LOGIN“เห็นหม่อมแม่อนุญาต ก็คอยแอบไปเก็บอยู่ร่ำไปสิไม่ว่า สงสัยคงจะยึดเป็นสถานที่ทำมาหากินเลยสินะ!”
ดอกแก้วเบ้ปากและแสร้งทำหน้ายิ้มระรื่น ป่วยการที่จะต่อความยาวสาวความยืดกับอีตาคุณชายขี้งก จึงรีบสวนวาจาเผ็ดร้อนกลับไปทันควัน
“ถ้าคุณชายหวงผักบุ้งพวกนี้นัก ดิฉันจะคืนให้ก็แล้วกัน เอาไปเลย”
ว่าแล้วหญิงสาวก็ยกเอากระบุงที่ใส่ผักบุ้งยื่นไปให้เขาด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น
“ฉันไม่รับหรอก มันสกปรก” มือหนายกขึ้นปัดเสื้อผ้าเป็นเชิงรังเกียจ
“ชายวัชร!”
หม่อมสร้อยฟ้าหันมาเอ็ดบุตรชายเสียงเข้ม ด้วยไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่นในที่สาธารณะเช่นนั้น
“ถ้าหม่อมแม่จะรับก็รับเอาเองเลยนะครับ ชายไม่มีทางถือให้เด็ดขาด”
ดอกแก้วซึ่งยืนฟังคำพูดแดกดันประชดประชันอยู่ครู่หนึ่งจึงสูดลมหายใจเข้าปอดจนชุ่มลึก แล้วรวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้น
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เดี๋ยวแก้วจะเอาไปส่งให้หม่อมท่านเอง”
“ไม่ต้อง! จุ้นไม่เข้าเรื่อง ประเดี๋ยวรถของฉันจะสกปรกเสียเปล่าๆ” เขาตะคอกเสียงดังพร้อมกับสาดสายตาวาววับจับจ้องคนอวดดีไม่ลดละ
หญิงสาวเจ็บใจยิ่งนักกับคำพูดจาแดกดันและท่าทางที่พลวัชรแสดงออกอย่างหยามเกียรติ โดยเฉพาะเมื่อเหลือบไปเห็นป้านวลซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาก้อนหินใหญ่ๆ มาเขวี้ยงใส่คนใจแคบนั่นสักสิบก้อนเป็นอย่างต่ำ!
“เอาล่ะๆ พอกันได้แล้ว” หม่อมสร้อยฟ้ารีบปรามทั้งสองคน “เอาเป็นว่าฉันจะรับซื้อผักบุ้งทั้งหมดนี่เลยก็แล้วกันนะจ๊ะ”
พูดจบ หญิงสูงศักดิ์ก็ส่งเงินให้กับป้านวลพร้อมด้วยรอยยิ้ม ป้านวลมีท่าทีเงอะงะเล็กน้อยเมื่อเหลือบไปเห็นหม่อมราชวงศ์พลวัชรยืนทำตาขวางเป็นยักษ์วัดแจ้ง
“เอ่อ...คือว่า...”
“รับไปสิจ๊ะ”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ขอบพระคุณจริงๆ” หญิงสูงวัยยกมือขึ้นไหว้ก่อนจะรับเงินมาแล้วยัดลงในถุงผ้าข้างกาย
“เดี๋ยวหนูแก้วช่วยยกผักทั้งหมดนี้เอาไปไว้ที่ท้ายรถฉันหน่อยนะจ๊ะ” หม่อมสร้อยฟ้าหันไปบอกดอกแก้วเสียงนุ่ม
“เจ้าค่ะหม่อม...” หญิงสาวรับคำด้วยท่าทีนอบน้อม พลางแอบชม้ายหางตาไปทางพลวัชรอย่างเยาะเย้ยแกมสะใจ
หม่อมราชวงศ์หนุ่มพ่นลมร้อนๆ ออกมาจากปากแรงๆ แบบขัดใจยิ่งนักที่มารดาทำเหมือนฉีกหน้าเขาต่อหน้ายัยผู้หญิงชั้นต่ำคนนั้น ใบหน้าหล่อคมบึ้งตึงขึ้งเคียดลงไปทันที ก่อนจะรีบสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังรถ โดยมีดอกแก้วหอบหิ้วกระบุงที่ใส่ผักบุ้งตามหลังไปไม่ห่าง
ร่างองอาจเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ พาหนะสุดหรู แล้วยืนกอดอกหลิ่วตามองคู่อริตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาแข็งๆ
“คุณชายมองทำไมคะ?” เสียงใสพูดขึ้นอย่างกระเซ้าเย้าแหย่ “รีบๆ ไปเปิดกระโปรงรถสิ”
วลียียวนดังกล่าวทำเอาพลวัชรถึงกับตาลุกวาวจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ขบกรามแน่นเพราะไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนยั่วโมโหเก่งได้เท่าแม่คนนี้มาก่อน มันน่าจับมาโบยเสียให้เข็ด
“นี่เธอบังอาจมาออกคำสั่งกับฉันเหรอ!?”
“ดิฉันมิกล้าหรอกค่ะ แค่จะทำตามคำสั่งของหม่อมท่านให้มันเสร็จๆ จะได้ไปเสียที หรือว่าไอ้ที่แกล้งโย้เย้นี่เพราะอยากจะเห็นหน้าของดิฉันนานๆ กันล่ะหืม...คุณชายพลวัชรเจ้าขาาา” หญิงสาวเชิดใบหน้ามอมแมมขึ้นจ้องตา ไม่ได้มีท่าทีจะหวาดหวั่นกับความเป็นชายสูงศักดิ์ของอีกฝ่ายแต่อย่างใด
“ยัยผู้หญิงอวดดี” พลวัชรเข่นเขี้ยวใส่ พลางหันไปเปิดกระโปรงท้ายรถด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
ดอกแก้วเอาผักบุ้งไปวางลงอย่างเรียบร้อย มือทั้งสองข้างยกขึ้นปัดเผาะแผะ แล้วจึงถอยออกมาเพื่อให้เขาปิดฝากระโปรงรถพร้อมกับหันไปยักคิ้วใส่สัพยอกแกมยียวน
“ขอบพระคุณที่อุดหนุนนะเจ้าคะคุณชาย” ร่างแน่งน้อยย่อกายถอนสายบัว ก่อนจะรีบเดินฉับๆ จากไปโดยไม่เหลียวหลังเลยสักแวบ
พลวัชรรู้สึกเหมือนตนเองถูกกำปั้นใหญ่ๆ ของใครสักคนกระทุ้งเข้าที่หน้าท้องจนจุกแน่น เมื่อโดนผู้หญิงชั้นไพร่มาลูบคมได้ถึงเพียงนี้
“ฝากไว้ก่อนเถอะยัยขี้ขโมย เห็นทีเจอกันครั้งหน้าคงต้องปราบพยศให้หลาบจำเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นมีหวังเหิมเกริมกว่านี้เป็นแน่ ฮึ!”
“วันนี้ป้าจะซื้อปลาทูไปย่างให้เอ็งกินนะยัยแก้ว”
ป้านวลหันมาบอกหลานสาว ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันเก็บข้าวของกลับบ้านเร็วกว่าปกติเพราะผักบุ้งถูกเหมาไปจนเกลี้ยง...
ดอกแก้วยิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความปราโมทย์ที่จะได้กินปลาทูซึ่งเป็นของโปรดตัวเอง ร่างอ้อนแอ้นจึงไม่รีรอที่จะหันไปเก็บของช่วยคนเป็นป้าอย่างกระตือรือร้นทันที
ด้านพลวัชรยืนทำหน้าซังกะตายขณะเปิดประตูรถให้หม่อมสร้อยฟ้า ก่อนจะก้าวตามไปนั่งที่เบาะคนขับหลังผู้เป็นมารดาเข้าไปข้างในรถเรียบร้อยแล้ว
“หม่อมแม่จะเอาผักไปทำอะไรตั้งเยอะแยะขนาดนั้นเหรอครับ” เขาหันมาถามเมื่อรถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณตลาด และมุ่งหน้าสู่วังแสงจันทร์
“ก็เอาไปแบ่งให้คนรอบๆ วังของเรานั่นแหละชายวัชร ที่เหลือก็เก็บไว้เลี้ยงกระต่าย” นางตอบบุตรชายเรื่อยๆ พลางนึกถึงใบหน้าอันจิ้มลิ้มพริ้มเพราของดอกแก้วอย่างรู้สึกถูกชะตา
“หม่อมแม่ใจดีเสมอ ระวังพวกไม่ประสงค์ดีด้วยนะครับ”
“เด็กคนนั้นไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอกชายวัชร อย่าระแวงไปเลย”
“ผมก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น...”
ชายหนุ่มแสยะยิ้มหยันๆ พร้อมกับหรี่ตาเพ่งมองตรงไปเบื้องหน้า มือหนากำเข้าหาพวงมาลัยแน่น โดยคิดหาวิธีการที่จะกีดกันไม่ให้พวกเหลือบไรมาหากินรอบๆ อาณาบริเวณของวังแสงจันทร์โดยเร็วที่สุด!
“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน คนที่เปิดออกมาคือจ้อน เมื่อจ้อนเจอหญิงสาวจึงเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะยังดูสะลึมสะลือเพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ อยู่บ้างก็ตาม“อ้าว...คุณแก้วมาเยี่ยมคุณชายหรือครับ”“พี่จ้อนบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแก้วเฉยๆ” ดอกแก้วมองค้อนๆ ทำให้จ้อนฉีกยิ้มแฉ่งและยกมือขึ้นเกาหัวแบบเขินๆ“ให้พี่เรียกแบบนี้เถอะนะครับ สบายใจกว่ากันตั้งเยอะ ว่าแต่จะเข้าไปเยี่ยมคุณชายเลยไหมครับ”“แก้วว่าจะรอพี่เรไรก่อนน่ะจ้ะ”“เข้าเลยครับคุณแก้ว คุณชายยังไม่ตื่นหรอก ไปนั่งรอข้างในดีกว่า พี่จะได้ฝากคุณแก้วให้ดูคุณชายแทนครู่หนึ่ง พอดีพี่จะไปเข้าห้องน้ำนะครับ รู้สึกปวดท้อง” จ้อนพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ขณะเอามือกุมไว้ที่ท้องและก้นของตัวเอง“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่จ้อนไปห้องน้ำเถอะ แก้
“อย่าทำอะไรฉันนะไอ้บ้า!”“อย่านะ!”ทั้งดอกแก้วและหม่อมสร้อยฟ้าต่างก็ร้องระงม แต่ไอ้เชิดกลับไม่ฟัง มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก้มัดเชือกต่อไป ในขณะที่วิรัญญาและมะขามต่างยืนกอดอกมองด้วยความพอใจทันทีที่ดอกแก้วเป็นอิสระ ไอ้เชิดก็ขยับเข้าไปจะช้อนอุ้มเอาร่างอรชร หากทว่าดอกแก้วอาศัยความว่องไวและวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่บ้าง แย่งเอาปืนที่เหน็บอยู่ในขอบกางเกงของไอ้เชิดมาไว้ในมือได้ เธอเล็งปลายกระบอกปืนไปที่โจรชั่ว ดวงตาจ้องมองเขม็ง“ถ้าแกเข้ามาฉันยิงแกแน่” ดอกแก้วขู่เสียงแข็ง“ไม่เอาน่าคนสวย” ไอ้เชิดยังยิ้มกว้างและไม่มีทีท่าว่าจะกลัวดอกแก้วแต่อย่างใด มันทำท่าจะย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวจึงยิงปืนขึ้นด้านบนหนึ่งนัดปัง!เสียงปืนและท่าทางที่เอาจริงของดอกแก้วทำให้ไอ้เชิดและลูกน้องของมันรีบถอยร่นไป“ปล่อยหม่อมท่านเดี๋ยวนี้” ดอกแก้วหันไปทางวิรัญญา แต่สาวสวยโสภายังคงยิ้มเยือนก่อนจะล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าถือแล้วจ่อไปที่ขมับของหม่อมสร้อยฟ้า“เธอนั่นแหละที่ต้องวางปืน ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าหม่อมสร้อยฟ้าเดี๋ยวนี้”คำขู่ของวิรัญญาทำให้ดอกแก้วมีท่าทีละล้าละลังขึ้นมาทันที“ฉันบอกให้วางปืนลง!” วิรัญญาตะคอกลั่น พลางเหน







