Masuk“ท่านยังพบกับเขาไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ ท่านยังคงเป็นไพ่ตายที่ข้าหลงเหลือไว้ ข้าต้องให้ท่านช่วยอีกมาก หากเรื่องนี่ลงเอยด้วยดีข้ารับปากจะสอนท่านทุกอย่าง จะพาท่านเล่นสนุกจนท่านเบื่อไปเลย”“ดี! ตกลงตามนี้!”แม้ตกลงกับเฒ่าวิปลาสไปเช่นนั้น เว่ยซวงอวี่กลับไม่รู้ว่านางจะทำได้หรือไม่ หลังจากส่งอีกฝ่ายกลับออกไป นางได้แต่นั่งเหม่อมองออกมานอกหน้าต่างทอดถอนลมหายใจกับตัวเองรุ่งเช้าวันต่อมาหยวนเฟิงหลิงยังคงมารับเว่ยซวงอวี่ตรงเวลา เมื่อขึ้นไปบนรถม้าหญิงสาวสวมหน้ากากสีขาว เช่นกันกับเฮยหลิงที่ยังคงสวมหน้ากากสีดำ ทั้งสองต่างคนต่างนั่งเงียบบนรถม้า ไม่มีใครชวนพูดคุยหรือพยายามรักษาบรรยากาศเช่นเมื่อก่อน“ยังคงพาเจ้าไปที่เกิดเหตุไม่ได้ มีคนสะกดรอยตาม”หยวนเฟิงหลิงกระซิบบอก ทั้งที่เขาเอาแต่นั่งพิงผนังรถม้า พร้อมกับทำท่าทางเหมือนอยากจะงีบหลับ“ท่านว่าพวกเขาสะกดรอยตามเราตั้งแต่วันนั้นหรือไม่”“คงเป็นเช่นนั้น”เมื่อได้คำตอบเว่ยซวงอวี่พลันนั่งเงียบไม่กล้าเอ่ยคำ กระทั่งรถม้าจอดลงด้านในสำนักศึกษาเค่อหลี่ หยวนเฟิงหลิงซึ่งเดินลงจากรถม้าไปก่อนรั้งรอเล็กน้อย เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ จากนั้นก็สบตากับหญิงสาว“เจ้
“ใช่” หยวนเฟิงหลิงยังคงมีท่าทีนิ่งเฉย ในยามที่ตั้งใจในสิ่งที่หญิงสาวต้องการพูด“เช่นนั้นท่านบอกข้าได้หรือไม่ เมื่อก่อนข้ากับท่านสนิทสนมกันมากเลยหรือ ในเมื่อข้าได้ยินมาว่าท่านเป็นคนรักสันโดษ ทั้งยังไม่ใคร่จะให้ความสนิทสนมกับศิษย์เค่อหลี่คนใดมากเป็นพิเศษ อีกอย่าง…ข้าไม่รู้สึกคุ้นเคยกับท่านสักนิด”หญิงสาวเอ่ยจบก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาของนางเรียบเฉย จนไม่อาจบอกได้ว่าในยามนี้นางกำลังคิดอะไรอยู่หยวนเฟิงหลิงยิ้มออกมาบางๆ “ดูเหมือนนี่จึงจะเป็นตัวเจ้าอย่างแท้จริงสินะ” เขาเอ่ยแม้จะประหลาดใจ แต่เว่ยซวงอวี่ยังคงพยายามรักษาสีหน้าเอาไว้ เนื่องจากรู้ว่าผู้เป็นศิษย์พี่กำลังพยายามคาดเดาว่านางกำลังคิดจะทำอะไรอยู่“ข้าจะไม่กลับไปที่เค่อหลี่อีกแล้ว” นางเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีประโยชน์ที่จะกลับไป เพราะข้าตระหนักแล้วว่านั่นมิอาจช่วยให้ข้าคืนความทรงจำ”“กลัวหรือ” เขาเอ่ยถาม “กลัวว่าจะเกิดเรื่องเช่นเมื่อวาน กลัวว่าคนกลุ่มนั้นจะกลับมาตามไล่ล่าอีกครั้ง”นางชะงักก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ท่านว่าหากข้าไม่อาจคืนความทรงจำไปตลอดกาล พวกเขาจะรามือหรือไม่”“รู้หรือไม่ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร”นางส่ายหน้าอย่างจนใจ “บางทีหาก
หลิวเย่ากวงกลัดกลุ้มอยู่คนเดียว เขาลืมไปจนสิ้นว่าเมื่อครู่รับปากเฮยหลิงเอาไว้ว่าอย่างไร... เรือนดอกซิ่งเงียบงันจนแม้แต่เสียงลมพัดพลิ้วด้านนอก ยังทำให้คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงได้ยินเสียง เว่ยซวงอวี่เดินออกมาจากเรือนตรงไปหามารดาที่อยู่เรือนปีกตะวันออก วันนี้ตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนมารดาให้มากหน่อย“อวี่เอ๋อร์ ไม่สบายไม่ใช่หรือ เจ้าออกมาทำไม”ไม่คาดมารดาของนางกลับกำลังเดินเข้ามายังเรือนดอกซิ่ง “ท่านแม่”“แม่ให้คนตุ๋นน้ำแกงให้เจ้า มาเถิดรีบกลับเข้าข้างใน เจ้าออกมาเดินตากลมเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”หญิงสาวเดินตามแรงฉุดของมารดาอย่างว่าง่าย ความจริงนางเพียงแค่ไม่อยากไปสำนักศึกษาเค่อหลี่ จึงบอกไปว่านางไม่ใคร่จะสบาย และที่ตั้งใจจะไปหามารดา ก็เพราะเกรงว่าศิษย์พี่ของนางจะแอบปีนกำแพงเข้ามากลางวันแสกๆ อย่างน้อยนางหวังว่านางอาจจะได้หลบอยู่ในเรือนมารดา เพื่อไม่ให้เขากล้าทำอะไรอุกอาจ“มาเร็วเข้ารีบดื่มตอนยังร้อนเถิด” เว่ยฮูหยินให้คนตักน้ำแกงใส่ถ้วย จากนั้นก็ป้อนให้เว่ยซวงอวี่ด้วยตัวเองแม้จะรู้สึกผิดแต่ในใจของหญิงสาวกลับรู้สึกอบอุ่น “ท่านแม่ดีต่อข้าที่สุดเลย” นางออดอ้อนมารดา ทั้งยังโผเข้าไปกอดด้วยความรัก
“แล้วอย่างไรต่อ”“ก็จะอย่างไรเล่าศิษย์พี่ใหญ่กลัวว่าเรื่องจะรู้ไปถึงอาจารย์จึงให้ศิษย์พี่กวงไปส่งแทน”“ว่าแต่เจ้าสืบรู้หรือไม่ศิษย์น้องอวี่ที่ว่าเป็นใครกันแน่ เหตุใดลึกลับยิ่งนัก”“นั่นสิ เมื่อก่อนข้าไม่เคยสนใจเพราะได้ยินว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาอุปถัมภ์”“นั่นสิ หาไม่อาจารย์จะห้ามไม่ให้ถาม ทั้งยังปกปิดตัวตนไม่ยอมให้เขาออกมาด้านนอกหรือ”“จะว่าไปก็ไม่มีใครรู้ว่าศิษย์น้องอวี่เป็นใครมาจากไหนจริงๆ นั่นแหละ ข้ายังคิดว่าเขาเป็นศิษย์พี่ด้วยซ้ำ เพราะเห็นเขาเข้าไปเรียนกับศิษย์พี่กวง”ตอนนี้ทุกคนต่างก็เริ่มสนอกสนใจศิษย์น้องเฟยอวี่ขึ้นมา ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงแค่คิดว่าเฟยอวี่เป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาเลี้ยงดู กระทั่งให้เข้ารับการศึกษาหยวนเฟิงหลิงหันไปมองยังต้นเสียง จากนั้นก็ก้าวเข้าไปด้วยท่าทีน่าหวั่นเกรง “ใครเป็นคนต้นเรื่อง” เขาเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบจนแทบจะแช่แข็งผู้คนศิษย์น้องของเขาหลายคนยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะชี้มือไปยังหอตำรา“หากให้ข้ารู้ว่าลับหลังข้ามีใครกล้าพูดเรื่องศิษย์น้องอวี่ หรือสงสัยตัวตนของเขากระทั่งตามสืบสาวขึ้นมาอีกละก็...”“ไม่มีขอรับ ไม่มีใครสงสัยเลย!!!”พวกเขาไหนเ
มองดูดวงตาแดงก่ำและใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา ถ้อยคำตัดพ้ออย่างทุกข์ทนอัดอั้นนั้น มองอย่างไรก็หาใช่การเสแสร้ง ดังนั้นเขาจึงมีท่าทีละล้าละลังดิ้นรนอยู่นานในที่สุดนางก็ไร้เรี่ยวแรง ทั้งร้องไห้และขัดขืนท่อนแขนแกร่งที่บังคับให้นางอยู่นิ่งๆ “ข้าเหนื่อยแล้ว ไม่อยากคิดอะไรแล้ว”นางสะอื้นเสียงเบา ร่างยังคงสั่นเทิ้มจากการร้องไห้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็หยุดดิ้นรน ยอมให้เขาโอบนางเข้าอ้อมอก เนื่องจากเกรงว่านางจะลุกขึ้นมาทำร้ายตนเอง“หากไม่เชื่อข้าไยต้องถาม อยากทำอะไรก็ทำไปเถิด อยากได้ชีวิตข้าท่านก็เอาไปเถิด ข้าสูญเสียความทรงจำหรือไม่ ไม่สำคัญแล้ว ในเมื่อทุกคนต่างก็ตัดสินข้าไปแล้ว”นึกถึงสิ่งที่ชาวบ้านที่ตลาดต่างก็ซุบซิบนินทา สาวใช้และคนในคฤหาสน์ต่างก็มองนางแปลกๆ เสียงพูดคุยที่นางบังเอิญได้ยิน กระทั่งบางครั้งนางยังคล้อยตามหากนางเป็นคนอิจฉาริษยาพี่สาว กระทั่งก่อเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดขึ้นจริง ตัวตนของนางในอดีตคงจะเป็นคนเลวร้ายมากกระมัง หาไม่แล้วพี่สาวของนางคงไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องกับนางถึงเพียงนี้และที่สำคัญไปกว่านั้น หากแม้แต่บิดาเองรู้ทั้งรู้ว่ารถม้าของนางมีปัญหา แต่เขายังคงวิ่งเต้นปกปิดทุกอย่าง แม้แต่
ทันทีที่ลืมตาแล้วได้สบตาคมดุดัน เว่ยซวงอวี่กรีดร้องทั้งยังยกมือขึ้นผลักคนที่คร่อมร่างของนางออก แม้นางใช้สุดแรงเกิดแต่ถึงอย่างนั้นหากเขาไม่ยินยอม นางไหนเลยจะผลักหยวนเฟิงหลิงออกไปได้หญิงสาวลุกขึ้นนั่งก่อนถอยกรูดไปชนผนังด้านหลังเตียง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นับจากคราแรกที่นางหมดสติตอนอยู่ที่เค่อหลี่“ศิษย์พี่ใหญ่”หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง พยายามคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากที่เฒ่าวิปลาสพานางออกมาจากถ้ำบนเขา เมื่อยามที่ครุ่นคิด นางมองไปยังห้องและเตียงที่ไม่คุ้นเคย ก่อนจะหันมาสบตากับคนที่ยังคงจ้องนางเขม็ง“เกิดอะไรขึ้นหรือ แล้วที่นี่ที่ไหน”นางเอ่ยถามด้วยความงุนงงจริงๆ หาใช่การแสดง เพราะนางคิดว่าจะตื่นขึ้นมาในห้องของตัวเอง ตามที่ตกลงกับเฒ่าวิปลาสกระนั้นหยวนเฟิงหลิงกลับเข้าใจว่าตั้งแต่ต้น นางยังคงหมดสติ เนื่องจากตลอดการไล่ล่าของเขาและจอมยุทธ์ปริศนานั้น เขามองเห็นชัดเจนว่านางหมดสติไปเพราะโดนสกัดจุดหลับความลังเลเพราะไม่แน่ใจว่านางเพิ่งหมดสติ หรือหมดสติไปตั้งแต่ถูกพาตัวไป ทำให้เขายังคงนั่งจดจ้องนางอย่างครุ่นคิด ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเรื่องที่อารามสงบใจ เขาและกลุ่มคนปร





![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

