เข้าสู่ระบบคืนนั้น...
รัชภูมินอนไม่หลับหลังจากที่ได้เจอปริมาอีกครั้ง เขาลุกขึ้นจากเตียงและหันมามองอติมาที่หลับไปแล้วอยู่สักพัก ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องอย่างพยายามให้เกิดเสียงเบาที่สุดเพื่อออกไปเดินเล่นหน้าบ้าน
ท่ามกลางความเงียบสงัดในยามดึก ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง…
...เสียงเพลงที่แว่วดังมาจากหอประชุมใหญ่ของโรงเรียนในตอนเที่ยงดึงดูดให้นักเรียนชายหญิงห้องต่างๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงพัก มุ่งกรูกันไปมุงเพื่อให้ได้จับจองพื้นที่บริเวณด้านหน้าเวที บนเวทีตอนนี้วงดนตรีประจำโรงเรียนกำลังเล่นคอนเสิร์ตอย่างสนุกสนาน
ฐิติพรนักเรียนสาวชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกกำลังจูงมือปริมาเพื่อนรักแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปให้ถึงขอบเวทีเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นๆ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันและเป็นเด็กเรียนทั้งคู่ ทั้งปริมาและฐิติพรต่างเป็นคนเรียนเก่งอันดับต้นๆ ของห้อง ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ก็มีบุคลิกและนิสัยที่ต่างกันคนละขั้ว
ปริมานั้นเป็นเด็กสาวที่เรียบร้อย ไม่ค่อยพูด แต่ทว่ากลับมีความอ่อนหวาน น่ารัก สดใสและมีเสน่ห์ต่อผู้ที่ได้สนทนาด้วย ในขณะที่ฐิติพรเป็นคนมั่นใจใจตัวเอง ตรงไปตรงมา โผงผางแต่จริงใจ และรักเพื่อนโดยเฉพาะปริมามาก ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของทั้งสองคนกลับเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันทำให้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักและสนิทกันมาก
“จะรีบไปไหนยัยแก้ม” ปริมาอดบ่นไม่ได้เมื่อรู้สึกว่าข้อมือของตัวเองกำลังถูกเพื่อนสาวฉุดลากอย่างแรง
“ก็รีบไปดูดนตรีไงยะ” เด็กสาวหันมาตอบ “เธออย่ามาแกล้งทำไก๋หน่อยเลย เธอไม่รู้หรือไงว่าวันนี้นายจีพระเอกของเธอเขาเล่นดนตรีด้วย”
ปริมาหน้าแดงที่โดนเพื่อนล้อออกมาตรงๆ จีหรือจีรวัฒน์หนุ่มนักดนตรีประจำวงของโรงเรียนซึ่งเป็นนักเรียนอีกห้องหนึ่งที่นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ยังเล่นดนตรีและกีฬาเก่ง การเรียนก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของโรงเรียน ปริมาแอบปลื้มเขาตั้งแต่มาเข้าเรียนมอสี่ที่นี่ใหม่ๆ และผู้ที่ได้ล่วงรู้ความในใจของเธอเป็นคนแรกก็คือฐิติพรนั่นเอง ทั้งนี้เป็นเพราะความช่างสังเกตของฐิติพรเองที่เห็นว่าปริมาแอบมองหนุ่มคนนี้อยู่บ่อยๆ ในยามที่เขาเดินผ่านหน้าห้องของเธอ
ในที่สุดฐิติพรก็ลากปริมามาจนถึงเวทีการแสดงจนได้ แต่เนื่องจากเพื่อนนักเรียนมากมายที่มาถึงหน้าเวทีก่อน จึงทำให้ทั้งสองคนได้แต่ชะเง้อมองอยู่บริเวณด้านนอกเท่านั้น
เสียงเพลงที่ถูกบรรเลงผ่านเครื่องขยายเสียงดังกระหึ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“กรี๊ด…กรี๊ดดดด”
ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ ที่ต่างพากันคลั่งไคล้หนุ่มนักดนตรีวงนี้ทั้งวงเพราะแต่ละคนมีบุคลิกและหน้าตาดีที่จัดได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโรงเรียน
…ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด
ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน
ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา
ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด
จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป
บนโลกที่โหดร้ายเหลือเกิน
ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า
ก่อนสิ้นศรัทธาจากหัวใจ ก่อนที่คนอย่างฉันจะหมดไฟ
ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา
ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด
จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป
บนโลกที่โหดร้าย เหลือเกิน
ทั้งวิญญาณและหัวใจ ให้เธอครอบครอง
ทั้งชีวิตให้สัญญา จะอยู่ จะสู้เพื่อเธอ
ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา
ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด
จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป
บนโลกที่โหดร้าย เหลือเกิน…
เพลง ก่อน ศิลปิน โมเดิร์นด็อก
เพลงนี้คือเพลงของนักร้องดังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพลงโปรดของปริมา ถึงแม้จะเก่าไปบ้างแต่ฟังกี่ครั้งก็ยังเพราะและมีความหมายที่ดีเสมอ เด็กสาวพยายามชะเง้อมองคนที่กำลังร้องเพลงอยู่บนเวที เพราะเสียงร้องเปลี่ยนไปจากคนเดิมที่เคยร้องเป็นประจำ แล้วปริมาก็ยิ้มแก้มแทบปริเพราะคนที่ร้องเพลงนี้ไม่ใช่นักร้องนำเหมือนเช่นทุกเพลง แต่กลับเป็นจีรวัฒน์ มือกีตาร์ประจำวงคนที่เธอแอบปลื้มเป็นคนร้อง
จุดสีแดงแต้มขึ้นบนใบหน้าสวยหวานของปริมาอย่างอัตโนมัติ ความรู้สึกปลาบปลื้มล้นทะลักขึ้นมาในหัวใจดวงน้อยทันที เพราะเพลงที่เธอชอบถูกร้องโดยคนที่เธอแอบชอบ มันจะมีอะไรน่าปลื้มไปมากกว่านี้
ปริมาไม่คิดว่าตัวเองจะได้ยินเสียงเขาเพราะปกติจีรวัฒน์จะทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ประจำวงเท่านั้น แต่วันนี้เหมือนโชคเข้าข้างเมื่อเขาเป็นคนร้องเพลงโปรดของเธอ
“ตัวเล็กแค่นี้มองเห็นเหรอ”
เสียงของใครคนหนึ่งที่พูดแว่วๆ อยู่ข้างหลังทำเอาอาการปลื้มปีติของ ปริมาต้องหยุดชะงักลงทันที เด็กสาวหันไปมองเห็นต้นเสียง เห็นรัชภูมิเพื่อนชายที่อยู่ห้องเดียวกันกำลังกอดอกมองดูเธออย่างไม่วางตา
“นายสูงตายล่ะ”
ปริมาตอบโต้ทันที ปกติเธอก็ไม่ค่อยจะมีปากเสียงกับใครแต่กับรัชภูมิเป็นกรณียกเว้น เพราะทั้งคู่มักมีเรื่องถกเถียงกัน เรียกได้ว่าทุกครั้งที่คุยกันก็ว่าได้ แต่แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ เด็กสาวกลับรู้สึกว่าสนุกไม่น้อยที่ได้ต่อปากต่อคำกับเขาผู้นี้
รัชภาคย์โอบร่างน้อยๆ นั้นเข้ากอดไปพร้อมกับกดปลายจมูกโด่งหอมแก้มใสอย่างรักใคร่“คิกคิก น้ำอิง จั๊กจี้หนวดคุณพ่อ” ลูกสาวตัวน้อยหัวเราะแล้วหดคอหนี“จั๊กจี้เหรอ นี่แน่ะๆๆๆ” เมื่อเห็นลูกสาวหัวเราะผู้เป็นพ่อก็ยิ่งใช้ปลายคางถูไถตามพวงแก้มอ่อนใสสลับไปมาซ้ายทีขวาที“คิกๆๆๆ” ปัญชิตาหัวเราะจนตาหยี ตัวหอบโยนด้วยจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้น ผู้เป็นพ่อจึงหยุดแล้วกอดกระชับร่างน้อยของลูกสาวเอาไว้“แล้วคุณแม่ไปไหนคะ” เสียงใสเอ่ยถามทั้งที่ยังหอบด้วยอาการหัวเราะเมื่อนึกได้ว่าไม่เห็นผู้เป็นแม่อยู่ในห้องนั้น“คุณแม่ไปอาบน้ำครับ เดี๋ยวจะพาน้ำอิงไปใส่บาตร”“ดีจังค่ะ ใส่บาตรเสร็จขอน้ำอิงไปเที่ยวที่ทุ่งนากับคุณตาได้ไหมคะ”“ได้สิครับ เดี๋ยวพ่อไปด้วย” รัชภาคย์บอกอย่างใจดีกับลูกสาวเสมอ“คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย น้ำอิงรักคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อขอรางวัลหน่อยครับ” ว่าพลางเอียงแก้มให้ลูกสาว หลังจากนั้นปลายจมูกเล็กๆ จึงหอมเบาๆ ที่แก้มของผู้เป็นพ่อ“ยี้...แก้มคุณพ่อไม่หอมเลย” เด็กน้อยช่างเจรจาแกล้งทำจมูกย่นใส่ผู้เป็นพ่อ“ก็คุณพ่อยังไม่อาบน้ำนี่ครับ”“แต่ถึงจะไม่หอมน้ำอิงก็รักคุณพ่อนะคะ” ปัญชิตาออดอ้อนตามประสา“พ่อก
ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังดูดนมผู้เป็นแม่อย่างเอร็ดอร่อยนั้น ทำให้รัชภาคย์ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างอดอิจฉาลูกสาวอยู่ไม่ได้“มองอะไรคะพี่กันต์” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาพราวพริบระยิบระยับของสามี“อิจฉาลูก”“แน้... จะอิจฉาทำไมล่ะคะ”“อยากดื่มนมจากเต้ามั่ง”“คิกๆๆ” ปริมาได้แต่หัวเราะสามี ก่อนจะปล่อยให้เขามองตาปรอยเหมือนเดิมรัชภาคย์นั่งลงใกล้ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปพิศเพ่งจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาววัยสามเดือนที่กำลังหลับตาพริ้มดูดดื่มน้ำนมจากเต้าของแม่อย่างเอร็ดอร่อย แล้วปลายจมูกโด่งก็กดเบาๆ ลงบนความไร้เดียงสานั้น เด็กน้อยประท้วงด้วยการดิ้นแขนขาดุ๊กดิ๊ก แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากการดื่มนมนั้น“จะแย่งพ่ออีกนานไหมลูก”“รอเดือนนี้อีกเดือนเดียวค่ะ”“อีกตั้งนาน” เขาบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะหอมแก้มแม่ของลูกเบาๆ3 ปีผ่านไปอากาศเย็นๆ ในตอนใกล้รุ่งสางของฤดูหนาวทำให้ปริมาซุกตัวเข้าไปหาไออุ่นจากร่างกายกำยำของรัชภาคย์อย่างคุ้นเคย ชายหนุ่มจุดยิ้มที่มุมปากในขณะทอดมองร่างอรชรในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน“หนาวจังค่ะ” เสียงหวานผาดแผ่วกระซิบผ่านริมฝีปาก“หนาวมากไหม”“มากค่ะ” หญิงสาวตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม พร้อมกับเบีย
“ก็เผื่อผมจะได้หันมาจีบคุณไง”“บ้า...แค่คิดฉันก็ขนลุกแล้ว ยี้ อย่างคุณนี่นะจะมาจีบฉัน ฉันไม่ชายตามองหรอกย่ะ”“ฮะๆๆ หนักแน่นเอาไว้นะครับคุณครู” เขาแซวด้วยสายตาวิบวับทำเอาฐิติพรหน้าร้อนขึ้นมาซึ่งหญิงสาวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธเขาหรือเป็นเพราะชายหนุ่มพูดเฉียดความจริงกันแน่ย่างเข้าเดือนที่เก้า ครรภ์ของปริมาโตจนเดินอุ้ยอ้าย ช่วงนี้รัชภาคย์ดูแลเธออย่างใกล้ชิด เขาจะคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ หยิบนั่นหยิบนี่ให้จนปริมาแทบไม่ได้ขยับตัวจนบางทีปริมาก็อดขำกับความห่วงใยจนกลายเป็นวิตกจริตของผู้เป็นสามีไม่ได้ “อีกสามวันเราก็จะได้เจอกันแล้วนะครับคนสวยของพ่อ” อ้อมแขนโอบรอบเอวเอาไว้พร้อมกับแนบแก้มพูดเสียงทุ้ม รัชภาคย์จำกำหนดคลอดของปริมาได้แม่นยำและเขาเองได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว“ตื่นเต้นจังค่ะ” หญิงสาวอดที่หวาดหวั่นไม่ได้ตามประสาคุณแม่มือใหม่“ไม่ต้องกลัวนะครับ พี่จะอยู่ข้างๆ ตลอด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบใจ มือประสานกับมือเรียวบางและบีบหนักๆ เพื่อให้ความมั่นใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ“ผิดหวังไหมคะที่ได้ลูกสาว”“ไม่เลย ดีใจเสียอีก ลูกสาวเราน่าจะสวยเหมือนแม่ พี่คงเป็นพ่อตาที
เมื่อสามารถตามรักคืนใจได้สำเร็จ รัชภาคย์จึงพาปริมาไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่หลังจากที่หญิงสาวกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วในเย็นวันหนึ่ง“ปริมต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น” หญิงสาวเข้าไปกราบที่ตักของคุณรัชดาและคุณรมย์“ช่างมันเถอะปริม แม่ดีใจนะที่ได้ปริมกลับมาเป็นลูกสาว” คุณรัชดาพูดด้วยน้ำเสียงอาทร หญิงสาวฟังอย่างซาบซึ้ง การมีพ่อและแม่สามีดีนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิง“ปริมขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณพ่อคุณแม่ที่เมตตาปริมเสมอมาค่ะ”“ช่วงนี้ต้องหมั่นดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดี๋ยวหลานปู่จะไม่แข็งแรง” คุณรมย์เป็นฝ่ายขึ้นบ้างหลังจากได้ทราบข่าวจากรัชภาคย์ว่าปริมากำลังตั้งครรภ์ ดูเหมือนว่าช่วงนี้ครอบครัว รักเกียรติธนาคุณจะมีแต่ข่าวดีๆ เมื่อลูกสะใภ้คนโตกลับมาคืนดีกับรัชภาคย์ และทั้งสะใภ้คนโตและคนเล็กกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยออกมาให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมในอีกไม่นาน“ไม่ต้องครับคุณพ่อ ผมจะดูแลทั้งลูกสะใภ้และหลานของคุณพ่อให้ดีที่สุด” รัชภาคย์ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เขาดูแลปริมาเป็นอย่างดี หลังจากเลิกงานก็กลับบ้านตรงเวลา เอาใจใส่ถามไถ่ถึงอาการแพ้ของเธออยู่ทุกวัน“แม่ว่าท่าทา
ชายหนุ่มอมยิ้ม ปริมาเงยจึงหน้าขึ้นแนบปากลงที่ปลายคางเขาเบาๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อเขายกมือขึ้นลูบผมสลวยเบาๆ ก่อนที่หน้าผากจะร้อนวาบเมื่อเขากดริมฝีปากลงเบาๆ คลอเคลียไม่ยอมห่าง ลงท้ายด้วยการจุมพิตหนักหน่วงเนิ่นนานจนปริมาได้แต่ครางอย่างมีความสุขในอ้อมแขนแข็งแรงของเขา“หิวหรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วงเมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินอะไร“พอทนได้ค่ะ”“งั้นรอแป๊บนะ พี่จะไปหาอะไรมาให้กิน”ชายหนุ่มเดินหายลงไปจากห้องสักพัก เขาก็กลับมาด้วยข้าวของพะรุงพะรังซึ่งส่วนใหญ่เป็นของอาหารและผลไม้ที่ปริมาเคยชอบ“ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ”“ของบำรุงทั้งนั้น กลัวเมียผอม”“เดี๋ยวปริมก็ได้อ้วนเป็นหมูกันพอดี คราวนี้พี่กันต์ก็มีข้ออ้างไปหาเมียน้อยแหงๆ” หญิงสาวแกล้งค่อนขอดก่อนจะเดินมาสมทบกับเขา“อืม เป็นคำแนะนำที่ดีแฮะ” เขาแกล้งพูด ปริมาจึงหยิกเข้าที่เอวเขาทีหนึ่ง“โอ๊ย!” ชายหนุ่มแกล้งร้องเสียงหลง“คนเจ้าชู้”“พี่ล้อเล่นครับ” เขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับรั้งร่างบางมากอดไว้ หญิงสาวซบหน้าลงที่แผงอกเขาอย่างมีความสุข แต่แล้วร่างบางก็ผละออกเหมือนนึกอะไรได้“ปริมลืมถามอีกอย่าง” ใบหน้าสวยหวานเงยหน้าขึ้นมองหน้าผู้เป็นสามีเขม็ง“
มือบางเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันตัวเป็นกระโจมอกแล้วปิดประตูก้าวออกจากห้องน้ำแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นสายตาวาววับของคนที่ยืนอยู่ สายตาของเขาเปิดเผยความต้องการอย่างโจ่งแจ้งขณะกวาดมองไปทั่วร่างอรชรที่มีผ้าขนหนูพันกายอยู่เพียงฝืนเดียว“ถอยไปค่ะ” หญิงสาวแกล้งพูดเสียงแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการสั่นสะท้านเขายอมถอยแต่โดยดีแต่นัยน์ตาคมกริบยังจับจ้องเรือนร่างของเธอตาแทบไม่กะพริบ ปริมารีบหยิบเสื้อผ้าลำลองออกมาสวมเพื่อปิดบังตัวเองจากสายตาซุกซนของเขา จากนั้นร่างบางจึงค่อยๆ ปลดมวยผมลงมาแล้วใช้แปรง แปรงผมสลวยนั้นจนนุ่มร่างสูงเข้ามายืนซ้อนหลังแล้วสอดมือเข้ากอดเอวอย่างถือสิทธิ์โดยไม่นำพาถึงอาการดิ้นรนขัดขืนของปริมาเลยแม้แต่น้อย“ไม่ได้เจอกันสองเดือน ปริมสวยขึ้นมากเลยรู้ตัวมั้ย แต่อวบไปนิด” เขาพูดพลางฝังจุมพิตลงบนแก้มนวลของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นราวกับกำลังจะละลายอาการใจแข็งของปริมา ความรู้สึกอาวรณ์โหยหามันรุมเร้าเธอจนยอมยืนนิ่งให้เขากอดจูบได้ตามสบายใจได้ชั่วครู่“ปล่อยค่ะ อย่าทำแบบนี้ ตอนนี้ปริมไม่ใช่ภรรยาของพี่แล้วนะคะ”“ใครบอกว่าไม่ใช่”“ก็เราหย่ากันแล้ว”“ปริมใช้คำว่าเรา







