LOGINเวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน
“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ
“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้า
ภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดียังไง... แต่การคัดเลือกนางกำนัลนั้นไม่ง่าย เพราะจะคัดเลือกจากหญิงที่มีชาติตระกูลเท่านั้น ข้าต้องหาทางแทรกซึมไปให้ได้ แต่ไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า ข้าหิวไม่ไหวแล้ว
“เสี่ยวเอ้อร์ หมูผัดเปรี้ยวหวาน เป็ดย่างอย่างละหนึ่งที่ สุราหนึ่งจอก”
“ได้เลยแม่นาง เชิญนั่งข้างในเลย” ข้าเดินหาภัตตาคารในย่านนั้น เป็นภัตตาคารที่ดูหรูหรา ภายในกว้างขวาง ประดับด้วยภาพวาด ผ้าแพรหลากสี ดอกไม้และเชิงเทียนมากมาย ข้าเลือกโต๊ะที่อยู่ด้านในสุดเพื่อไม่เป็นจุดสนใจมากนัก และแล้วอาหารและสุราที่สั่งไปมาวางตรงหน้าแล้ว
“นี่พวกเจ้าได้ยินไหมว่า ฮองเฮาหลี่ส่งเทียบเชิญไปสกุลจ้าวเพื่อให้ลูกสาวเข้ามาเป็นนางกำนัล” เมื่อได้ยินประโยคทำเอาข้าหูผึ่ง อยากรู้เรื่องราวจากกลุ่มชายหญิงวัยกลางคนเหล่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น
“มันก็ดีไม่ใช่หรือไง การเป็นนางกำนัลก็ต้องเลือกจากสกุลที่มีหน้ามีตาในเจียงหลี แล้วมันน่าสงสัยยังไง”
“ก็ข้าได้ยินมาว่า ลูกสาวบ้านนี้ร่างกายอ่อนแอแต่เด็ก ไม่เคยออกนอกจวนแม้แต่ครึ่งก้าว จนบัดนี้ข้าได้ยินมาว่านางล้มป่วยหนักเข้าไปเป็นนางกำนัลไม่ได้ พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าฮองเฮาผู้นี้โหดร้ายเพียงใด”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงเป็นชะตาที่สวรรค์กำหนดของสกุลจ้าวแล้ว” ...สกุลจ้าวงั้นหรือ งั้นข้าก็นึกแผนดีๆ ออกแล้ว...
“เสี่ยวเอ้อร์ คิดเงิน” ไม่รีรอให้เสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงินก็วางไว้หนึ่งตำลึงทองแล้วออกไปทันที ตรงไปยังบ้านสกุลจ้าวที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง จวนขนาดปานกลางนี้ น่าจะมีคนอยู่ไม่น้อยเพราะเจ้าของจวนนี้เป็นถึงขุนนาง แม้ฐานะจะไม่ได้สูงส่งมากตามที เดินไปเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวน
**********
“แม่นาง ท่านมาที่นี่มีเหตุอันใด” ชายสองคนรูปร่างสูงใหญ่ที่เฝ้าประตูจวนนั้น เอาหอกมากันข้าไว้ พร้อมกับถามไถ่
“ท่านทั้งสอง ขอให้ท่านเรียนใต้เท้าจ้าวได้หรือไม่ ว่าข้ามีทางออกสำหรับปัญหาของพวกท่าน” ชายสองคนนั้นมองหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่มั่นใจเลย แต่กลับมีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปในจวน
“ท่านรออยู่ตรงนี้ก่อน ถ้าใต้เท้าอนุญาตท่านถึงจะเข้าไปได้” ชายอีกคนเอ่ยขึ้นเพื่อรั้งข้าไม่ให้เข้าไป ...ช่วยไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องอาศัยชื่อนาง...
“แม่นาง เชิญ”
ชายที่เข้าไปรายงานนั้นกลับออกมาพร้อมกับบ่าวรับใช้หญิงแล้วเชิญให้เข้าไปในจวนกับนาง จวนหลังนี้ก็ไม่ได้หรูหรามากเท่าไหร่ มีแต่เรือนหลังเล็กแต่มีกว้างขวาง แล้วบ่าวรับใช้นางนี้พาข้ามาถึงเรือนตรงกลางที่มีขนาดใหญ่เปิดประตูจวนไปก็พบกับชายสูงอายุกำลังนั่งรออยู่อย่างลนลาน
“แม่นาง เจ้ามีวิธีใดกันที่จะสามารถช่วยลูกสาวข้าได้”
“เรียนใต้เท้า ท่านจะว่าหรือไม่ถ้าข้าอยากจะพบกับแม่นางจ้าวสักครั้ง”
“ได้สิ ข้าจะพาเจ้าไป” ชายชราผู้นี้นำทางข้าไปยังเรือนหลังที่อยู่ติดกัน พลันก้าวเท้าเข้าไปในจวนก็พบกลับหญิงชราที่กำลังนั่งเฝ้ามองลูกสาวที่กำลังสลบไสลอยู่
“ท่านพี่ ท่านพาผู้ใดมากัน” หญิงวัยกลางคนผู้นั้น คือ ฮูหยินจ้าว ละสายตาจากลูกมาสนใจข้าและสามีของนาง เมื่อเห็นว่าพวกเราก้าวเท้าเข้าไป
“ฮูหยิน ข้าชื่อเยว่เหยา ข้าขอให้ใต้เท้าจ้าวนำพาข้ามาเพื่อมารักษานาง ให้ข้ารักษานางได้หรือไม่”
“ฮูหยิน เจ้าลองดูสักครั้งเถิด” เมื่อฮูหยินจ้าวในตอนแรกมีสีหน้าที่ไม่มั่นใจ คำพูดของสามีนางน่าจะบรรเทาความกังวลของนางได้บ้าง
“งั้นเชิญแม่นางเยว่เหยาเถิด” ...ค่อยโล่งใจหน่อยที่นางยอม... ข้าเดินไปยังเตียงนอนที่แม่นางจ้าวกำลังสลบอยู่ จับชีพจรที่ข้อมือนิดๆ หน่อยๆ เพราะเอาจริงข้าเองก็ไม่ใช่หมอเทวดาจากที่ไหน แค่คนที่คุ้นชินกับตำราพิษและสมุนไพรบางตัว ต้องขออภัยแล้วแม่นางซินเหยียนที่ข้าหลอกพวกท่าน
“เลือดลมติดขัด หัวใจอ่อนแอ เลยทำให้เหนื่อยง่ายเป็นลมบ่อย ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริงๆ ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทว่าถ้าดื่มยาตามตำรับที่ข้าเขียนไว้จะช่วยให้ร่างกายนางแข็งแรงขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้นางทานพุทราจีนกับรากบัว สองอย่างนี้เป็นสิ่งที่บำรุงหัวใจและการไหลเวียนเลือด” หลังจากที่พูดจบข้าได้ยื่นตำรับยานั้นให้ ฮูหยินนั้นก็รับไป
“ขอบคุณแม่นางมากที่ชี้แนะ ทว่าข้าไม่อาจคลายทุกข์ได้หรอก” ...นี่มันเสียงสวรรค์ชัดๆ เปิดประโยคเช่นนี้ก็ง่ายต่อการตกเหยื่อ...
“ข้าเลยอยากจะพูดคุยเรื่องนี้กับพวกท่าน ข้าพอจะรับรู้มาบ้างว่าสกุลท่านได้รับเทียบเชิญจากฝ่ายในให้ส่งลูกสาวท่านไปคัดเลือกเป็นนางกำนัลในวังหลวง” สองสามีภรรยามองหน้ากัน ต่างพาสงสัยกันน่าดู ...เรื่องนี้พวกท่านคิดเห็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับท่านทั้งสองแล้ว...
“แม่นางเยว่เหยา พวกเราไปคุยกันข้างนอกเถอะ” สองสามีภรรยาคู่นี้เดินนำออกไปจากในเรือน ข้าก็เดินตามมาจนถึงเรือนหลักที่ข้าเข้ามาครั้งแรก
“แม่นางเชิญนั่งได้” ใต้เท้าจ้าวเชิญให้นั่ง ในขณะที่ฮูหยินเองกำลังรินชายื่นให้
“แม่นางข้าขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ท่ามีแผนการเช่นไร” นางถามข้าด้วยร้อนรน ใจจดใจจ่ออยู่กับคำตอบที่จะเอ่ยออกมา ที่จริงก็ไม่ใช่แค่นาง สามีนางก็เช่นกัน
“ให้ข้าเข้าไปเป็นนางกำนัลแทน โดยที่ข้าจะชื่อลูกสาวท่านในการเข้าฝ่ายใน”
“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







