เข้าสู่ระบบ– บทที่ 10 –
หงลี่ฮวายกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะบอกเรื่องที่ตนเองรู้แก่
น้องชายผู้นี้ “คนของข้าเห็นบ่าวรับใช้ผู้นั้นของเจ้าลอบพบกับคนของฮูหยินรอง เจ้าจะเชื่อหรือไม่อันนี้ก็แล้วแต่เจ้า”นางไม่หวังให้เขามาเชื่อนาง นางเพียงแค่ต้องการแสดงความจริงใจของนางก็เท่านั้น
“ท่านต้องการอันใดกันแน่ถึงได้บอกเรื่องนี้แก่ข้า” เขาไม่เชื่อว่านางมาบอกเพียงเพราะต้องการช่วยเขาอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีไมตรีต่อกัน นางไม่มีทางยื่นมือมาช่วยเหลือเขาเฉย ๆ อย่างแน่นอน
นางปรายตามองน้องชายครู่หนึ่งก็เห็นแต่ใบหน้าที่เรียบนิ่ง จึงคิดว่าเขาคงรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว “เจ้ารู้แล้ว? เหตุใดจึงยังเก็บไว้ข้างกายเช่นนี้”
“ข้าไม่รู้ เพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่มีหลักฐานอันใด” เขาตอบไปตามจริง
“อ้อ จากนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ไม่เลว ๆ คนผู้นี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ฉลาดเฉลียวไม่น้อย หากได้ร่วมมือกับเขาคงจะไม่สร้างความลำบากให้นางมากนัก
“ขอรับ”
“เรามาคุยธุระสำคัญกันดีหรือไม่” ในที่สุดนางก็เอ่ยเรื่องสำคัญที่มาดักรอน้องชายผู้นี้
“เชิญพี่รองเอ่ยมาเถิด” เขาว่าแล้วว่านางต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดคุยกับเขาอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นนางคงไม่มาดักรอเขาอยู่ตรงนี้
“เจ้าอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือไม่” นางเอ่ยถามออกไปตรง ๆ เพราะรู้ว่าเขาต้องการฐานะนี้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาคงไม่ตั้งใจทำทุกอย่างให้ออกมาดีถึงเพียงนี้ ประกอบกับบุตรชายคนเล็กของตระกูลไม่ได้ความ แม้จะเป็นถึงบุตรของภรรยารองก็ตาม ทุกวันนี้เขายังคงติดเล่นเหมือนเด็ก ๆ แม้ว่าตอนนี้อายุก็มากพอที่จะเริ่มร่ำเรียนได้แล้ว
“พี่รองถามเช่นนี้หมายถึงอันใด” เขาถามขึ้นอย่างหวาดระแวง แม้จะรู้ว่านางไม่ถูกกับฮูหยินรอง แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี
“ก็หมายความเช่นที่ข้าถาม เจ้าอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือไม่” นางถามย้ำอีกครั้ง เขาจะไม่ไว้ใจนางก็ไม่แปลกใจ เรื่องนี้ใช่เรื่องที่เด็กอายุเท่าพวกนางจะมาคุยกันหรือ
“ข้าอยากได้”
เขาตอบไปอย่างมั่นใจ เขาไม่มีอะไรที่ต้องเสี่ยงอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเผชิญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว หากมีพี่สาวผู้นี้มาช่วยหนุนหลังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะเขาก็รู้ว่าคนเบื้องหลังของนางล้วนไม่ธรรมดา เขาอาจจะมีความหวังมากกว่าสู้เพียงผู้เดียว
“ดี ข้าจะช่วยเจ้าเอง” นางเอ่ยออกมาอย่างพึงพอใจ
“แล้วเหตุใดท่านจึงช่วยข้า” เขาถามสิ่งที่เขาสงสัยออกไป เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางเลย เพราะหากนางแต่งออกไปเรื่องในตระกูลหงก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก
“ข้าไม่ต้องการให้บุตรของสตรีผู้นั้นได้ขึ้นเป็นใหญ่ในตระกูลนี้” นางแสดงความจริงใจให้เขาได้เห็น หากคิดที่จะร่วมมือกัน ความจริงใจคือเรื่องสำคัญ
“อ้อ ดูเหมือนพวกท่านจะอยู่ร่วมโลกด้วยกันมิได้กระมัง” เรื่องที่นางถูกผลักตกน้ำยังไม่กระจ่าง แต่ทุกคนล้วนพุ่งเป้าไปที่สองแม่ลูกนั่น
“เจ้าก็คงเหมือนกัน” นางรู้มาว่าฮูหยินสามมักจะถูกกลั่นแกล้งเสมอ ทั้งอาหารในแต่ละวันก็ล้วนมีแต่ผัก ไม่มีเนื้อ และเงินที่ควรจะได้ในแต่ละเดือนก็ไม่พอที่จะใช้ ทำให้สองแม่ลูกลำบากเป็นอย่างมาก แต่ดีหน่อยเรื่องการเรียนสตรีผู้นั้นไม่อาจยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย น้องชายคนนี้จึงได้รับการศึกษาที่ดี
“ใช่ ข้าและนางจากนี้ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกแล้ว” แต่ก่อนเขาและมารดาจะเป็นฝ่ายที่ยอมเสมอมา จากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก เขาจะสู้เพื่อให้ชีวิตของเขาและมารดาดีขึ้นกว่านี้ และไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจสตรีร้ายกาจผู้นั้นอีกต่อไป
“เจ้าวางใจ ตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างไรก็ต้องเป็นของเจ้า และมารดาของเจ้าก็จะได้ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ไปครอง” นางเลือกแล้วว่าจะสนับสนุนคนผู้นี้และมารดาของเขา ขอเพียงอย่างเดียวคือเขาอย่าทรยศนางทีหลังก็พอ
“ขอบคุณพี่รองขอรับ” เขาเอ่ยขอบคุณออกมาจากใจจริง หากนางทำได้จริง ๆ ชีวิตของเขาและท่านแม่ก็จะไม่ต้องทนทุกข์อีกอย่างแน่นอน
“เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งข่าวอีกที ที่สำคัญบ่าวคนนั้นรีบหาทางกำจัดไปเสีย” นางไม่อยากให้แผนการของนางต้องมาพังลงเพราะคนผู้เดียว หากคนผู้นั้นยังอยู่ข้างกายเขา จะต้องรู้ถึงสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน
“ขอรับ” เขาเชื่อฟังผู้เป็นพี่สาวอย่างดีอย่างดี ทางรอดในชีวิตของเขาคงต้องพึ่งพาสตรีผู้นี้แล้ว
หลายวันต่อมา ข่าวเรื่องที่บ่าวรับใช้ข้างกายของหงซานเซียง
ลักขโมยของเจ้านายก็ถูกแพร่กระจายออกมา เขาถูกโบยเกือบร้อยที ก่อนจะถูกจับโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืนและตายลงไปในที่สุดเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว“ลงมือได้เลือดเย็นดี” นางนั่งฟังองครักษ์ลับรายงานด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง น้องชายผู้นี้ลงมือได้เหี้ยมโหด ถูกใจนางยิ่งนัก
“มีอันใดอีกหรือไม่” นางเอ่ยถามคนที่เข้ามารายงานเมื่อครู่
“องค์รัชทายาทให้มาแจ้งว่าอีกไม่นานจะถึงเทศกาลล่าสัตว์ ให้คุณหนูเตรียมการให้พร้อมขอรับ”
“ข้าต้องไปด้วยหรือ” ทุกครั้งเทศกาลล่าสัตว์จะไม่อนุญาตให้สตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเข้าร่วมงาน แล้วเหตุใดครั้งนี้นางจึงได้เข้าร่วมเล่า
“องค์รัชทายาทให้มาแจ้งเพียงเท่านี้ มิได้บอกรายละเอียดอันใดนอกจากนี้ขอรับ”
นางพยักหน้าน้อย ๆ แล้วไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก องครักษ์ที่เห็นเช่นนั้นก็โค้งคำนับเจ้านายคนใหม่ ก่อนจะถอยออกไปเงียบ ๆ
“มี่มี่ ไปเตรียมตัว วันนี้ข้าจะออกไปเดินเล่นที่ตลาด” ตั้งแต่มีข่าวการหมั้นหมาย นางก็ยังไม่ได้ออกไปที่ใดเลย วันนี้คงถึงเวลาที่นางจะต้องออกไปปรากฏตัวเสียแล้ว
“เจ้าค่ะ”
มาดูกันเถิดว่าวันนี้จะมีเรื่องสนุกให้นางทำหรือไม่ เว่ยลู่-
เหลียนผู้นั้นมีสหายไม่น้อย คงมีคนโกรธแค้นแทนนางมากมายเป็นแน่แต่ก่อนที่นางจะได้ออกจากจวน จูซินหยานก็มาหานางที่จวน และชวนนางไปเที่ยวงานเทศกาลชมดอกไม้ที่จัดขึ้นวันนี้เป็นวันแรก
“ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย” นางลืมเรื่องเทศกาลชมดอกไม้ไปเลย เพราะตอนนี้มีเรื่องให้นางทำมากมาย นางต้องค่อย ๆ จัดการไปทีละเรื่อง และยิ่งเป็นเรื่องของฮูหยินรอง นางต้องระวังให้มาก
“หากข้าไม่มาหาเจ้า เจ้าก็คงจะมิได้ไปใช่หรือไม่” นางรู้ว่าช่วงนี้ต้องมีเรื่องเครียดมากมายอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นเรื่องงานหมั้นอีก ลี่ฮวาแสดงออกชัดเจนว่ามิได้อยากแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น
“ข้ามีเรื่องที่ต้องการสนทนากับเจ้าพอดี ไปรถม้าคันเดียว
กับข้าดีหรือไม่”“ได้สิ” นางรู้เลยว่าสหายจะเอ่ยปากถามเรื่องอันใด ก็คงไม่พ้นเรื่องการหมั้นหมายของนาง
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ทั้งสองพากันขึ้นไปนั่งบนรถม้าคันเดียวกันก่อนที่จูซินหยานจะเอ่ยปากถามเรื่องที่ตนเองสงสัย
“สรุปเป็นมาเช่นไร เจ้าจึงได้ไปหมั้นหมายกับคุณชายเซี่ยผู้เพียบพร้อมผู้นั้น” ความอยากรู้อยากเห็นทำให้นางเอ่ยถามออกมาอย่างไม่อาจห้ามตนเองได้
“ข้าไม่รู้ ตอนนั้นข้าเข้าไปอยู่กับฮองเฮาในวัง รู้ตัวอีกทีก็ได้หมั้นหมายกับเขาเสียแล้ว” นางตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน เพราะอย่างไรนางก็ไม่ยอมแต่งงานกับบุรุษผู้นั้นเด็ดขาด และงานเทศกาลนี้ก็เป็นโอกาสดีที่นางจะแสดงบทบาทของนางร้าย
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” นางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกสงสาร ที่แท้การหมั้นหมายนี้ก็เกิดขึ้นจากการไม่เต็มใจของลี่ฮวา ช่างน่าสงสารยิ่งนัก หากเป็นนางโดนเช่นนี้คงอาละวาดบ้านแตกไปแล้ว
“เจ้าก็คอยดูเถิดว่าข้าจะทำเช่นไร” นางคิดว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องเจอเซี่ยหลงจื่อ หรือไม่ก็เว่ยลู่เหลียนอย่างแน่นอน
และละครฉากใหญ่ของนางก็จะได้เริ่มแสดงเสียที“ได้” เมื่อได้ยินคำพูดของสหาย นางก็รู้เลยว่าจะต้องได้ดูเรื่องสนุกสนานอย่างแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด นางได้เจอลู่เหลียนอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ แต่ที่น่าแปลกใจคือนางมาพร้อมกับเหล่าสหาย และหนึ่งในนั้นก็มีหงฝูเหยา พี่สาวของนางนั่นเอง ก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้ไปรู้จักกันตอนไหน และดูเหมือนจะสนิทสนมกันเสียด้วย
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูเว่ยนี่เอง” ลี่ฮวาเป็นฝ่ายที่เอ่ยทักก่อน นางมองหน้าสตรีผู้นั้นก่อนจะยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางต้องทำหน้าที่คู่หมั้นของเซี่ยหลงจื่อให้ดีเสียหน่อย อันดับแรกคือกำจัดสตรีที่มายุ่งกับเขาให้หมดไปเสียก่อน
“คุณหนูหง” ลู่เหลียนเอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะทำท่าทีไม่สนใจ และเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของลี่ฮวา
“เรื่องของคุณชายเซี่ย ข้าต้องขออภัยท่านด้วย รบกวนคุณหนูเว่ยอย่ามายุ่งเกี่ยวกับเขาได้หรือไม่ อีกไม่นานข้าก็จะแต่งเข้าสกุลเซี่ยแล้ว” รอยยิ้มถือดีปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงสาว ราวต้องการจะประกาศต่อหน้าผู้คนว่านางนี่แหละที่จะได้ครอบครองบุรุษที่เพียบพร้อมเช่นคุณชายเซี่ย
“นี่ท่าน!!” นางถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะเอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังเช่นนี้ออกมา
“ข้ารู้ว่าท่านและคุณชายเซี่ยมีใจให้กัน แต่ตอนนี้เขาเป็นคู่หมั้นของข้า” นางประกาศออกไปอย่างไม่คิดไว้หน้าผู้ใด นางให้คนตามสืบเรื่องของเซี่ยหลงจื่อ และพบว่าพวกเขาสองคนยังคงพัวพันกันอยู่แม้เขาจะทำการหมั้นหมายกับนางแล้ว และนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่นางจะใช้เล่นงานพวกเขาทั้งสอง
“หงลี่ฮวา เจ้าถือดีอันใดมาพูดเช่นนี้กับเหลียนเอ๋อร์ คนเช่นเจ้ากล้ามาสั่งสอนผู้อื่นเช่นนี้หรือ” ว่านเล่อฉีที่เห็นสหายถูกต่อว่าต่อหน้าผู้คนก็ทนไม่ไหว จึงได้แต่เอ่ยออกมาด้วยความโมโห คนเช่นหงลี่ฮวามีสิทธิ์อันใดมาพูดเช่นนี้กับผู้อื่น
“ข้าถือดีว่าข้าเป็นคู่หมั้นกับคุณชายเซี่ย จึงทำทุกทางเพื่อกำจัดคนที่มายุ่งกับคู่หมั้นของข้า” น้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วถูกเปล่งออกมา ดวงตาหวานของนางเอาแต่จ้องมองหญิงสาวที่นางพูดถึง ไม่คิดจะหันหน้าไปมองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่หมั้นของคุณชายเซี่ยเลยแม้แต่น้อย หากไม่เพราะถูกครอบครัวบังคับ แม้แต่ชื่อของคุณชายเซี่ย เจ้าก็ไม่เหมาะสมที่จะเอ่ย” หาไม่แล้วป่านนี้สหายของนางคงได้หมั้นหมายและแต่งงานกับเขาไปแล้ว มิต้องมาทนทุกข์อยู่เช่นนี้
“คุณชายเซี่ยรักเหลียนเอ๋อร์ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะเจ้า”
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







