Mag-log inณ ร้านอาหารสุดหรูใจกลางเมือง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งกำลังย่างกรายไปนั่งตามหมายเลขโต๊ะที่สั่งจองไว้ ใบหน้าคมจ้องมองนาฬิกาเรือนหรูเพื่อเช็คดูเวลา "เฮียคีน หรือเปล่าคะ" เสียงใสเอ่ยทักทายชายหนุ่มตามที่ ผู้เป็นพ่อกับแม่ให้ข้อมูลมาทันที "ครับ" ชายหนุ่มหันมาจ้องมองร่างระหงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ดีเลย คุณสั่งอะไรหรือยัง ฉันว่าวิวข้างนอกสวยออก เราสั่งเครื่องดื่มไปข้างนอกกันดีมั้ยคะ" ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตอบรับ อัญญารีบพูดเชิญชวนชายหนุ่มก่อนทันที "ตามใจ" ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้าเรียบ พร้อมเดินออกไปกับหญิงสาวเบื้องหน้า พอสั่งเครื่องดื่มเสร็จสรรพ ทั้งคู่ก็เดินออกมาด้านนอกก่อนจะเดินไปตรงโต๊ะริมแม่น้ำ "เรียกฉันอัญญา ก็ได้ คุณก็คงรู้มาบ้างแล้ว" อัญญานั่งลงก่อนจะพูดกับชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยท่าทีสบายๆ เป็นกันเองอย่างธรรมชาติ "ผมอนาคีน หรือจะเรียกอย่างที่คุณเรียกก็ตามใจ" อนาคีนปรายตามองใบหน้างามเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยบอกด้วยท่าทีเรียบเฉยดังเดิม ปกติอนาคีน ก็เป็นประเภทพูดน้อยอยู่แล้ว ส่วนตัวเขาไม่ค่อยถนัดพูดคุยทั่วไป แต่ถ้าเป็นการเจรจาธุรกิจก็เป็นอีกเรื่อง พอมองดูดีๆ แล้วเธอคนนี้ก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแปลก ไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป รูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในลำดับที่สวยมากเลยทีเดียว ถึงจะตกใจเล็กน้อย เพราะตัวจริงยิ่งดูสวยกว่าในรูปมาก แต่เขาเองก็สามารถปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้ "อื่ม คุณคิดอย่างไร กับฉันล่ะคะ" เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อตรง เธอเปิดกว้างกับทุกเรื่อง และตัวเธอเองก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ เพราะฉะนั้นเธอมักจะถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้โดยไม่ปิดบัง แสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจน เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมีความมั่นใจในตัวเองสูง ถ้าอีกฝ่ายไม่โอเคตั้งแต่แรกพบ เธอก็ไม่บังคับ ถึงแม้ว่าแรกพบเธอจะถูกใจผู้ชายคนนี้มากก็ตาม แต่ถ้าหากเขาเองก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เธอก็พร้อมจะรุกเต็มที่เช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น อัญญาก็เลือกที่จะถามอีกฝ่ายออกไปตรงๆ เช่นกัน "ผมไม่ได้รังเกียจ" ยอมรับเลยว่าชายหนุ่มเองก็ค่อนข้างตกใจกับคำถามของเธอคนนี้เหลือเกิน เพราะคงไม่มีผู้หญิง อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย คนส่วนมากเขาคงไม่ถามคู่เดทว่ารู้สึกกับตนอย่างไร ตั้งแต่แรกเจอกันหรอก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าเธอนั้นถามเข้าประเด็นได้ตรงดี เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เพราะการดูตัวครั้งนี้ทางผู้ใหญ่สองฝังก็คงคิดอยากให้เกี่ยวดองกันอย่างจริงจัง แล้วแหละ หากจะปฏิเสธไปก็มีคนใหม่มาอยู่ดี สู้บอกความจริงไปกับอีกฝ่ายเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาด้วย "ฉันก็คิดเหมือนกัน ดูจากรูปลักษณ์ต่างๆ ของคุณก็ดูดีออก ฉันเองก็ดูดีเช่นกัน เรื่องอื่นๆ ของฉันและคุณเราเองก็ต่างรู้กันอยู่แล้ว งั้นเรามาแต่งงานกันเถอะ" "……" "ที่เหลือก็ฝากด้วยนะคะ พอดีฉันมีงานต่อ บ๊ายแล้วเจอกันวันแต่งงานนะคะ" อัญญาพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีเสน่ห์น่าดึงดูด ทุกถ้อยคำที่เธอพูดออกมาล้วนชัดเจน หนักแน่นจริงจัง ลับหลังร่างบาง อนาคีนก็นั่งทอดสายตามองตามแม่น้ำด้วยสายตาเรียบนิ่งยากเกินเข้าใจ ก่อนจะเดินด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย ไปขึ้นรถคันหรูกลับไปทำงานตามเดิม ……………………………………………“หว้าาา.. สงสัยมันคงไม่ฟังเฮียแล้วล่ะ ดูสิยิ่งอัญญาพูดมันก็ยิ่งตอบสนองอัญญามากกว่า” อนาคีนแสร้งขยับตัวดุนดันตัวตนของตัวเองที่ตื่นตัวเต็มที่เข้าใกล้ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอดของตนอย่างจงใจ ก่อนจะพูดด้วยท่าทีเย้าแหย่อีกฝ่าย “อ๊ะ อย อย่าค่ะ” อัญญาที่ถูกตัวตนแข็งขืนอุ่นร้อนของอีกฝ่ายดุนดันหยอกล้อ อยู่ใกล้กับจุดอ่อนไหวของตัวเอง ก็ถึงขั้นอ่อนแรงเผลอส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “อ๊ะ อืออ” “อ๊าส์.. ไม่ทันแล้วครับที่รัก ขอบอกรักตอนเช้าหน่อยนะ เด็กดี อ๊าส์” อนาคีนที่ตอนแรกจงใจจะแกล้งอัญญา แต่กลับห้ามใจไม่ไหว ยิ่งเสียงครวญครางแสนหวานของอีกฝ่ายดังขึ้น ตัวเขาเองก็ยากจะทานทนต่ออารมณ์ของตัวเอง พร้อมกดร่างแกร่งเข้าใส่ดอกไม้อ่อนนุ่มทันที ก่อนจะพูดขบกรามแน่น ข่มอารมณ์ร้อนที่กำลังปะทุ แล้วกดจูบลงบนแผ่นหลังนวลเนียนเพื่อเป็นการปลอบโยน “อาส์ อัญญา พลั่บๆๆๆ ซี๊ดด!!” อนาคีนคำรามเสียงกดต่ำร้องเรียกเจ้าของร่างก่อนจะกระหน่ำสะโพกสอบรัวเร็ว ตามอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้น อย่างแสนรัก “อ๊ะๆๆๆ ฮะ เฮียคีน อื่มม” อัญญาก็ไม่ได้ยอมแพ้ เมื่อห้ามอีกฝ่ายไม่ได้ เธอก็เลือกที่จะปลดป
ณ เวลานี้ไม่ว่าต้องแลกกับอะไรตัวเขานั้นก็ไม่ยอมทั้งนั้น เพราะความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวในอ้อมกอดมันช่างตีขึ้นมาชัดเจนเหลือเกิน จนทำให้ตัวเขานั้นก็เจ็บปวดทรมาน เพราะเสียงสะอื้นไห้ ของอีกฝ่ายเช่นกัน “เฮียคีนนน... ฮึกก.. อึก.. อะ อัญ..” ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานแค่ไหนที่สองร่างนั้นยังคงกอดปลอบมอบความอบอุ่นให้แก่กัน และในที่สุดเมื่อร่างงามเริ่มประมวลผลต่างๆ ได้และรู้สึกจิตใจสงบลง เธอก็ค่อยๆ เงยหน้าเผชิญกับใบหน้าคมที่แสนคุ้นเคย ดวงตาสีดำสนิทตอนนี้จดจ้องมาที่ตนอยู่ก่อนแล้ว ภาพในนั้นปรากฏเป็นตัวเธออย่างชัดเจน ยิ่งทำให้ในใจที่กำลังสงบลง มีคลื่นของความเสียใจผลุดขึ้นมาอีกระลอก ความรู้สึกผิดกำลังตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้อัญญานั้นกำลังจะพูดสารภาพกับอีกฝ่าย เริ่มสะอึกสะอื้น สั่นไหวอีกรอบ แค่เพียงเห็นใบหน้านวลที่เปอะไปด้วยน้ำตานองหน้า ทำให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก แววตาที่เคยส่องเป็นประกาย บัดนี้กลับดูหม่นหมองลงด้วยความรู้สึกผิด และตัวเขาเองก็รู้ว่าอัญญานั้นจะพูดว่าอะไร และตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร จนทำให้ อนาคีนหัวใจหล่นฮวบลงทันที ก่อนที่อัญญาจะพูดจบ เป็นเขาเองที่ทนต่อความสงสา
หญิงสาวที่เขารักก็ยังเป็นแค่เพียงภรรยาในนามของอีกฝ่ายเท่านั้น และยิ่งมาได้รับข้อมูลจากพีตาร์อีก ในตอนนั้นตัวเขาก็ตกลงทำตามแผนที่วางไว้อีกครั้งโดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองเรื่องราวให้รอบคอบ จนเผลอเกือบทำให้คนที่เขารักตกอยู่ในอันตรายแล้วจริงๆ ถ้าหากเขาไปช่วยเธอไว้ไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าพีตาร์จะใจร้อนทำนอกเหนือสิ่งที่ตกลงกับตัวเขาไว้ให้แก้แค้นแทนตัวเอง แล้วยิ่งวันนี้ได้มาเห็นกับตาว่าผู้ชายที่เพรียบพร้อมไปทุกด้าน ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจแห่งแวดวงธุรกิจ ไม่มีแม้กระทั้งความรู้สึกใดๆ แต่กลับทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลังแล้วรีบมาหาภรรยาของตนในฐานะสามีธรรมดาคนหนึ่ง ทั้งท่าทีแววตาดำสนิทที่จดจ้องไปเบื้องหน้าล้วนแต่แสดงความรู้สึกทุกอย่างที่มีต่อหญิงสาวร่างงามเบื้องหน้าตนอย่างชัดเจน จนตัวเขานั้นรับรู้และรู้สึกละอายแก่ใจไม่น้อย ทั้งยังตอนที่ตัวเขากระโดดลงไปช่วยอัญญา แม้คำพูดสุดท้ายก่อนหญิงสาวจะหมดสติไปก็ยังเป็นชื่อของผู้ชายคนนี้ เพียงเท่านี้ตัวเขาเองก็คงไม่มีสิทธิที่จะไปเปรียบตัวเองกับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ได้แต่ทำใจยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ แต่โดยดีเท่านั้น “เรื่องที่คุณไม่สามารถจัดการได้ ผมจะจั
ทันทีที่ร่างสูงมาถึง ภาพเบื้องหน้าที่เห็น เป็นห้องกระจกใส ปรากฏร่างงามคุ้นตาที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงผู้ป่วยสีเขียวอ่อน ผิวขาวละเอียดจนดูซีด ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูเลือนลางมากขึ้น จังหวะการเต้นของหัวใจแกร่งยิ่งบีบรัดอย่างหนักหน่วงยามเมื่อได้มองสำรวจเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ อยู่เต็มไปหมด “อะ เอ่ออ.. บอสคะ หมอบอกว่า ตอนนี้หนูอัญไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ต้องอยู่ห้องปลอดเชื้อรอดูอาการอีกนิดหน่อยเท่านั้นค่ะ” เป็นหลุยเองที่เห็นปฏิกิริยาร่างสูงที่จ้องมองร่างงามภายในห้องอย่างยากจะคาดเดา แต่ภายในแววตาคมนั้นกลับสะท้อนภาพร่างงามอย่างชัดเจน ตัวเขาเองจึงค่อยๆ เดินไปบอกกล่าวกับอีกฝ่ายอย่างหวาดกลัว เพราะตอนนี้ร่างหนานั้นแผ่รังสีเย็นเยือกออกมาอย่างน่าขนลุก เป็นบรรยากาศที่กดดันคนที่อยู่รอบข้างเป็นที่สุด “ผมต้องการเข้าไป” อนาคีนเอ่ยออกมาราบเรียบ โดยสายตาคมยังคงจดจ้องภาพเบื้องหน้าไม่ไหวติง “ดะ ได้ค่ะ ดะ เดี๋ยว จะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ” เพียงแค่เสียงเอื้อนเอ่ยที่ราบเรียบไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แต่กลับทำให้คนฟังถึงขั้นกระตุก ตื่นตกใจไม่น้อย ทำให้หลุยนั้นรีบตอบรับอีกฝ่ายอย่างตะกุกตะกัก รี
“นี่แก หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! แกจะไปไหนไม่ได้เด็ดขาด แกจะต้องจบชีวิตลงที่นี่ด้วยกันกับฉัน เท่านั้น!!” พีตาร์ที่ถูกผลักร่างให้ล้มลงรีบลุกขึ้นพร้อมตะโกนไล่หลังของอีกฝ่ายไปอย่างบ้าคลั่ง “จึ๊!!” แม่เสียงตะโกนก่นด่าของพีตาร์จะดังมาก แต่ไม่สามารถเรียกความสนใจของอัญญาได้แม้แต่น้อย เพราะในหัวของเธอตอนนี้กำลังหาหนทางเอาตัวเองให้รอด ดวงตากลมหรี่ลงเล็กน้อยคอยกวาดหาหนทางที่จะทำให้เธอออกจากห้องนี่ให้ได้ มือเรียวอีกข้างก็พยายามยกขึ้นมาปิดปากปิดจมูกเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับกลิ่นควันที่ตอนนี้กำลังลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ส่งผลให้ทัศนในการมองเห็นจุดต่างๆ ในห้องนั้นค่อนข้างลำบาก แต่ดีที่อัญญานั้นสำรวจห้องนี่อย่างรอบคอบแล้วตอนที่เธอเข้ามาแต่งตัวที่นี่ เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าต้องเป็นแผนการที่อีกฝ่ายวางไว้ เธอจึงคิดหาทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองนั้นรอดพ้นจากหลุมพลางในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเสียสติจนใช้วิธีการที่สิ้นคิดแบบนี้จนได้ ใบหน้างามมุ่ยคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรีบสาวเท้าเรียววิ่งไปที่ประตูทางระเบียงทันที เพราะด้วยความทรงจำบอกเธอว่าในห้องนี้ยังมีประตูข้างในที่สามารถเปิดออกไปยังระเบียงได้
“พี่หลุยคะ ช่วยไปรออัญญาที่รถก่อนนะคะ ถึงเวลาที่เหยื่อต้องไปหาเสือก่อน” เมื่อถ่ายงานเสร็จ อัญญาจึงพูดกับอีกฝ่ายพร้อมขยิบตาให้อย่างหยอกล้อ “จริงๆ เลยระวังตัวด้วยล่ะ พี่จะไปเอารถมารอ ถ้าเกิดเรื่องอะไรที่เกินกว่าที่คาดหมายไว้ก็รีบโทรมาทันทีเลยนะ เข้าใจรึเปล่า” ถึงแม้จะพูดห้าม อัญญาก็คงไม่ฟังเพราะหลุยเองก็รู้นิสัยของอัญญาดี จึงได้แต่บอกให้อีกฝ่ายระวังตัว แล้วไปเตรียมตัวรอเธอดีกว่า “พี่ก็อย่าลืมที่อีญญาบอกนะคะ ไปเอามันมาเก็บไว้ที่พี่ เราจะต้องถอดหน้ากากเสือของแมวตัวนี้หน่อยแล้ว จะได้ไม่หลงลืมตัวว่าตัวเองนั้นเป็นได้แค่แมวไม่ใช่เสือ” อัญญาพูดทิ้งท้ายด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม น้ำเสียงหนักแน่นก่อนเดินจากไป “เฮ่ออออ.... ฉันควรจะห่วงเธอ หรือห่วงอีกฝ่ายที่คิดเล่นงานเธอดีล่ะเนี้ยยย??” หลุยบ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่มองหลังร่างงามที่กำลังเดินจากไป “เอ๊ะ...?? อยู่ไหนน๊าา.. ห้าวววว... สงสัยวันนี้ทำงานเหนื่อยจริงๆ หรือเปล่า??” อัญญาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของเธอที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้อีกครั้งเพราะคิดว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องการจัดการเธอที่ห้องนี้แน่ ถ้าหากเธอไม่แกล้งเดินมาติดกับเอง เธอก็คงไม่
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทั้งคู่ได้ตกลงจะแต่งงานกัน ทุกอย่างก็ถูกจัดขึ้น อย่างมีกำหนดการ ทั้งอนาคีน และอัญญาก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับงานของตัวเอง จึงให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเป็นผู้จัดงานทั้งหมด ในห้องกว้างสีขาวสะอาดตา เหล่าบรรดาช่างแต่งหน้าทำผม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาอย่างชุลม
บรืนนน เอี๊ยดดด!! เป็นปกติของคฤหาสน์ ตระกูล หรรษดินทร์ ที่จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถหรู ที่ดังกระหึ่มมาแต่ไกล เป็นสัณญานบ่งบอกว่าคุณหนูกำลังกลับบ้าน "อ้าว ป๊า ม๊า ยังไม่นอนหรอคะเนี่ย" อัญญาสาวเท้าเรียวเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์ดี ปกติทุกวันหญิงสาวจะกลับดึกบ้าง เพราะงานของเธอที่มีเวลาไม่แน่นอ
เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วจึงทำให้ผู้คนต่างตื่นตกใจกันเป็นอย่างมาก เหล่าบรรดาบอดี้การ์ด ทีมงาน และนักข่าวต่างรีบวิ่งกู่เข้ามาอย่างวุ่นวาย "ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นคะ" นักข่าวสาวที่วิ่งมาถึงคนแรกก็รีบยื่นไมค์ไปข้างหน้าหญิงสาวร่างบางที่ตกลงมาข้างเวทีก่อนทันที ร่างบางถูกช่วยพยุงตัวเอ
ก่อนสถานการณ์จะกลับมาปกติดังเดิมได้ก็แทบจะทำให้ผู้จัดหัวหมุนกันเลยทีเดียว หลายฝ่ายต้องวิ่งวุ่นกันให้ขวักอย่างฉุกละหุก ต้นเหตุเพราะสองสาวช่างแต่งหน้าทำผมผู้ก่อเรื่อง ที่ดันไม่เจียมตัว ไปหาสะดุดตออย่างคุณหนูอัญญาเข้า ทำให้ทุกฝ่ายต่างใจหายใจคว่ำกันไปตามๆกัน เนื่องจากคุณหนูอัญญาเป็นนางแบบตัวเอกในงานค







