INICIAR SESIÓNมองดูดวงตาแดงก่ำและใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา ถ้อยคำตัดพ้ออย่างทุกข์ทนอัดอั้นนั้น มองอย่างไรก็หาใช่การเสแสร้ง ดังนั้นเขาจึงมีท่าทีละล้าละลังดิ้นรนอยู่นานในที่สุดนางก็ไร้เรี่ยวแรง ทั้งร้องไห้และขัดขืนท่อนแขนแกร่งที่บังคับให้นางอยู่นิ่งๆ “ข้าเหนื่อยแล้ว ไม่อยากคิดอะไรแล้ว”นางสะอื้นเสียงเบา ร่างยังคงสั่นเทิ้มจากการร้องไห้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็หยุดดิ้นรน ยอมให้เขาโอบนางเข้าอ้อมอก เนื่องจากเกรงว่านางจะลุกขึ้นมาทำร้ายตนเอง“หากไม่เชื่อข้าไยต้องถาม อยากทำอะไรก็ทำไปเถิด อยากได้ชีวิตข้าท่านก็เอาไปเถิด ข้าสูญเสียความทรงจำหรือไม่ ไม่สำคัญแล้ว ในเมื่อทุกคนต่างก็ตัดสินข้าไปแล้ว”นึกถึงสิ่งที่ชาวบ้านที่ตลาดต่างก็ซุบซิบนินทา สาวใช้และคนในคฤหาสน์ต่างก็มองนางแปลกๆ เสียงพูดคุยที่นางบังเอิญได้ยิน กระทั่งบางครั้งนางยังคล้อยตามหากนางเป็นคนอิจฉาริษยาพี่สาว กระทั่งก่อเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นจริง ตัวตนของนางในอดีตคงจะเป็นคนเลวร้ายมากกระมัง หาไม่แล้วพี่สาวของนางคงไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องกับนางถึงเพียงนี้และที่สำคัญไปกว่านั้น หากแม้แต่บิดาเองรู้ทั้งรู้ว่ารถม้าของนางมีปัญหา แต่เขายังคงวิ่งเต้นปกปิดทุกอย่าง แม้แต่
ทันทีที่ลืมตาแล้วได้สบตาคมดุดัน เว่ยซวงอวี่กรีดร้องทั้งยังยกมือขึ้นผลักคนที่คร่อมร่างของนางออก แม้นางใช้สุดแรงเกิดแต่ถึงอย่างนั้นหากเขาไม่ยินยอม นางไหนเลยจะผลักหยวนเฟิงหลิงออกไปได้หญิงสาวลุกขึ้นนั่งก่อนถอยกรูดไปชนผนังด้านหลังเตียง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นับจากคราแรกที่นางหมดสติตอนอยู่ที่เค่อหลี่“ศิษย์พี่ใหญ่”หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง พยายามคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากที่เฒ่าวิปลาสพานางออกมาจากถ้ำบนเขา เมื่อยามที่ครุ่นคิด นางมองไปยังห้องและเตียงที่ไม่คุ้นเคย ก่อนจะหันมาสบตากับคนที่ยังคงจ้องนางเขม็ง“เกิดอะไรขึ้นหรือ แล้วที่นี่ที่ไหน”นางเอ่ยถามด้วยความงุนงงจริงๆ หาใช่การแสดง เพราะนางคิดว่าจะตื่นขึ้นมาในห้องของตัวเอง ตามที่ตกลงกับเฒ่าวิปลาสกระนั้นหยวนเฟิงหลิงกลับเข้าใจว่าตั้งแต่ต้น นางยังคงหมดสติ เนื่องจากตลอดการไล่ล่าของเขาและจอมยุทธ์ปริศนานั้น เขามองเห็นชัดเจนว่านางหมดสติไปเพราะโดนสกัดจุดหลับความลังเลเพราะไม่แน่ใจว่านางเพิ่งหมดสติ หรือหมดสติไปตั้งแต่ถูกพาตัวไป ทำให้เขายังคงนั่งจดจ้องนางอย่างครุ่นคิด ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเรื่องที่อารามสงบใจ เขาและกลุ่มคนปร
เว่ยซวงอวี่อ้าปากค้าง ลางสังหรณ์ของนางบอกว่าให้นางหยุดทุกอย่างเอาไว้เพียงเท่านี้แต่...นางกลับไม่อาจทำเช่นนั้น หากหยุดอยู่ตรงนี้นางไหนเลยจะมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะหยุดไล่ล่านาง ไล่ล่าหีบแห่งความลับใบนั้น“เหตุใดที่นี่มีกระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึก”“ก็ของเจ้าอย่างไรเล่า”“ของข้าหรือ” นางยังคงเอ่ยถามด้วยท่าทีเหม่อลอย แม้จะลุกขึ้นและเดินไปนั่งลง ก่อนหยิบทุกอย่างออกมา เช่นกันกับถุงหอมที่มีกระดาษที่นางร่างเบาะแสออกมาก่อนหน้านี้“ที่นี่ปลอดภัยหรือไม่”“บ้านข้าย่อมปลอดภัยอยู่แล้ว”“ท่านอยู่ที่นี่หรือ”“ใช่”“เช่นนั้นข้าจะฝากของไว้กับท่านก็คงปลอดภัยใช่หรือไม่”“แน่นอน”ได้ยินดังนั้นนางพลันพยักหน้า แต่ยังคงหันไปสบตากับเฒ่าวิปลาส ความรู้สึกไว้ใจอีกฝ่ายทั้งที่เพิ่งได้พบกัน ทำให้นางถอนหายใจออกมา“เช่นนั้นข้าจะเลือกเชื่อความรู้สึกของตัวเองก็แล้วกัน เดินตามรอยเท้าและเบาะแสของตัวเอง ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะไม่พบอะไร” นางพึมพำเสียงเบา“แล้วนี่เจ้าจะสอนข้าอีกเมื่อไหร่”“วิธีเอาตัวรอดไปวันๆ น่ะหรือ”“ถูกต้อง”ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่นางจึงจุ่มพู่กันลงไปหลังจากกางกระดาษออก “วันนี้เลยเป็นอย่างไร”“จริงหรือ” นางยิ้มให้เ
“ยังจะหมายความว่าอย่างไรได้อีกเล่า ก็เจ้าไม่ได้ซ่อน”“แล้วข้าเก็บเอาไว้ที่ไหน”“มอบออกไปแล้ว”“อะไรนะ”“เจ้ามอบให้เจ้างูเน่านั่นไปแล้วไม่ใช่หรือ”เว่ยซวงอวี่หงุดหงิดจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ นางพยายามงัดความอดทนอดกลั้นออกมาใช้จนสิ้น เมื่อลุกขึ้นยืนและก้าวออกมายังปากถ้ำนางใช้มืออุดปาก ก่อนจะส่งเสียงราวกับกรีดร้องออกมา“เจ้าเป็นอะไรหรือ ทำอะไรอยู่ ดูน่าสนุกยิ่ง”ได้ยินดังนั้นนางคล้ายได้ยินเสียงบางอย่างแตกหัก อ้อ เป็นนางกำมือจนนิ้วลั่นนั่นเอง...“น่าสนุกมากหรือไม่”นางกัดฟันกรอด แต่กระนั้นก็ไม่ได้ระบายความโกรธออกมา เพราะอย่างน้อยเขาก็ตอบคำถามของนางอย่างตรงไปตรงมา บอกทุกอย่างที่เขารู้ และท่าทีของเขาเองก็ไม่ใช่ท่าทีของคนที่กำลังโกหกตรงกันข้ามเฒ่าวิปลาสผู้นี้ กลับดูคล้ายกำลังสนอกสนใจและสนุกกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่นางเคยทำก่อนหน้านี้เป็นอย่างยิ่ง ‘เอาละ นอกจากเฒ่าวิปลาส ยังมีเจ้างูเน่าเพิ่มเข้ามาอีก’“แล้วท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าข้าจะพบเข้าได้อย่างไร เจ้างูเน่า ผู้นั้น”“คงยาก” เฒ่าวิปลาสมีท่าทีลำบากใจ“ทำไมเล่า”“เขาไปแล้ว”“ไปแล้ว? ไปไหน”“ไม่รู้สิ เขามาๆ แล้วก็ ไปๆ เจ้ากับข้าเคยลองแอ
เว่ยซวงอวี่กระแอมเล็กน้อย พยายามมองข้ามการกระทำอันไร้สาระของตนเองในอดีตนี้ ก่อนนางจะปั้นสีหน้าจริงจัง “...การเอาตัวรอดไปวันๆ” เฒ่าวิปลาสหันมามองนางด้วยดวงตาจริงจังเป็นที่สุด เขาพยักหน้า และพยายามจับความหมายของทุกคำพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ “ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ เมื่อก่อนข้าเป็นคนเช่นใด” “กะล่อนจนน่านับถือ” หญิงสาวแทบจะสำลักน้ำลายตนเอง ประโยคที่เขาเอ่ยดูไม่คล้ายเป็นคำชมเชย แต่ท่าทีและดวงตากลับมองนางอย่างนับถือจากใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน!!! “ตัวเจ้าเวลาอยู่ที่ตระกูลเว่ย เจ้าก็คือคุณหนูรองเว่ยซวงอวี่ไม่ผิดแน่ ทั้งสุขุมเยือกเย็นและเก่งกาจ แต่พอเจ้าออกมาจากคฤหาสน์เจ้าก็กลายเป็นเฟยอวี่เจ้าคนกะล่อนปลิ้นปล้อนทันที ข้ารู้สึกนับถือเจ้าจากใจที่เจ้ารู้จักหาความสำราญมาสู่ชีวิต จึงติดตามเจ้าเป็นสหายกับเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า”ใบหน้ายิ้มแย้มภูมิอกภูมิใจของเฒ่าวิปลาส ทำให้เว่ยซวงอวี่ถึงกับพูดไม่ออก“แล้วข้าพบกับท่านได้อย่างไร เรารู้จักกันมานานหรือยัง”“ข้าพบเจ้าที่อารามสงบใจ รู้จักกันตั้งแต่ตอนที่เจ้าไปเข้าเรียนที่เค่อหลี่”หญิงสา
แม้จะเจ็บและจุกแต่นางยังคงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก่อนจะพาตัวเองออกห่างจากวงการต่อสู้ โดยไม่สนใจจะหันไปมองผู้ใดทั้งนั้น แม้ในยามที่นางได้ยินเสียงของผู้เป็นศิษย์พี่ตะโกนเรียกตอนนี้นางคิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า ไปให้พ้นจากเรื่องบ้าๆ เหล่านี้ ในใจยังก่นด่าตัวเองที่เอาตัวเองเกี่ยวกับเรื่องอันตรายเช่นนี้ร่างเล็กก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า แต่ยังไปได้ไม่เท่าไรบางอย่างก็กระแทกเข้าแผ่นหลังของนาง ร่างทั้งร่างรู้สึกชาจนไม่อาจขยับ ไม่นานนางก็โดนยกตัวลอยขึ้นคราแรกภาวนาให้เป็นเฮยหลิง แต่เมื่อนางได้สบตากับอีกฝ่ายที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าว เว่ยซวงอวี่พลันถอนหายใจ นางค่อยๆ หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง กระทั่งมองเห็นเงาร่างสีขาวห่างออกไปเรื่อยๆจากนั้นที่ทำได้ก็คือหลับตาลง พยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป เลิกหวัง และเลิกคิดเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใดผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดคนที่แบกนางขึ้นบ่าก็หยุดลง ร่างของหญิงสาวถูกวางลง ก่อนที่นางจะรับรู้ได้ว่าเขาเองก็นั่งลงข้างกาย เพราะพื้นที่มีเศษฟางปูเอาไว้ยุบลงเล็กน้อย“นี่” เขาเรียกนางพร้อมกับตบไหล่เบาๆ “ไม่มีคนตามมาแล้ว”เว่ยซวงอวี่ลืมตาขึ้น ก่อ







