คำว่า “โลกใบนี้ก็ไม่แย่” เพิ่งหลุดออกจากปากเสิ่นหลีได้ไม่นานเท่าไหร่หลังจากที่นางจัดการถอนขนไก่และล้างทำความสะอาดรวมถึงนำมาต้มกับโสมล้ำค่าที่เก็บได้ ในขณะที่น้องสาวกับนางกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
คราแรกเสิ่นหลีคิดว่าเป็นสัตว์อสูร จึงเอื้อมมือไปหยิบไม้บรรทัดเหล็กที่วางอยู่ข้างกายทันที ทว่าเพียงอึดใจต่อมาเสียงหัวเราะเย่อหยิ่งของคนหนุ่มก็ดังขึ้นเสียก่อน
“กลิ่นอาหารวิญญาณ? ใครกันถึงกล้านำของดีมาต้มกินกลางป่าหมอกลวงตา”
เสิ่นหลีนิ่งไปเล็กน้อย ‘คน?’ เพราะจากความทรงจำของร่างเดิม ป่าหมอกลวงตาไม่ใช่ป่าธรรมดา แต่เป็นสถานที่ฝึกฝนขั้นต้นของเหล่าผู้ฝึกตนในเขตชิงหลานอวี้ ผู้ฝึกตนระดับล่างมักเข้ามาล่าสัตว์อสูร เก็บสมุนไพร หรือทดสอบวิชากันที่นี่ ดังนั้นจึงทำให้ไม่มีคนธรรมดากล้าย่างกรายเข้ามา ด้วยส่วนหนึ่งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกับคนเหล่านี้นอกจากสัตว์อสูร
ซึ่งแน่นอนว่า “ระดับล่าง” ของผู้ฝึกตน ก็ยังสูงกว่าชาวบ้านธรรมดามากพอให้คนเหล่านี้มองคนเหล่านั้นเป็นมดปลวกนั่นเอง ไม่นานนักชายหนุ่มสามคนในชุดศิษย์สำนักสีเทาขาวก็เดินออกมาจากม่านหมอก คนที่เดินนำหน้ามีใบหน้าหล่อเหลาพอใช้ได้ เพียงแต่แววตาหยิ่งผยองจนทำให้ความหล่อเหลานั้นดูน่ารังเกียจไปหลายส่วน
สายตาของเขากวาดผ่านหม้อน้ำแกง ก่อนจะหยุดลงที่โสมโลหิตพฤกษาซึ่งเหลืออยู่บนผ้าสะอาด ดวงตาคู่นั้นของมันพลันสว่างวาบ
“โสมโลหิตพฤกษา!”
โดยศิษย์อีกสองคนด้านหลังต่างสูดลมหายใจเข้าพร้อมกัน เสิ่นหลีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยในมือขึ้นจิบต่ออย่างใจเย็น ชายหนุ่มผู้นั้นเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของนางก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่กับเด็กคนหนึ่ง”
เสิ่นหลีเหลือบมองเขา “ผ่านทางมา”
“ผ่านทาง?” อีกฝ่ายหัวเราะเย็น “คนธรรมดาสองคนผ่านทางเข้ามาถึงใจกลางป่าหมอกลวงตา แล้วยังมีโสมโลหิตพฤกษาอยู่ในมือ เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ”
เสิ่นหลีวางถ้วยลงในมือของตนลงอย่างช้า ๆ “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าฉลาดหรือโง่ แต่ของพวกนี้ข้าขุดได้จากพื้นดินเรื่องแค่นี้เจ้าไม่รู้รึ!”
เสิ่นเหยาที่กำลังกินน่องไก่อยู่ถึงกับสำลักให้กับวาจาของพี่สาว ส่วนชายหนุ่มคนนั้นสีหน้าแข็งค้างไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนความโกรธจะแล่นขึ้นมาในดวงตา
“บังอาจ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นศิษย์นอกของสำนักเมฆาคราม!”
สำนักเมฆาคราม ชื่อนี้ปรากฏขึ้นในความทรงจำของร่างเดิมทันที สถานที่แห่งนี้เป็นสำนักฝึกตนขนาดกลางในเขต ชิงหลานอวี้ แม้ไม่อาจเทียบกับสำนักใหญ่บนยอดเขาตัดฟ้า แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว คนของสำนักนี้ก็ไม่ต่างจากท้องฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง
เสิ่นหลีลอบถอนหายใจ นางเพิ่งกินอิ่มได้ไม่ถึงครึ่งถ้วย โลกใบนี้ก็เริ่มไม่น่ารักเสียแล้ว ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนชี้ไปยังโสมสีมรกตบนผ้า
“ส่งโสมนั่นมา แล้วทิ้งถุงย่ามทั้งหมดไว้ ข้าอาจไว้ชีวิตพวกเจ้า”
เสิ่นเหยากอดถ้วยน้ำแกงของตนแน่น ใบหน้าเล็กซีดลงทันที เสิ่นหลีเหลือบมองน้องสาว จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น มือขวาหยิบไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาถือเอาไว้มั่น
“นี่คือวิธีพูดของผู้ฝึกตนหรือ”
ชายหนุ่มคนนั้นแค่นหัวเราะ “กับคนธรรมดา ข้ายอมพูดด้วยก็นับว่าเมตตามากแล้ว”
เสิ่นหลีพยักหน้าลงเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ
“เข้าใจแล้ว”
ก่อนที่ครู่ต่อมา ไม้บรรทัดเหล็กในมือนางพลันยืดยาวออกกลายเป็นแท่งเหล็กสีหม่นขนาดเท่ากระบี่ แต่หนาและหนักกว่าหลายส่วน รอยอักขระบนตัวไม้บรรทัดเรืองแสงจาง ๆ ตามแรงไหลเวียนของพลังวิญญาณ
และขณะที่ชายหนุ่มคนนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสิ่นหลีก็พุ่งเข้าไปถึงตรงหน้าเขาเสียแล้ว
ปึก!
เสียงกระแทกหนักอึ้งดังขึ้น เมื่อแท่งเหล็กในมือของนางฟาดเข้ากลางอกศิษย์สำนักเมฆาครามเต็มแรง ส่งผลให้ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นลอยถอยหลังไปชนต้นไม้ใหญ่ด้านหลังอย่างน่าอนาถ จนใบไม้ร่วงกราวลงมาทั้งต้น
ศิษย์อีกสองคนเบิกตากว้าง ใบหน้าของเขาซีดเผือดพอ ๆ กับไก่ในหม้อต้มของนางเลยทีเดียว
“เจ้า!”
“นางเป็นผู้ฝึกตนหรือ!”
ศิษย์สำนักเมฆาครามทั้งสองคนที่เหลืออยู่ไม่อาจเก็บงำความตื่นตระหนกเอาไว้ได้ ภาพที่เด็กสาวร่างผอมบางในชุดผ้าป่านหยาบสามารถฟาดศิษย์พี่ของพวกตนจนกระเด็นไปติดต้นไม้ด้วยอาวุธหน้าตาประหลาดนั้นดูขัดกับสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนไปไกลโข
“ข้าจะฟาดพวกเจ้า” เสิ่นหลีเอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมกริบของนักโบราณคดีจดจ้องไปยังชายหนุ่มที่เหลือ นางมิได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่กลับพลิกข้อมือวาดท่อนเหล็กที่บัดนี้ดูทรงพลังยิ่งกว่าเดิมพุ่งเข้าหาชายคนที่อยู่ทางซ้ายอย่างรวดเร็ว
เสียงแท่งเหล็กปะทะกับข้อมือของชายผู้นั้นดังสนั่น ส่งผลให้กระบี่ในมือของเขาหลุดร่วงลงพื้นทันที ก่อนที่นางจะหมุนตัวตวัดเท้าเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของชายคนที่อยู่ทางขวาจนอีกฝ่ายเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้าอย่างหมดท่า
ทุกท่วงท่าของนางรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพประดุจนักล่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน มิใช่ท่วงท่าลีลาอ่อนช้อยอย่างวิถีเซียน แต่เป็นวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่นางคุ้นเคย
เสิ่นหลีใช้ปลายของท่อนเหล็กแตะที่คางของชายหนุ่มคนแรกที่กำลังพ่นเลือดอยู่โคนต้นไม้
“กฎของผู้ฝึกตนจะเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่กฎของข้าคือใครที่คิดจะแย่งของกินน้องสาวข้า... ข้าฟาดไม่เลี้ยง!”
“จะ... เจ้า... กล้าดีอย่างไร!” ศิษย์สำนักเมฆาครามเค้นเสียงรอดไรฟัน แม้จะเจ็บปวดแต่สัญชาตญาณความหยิ่งผยองยังคงอยู่
เสิ่นหลีมิได้สนใจคำพูดของเขา สายตาของนางมองเลยไปหยุดอยู่ที่ถุงผ้าสีเทาใบเล็กที่ห้อยอยู่ข้างเอวของชายผู้นั้น อักขระประหลาดบนปากถุงทำให้อาวุธในมือนางสั่นระริกราวกับพบเจอสิ่งของน่าสนใจ
‘ถุงเก็บของมิติ’ ในนิยายที่นางเคยอ่านมักจะบรรยายไว้เช่นนี้ และดูเหมือนว่าวาสนาของนางจะยังไม่หมดลงง่าย ๆ เช่นกัน
“เมื่อครู่เจ้าบอกให้ข้าทิ้งถุงย่ามไว้ใช่หรือไม่?” เสิ่นหลียกมุมปากขึ้นสูง แววตานั้นดูเจ้าเล่ห์คล้ายนักขุดสุสานที่เจอสมบัติล้ำค่า
“ข้าคิดว่าคำแนะนำนั้นไม่เลวเลยทีเดียว... แต่เปลี่ยนจากถุงของข้า เป็นถุงของพวกเจ้าแทนก็แล้วกัน”
กล่าวจบนางก็จัดการ ‘ยึด’ ถุงมิติจากศิษย์สำนักทั้งสามมาอย่างช่ำชอง ทักษะการค้นตัวคนโฉดที่นางเพิ่งฝึกฝนมาจากเสิ่นต้าฟู่ถูกนำมาใช้อีกครั้งอย่างได้ผล
นางลองส่งพลังปราณจาง ๆ จากรอยตรามังกรที่ข้อมือเข้าไปในถุงใบหนึ่ง ทันใดนั้นปากถุงก็เปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่กว้างขวางภายในที่บรรจุไว้ด้วยหินวิญญาณระดับต่ำ ตำราฝึกตนเบื้องต้น และโอสถอีกสองสามขวด
“ไม่เลว” นางพึมพำ “เหยาเอ๋อร์ พวกเรามีถุงเก็บของแล้ว” นางกล่าวกับน้องสาวโดยไม่นำพาถึงเจ้าของเดิมที่กำลังจุกจนขยับตัวแทบไม่ไหว
“อาเจี่ย... ถุงใบเล็กนั่นใส่ของได้จริงหรือเจ้าคะ” เสิ่นเหยา เดินเข้ามาเกาะแขนพี่สาวพลางมองถุงในมือของพี่สาวอย่างสงสัย
“ได้สิ อีกทั้งยังใส่ได้เยอะด้วย เยอะพอจะทำให้เรามีกินมีใช้ไปอีกนานเลยละเหยาเอ๋อร์” เสิ่นหลีตอบพลางเก็บโสมโลหิตพฤกษาและสมบัติทั้งหมดลงในถุงมิติใบใหม่อย่างรวดเร็ว
ส่วนคนทั้งสามที่บัดนี้ได้แต่ข่มกลั้นความเจ็บปวดจนหน้าเขียวก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ เพราะไม่อาจจะทำสิ่งใดได้
“ไสหัวไปซะ! ถ้าข้าเห็นพวกเจ้ามาป้วนเปี้ยนแย่งอาหารน้องข้าอีก คราวหน้าข้าจะไม่ใช่แค่ฟาด แต่ข้าจะหวดให้คอหลุดจากบ่า!”
ศิษย์สำนักเมฆาครามทั้งสามรีบพยุงร่างอันบอบช้ำหนีหายเข้าไปในม่านหมอกอย่างไม่คิดชีวิต เสิ่นหลีมองตามไปด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหันมามองน้องสาวที่บัดนี้มีกระต่ายหิมะตัวน้อยสีขาวบริสุทธิ์กระโดดเข้ามาคลอเคลียที่เท้าซึ่งนางไม่รู้ว่ามันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่
อีกทั้งกลางหน้าผากของมันยังมีลายดอกบัวเรืองแสง และดูเหมือนว่าที่คอของมันจะมีกระดิ่งเงินใบเล็กผูกพู่แดงเอาไว้ด้วย
กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งดังกังวานแผ่วเบาแต่กลับทำให้จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด เสิ่นหลีรู้สึกสงสัยจึงอุ้มกระต่ายตัวน้อยขึ้นมา ก่อนจะจับกระดิ่งของเจ้าตัวขนปุยขึ้นมาสำรวจ
“หยิ่นหลิง” (เรียกวิญญาณ) นางพึมพำเมื่อเห็นอักขระโบราณคำนี้ปรากฏแก่สายตา ซึ่งดูเหมือนว่าวิญญาณสาวจากต่างโลกจะยังไม่รู้ว่าการ ‘ฟาด’ เหล่าผู้ฝึกตนน่ารังเกียจเมื่อครู่ได้นำพาวาสนาครั้งใหม่มาสู่นางและน้องสาวเข้าให้แล้ว
กระต่ายหิมะตัวน้อยดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นหลี ก่อนจะส่งเสียงร้องเบา ๆ ดวงตากลมโตสีแดงทับทิมของมันมองนางอย่างไร้เดียงสา แต่ดูเหมือนว่าเสิ่นหลีจะยังคงให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังพลิกไปมาในมือ อักขระคำว่า “หยิ่นหลิง” ยิ่งมองก็ยิ่งดูโบราณจนไม่เหมือนของที่ผู้ฝึกตนระดับล่างจะมีครอบครองได้
ทันใดนั้น ไม้บรรทัดเหล็กสัมฤทธิ์ในมือพลันสั่นเบา ๆ อักขระสีทองบนผิวโลหะสว่างวาบก่อนตามมาด้วยแผ่นแสงสีฟ้าโปร่งใสจะปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ ตรวจพบสิ่งมีชีวิตวิญญาณ ชื่อ: กระต่ายหิมะจันทรา ระดับ: สัตว์วิญญาณขั้นต่ำ อายุโดยประมาณ: 37 ปี คุณสมบัติ: รับรู้พลังงานวิญญาณสูงกว่าสัตว์ทั่วไป สามารถค้นหาสมุนไพรหายากได้ สภาพปัจจุบัน: หิวโหย คำเตือน: อยู่ในสถานะทำพันธสัญญาชั่วคราวกับวัตถุวิญญาณ]
“ดูเหมือนว่า ฉันจะเจอของดีอีกแล้ว” นางพูดขึ้นก่อนจะหันไปทางน้องสาว
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าชอบเจ้าขนปุยนี่หรือไม่”
“ชอบเจ้าค่ะ” เด็กหญิงตอบรับอย่างไม่ต้องคิดให้มากความ
“เช่นนั้นพี่ยกให้เจ้าก็แล้วกัน” จบคำเสิ่นหลีก็ส่งกระต่ายในมือไปให้น้องสาว ส่วนตัวเองก็เอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อที่ยังมีโสมโลหิตพฤกษาเหลืออยู่
“เจ้าขนปุย กินหรือไม่”
กระต่ายหิมะจันทราที่เมื่อครู่ยังดิ้นอยู่ในอ้อมแขนเสิ่นเหยา พลันหยุดนิ่งทันที จมูกเล็ก ๆ ของมันขยับฟุดฟิด ดวงตาสีแดงทับทิมจ้องไปยังโสมโลหิตพฤกษาชิ้นเล็กในมือเสิ่นหลีอย่างไม่กะพริบตา หากดูให้ดีจะเห็นว่าที่ปากของเจ้าตัวน้อยดูเหมือนจะมีน้ำลายไหลจวนเจียนจะหยดด้วย
“อาเจี่ย มันกินได้หรือเจ้าคะ”
“กินได้ แต่กินทั้งชิ้นใหญ่ไม่ได้” เสิ่นหลีตอบอย่างมั่นใจ เพราะก่อนหน้านี้ตอนนางขุดโสมขึ้นมา ไม้บรรทัดเหล็กสัมฤทธิ์ได้แสดงข้อมูลให้เห็นชัดเจนแล้วว่าโสมชนิดนี้พลังยาเข้มข้น เด็กเล็กหรือผู้ไร้รากปราณไม่ควรกินมากเกินไป
ขณะเดียวกันนางก็ใช้มือบิโสมล้ำค่าออกมาเพียงเศษเล็กเท่าปลายข้าว แล้วจ่อไปตรงปากกระต่ายหิมะจันทรา แม้ว่าเจ้าตัวน้อยอยากกินใจแทบขาด ถึงกระนั้นก็ยังลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะแลบลิ้นเล็ก ๆ แตะเบา ๆ เหมือนเป็นการทดสอบ
จากนั้นร่างทั้งร่างขนปุยก็สะดุ้งขึ้นราวกับถูกสายฟ้าผ่านร่าง หูยาวทั้งสองข้างตั้งตรง ขนขาวฟูพองขึ้นไม่รอให้เสิ่นหลีกล่าวซ้ำ เจ้าตัวน้อยก็รีบอ้าปากงับโสมชิ้นนั้นเข้าไปทันที เสียงร้องของมันสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแสดงให้เห็นว่ากำลังพึงพอใจอย่างถึงที่สุด