ไม้บรรทัดเหล็กขยายความยาวและหนาขึ้นจนดูเหมือนจอบเหล็กชั้นดี เสิ่นหลีใช้ทักษะการขุดสำรวจที่ฝึกฝนมานับสิบปีขุดลงไปยังจุดที่ไม้บรรทัดนำทาง เพียงครู่เดียวเธอก็พบกับก้อนวัตถุบางอย่างที่เรืองแสงสีเขียวอ่อนมัว ๆ อยู่ใต้รากไม้
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับมัน อักขระสีทองบนผิวไม้บรรทัดพลันส่องสว่างขึ้นอย่างเงียบงัน ก่อนที่กรอบแสงสีฟ้าโปร่งแสงจะปรากฏขึ้นตรงหน้าดวงตาของเด็กสาวเพียงผู้เดียว
[ตรวจพบสมุนไพรวิญญาณ ชื่อ: โสมโลหิตพฤกษา ระดับ: สมุนไพรวิญญาณขั้นต่ำ อายุโดยประมาณ: 1,137 ปีคุณสมบัติ: บำรุงเลือดลม ฟื้นฟูพลังชีวิต หล่อเลี้ยงเส้นชีพจรพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน: ดูดซับไอปราณไม้มาเป็นเวลานาน ใกล้ถือกำเนิดจิตวิญญาณขั้นต่ำ คำเตือน: กลิ่นของโสมจะดึงดูดสัตว์วิญญาณและสัตว์อสูร คำแนะนำ: ควรเก็บในระยะ 45 องศาไม่ให้รากขาดเพื่อรักษาพลังปราณภายใน]
เสิ่นหลีเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเพราะมันดูคล้ายกับหน้าต่างระบบจำลองการวิเคราะห์วัตถุโบราณในสถาบันวิจัยที่นางคุ้นเคยในโลกก่อนไม่มีผิด!
‘แม่เจ้าโว้ย! ฉันจะโชคดีเกินไปแล้ว’ นางคิดในใจอย่างตื่นเต้น เนื่องจากในโลกที่ไม่รู้จักเช่นนี้การมีอะไรแบบนี้ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุดนั่นเอง
โดยที่จิตวิญญาณของเธอคงหลงลืมสิ้นไปแล้วว่า ยิ่งผู้พลัดหลงมิติมีความโชคดีมากเพียงใด ความโชคร้ายก็รออยู่ด้านหน้าไม่น้อยเช่นกัน
ในขณะที่เสิ่นหลีกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อันตื่นเต้นของตนลงเพื่อเก็บโสมวิญญาณตรงหน้าอยู่นั้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมันก็ได้เรียกบางอย่างเข้ามาหานางกับน้องสาวเข้า ให้แล้ว
“สำเร็จ!” เสิ่นหลียกมือบางของตนขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางมองต้นโสมในมือขนาดเท่าหัวผักกาดขาวด้วยรอยยิ้ม
โสมโลหิตพฤกษาในมือของนางงดงามกว่าที่คิดเอาไว้มาก ลำต้นสีเขียวหยกโปร่งแสงคล้ายถูกแกะสลักขึ้นจากมรกตชั้นดี รากจำนวนมากสยายออกคล้ายเส้นเลือดของมนุษย์ ภายในยังมีแสงสีเขียวอ่อนไหลเวียนอยู่ราวกับมันกำลังหายใจ
ยิ่งถือเอาไว้นาน นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่ามีพลังงานอบอุ่นสายหนึ่งกำลังซึมผ่านเข้าสู่ฝ่ามือของตนอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่เข้าใจระบบการฝึกตนของโลกนี้ทั้งหมด แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานในห้องวิจัย กับการอ่านนิยายมาไม่น้อยก็ทำให้นางพอเดาได้ไม่ยากว่าสิ่งนี้คือ “ไอปราณ” และโสมโลหิตพฤกษาต้นนี้... ก็คือสิ่งมีชีวิตที่สะสมพลังงานชนิดนั้นมานานกว่าพันปี
“อาเจี่ย มันสวยจังเลยเจ้าค่ะ...” เสิ่นเหยากะพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลมโตสะท้อนแสงสีเขียวอ่อนจากโสมในมือของผู้เป็นพี่นิ่ง เสิ่นหลีหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะรีบใช้ผ้าสะอาดห่อโสมอย่างระมัดระวังและเก็บเข้าไปในอกเสื้อ
“ของแบบนี้ในโลกนี้คงแพงมากแน่ ๆ” พูดจบนางก็เหลือบมองข้อความจากระบบอีกครั้ง ตรงข้อความที่ว่า “ดึงดูดสัตว์วิญญาณและสัตว์อสูร”
และยังไม่ทันที่เสิ่นหลีจะคิดวางแผนหาทางหลบเลี่ยงจากคำเตือนนั้น รอยตราประทับรูปกรงเล็บมังกรที่ข้อมือซ้ายของนางก็พลันกระตุกวูบ มันแผ่ไอความร้อนระอุพุ่งพล่านเข้าสู่หัวใจอย่างกะทันหัน ทำให้เสิ่นหลีเกิดอาการตื่นตัวอย่างบอกไม่ถูก ‘หรือว่าจะมีเรื่อง’
ยังไม่ทันจบความคิดของนางดี สายลมร้อนสายหนึ่งพลันพัดผ่านม่านหมอกสีขาวจนเกิดการบิดเบี้ยวไปมา ใบไม้แห้งบนพื้นปลิวขึ้นจากพื้น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังแทรกเข้ามาจากพุ่มไม้ด้านหน้าพร้อมกับเสียงคำรามขู่ต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างน่าขนลุก
เสิ่นหลีหรี่ตาลงทันที ปลายไม้บรรทัดเหล็กในมือสั่นเบา ๆ ราวกับกำลังตรวจจับบางอย่างที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ทว่ายังไม่ทันหน้าต่างโปร่งแสงจะปรากฏ ม่านหมอกตรงหน้าของนางก็ถูกแหวกออกเสียแล้ว ก่อนจะตามติดมาด้วยเงาสีเทาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาด้วยความเร็วสูง
ดวงตาสีแดงฉานของมันสะท้อนแสงสีเขียวจากโสมโลหิตพฤกษาในอกเสื้อของเสิ่นหลีอย่างละโมบ ปากของมันอ้าออกจนเห็นเขี้ยวขาววาววับเผยให้เห็นน้ำลายเหนียวข้นที่หยดลงพื้นดินจนเกิดเสียงแหมะ ๆ
[แจ้งเตือนอันตราย: หมาป่าหมอกลวง ระดับ: สัตว์อสูรขั้นต่ำ สถานะ: ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นสมุนไพรวิญญาณ จุดอ่อน: กระดูกจมูกและช่วงท้องด้านซ้าย การวิเคราะห์: หากใช้แรงกระแทกทางกายภาพรุนแรงเข้าที่ปลายจมูก จะทำให้เกิดอาการมึนงงชั่วคราว]
‘ให้ตายเถอะ... โชคร้ายนี้มาเร็วเกินไปแล้ว!’
เสิ่นหลีกัดฟันแน่น พลางกระชับไม้บรรทัดเหล็กในมือแน่น
“เหยาเอ๋อร์ หนีไปหลบหลังต้นไม้!”
เสิ่นเหยาสะดุ้งก่อนรีบวิ่งไปหลบตามคำสั่งของพี่สาวอย่างว่าง่าย แม้ใบหน้าเล็กจะซีดเผือด แต่เด็กหญิงกลับไม่ร้องไห้เลยแม้แต่น้อย
โฮก!
หมาป่าหมอกลวงส่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนกระโจนเข้าใส่เสิ่นหลีทันทีด้วยความเร็ว ทว่าในสายตาของเด็กสาว... การเคลื่อนไหวของมันกลับดูช้าลงอย่างประหลาด ตั้งแต่จังหวะเกร็งขาหลัง การขยับตัว หรือแม้แต่ทิศทางของกรงเล็บ
‘ซ้ายลวง ขวาจริง!’
เสิ่นหลีเอี้ยวตัวหลบในจังหวะที่กรงเล็บของหมาป่าตวัดผ่านใบหน้าของนางไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ลมจากแรงตะปบพัดปอยผมด้านข้างของนางปลิวกระจาย แต่ก่อนที่หมาป่าตัวนั้นจะทันได้ตั้งตัว
เพียะ! ไม้บรรทัดเหล็กในมือของเสิ่นหลีพลันฟาดเข้าใส่ปลายจมูกของมันเข้าอย่างจัง!
“เอ๋ง!”
หมาป่าหมอกลวงร้องลั่น... ตัวกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ น้ำตาแทบไหลออกจากเบ้า ส่วนเสิ่นหลีเองก็ตาโตขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคำแนะนำจากระบบไม้บรรทัดของนางถูกต้อง
‘ได้ผลจริงด้วย!’ นางคิดอย่างลิงโลด ‘ระบบบ้านี่มันโกงเกินไปแล้ว!’
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ดีใจ หมาป่าหมอกลวงก็เด้งตัวลุกขึ้นเสียก่อนแม้จะมึนงงอยู่บ้าง ทว่ากลิ่นของโสมโลหิตพฤกษากลับกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของมันจนยากที่จะถอย มันขู่ฟ่อเสียงต่ำ ขนทั่วร่างตั้งชัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เด็กสาวตรงหน้าอีกคำรบด้วยความโมโห
“ยังไม่เข็ดอีกหรือ!”
เสิ่นหลีสูดลมหายใจลึก กระฉับไม้บรรทัดในมือแน่นยิ่งกว่าเดิมจากนั้นก็ฟาดสวนออกไป “ปึก!” เสียงเหล็กกระทบเนื้อดังสนั่น ด้านแบนของไม้บรรทัดหวดเข้าที่กรามของหมาป่าอย่างแรงจนเขี้ยวของมันหลุดกระเด็นออกมาถึงสองซี่
“เอ๋ง...!” คราวนี้หมาป่าหมอกลวงร้องโหยหวนมากกว่าเดิม ร่างของมันปลิวไปกระแทกกับโคนต้นไม้ใหญ่เกิดเสียงดัง “โครม” เสิ่นหลีไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว นางรีบตามไปยังร่างบอบช้ำนั้นแล้วชี้ไม้บรรทัดใส่มันด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“คิดจะกินข้ากับน้องสาวอย่างนั้นหรือ?”
นางกระตุกมุมปากเย็นเยียบ
“มาลองดูสิว่าระหว่างเขี้ยวแกกับไม้บรรทัดข้า อะไรจะแตกก่อนกัน!”
หมาป่าหมอกลวงสะดุ้งเฮือกทันที สัตว์อสูรขั้นต่ำเช่นมันแม้สติปัญญาจะยังต่ำ แต่ก็เริ่มสัมผัสได้แล้วว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่ธรรมดา! สุดท้ายมันจึงค่อย ๆ ถอยหลังอย่างช้า ๆ ก่อนหันหลังแล้วเผ่นหนีเข้าหมอกหนาไปแบบหางจุกตูดโดยไม่คิดหันกลับมา
โดยเสิ่นหลียังคงยืนถือไม้บรรทัดนิ่งอยู่พักหนึ่ง จนแน่ใจว่าหมาป่าจากไปแล้วจริง ๆ นางจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ...”
พูดจบแขนทั้งสองข้างของนางก็เริ่มสั่น แม้ว่าเมื่อครู่ที่นางต่อสู้ดูเหมือนจะไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วนางแทบใช้แรงทั้งหมดของร่างนี้ไปจนหมด ร่างกายเด็กสาววัยสิบห้าปีที่อดอยากมานานยังอ่อนแอเกินไป เสิ่นเหยาที่เห็นหมาป่าหนีไปแล้วนางรีบวิ่งออกมาจากด้านหลังต้นไม้ทันที
“อาเจี่ย!”
เด็กน้อยพุ่งเข้ามากอดเอวพี่สาวแน่น ดวงตากลมโตยังคงแดงก่ำด้วยความตกใจ
“หมาป่าตัวนั้นหนีไปแล้ว... อาเจี่ยเก่งที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
เสิ่นหลีหัวเราะแห้งในลำคอ ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวน้องสาว
“แน่นอนอยู่แล้ว”
นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแม้แขนจะปวดจนแทบยกไม่ขึ้นแล้วก็ตาม แต่นางก็ไม่อยากทำตัวอ่อนแอเพื่อให้น้องสาวกังวล
“พี่สาวเจ้า... ฟาดไม่เลี้ยงอยู่แล้ว” กล่าวจบ นางก็รู้สึกว่าร่างกายของตนต้องรีบเติมพลังงานอย่างเร่งด่วน
“เหยาเอ๋อร์” นางเอ่ยเรียกน้องสาวเสียงเบา “พี่ว่าพวกเราไปหาที่นั่งพักกันเถอะ อยู่ตรงนี้พี่กลัวว่าหมาป่าตัวนั้นจะยกพวกมาแล้วเราจะลำบาก”
เสิ่นเหยาพยักหน้ารับทันที แม้เด็กน้อยจะยังตกใจกับหมาป่าหมอกลวงเมื่อครู่ แต่การที่พี่สาวสามารถฟาดสัตว์อสูรจนวิ่งหนีหางจุกตูดไปได้ก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย
เสิ่นหลีสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ขยับร่างกายที่เริ่มอ่อนล้าให้ตั้งตรง นางก้มมองไม้บรรทัดเหล็กในมือเพียงครู่ อักขระสีทองบนผิวโลหะพลันส่องแสงวาบราวกับกำลังตอบสนองต่อความคิดของนาง
ปลายไม้บรรทัดค่อย ๆ เอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ [ตรวจพบแหล่งน้ำในระยะ 217 ก้าว ระดับความปลอดภัย: ต่ำ สามารถพักได้ชั่วคราว]
‘มีเจ้านี้ก็เหมือนมีจีพีเอสจริง ๆ ด้วย แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องกลัวหลงทางในป่าแห่งนี้แล้ว’
“ไปทางนั้นกันเหยาเอ๋อร์” นางกล่าวพลางกระชับมือของน้องสาวเอาไว้แน่น
สองพี่น้องเดินฝ่าหมอกสีขาวหนาทึบไปอย่างระมัดระวัง เสิ่นหลีไม่ได้รีบร้อนเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว หลังจากเจอหมาป่าหมอกลวง นางก็เข้าใจทันทีว่าป่าแห่งนี้อันตรายกว่าที่คิดเอาไว้มาก ต่อให้มีไม้บรรทัดช่วยวิเคราะห์ แต่หากสะเพร่าเพียงนิดเดียวก็อาจตายได้
ระหว่างทางไม้บรรทัดเหล็กคอยสั่นเตือนเป็นระยะเมื่อมีพื้นที่อันตรายอยู่ใกล้ ไม่ว่าจะเป็นหลุมโคลนลึก เถาวัลย์พิษ หรือโพรงสัตว์อสูร ทำให้เสิ่นหลีหลบเลี่ยงเส้นทางเหล่านั้นได้อย่างหวุดหวิดหลายครั้ง
เสิ่นเหยาที่เดินตามอยู่ด้านหลังเริ่มมองพี่สาวด้วยสายตาเคารพมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่ดูเหมือนจะเดินไปเจอกับอันตราย เสิ่นหลีก็เปลี่ยนทิศทางราวกับรู้ล่วงหน้า
ไม่นานนักเสียงน้ำไหลแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านหน้า เมื่อม่านหมอกเริ่มจางลง ภาพของลำธารสายเล็กก็ปรากฏขึ้น น้ำในลำธารใสสะอาดไหลผ่านก้อนหินสีเทาเงินที่มีละอองไอปราณบางเบาปกคลุมอยู่โดยรอบ อากาศเย็นสดชื่นจนเสิ่นหลีรู้สึกว่าความเหนื่อยล้าบรรเทาลงพอสมควร
“เรานั่งพักตรงนี้กันก่อนเถอะ”
เสิ่นหลีพาน้องสาวเดินไปใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เพียงแค่ผ่อนแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างก็ปวดระบมขึ้นมาราวกับจะแตกออกจากกัน แขนทั้งสองข้างหนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น
‘ร่างนี้อ่อนแอมากเกินไป เพียงแค่ออกแรงไม่เท่าไหร่ก็ปวดระบมถึงเพียงนี้’ เสิ่นหลีคิดพลางขมวดคิ้วมุ่น หากตอนนั้นหมาป่าหมอกลวงไม่ตกใจจนหนีไป แต่เลือกสู้ต่อจนสุดชีวิต คนที่นอนอยู่บนพื้นอาจเป็นนางแทนก็ได้
ท่ามกลางความเงียบ ในที่สุดเสิ่นหลีก็เริ่มมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นเพื่อที่นางจะได้ทำความเข้าใจกับความทรงจำของร่างเดิม และในขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นมาจากทางผู้เป็นน้อง
“หิวเช่นนั้นหรือ” คำถามของนางทำให้ใบหน้าเล็กของเสิ่นเหยาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงตอบรับอย่างเขินอาย ทั้งที่มือเล็กยังคงกุมท้องเอาไว้แน่น
เสิ่นหลีมองไปรอบด้านอย่างใช้ความคิดเนื่องจากพวกนางไม่มีอาหารแห้งติดตัวมาเลยนอกจากข้าวสารก้นถุงกับเงินที่ยึดมาได้จากพวกคนชั่ว
แต่ในทันใดนั้นเอง...
อักขระสีทองบนไม้บรรทัดพลันส่องแสงขึ้นอีกครั้ง [ตรวจพบสิ่งมีชีวิตกินได้: ไก่ขนแดงหางฟ้า ระดับ: สัตว์วิญญาณขั้นต่ำ คุณสมบัติ: เนื้อมีพลังงานปราณอ่อน เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกาย จุดอ่อน: ตื่นตกใจง่าย ตำแหน่งปัจจุบัน: ทิศเหนือ ระยะ 32 ก้าว]
ดวงตาของเสิ่นหลีพลันสว่างวาบ “ไก่!” นางไม่รอช้ารีบลุกขึ้นเดินย่องไปยังพิกัดที่ระบบไม้บรรทัดบอกทันทีท่ามกลางสายตามึนงงของน้องสาวที่กำลังมองตาม
‘บางทีโลกใบนี้ก็ไม่แย่ อย่างน้อยก็มีอาหารมาให้กินถึงที่’ จิตวิญญาณของนักโบราณคดีสาวคิดอย่างครึ้มใจ