ครับ”มือใหญ่อบอุ่นจับจูงมือบุตรชายคนน้องเดินไปยังห้องรับประทานอาหารเพื่อรอแฝดผู้พี่ลงมาจากข้างบน เมื่อเด็กชายตัวน้อยลงมา พวกเขาก็ลงมือรับประทานอาหารเช้าโดยมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลเด็กน้อยทั้งสองอยู่ข้างๆในช่วงสายของวัน หลังจากที่หทัยชนกตื่นก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำไปทั้งร่างเปลือย เพราะถึงอย่างไรห้องนี้จะไม่มีใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และเธอมั่นใจว่าวชิรวิษไม่อนุญาตให้ใครขึ้นมาบนชั้นสองแน่นอน จนกระทั่งออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องทำงานพอดี“ตื่นแล้วเหรอคะ”“ตื่นแล้วค่ะ”“เป็นยังไงบ้าง”“ระบมทั้งตัวเลยค่ะ”“โทษทีจ้ะ” ชายหนุ่มขอโทษด้วยความรู้สึกผิด เพราะบางครั้งเขาก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“เล็กน้อยมากค่ะ เดี๋ยวเราลงไปข้างล่างกันนะคะ เฟิร์นจะค
“ทนไหวไหม.....หรือจะให้หยุด” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมากัดไหล่บอบบางแรงๆ แล้วกระซิบข้างหูด้วยเสียงแหบ แต่จังหวะสะโพกยังคงกระแทกรุนแรงแรง“ไม่.....ไม่หยุด.....เอาต่อ.....เอาแรงๆเลยค่ะ” หญิงสาวครางตอบเสียงขาดๆหายๆ สะโพกกลมขยับสวนกลับอย่างยั่วเย้าชายหนุ่มหัวเราะต่ำๆ แล้วจับสะโพกเมียแน่นขึ้นอีก เพิ่มความเร็วและความแรงจนร่างบอบบางสั่นเทาทั้งตัว กระโปรงชุดนอนกองอยู่บนเอว เผยให้เห็นทุกอย่างที่เขากำลังทำอยู่ตรงหน้า“ดี.....งั้นคืนนี้จะทำให้พังเลย” เขากล่าวเสียงห้าว ก่อนจะกระแทกเข้าไป“อ๊ะ.....ลึก.....” เธอครางเสียงสั่นพร่า น้ำตาคลอตาเพราะถูกดันลึกจนมดลูกสั่นระริกชายหนุ่มไม่ยอมลดความแรงแม้แต่น้อย มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบสะโพกผายจนเนื้อขาวแดงเป็นรอยนิ้ว แล้วกระชากร่างบอบบางเข้าหาตัวเองทุกครั้งที่กระแทก“เงียบไม่ได้สิ ชอบให้เข้าไปแรงขนาดนี้” เขาพึมพำเสียงต่ำ ก่อนจะโน้มลงกัดลำคอเธอแรงๆจนมีรอยแดง“ชอบ.....ชอบที่สุด แรงๆเลย” หญิงสาวสะดุ้งทั้งตัว มือที่เกาะราวระเบียงสั่นเทา เธอครางตอบเสียงขาดๆเขาถอยหลังกลับมานั่งบนโซฟาอีกครั้ง ร่างบอบบางถูกอุ้มขึ้นแล้วนั่งลงกระแทกเต็มลำ ต้นขาขาวถูกจับแยกกว้าง มือใหญ่ฟาดลงบ
“พี่ไปอาบน้ำบ้างดีกว่า”ร่างสูงเดินออกไปหลังจากพูดจบ หทัยชนกมองตามร่างสูงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตนเองที่วางอยู่ออกมากดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ จนเห็นข้อความที่น้ำฝนติดต่อเข้ามาหญิงสาวโทรหาน้ำฝนเพื่อสอบถามรายละเอียดงานที่ติดต่อเข้ามา ก่อนจะได้รู้ว่า เชิญทั้งเธอ วชิรวิษ และเจ้าแฝดของเธอหญิงสาวขอรอถามสามีกับเด็กทั้งคู่ก่อน จะให้คำตอบอีกทีในวันรุ่งขึ้น น้ำฝนจึงวางสายไป พร้อมกับที่สามีหนุ่มออกมาจากห้องน้ำพอดี“มีอะไรเหรอ”“พี่ฝนบอกว่ามีงานติดต่อมาค่ะ ให้ไปออกงานอีเว้นท์”“ก็ไปสิ”“เชิญทุกคนเลยค่ะ เจ้าแฝดด้วย”“พี่ไม่มีปัญหานะ แต่ลองถามเจ้าแฝดก่อน เผื่อพวกเขาไม่อยากไป”“เฟิร์นก็ว่าจะรอถามเด็กๆพรุ่งนี้เช้านี่แหละค่ะ”“ดีแล้ว ให้สิทธิ์พวกเขาได้ตัดสินใจเอง ถึงยังไงพวกเขาก็โตพอที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว”“ค่ะ”หญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้มขึ้นมานั่งคร่อมบนตักเขา กระโปรงชุดนอนตัวสวยขึ้นมากองอยู่บนต้นขาขาว พร้อมกับที่ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ต้นขาเธอเบาๆหญิงสาวนั่งดื่มอยู่กับสามีหนุ่มอีกสักพักใหญ่ ร่างบอบบางก็ลอยขึ้นจากโซฟา เมื่ออยู่ๆ เธอก็ถูกอุ้
สองแฝดสลับกันเล่ากิจวัตรและสิ่งที่ได้เจอได้เรียนรู้ในวันนี้ให้บิดาฟัง เสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วห้องนั่งเล่นเรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่ได้ยินได้เป็นอย่างดี“เอาล่ะ ได้เวลามื้อเย็นแล้วนะครับ เข้าที่ได้แล้วนะเด็กๆ”“ครับ”สิ้นเสียงพูดของบิดา สองแฝดก็จับมือกันเดินเข้าไปที่ห้องรับประทานอาหาร พากันไปนั่งเก้าอี้ของตนเองและนั่งรออย่างเรียบร้อยวชิรวิษกับหทัยชนกที่เดินตามสองแฝดมายิ้มเอ็นดู ก่อนจะนั่งประจำที่ของตนเอง พร้อมกับที่แม่บ้านเข้ามาตักข้าวให้ทั้งสี่คนนั่งกินมื้อเย็นด้วยกันอย่างอบอุ่น จนกระทั่งกินเสร็จก็มีพี่เลี้ยงก็มารับตัวเด็กๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลพวกเขาต่อสองสามีภรรยายืนมองเด็กๆ ที่กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทั้งเฟรมและฟิวมีพี่เลี้ยงส่วนตัว พวกเขาใช้พี่เลี้ยงคนต่อคนเพื่อที่จะไม่ให้เด็กๆ คลาดสายตาและสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงกลางดึกคืนนั้น หลังจากที่สองสามีภรรยาส่งเด็กๆ เข้านอนเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนที่ห้อง พวกเขาสามารถเห็นเด็กๆ ได้ตลอดเพราะพวกเขาติดกล้องวงจรปิดภายในห้องนอนของเด็กๆ และเปิดหน้าจอเอาไว้ตลอด“ดื่มอะไรหน่อยไหมคะ” หทัยชนกถามผู้เป็นสามี หลังจากที่คนอื่นๆ ออกไปกันหมดแล้ว“อื้ม ขอว
หลายชั่วโมงผ่านไป หลังจากเด็กๆวิ่งเล่นกันจนฟ้าเปลี่ยนสี ดาหลาจึงพาเด็กๆกลับเข้าบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงมารวมตัวกันที่โต๊ะกินข้าว“วันนี้เหนื่อยไหมลูก” ฟาริดาถามพลางถือจานอาหารเดินเข้ามาวาง“เหนื่อยครับ.....” ฟาริคตอบเสียงอ่อย ก่อนจะหาวออกมาอย่างอดไม่อยู่“แต่สนุกมากเลยครับ” วรวิชตอบบ้างเมื่อเห็นผู้เป็นอาหันมามองพวกเขา“ใช่ครับ” ฟาริครีบพูดเสริม แม้ดวงตาจะปรือเพราะความง่วงเต็มที“เอาล่ะๆ กินมื้อเย็นกันดีกว่านะ” ฟาริดาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กทั้งสองคนอย่างเอ็นดูเด็กทั้งสี่คนที่เล่นมาทั้งวันต่างหิวจนกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเริ่มมีอาการง่วงให้เห็นบ้างแล้วก็ตาม“ค่อยๆ กินกันนะลูก ไม่ต้องรีบ” ฟาริดาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเด็กๆตักอาหารเข้าปากคำโต“ครับ” เสียงรับคำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่อดาหลานั่งอยู่ไม่ไกล คอยตักอาหารเพิ่มให้เด็กๆเป็นระยะ พลางมองดูว่าทุกคนกินกันครบหรือไม่ ไม่นานนัก อาหารบนจานของเด็กทั้งสี่คนก็ถูกจัดการจนหมด“อิ่มแล้วครับ” หนึ่งในเด็กๆวางช้อนลง ก่อนยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง“อิ่มด้วยครับ” อีกคนพูดตาม พร้อมกับหาวออกมาอย่างง่วงนอน“ง่วงแล้วใช่ไหมเรา







