สามีลูกสุนัขเช่นเจ้า ข้าไม่เอาอีกแล้ว!

สามีลูกสุนัขเช่นเจ้า ข้าไม่เอาอีกแล้ว!

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2025-10-17
โดย:  ต้นไม้แห้งยังไม่จบ
ภาษา: Thai
goodnovel12goodnovel
10
1 คะแนน. 1 ทบทวน
15บท
909views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

ในวันที่ถูกตราหน้าว่าเป็นภรรยาอกตัญญูและถูกขับออกจากตระกูลสามี ‘หลี่ชิงอี’ ไม่ได้หลั่งน้ำตาแม้สักหยด นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การลงทัณฑ์ แต่คือการปลดเปลื้องพันธนาการจากขุมนรก หนังสือหย่าที่เขียนด้วยโลหิตของนางเสมือนคำประกาศอิสรภาพที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด บัดนี้นางไม่หลงเหลือสิ่งใด นอกจากสองมืออันว่างเปล่าและวิชาปักผ้าโอสถอันเป็นมรดกจากตระกูลเดิม นางสาบานว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาข่มเหงรังแกได้อีก และจะใช้ความสามารถนี้สร้างเส้นทางชีวิตของตนเองขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังเริ่มต้นของแผงค้าเล็ก ๆ ท้ายตลาด นางไม่เคยรู้เลยว่าบุรุษลึกลับผู้เย็นชาที่มักจะแวะเวียนมาซื้อสินค้าของนางบ่อยครั้ง แท้จริงแล้วคือ ‘เซียวจิ่นเหยียน’ แม่ทัพใหญ่เจ้าของฉายาพยัคฆ์แห่งแดนเหนือผู้กุมชะตาชีวิตคนทั้งใต้หล้า!

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

๐๑ ชีวิตมืดมนในสกุลสวี่

하이시의 12월은 작년 보다 춥다.

윤슬은 아무 표정 없이 소파에 앉아 아래층에서 들려오는 시어머니의 핀잔을 듣고 있었다.

“윤슬아, 너는 애 못 낳으면 그만이야? 지금이 몇 시인데 아직도 밥을 안 해! 나랑 민혁이 굶어 죽이려고 하는 거지?”

윤슬은 부시혁과 결혼한 지 6년이 되었다. 시어머니는 윤슬이 아이를 못 낳는다고 뒤에서 그녀를 험담했다.

하지만 부시혁이 처음부터 그녀와 잠자리를 하지 않았다는 것을 누가 알겠는가?

“나 학교 가야 되니까 빨리 내려와서 가방 정리해!” 왕수란을 뒤따라 한 소년이 윤슬을 재촉했다.

부민혁은 부시혁의 동생이다. 그야말로 못된 악마같이 처음부터 윤슬을 괴롭혔다.

부민혁은 형의 부인이 만만했다.

윤슬은 기계처럼 부엌으로 가 밥을 하고, 부민혁의 책가방 정리한 후 도시락을 넣어줬다.

“어머니, 식사하세요!”

왕수란은 윤슬의 바보 같은 모습을 보고 짜증을 내며 물컵을 테이블 위에 세게 내려놓았다. “네가 간이 부었구나? 우리 아들 집에 살면서 우리 아들 돈 쓰면서 감히 나를 그런 표정으로 봐? 당장 시혁이한테 전화해서 이혼하라고 해야겠어!”

윤슬이 손에 들고 있던 그릇이 떨렸다. 그녀는 한숨을 내쉬고 애써 웃음을 지으며 말했다. “어머니, 저 그런 적 없어요.”

왕수란은 윤슬의 말을 믿지 않고 비꼬며 말했다. “윤슬아, 할머니가 너를 도와줄 거라고 생각하지 마. 네가 시혁이 부인 자리를 차지했지만 유나 앞에서 너는 아무것도 아니야!”

윤슬은 ‘유나’라는 여자의 이름을 듣자마자 얼굴이 새하얗게 질렸다.

부민혁은 뭔가 알아차린 듯 웃음을 지었다. “유나 누나 곧 퇴원하는 거 모르지? 형이 유나 누나 데려와서 우리랑 같이 산다고 했어.”

윤슬은 깜짝 놀라 그릇을 놓던 손을 부들부들 떨었다.

왕수란은 윤슬의 억울해하는 모습에 콧방귀를 뀌며 손사래를 치며 짜증을 냈다. “밥맛 떨어지니까 당장 내 앞에서 꺼져!”

왕수란의 말에 윤슬은 곧장 위층으로 올라가 다시 소파에 앉았다.

저녁 무렵, 마이바흐가 한 대가 문 앞에 멈추어 섰다.

윤슬은 소파에서 벌떡 일어나 베란다로 달려갔다.

훤칠한 자태의 슈트를 차려입은 잘생긴 남자가 차에서 내렸다. 아우라가 그야말로 연예인들 보다 멋있었다.

남자는 누군가 자신을 보고 있는 것을 눈치채고 고개를 들자 윤슬과 눈이 마주쳤다.

그의 눈빛은 차갑고도 무정했다.

윤슬은 그의 눈빛에 이미 익숙해 입술을 삐죽거렸다.

부시혁이 방에 들어오자 윤슬은 평소처럼 목욕물을 받아주며 말했다. “여보, 할머니께서 절에 다녀오신지 거의 한 달이 다 돼가요. 오후에 전화 와서 부적 하나 받아준다고 하시던데...”

“당신한테 할 말 있어.” 부시혁이 목욕물을 받느라 바쁜 윤슬을 불렀다.

윤슬이 고개를 돌려 부시혁을 바라봤다.

부시혁은 윤슬을 빤히 쳐다봤다. 그의 눈동자에는 냉정함, 소외감이 있었지만 유일하게 정은 없었다.

부시혁이 입을 열었다. “유나 올 거니까 내일 짐 챙겨서 나가줘.”

윤슬의 마음이 무너져 내렸다.

부민혁의 말이 맞았다.

“안 나가면요?” 윤슬은 조그마한 목소리로 말했다.

부시혁이 눈살을 찌푸렸다.

평소 부시혁의 말이라면 모두 받아주던 윤슬이 처음으로 거절을 했다.

부시혁이 냉담하게 말했다. “6년 전에 어떻게 나랑 결혼했는지 잊지 마.”

윤슬은 절대 잊을 수 없었다.

고유나가 교통사고를 당했을 때 윤슬이 신고를 했고, 고유나에게 RH- 혈액형을 수혈해 줬다. 부시혁은 그녀에게 고마워하며 소원 하나를 들어줬다.

그 당시 윤슬의 유일한 소원은 바로 부시혁과 결혼하는 것이었다.

고등학교 때 부시혁을 처음 봤을 때부터 마음속에 간직한 소원이었다.

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ

ความคิดเห็น

Ploy Panyapat
Ploy Panyapat
เป็นนิยายสั้นที่สนุกมากค่ะ
2026-05-24 14:01:28
0
0
15
๐๑ ชีวิตมืดมนในสกุลสวี่
ยามเหม่า[1] ของปลายเดือนสิบเอ็ดในรัชศกจิ่งหยวนปีที่ห้า ม่านหมอกยามรัตติกาลยังคงทอดตัวยาวเหยียด ปกคลุมทั่วทั้งผืนเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไว้ด้วยความหนาวเหน็บเยือกเย็น อากาศคมกริบดุจใบมีดบาดลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ ลมหนาวหอบหนึ่งพัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุก ‘หลี่ชิงอี’ ให้ตื่นจากนิทราอันแสนสั้นและไม่เคยเต็มอิ่มนางหยัดกายลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็งกระด้างนั้นอย่างเงียบเชียบ ร่างกายบอบบางสวมใส่เพียงเสื้อผ้าผ้าป่านเนื้อหยาบที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วน ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าจับกระดูกทุกข้อต่อ แต่นางไม่มีเวลาแม้แต่จะสั่นเทา วันใหม่ของนางในฐานะสะใภ้ตระกูลสวี่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมาตลอดสามปีเต็มเสียงไก่ยังไม่ทันขัน แสงตะวันยังหลบเร้นอยู่หลังทิวเขา แต่ร่างของหลี่ชิงอีกลับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว นางรีบเดินไปยังท้ายครัว พลางคว้าถังไม้สองใบขึ้นบ่าแล้วมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน คานหาบกดทับลงบนบ่าเล็กจนเกิดรอยแดงช้ำ น้ำหนักของน้ำที่เต็มเปี่ยมถังทำให้ทุกย่างก้าวของชิงอีหนักอึ้งราวกับเหยียบอยู่บนภูเขาไท่ซาน นางหาบน้ำไปกลับอย
อ่านเพิ่มเติม
๐๒ ไม่สำนึกบุญคุณ
อีกสามวันถัดมา ณ ยามเซิน[1] ในที่สุดหลี่ชิงอีก็ปักเข็มสุดท้ายลงบนภาพกิเลนหมื่นมงคลของตนเองจนเสร็จสมบูรณ์ นางใช้กรรไกรเล่มเล็กตัดปลายด้ายเส้นสุดท้ายออกอย่างประณีตบรรจง ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกผ่อนออกมาอย่างโล่งอก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดครึ่งปีดูจะมลายหายไปในบัดดลนางยกสะดึงขึ้นชมผลงานชิ้นเอกของตนเองภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง กิเลนบนผืนผ้าไหมสีแดงสดดูราวกับจะมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ เกล็ดสีทองสะท้อนแสงเป็นประกายวาววับราวกับทองคำบริสุทธิ์ แววตาเปี่ยมบารมีของมันจ้องมองกลับมายังนาง คล้ายจะมอบพรอันเป็นมงคลให้สมกับชื่อภาพหัวใจของหลี่ชิงอีพองโตด้วยความภาคภูมิใจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ผ้าปัก แต่เป็นหยาดเหงื่อ แรงกาย และจิตวิญญาณของนางที่หลอมรวมกัน นางค่อย ๆ ถอดผ้าไหมออกจากสะดึง พลางบรรจงพับมันอย่างเรียบร้อยแล้วห่อด้วยผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะนำไปเก็บไว้ในหีบไม้ใบเก่าที่มุมห้อง อันเป็นที่เก็บสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้นของนางหลังจากทำงานบ้านช่วงบ่ายจนเสร็จสิ้น นางก็ตั้งใจว่าจะนำภาพปักออกมาเชยชมอีกครั้งเพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเอง นางเดินกลับมาที่ห้องเก็บของซอมซ่อของตนด้วยฝีเท้
อ่านเพิ่มเติม
๐๓ เขียนด้วยเลือด ตัดด้วยใจ
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำห้องโถงของตระกูลสวี่ สวี่จื่อเหวินยังคงยืนหอบหายใจอย่างเกรี้ยวกราด จ้องมองภรรยาที่ทรุดกายอยู่บนพื้นด้วยแววตาเหยียดหยาม ส่วนโม่หงชวนนั้นยกยิ้มอย่างผู้มีชัย ชัยชนะที่ได้มาจากการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสตรีอีกผู้หนึ่งทว่า หลี่ชิงอีกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดหวังนางไม่ได้ฟูมฟาย ไม่ได้กรีดร้องทึ้งผมตัวเอง ไม่ได้แม้แต่จะส่งสายตาตัดพ้อต่อว่าใด ๆ ออกมา ความเจ็บปวดบนใบหน้ายังคงแผ่ซ่าน แต่หัวใจของนางกลับนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบ่อยามไร้ลม ความรู้สึกทั้งมวลที่เคยมี ทั้งความรัก ความอดทน ความหวัง ได้ถูกฝ่ามือนั้นตบจนสลายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่านางค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง เสื้อผ้าที่เคยดูซอมซ่อ บัดนี้กลับไม่อาจบดบังแผ่นหลังที่ตั้งตรงดุจต้นสนท้าลมหนาวของนางได้ นางไม่แม้แต่จะปรายตามองบุรุษผู้เป็นสามีและสตรีผู้เป็นแม่สามีอีก ราวกับว่าคนทั้งสองเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตนหลี่ชิงอีหมุนกายและเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่นและมั่นคง ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความลังเลใจ การกระทำอันแปลกประหลาดของนางทำให้สองแม่ลูกตระกูลสวี่ถึงกับ
อ่านเพิ่มเติม
๐๔ ความหวัง
หลี่ชิงอีเดินกลับไปยังเรือนตระกูลสวี่เป็นครั้งสุดท้าย นางไม่ได้กลับไปเพื่ออาลัยอาวรณ์ แต่กลับไปเพื่อเก็บสัมภาระเพียงน้อยนิดของตนเอง การกระทำของนางเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่เปิดโอกาสให้สองแม่ลูกตระกูลสวี่ได้กล่าววาจาถากถางใด ๆ เพิ่มเติมโม่หงชวนโยนห่อผ้าที่ใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของนางออกมาให้ที่หน้าประตูอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ “เอาของของเจ้าไป! แล้วไสหัวไปให้พ้นจากบ้านข้าบัดนี้!”หลี่ชิงอีรับห่อผ้านั้นมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ สายตาของนางไม่ได้มองไปที่อดีตแม่สามีหรืออดีตสามีที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ข้างหลังแม้แต่น้อย นางเพียงหันหลังให้ประตูไม้ที่คุ้นเคยบานนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ประตูที่นางเคยเดินผ่านเข้ามาเมื่อสามปีก่อนด้วยความหวังเต็มเปี่ยม และบัดนี้ นางกำลังเดินจากไปพร้อมกับหัวใจที่แหลกสลายแต่ก็เป็นอิสระนางเดินออกมาจากตรอกตระกูลสวี่ ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของนางไม่เลิกรา บางสายตาสมเพชเวทนา บางสายตาดูแคลน แต่สำหรับหลี่ชิงอีในยามนี้ นางไม่รับรู้หรือไม่ใส่ใจสิ่งใดทั้งสิ้นน
อ่านเพิ่มเติม
๐๕ ยืนหยัดด้วยตนเอง
รุ่งอรุณของวันใหม่ในรัชศกจิ่งหยวนปีที่ห้ามาเยือนพร้อมกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูก หลี่ชิงอีลืมตาตื่นขึ้นในซอกหลืบหลังศาลเจ้าเก่าแห่งหนึ่ง ร่างกายของนางปวดเมื่อยไปทุกส่วนจากการนอนขดตัวบนพื้นดินที่เย็นเฉียบตลอดทั้งคืน ความหิวโหยบิดเกร็งอยู่ในช่องท้องจนแสบร้อน นี่คือเช้าวันแรกของอิสรภาพที่ต้องแลกมาด้วยความอ้างว้างและยากลำบากอย่างแสนสาหัสนางอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างแท้จริง แต่ในแววตาที่อิดโรยนั้นกลับไม่มีความท้อแท้สิ้นหวังแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่าการมัวแต่สมเพชเวทนาในโชคชะตาของตนเองนั้นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สิ่งเดียวที่นางต้องทำในตอนนี้คือการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดนางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลือติดตัวออกมา มันคือปิ่นปักผมเงินอันเล็ก ๆ สลักลายดอกเหมยอย่างเรียบง่าย เป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่มารดามอบให้ก่อนสิ้นใจ นางลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นจากความทรงจำในวัยเยาว์หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจชั่วขณะ ก่อนที่นางจะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้านางเดินไปยังโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในตลาด บรรยากาศข้างในช่างดูหดหู่และเต็มไปด้วยความสิ้น
อ่านเพิ่มเติม
๐๖ ลูกค้าประจำ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวราวกับโกหก เผลอครู่เดียวก็ย่างเข้าสู่ต้นเดือนสิบสองในรัชศกจิ่งหยวนปีที่ห้า ลมหนาวระลอกใหม่พัดพาเอาความเยือกเย็นมาปกคลุมทั่วทั้งเมือง แต่สำหรับหลี่ชิงอีแล้ว ในใจของนางกลับอบอุ่นกว่าครั้งไหน ๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาชีวิตของนางในตอนนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ทุกเช้านางจะตื่นขึ้นมาในห้องเช่าเล็ก ๆ ที่เป็นของตนเอง หุงหาอาหารกินอย่างพอเพียง ก่อนจะลงมือประดิษฐ์ผลงานปักผ้าของนางด้วยความใส่ใจ กิจการเล็ก ๆ ของนางยังคงดำเนินไปได้ด้วยดี จากการบอกเล่าปากต่อปากนั้นช่วยทำให้ตอนนี้นางมีลูกค้าประจำอยู่หลายราย ส่วนใหญ่เป็นเหล่าแม่บ้านและผู้สูงอายุในละแวกนั้น เงินที่หามาได้ในแต่ละวันนั้นแม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็เพียงพอให้นางมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องแบมือขอใครกินอีกนางยังคงตั้งแผงเล็ก ๆ ที่มุมเดิมของตลาดเช่นทุกวัน ความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์ของนางเริ่มเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพ่อค้าแม่ขายในบริเวณใกล้เคียง จากที่เคยถูกมองด้วยสายตาแปลกแยก ตอนนี้หลายคนเริ่มส่งยิ้มและทักทายนางอย่างเป็นมิตร ชีวิตที่เคยต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอย่างโดดเดี่ยว บัดนี้เริ่มมีส
อ่านเพิ่มเติม
๐๗ อดีตตามราวี
ในขณะที่ชีวิตของหลี่ชิงอีกำลังผลิบานขึ้นใหม่อย่างช้า ๆ ชีวิตในเรือนตระกูลสวี่กลับกำลังร่วงโรยลงทุกขณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงตวาดด่าและเสียงประจบประแจง บัดนี้กลับอึมครึมและเต็มไปด้วยความขุ่นข้องหมองใจนับตั้งแต่ไร้หลี่ชิงอีผู้เป็นดั่งวัวม้าให้ใช้งาน โม่หงชวนก็จำต้องลงมือทำงานบ้านด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ความเหนื่อยยากทำให้โทสะของนางยิ่งเพิ่มพูน ส่วนสวี่จื่อเหวินนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า เมื่อไม่มีเงินที่ได้จากงานปักผ้าของภรรยามาเจือจุน เขาก็ไม่สามารถใช้ชีวิตเสเพลร่ำสุรากับสหายได้เช่นเคย ทั้งยังถูกเจ้าหนี้บ่อนพนันตามทวงหนี้ที่เหลือไม่เว้นวัน สองแม่ลูกที่เคยสุขสบายอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น บัดนี้กำลังลิ้มรสความลำบากเป็นครั้งแรกยามบ่ายของกลางเดือนสิบสองในรัชศกจิ่งหยวนปีที่ห้า ขณะที่โม่หงชวนกำลังนั่งบ่นอุบอิบถึงชะตาชีวิตของตนเองอยู่นั้น สตรีข้างบ้านผู้หนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องปากหอยปากปูก็แวะเวียนเข้ามาหาที่เรือน“แม่เสี่ยวสวี่ ข้ามีเรื่องน่าประหลาดใจจะมาเล่าให้ฟังด้วยล่ะ!” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เมื่อวานข้าน่ะไปตลาดมา ทายสิว่าข้าเจอใครมา ก็นางหนูหลี่ชิงอีอดีตสะใภ้ของเจ้า
อ่านเพิ่มเติม
๐๘ หากมีใครรังแกอีก ให้มาบอกข้า
ท่ามกลางวงล้อมของฝูงชนและความโกลาหล หลี่ชิงอีกำลังจะถึงขีดจำกัดของความอดทน นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความโกรธและความอัปยศอดสูที่ถูกหยามเกียติต่อหน้าธารกำนัลทำให้ร่างทั้งร่างของนางสั่นสะท้าน แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำพูดใด ๆ ออกไป...ชาวบ้านที่กำลังมุงดูอยู่นั้นพลันแหวกออกเป็นทางอย่างเงียบเชียบ ราวกับมีพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาบุรุษร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเข้มก้าวเข้ามาในวงล้อมด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและหนักแน่น เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามใด ๆ เพียงแค่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ แผงค้าเล็ก ๆ ของหลี่ชิงอีอย่างสงบนิ่งเซียวจิ่นเหยียนเพิ่งเดินออกมาจากร้านยาที่อยู่ไม่ไกลนัก ในมือของเขายังคงถือห่อสมุนไพรสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บภายในอยู่ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่คุ้นเคยดังมาจากทิศทางของตลาด ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง เขารีบเดินตรงมายังต้นเสียงทันที และภาพที่เขาเห็นก็ทำให้ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของเขาพลันฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่งสตรีที่เขาเฝ้ามองดูนางลุกขึ้นสู้และสร้างชีวิตใหม่ด้วยสองมือของตนเอง กำลังถูกคนพาลสองคนรุมรังแกและใส่ร้ายป้ายสีอย่างน่าร
อ่านเพิ่มเติม
๐๙ ของสมนาคุณ
นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนั้น บรรยากาศรอบตัวของหลี่ชิงอีก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำกล่าวหาที่ไร้สาระของสองแม่ลูกตระกูลสวี่ไม่เพียงไม่สามารถทำลายชื่อเสียงของนางได้ แต่กลับทำให้นางเป็นที่รู้จักและได้รับความเห็นใจจากผู้คนในตลาดมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการยืนยันคุณภาพสินค้าจากบุรุษลึกลับผู้องอาจผู้นั้น ยิ่งทำให้กิจการเล็ก ๆ ของนางเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างก้าวกระโดดลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย ส่วนลูกค้าเก่าก็ยังคงกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้นางไม่ได้เป็นเพียงแม่นางถุงหอมที่โลกลืมอีกต่อไป แต่กลายเป็นช่างฝีมือที่ได้รับการยอมรับในฝีมือและความซื่อสัตย์แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด ดูท่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างนางกับลูกค้าประจำผู้เงียบขรึมผู้นั้นเขายังคงแวะเวียนมาที่แผงของนางทุกบ่ายเช่นเคย แต่บทสนทนาระหว่างพวกเขากลับลดน้อยลงไปอีก ราวกับว่ามีเรื่องราวมากมายที่สื่อถึงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่ในความเงียบนั้นเอง ที่ทำให้หลี่ชิงอีมีโอกาสได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้นนางสังเกตเห
อ่านเพิ่มเติม
๑๐ เจอสมบัติล้ำค่า
หลายวันต่อมา ปลายเดือนสิบสองในรัชศกจิ่งหยวนปีที่ห้า อากาศยิ่งทวีความหนาวเหน็บ หิมะโปรยปรายลงมาเป็นครั้งแรกของปี ปกคลุมหลังคาบ้านเรือนจนขาวโพลนไปทั่วทั้งเมือง แต่ความหนาวเย็นภายนอกกลับไม่อาจทำอะไรกิจการเล็ก ๆ ของหลี่ชิงอีได้อีก แผงของนางกลายเป็นจุดแวะพักที่อบอุ่นใจสำหรับลูกค้าหลาย ๆ คนที่ไม่เพียงมาซื้อของ แต่ยังมาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนรอยยิ้มกับแม่ค้าสาวผู้มีน้ำใจงามผู้นี้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับลูกค้าประจำผู้เงียบขรึมก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นและลึกซึ้งขึ้นทุกวัน ผ้าเช็ดหน้าลายกิ่งไผ่ผืนนั้นได้กลายเป็นสะพานเชื่อมใจที่มองไม่เห็น ทำให้กำแพงระหว่างคนทั้งสองค่อย ๆ ทลายลง แม้บทสนทนาจะยังคงสั้นกระชับเช่นเคย แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของพวกเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำนับพันคำหลี่ชิงอีไม่เคยคาดคิดเลยว่าโชคชะตาที่พลิกผันกำลังจะนำพาความอบอุ่นในรูปแบบที่นางโหยหามาตลอดชีวิตมามอบให้...ณ จวนรับรองส่วนตัวที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในอีกฟากหนึ่งของเมือง เซียวจิ่นเหยียนกำลังขมวดคิ้วมุ่นขณะอ่านรายงานทางการทหารที่ถูกส่งมาอย่างลับ ๆ อาการบาดเจ็บภายในของเขาค่อย ๆ ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงหลายวันที่ผ่านม
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status