LOGIN“โลกมันกลมจังเลยก้องว่าไปไหม”
“กลมจนน่าเจ็บใจ” เขาพูดหยันๆ ตัวเอง
“เจ็บใจอะไรเหรอ หรือว่ารังเกียจที่ปริมจะมาเป็นพี่สะใภ้” เธออดค่อน ขอดไม่ได้
“เปล่า ก้องแค่เจ็บใจตัวเองก็เท่านั้น”
“เจ็บทำไม เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าคิดมากเลย”
“ก้องดีใจนะ ที่ปริมไม่ได้เจ็บอย่างที่ก้องกังวล” ชายหนุ่มพูดจากใจจริง
“ปริมดีใจด้วยนะที่เห็นก้องมีความสุข”
“ปริมรู้ได้ยังไงว่าก้องมีความสุข”
“ก็ได้อยู่กับคนที่ก้องรัก ก้องก็ต้องมีความสุขไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงดีสิปริม” เขาพูดน้ำเสียงเหมือนประชดตัวเอง
“ก้องกำลังจะพูดอะไร”
“ก้องคงไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรแล้วในตอนนี้ นอกจากคำว่าขอโทษ” เสียงเขาแหบลงเมื่อพูดประโยคนั้น
“ทั้งๆ ที่ก้องน่าจะพูดคำนี้กับปริมตั้งนานแล้วอย่างนั้นเหรอ” ปริมาพูดในสิ่งที่ค้างคาใจออกมาเหมือนกัน
“ก้องมันขี้ขลาดเกินไปเกินกว่าที่จะทนเห็นปริมเสียใจได้” เขาไม่อาจจะพูดอะไรได้มากกว่านี้ รัชภูมิรู้ดีว่าสถานะของตัวเองในตอนนี้เป็นอย่างไร
“แล้วสิ่งที่ก้องทำล่ะ มันไม่มากเกินกว่าคำว่าเสียใจเหรอ” เธอพูดกับเขาอย่างเจ็บปวด เขาจะรู้บ้างไหมว่าการถูกหลอกให้รอคอยและการถูกคนรักทรยศหักหลังมันเจ็บปวดแค่ไหน
“ก้องขอโทษปริม ก้องขอโทษ ก้องเสียใจ” รัชภูมิได้แต่พร่ำขอโทษเขารู้ดีว่าปริมาต้องเจ็บปวดแค่ไหน
“มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะก้อง”
“ก้องรู้”
ปริมาอดเหยียดปากอย่างแสลงใจไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีรู้สึกผิดของรัชภูมิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงแสยะยิ้มอย่างสะใจและอดเย้ยหยันเขาไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอไม่รู้สึกอะไรแล้วจริงๆ
อติมายืนแอบฟังการสนทนาของทั้งสองคนอยู่เงียบๆ ในที่สุดเธอก็ได้เห็นแล้วว่าเจ้าของหัวใจตัวจริงของรัชภูมิคือใคร เขารักผู้หญิงคนนี้มาตลอดถึงแม้เขาเลือกที่จะแต่งงานกับเธอแต่อติมาก็รู้ว่าเขายังมีใครคนหนึ่งอยู่ในหัวใจเขาตลอดเวลา เธอเป็นฝ่ายผิดเองสินะที่เข้ามาแทรกตรงกลางระหว่างความรักของคนทั้งสอง ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่ารัชภูมิมีคนรักอยู่แล้วแต่เธอก็รักเขาเกินกว่าจะปล่อยเขาไปได้
“อุ๊ย!” ปริมาที่กำลังจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใต้ซุ้มกระดังงาเกิดข้อเท้าพลิก โชคยังดีที่รัชภูมิประคองไว้ทันไม่เช่นนั้นหญิงสาวคงจะล้มไปกองอยู่ที่พื้นเป็นแน่
ภาพที่อติมาเห็นจึงเหมือนกับสามีของตัวเองกำลังประคองกอดอดีตคนรักไว้ในอ้อมแขน พิษรักแรงหึงแล่นพล่านขึ้นในกระแสโลหิตของเธอทันที
“ทำอะไรกันน่ะ!”
อติมาเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสองและแว้ดเสียงใส่ทันที มือบางเอื้อมไปกระชากแขนของรัชภูมิที่กำลังประคองปริมาอยู่ออกเต็มแรงอย่างไม่พอใจ ก่อนจะสายตาตวัดไปยังปริมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อและประกาศอย่างชัดเจนว่าเกลียดชังเธอ
“หนิง!” รัชภูมิขึ้นเสียงสูงกับภรรยาอย่างไม่พอใจกริยาที่ผู้เป็นภรรยาแสดงออกอย่างไม่คิดจะไว้หน้าเขา
“เธออย่านึกนะว่าฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นคนรักเก่าของก้อง” อติมายังไม่หยุดอาละวาด จิกด่าปริมาทันที
“รู้แล้วยังไงคะ” ปริมาตอบโต้กลับด้วยความใจเย็น
“เธอต้องการอะไรกันแน่ เป็นแฟนพี่กันต์แล้วมาให้ท่าก้องทำไม”
“อ้อ ดิฉันก็เพิ่งรู้ว่านี่คือการให้ท่า”
“นี่!” ยิ่งพูดอติมาก็ยิ่งโกรธเพราะเธอเกลียดท่าทางราวกับนางพญาของ ปริมาซะเหลือเกิน
“ระงับสติอารมณ์ของคุณลงสักนิดเถอะค่ะ” หญิงสาวพูดเหมือนสั่งสอน ก่อนจะหันไปบอกรัชภูมิ “ก้อง ช่วยพาคุณหนิงเข้าไปในบ้านเถอะ ปริมไม่อยากมีเรื่อง”
“ไม่ต้องทำมาเป็นวางท่าราวกับตัวเองเป็นผู้ดีหรอก เธอนึกเหรอว่าฉันไม่รู้กำพืดของเธอ จำไว้นะถ้าเธอคิดจะแย่งก้องล่ะก็ ได้เห็นดีกันแน่” อติมายังไม่ยอมหยุดอาละวาด
“ดิฉันก็รู้กำพืดของดิฉันดีค่ะ คงไม่ต้องให้ใครมาขุดคุ้ย ว่าแต่คุณสิคะ การศึกษาก็สูง ชาติตระกูลก็ดี แต่ทำไมถึงได้เต้นเร่าๆ เป็นเจ้าเข้าแบบนี้คะ”
อติมาแทบกรี๊ดกับคำพูดที่เย็นเยียบเป็นน้ำแข็งของปริมา
“แก!” อติมาชี้หน้าปริมามือไม้สั่น ชีพจรเต้นรัวอย่างโกรธจัด
“อย่ากรี๊ดนะคะ เพราะถ้าคุณกรี๊ดคุณจะกลายเป็นนางร้ายในสายตาของคนทั้งบ้านไปทันที” ปริมาเตือนสติ
ความเยือกเย็นของเธอสามารถสยบอติมาได้ประดุจดังสุภาษิตที่ว่าน้ำร้อนปลาเป็นน้ำเย็นปลาตาย ถ้าจะเปรียบไปตอนนี้ปริมาคือน้ำเย็นส่วนอติมาคือน้ำร้อน เพราะฉะนั้นคนที่ร้อนรุ่มก็คืออติมานั่นเอง
“ขอโทษนะปริม” รัชภูมิกล่าวคำขอโทษก่อนจะรีบดึงมือคนของเขาให้เข้าบ้านไปก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายมากไปกว่านั้น
ปริมามองตามแล้วส่ายหัว พร้อมกับระบายลมหายใจออกมา ก่อนจะเดินไปนั่งบนม้าหินอ่อนใต้ต้นกระดังงาอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก และหลังจากนั้นอีกไม่ถึงสิบนาทีรัชภาคย์ก็เดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“รอนานมั้ยครับทูนหัว”
“ไม่นานค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยิ้มให้อย่างสดใสกลบเกลื่อนร่องรอยของเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่อย่างแนบเนียน
“ไฟเขียวผ่านตลอด” รัชภาคย์นึกย้อนไปถึงตอนที่ถูกพ่อแม่ซักว่าปริมาเป็นใครมาจากไหน หลังจากที่เขาบอกว่าเธอเป็นเพียงลูกชาวบ้านธรรมดาแต่จบการศึกษาถึงระดับปริญญาโทบวกกับกิริยามารยาทที่ดูเรียบร้อยก็ทำให้คุณรัชดายิ้มออกบ้าง ส่วนคุณรมย์นั้นไม่ค่อยได้ออกความเห็นอะไรเพราะไว้ใจในตัวลูกชายคนโตมาตลอด
รัชภาคย์โอบร่างน้อยๆ นั้นเข้ากอดไปพร้อมกับกดปลายจมูกโด่งหอมแก้มใสอย่างรักใคร่“คิกคิก น้ำอิง จั๊กจี้หนวดคุณพ่อ” ลูกสาวตัวน้อยหัวเราะแล้วหดคอหนี“จั๊กจี้เหรอ นี่แน่ะๆๆๆ” เมื่อเห็นลูกสาวหัวเราะผู้เป็นพ่อก็ยิ่งใช้ปลายคางถูไถตามพวงแก้มอ่อนใสสลับไปมาซ้ายทีขวาที“คิกๆๆๆ” ปัญชิตาหัวเราะจนตาหยี ตัวหอบโยนด้วยจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้น ผู้เป็นพ่อจึงหยุดแล้วกอดกระชับร่างน้อยของลูกสาวเอาไว้“แล้วคุณแม่ไปไหนคะ” เสียงใสเอ่ยถามทั้งที่ยังหอบด้วยอาการหัวเราะเมื่อนึกได้ว่าไม่เห็นผู้เป็นแม่อยู่ในห้องนั้น“คุณแม่ไปอาบน้ำครับ เดี๋ยวจะพาน้ำอิงไปใส่บาตร”“ดีจังค่ะ ใส่บาตรเสร็จขอน้ำอิงไปเที่ยวที่ทุ่งนากับคุณตาได้ไหมคะ”“ได้สิครับ เดี๋ยวพ่อไปด้วย” รัชภาคย์บอกอย่างใจดีกับลูกสาวเสมอ“คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย น้ำอิงรักคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อขอรางวัลหน่อยครับ” ว่าพลางเอียงแก้มให้ลูกสาว หลังจากนั้นปลายจมูกเล็กๆ จึงหอมเบาๆ ที่แก้มของผู้เป็นพ่อ“ยี้...แก้มคุณพ่อไม่หอมเลย” เด็กน้อยช่างเจรจาแกล้งทำจมูกย่นใส่ผู้เป็นพ่อ“ก็คุณพ่อยังไม่อาบน้ำนี่ครับ”“แต่ถึงจะไม่หอมน้ำอิงก็รักคุณพ่อนะคะ” ปัญชิตาออดอ้อนตามประสา“พ่อก
ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังดูดนมผู้เป็นแม่อย่างเอร็ดอร่อยนั้น ทำให้รัชภาคย์ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างอดอิจฉาลูกสาวอยู่ไม่ได้“มองอะไรคะพี่กันต์” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาพราวพริบระยิบระยับของสามี“อิจฉาลูก”“แน้... จะอิจฉาทำไมล่ะคะ”“อยากดื่มนมจากเต้ามั่ง”“คิกๆๆ” ปริมาได้แต่หัวเราะสามี ก่อนจะปล่อยให้เขามองตาปรอยเหมือนเดิมรัชภาคย์นั่งลงใกล้ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปพิศเพ่งจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาววัยสามเดือนที่กำลังหลับตาพริ้มดูดดื่มน้ำนมจากเต้าของแม่อย่างเอร็ดอร่อย แล้วปลายจมูกโด่งก็กดเบาๆ ลงบนความไร้เดียงสานั้น เด็กน้อยประท้วงด้วยการดิ้นแขนขาดุ๊กดิ๊ก แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากการดื่มนมนั้น“จะแย่งพ่ออีกนานไหมลูก”“รอเดือนนี้อีกเดือนเดียวค่ะ”“อีกตั้งนาน” เขาบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะหอมแก้มแม่ของลูกเบาๆ3 ปีผ่านไปอากาศเย็นๆ ในตอนใกล้รุ่งสางของฤดูหนาวทำให้ปริมาซุกตัวเข้าไปหาไออุ่นจากร่างกายกำยำของรัชภาคย์อย่างคุ้นเคย ชายหนุ่มจุดยิ้มที่มุมปากในขณะทอดมองร่างอรชรในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน“หนาวจังค่ะ” เสียงหวานผาดแผ่วกระซิบผ่านริมฝีปาก“หนาวมากไหม”“มากค่ะ” หญิงสาวตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม พร้อมกับเบีย
“ก็เผื่อผมจะได้หันมาจีบคุณไง”“บ้า...แค่คิดฉันก็ขนลุกแล้ว ยี้ อย่างคุณนี่นะจะมาจีบฉัน ฉันไม่ชายตามองหรอกย่ะ”“ฮะๆๆ หนักแน่นเอาไว้นะครับคุณครู” เขาแซวด้วยสายตาวิบวับทำเอาฐิติพรหน้าร้อนขึ้นมาซึ่งหญิงสาวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธเขาหรือเป็นเพราะชายหนุ่มพูดเฉียดความจริงกันแน่ย่างเข้าเดือนที่เก้า ครรภ์ของปริมาโตจนเดินอุ้ยอ้าย ช่วงนี้รัชภาคย์ดูแลเธออย่างใกล้ชิด เขาจะคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ หยิบนั่นหยิบนี่ให้จนปริมาแทบไม่ได้ขยับตัวจนบางทีปริมาก็อดขำกับความห่วงใยจนกลายเป็นวิตกจริตของผู้เป็นสามีไม่ได้ “อีกสามวันเราก็จะได้เจอกันแล้วนะครับคนสวยของพ่อ” อ้อมแขนโอบรอบเอวเอาไว้พร้อมกับแนบแก้มพูดเสียงทุ้ม รัชภาคย์จำกำหนดคลอดของปริมาได้แม่นยำและเขาเองได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว“ตื่นเต้นจังค่ะ” หญิงสาวอดที่หวาดหวั่นไม่ได้ตามประสาคุณแม่มือใหม่“ไม่ต้องกลัวนะครับ พี่จะอยู่ข้างๆ ตลอด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบใจ มือประสานกับมือเรียวบางและบีบหนักๆ เพื่อให้ความมั่นใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ“ผิดหวังไหมคะที่ได้ลูกสาว”“ไม่เลย ดีใจเสียอีก ลูกสาวเราน่าจะสวยเหมือนแม่ พี่คงเป็นพ่อตาที
เมื่อสามารถตามรักคืนใจได้สำเร็จ รัชภาคย์จึงพาปริมาไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่หลังจากที่หญิงสาวกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วในเย็นวันหนึ่ง“ปริมต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น” หญิงสาวเข้าไปกราบที่ตักของคุณรัชดาและคุณรมย์“ช่างมันเถอะปริม แม่ดีใจนะที่ได้ปริมกลับมาเป็นลูกสาว” คุณรัชดาพูดด้วยน้ำเสียงอาทร หญิงสาวฟังอย่างซาบซึ้ง การมีพ่อและแม่สามีดีนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิง“ปริมขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณพ่อคุณแม่ที่เมตตาปริมเสมอมาค่ะ”“ช่วงนี้ต้องหมั่นดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดี๋ยวหลานปู่จะไม่แข็งแรง” คุณรมย์เป็นฝ่ายขึ้นบ้างหลังจากได้ทราบข่าวจากรัชภาคย์ว่าปริมากำลังตั้งครรภ์ ดูเหมือนว่าช่วงนี้ครอบครัว รักเกียรติธนาคุณจะมีแต่ข่าวดีๆ เมื่อลูกสะใภ้คนโตกลับมาคืนดีกับรัชภาคย์ และทั้งสะใภ้คนโตและคนเล็กกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยออกมาให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมในอีกไม่นาน“ไม่ต้องครับคุณพ่อ ผมจะดูแลทั้งลูกสะใภ้และหลานของคุณพ่อให้ดีที่สุด” รัชภาคย์ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เขาดูแลปริมาเป็นอย่างดี หลังจากเลิกงานก็กลับบ้านตรงเวลา เอาใจใส่ถามไถ่ถึงอาการแพ้ของเธออยู่ทุกวัน“แม่ว่าท่าทา
ชายหนุ่มอมยิ้ม ปริมาเงยจึงหน้าขึ้นแนบปากลงที่ปลายคางเขาเบาๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อเขายกมือขึ้นลูบผมสลวยเบาๆ ก่อนที่หน้าผากจะร้อนวาบเมื่อเขากดริมฝีปากลงเบาๆ คลอเคลียไม่ยอมห่าง ลงท้ายด้วยการจุมพิตหนักหน่วงเนิ่นนานจนปริมาได้แต่ครางอย่างมีความสุขในอ้อมแขนแข็งแรงของเขา“หิวหรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วงเมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินอะไร“พอทนได้ค่ะ”“งั้นรอแป๊บนะ พี่จะไปหาอะไรมาให้กิน”ชายหนุ่มเดินหายลงไปจากห้องสักพัก เขาก็กลับมาด้วยข้าวของพะรุงพะรังซึ่งส่วนใหญ่เป็นของอาหารและผลไม้ที่ปริมาเคยชอบ“ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ”“ของบำรุงทั้งนั้น กลัวเมียผอม”“เดี๋ยวปริมก็ได้อ้วนเป็นหมูกันพอดี คราวนี้พี่กันต์ก็มีข้ออ้างไปหาเมียน้อยแหงๆ” หญิงสาวแกล้งค่อนขอดก่อนจะเดินมาสมทบกับเขา“อืม เป็นคำแนะนำที่ดีแฮะ” เขาแกล้งพูด ปริมาจึงหยิกเข้าที่เอวเขาทีหนึ่ง“โอ๊ย!” ชายหนุ่มแกล้งร้องเสียงหลง“คนเจ้าชู้”“พี่ล้อเล่นครับ” เขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับรั้งร่างบางมากอดไว้ หญิงสาวซบหน้าลงที่แผงอกเขาอย่างมีความสุข แต่แล้วร่างบางก็ผละออกเหมือนนึกอะไรได้“ปริมลืมถามอีกอย่าง” ใบหน้าสวยหวานเงยหน้าขึ้นมองหน้าผู้เป็นสามีเขม็ง“
มือบางเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันตัวเป็นกระโจมอกแล้วปิดประตูก้าวออกจากห้องน้ำแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นสายตาวาววับของคนที่ยืนอยู่ สายตาของเขาเปิดเผยความต้องการอย่างโจ่งแจ้งขณะกวาดมองไปทั่วร่างอรชรที่มีผ้าขนหนูพันกายอยู่เพียงฝืนเดียว“ถอยไปค่ะ” หญิงสาวแกล้งพูดเสียงแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการสั่นสะท้านเขายอมถอยแต่โดยดีแต่นัยน์ตาคมกริบยังจับจ้องเรือนร่างของเธอตาแทบไม่กะพริบ ปริมารีบหยิบเสื้อผ้าลำลองออกมาสวมเพื่อปิดบังตัวเองจากสายตาซุกซนของเขา จากนั้นร่างบางจึงค่อยๆ ปลดมวยผมลงมาแล้วใช้แปรง แปรงผมสลวยนั้นจนนุ่มร่างสูงเข้ามายืนซ้อนหลังแล้วสอดมือเข้ากอดเอวอย่างถือสิทธิ์โดยไม่นำพาถึงอาการดิ้นรนขัดขืนของปริมาเลยแม้แต่น้อย“ไม่ได้เจอกันสองเดือน ปริมสวยขึ้นมากเลยรู้ตัวมั้ย แต่อวบไปนิด” เขาพูดพลางฝังจุมพิตลงบนแก้มนวลของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นราวกับกำลังจะละลายอาการใจแข็งของปริมา ความรู้สึกอาวรณ์โหยหามันรุมเร้าเธอจนยอมยืนนิ่งให้เขากอดจูบได้ตามสบายใจได้ชั่วครู่“ปล่อยค่ะ อย่าทำแบบนี้ ตอนนี้ปริมไม่ใช่ภรรยาของพี่แล้วนะคะ”“ใครบอกว่าไม่ใช่”“ก็เราหย่ากันแล้ว”“ปริมใช้คำว่าเรา







