LOGIN"คุณจะทำอะไรริชา! เธอไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้นะ" หญิงสาวถลันเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้ามีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่จะทำลายอนาคตเพื่อนเธอได้ง่ายๆ
"ผมก็ไม่ได้อยากจะทำอะไรหรอก ถ้าคุณยอมตกลงตามข้อเสนอของผม" เขาวางแท็บเล็ตลง ประสานมือไว้บนโต๊ะ "แต่ถ้าคุณปฏิเสธ ผมก็อาจจะต้องส่งหลักฐานบางอย่างไปให้ผู้บริหารบริษัทของเพื่อนคุณดู ว่าเธอมีส่วนรู้เห็นกับการปลอมแปลงเอกสารค้ำประกันครั้งนี้"
"คุณมันบ้าไปแล้ว! ริชาไม่มีทางรู้เห็นเรื่องนี้ และคุณก็ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น" อวิกาตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความเหลืออด
"หลักฐานน่ะ ผมสร้างมันขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ คุณก็น่าจะรู้" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ "เลือกเอาเอวา จะยอมจดทะเบียนสมรสกับผมเพื่อรักษาที่ทำงานและอนาคตเพื่อนคุณไว้ หรือจะยอมเสียทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน"
หญิงสาวยืนนิ่งงัน น้ำตารินไหลลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ เธอจนมุมแล้วจริงๆ ไม่มีทางหนี ไม่มีทางสู้ ผู้ชายคนนี้คือซาตานในคราบมนุษย์ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างในชีวิตเธอเพื่อความสะใจของตัวเอง
"ทำไมคุณถึงต้องทำแบบนี้... ฉันไปทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจนักหนา" เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความเหนื่อยล้าเกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ
"คุณไม่ได้ทำ... แต่ผัวตัวดีของคุณมันทำ" วัชรวิชญ์ตอบเสียงแข็ง แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอย่างปิดไม่มิด "และในเมื่อผมตามตัวมันไม่ได้ คุณก็ต้องเป็นคนรับกรรมแทน"
เขาดึงลิ้นชักโต๊ะทำงาน เปิดออกและหยิบแฟ้มเอกสารอีกเล่มหนึ่งขึ้นมาโยนลงตรงหน้าเธอ "นี่คือสัญญาข้อตกลงของเรา ลองอ่านดู ถ้าตกลงก็เซ็นซะ"
อวิกามองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะด้วยสายตาพร่ามัว เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดมันออกดูช้าๆ เนื้อหาภายในระบุชัดเจนถึงเงื่อนไขการจดทะเบียนสมรส การย้ายเข้าไปอยู่ในความดูแลของเขา และการทำงานเพื่อชดใช้หนี้สิน โดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเขาแต่เพียงผู้เดียว
นี่มันไม่ใช่การแต่งงาน แต่เป็นการขายวิญญาณให้ซาตานชัดๆ
"ผมให้เวลาคุณตัดสินใจจนถึงพรุ่งนี้เช้า" เขาพูดแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ "พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า ผมจะส่งคนไปรับ ถ้าคุณไม่พร้อม... ก็เตรียมตัวรับผลที่ตามมาได้เลย"
หญิงสาวปิดแฟ้มเอกสารลง มือบางสั่นเทาขณะที่พยายามรวบรวมสติ เธอหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเลื่อนลอย ไร้ซึ่งคำตอบรับหรือปฏิเสธ ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งมองแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านไปด้วยความพอใจลึกๆ
ตลอดทางกลับสตูดิโอ สมองของอวิกาว่างเปล่า เธอไม่รู้จะหาทางออกให้ชีวิตยังไง ริชาคือเพื่อนรักเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด เธอจะยอมให้เพื่อนต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องบ้าๆ นี่ไม่ได้ และสตูดิโอนั่นก็คือชีวิตของเธอ คือความฝันที่เธอทุ่มเทสร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมท้องฟ้า แต่ความมืดในใจของเธอกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่า หญิงสาวนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมห้องทำงาน หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดาน เธอพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอย่างราบคาบ
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำลายความเงียบ อวิกาสะดุ้งสุดตัว เธอปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์แปลกที่เธอไม่คุ้นเคย
"ฮัลโหล..." เธอรับสายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า ฉันจะส่งคนไปรับ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ... ภรรยา" เสียงทุ้มต่ำปลายสายแฝงความเย้ยหยันชัดเจน ก่อนจะตัดสายไปโดยไม่รอให้เธอตอบรับ
โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือบาง อวิกาปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับข้อเสนอสีดำนี้ ยอมเดินเข้าสู่กรงขังที่มองไม่เห็น เพื่อปกป้องคนที่เธอรักและรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตเอาไว้
กระเป๋าเดินทางใบย่อมถูกลากเข้ามาภายในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง อวิกากวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่กว้างขวางถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำ เทา และกรมท่า สะท้อนบุคลิกของเจ้าของห้องที่ทั้งดุดันและลึกลับ แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกบานใหญ่ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย มันกลับตอกย้ำความอ้างว้างและเย็นเยียบที่แฝงตัวอยู่ทุกตารางนิ้ว
"เอาของไปเก็บที่ห้องนอน" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองวัชรวิชญ์ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่
"ห้องนอน... ของฉันอยู่ไหนคะ" เธอถามเสียงแผ่ว พยายามรักษาระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ หยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว "ห้องนอนของเรา อยู่ทางนั้น" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิท
"เรา? หมายความว่าฉันต้องนอนห้องเดียวกับคุณเหรอคะ" อวิกาเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวแล่นปราดเข้าเกาะกินหัวใจ เธอคิดว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงการแต่งงานในนาม ไม่ได้รวมถึงการใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาจริงๆ
"คุณคิดว่าผมจะเสียเงินห้าสิบล้านเพื่อจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องหรือไง" เขาเหยียดริมฝีปาก "ในเมื่อตกลงจะเป็นเมียขัดดอก ก็ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ทุกอย่างในห้องนี้คือที่ของคุณ รวมถึงเตียงนอนนั่นด้วย"
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







