Mag-log in– บทที่ 10 –
หงลี่ฮวายกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะบอกเรื่องที่ตนเองรู้แก่
น้องชายผู้นี้ “คนของข้าเห็นบ่าวรับใช้ผู้นั้นของเจ้าลอบพบกับคนของฮูหยินรอง เจ้าจะเชื่อหรือไม่อันนี้ก็แล้วแต่เจ้า”นางไม่หวังให้เขามาเชื่อนาง นางเพียงแค่ต้องการแสดงความจริงใจของนางก็เท่านั้น
“ท่านต้องการอันใดกันแน่ถึงได้บอกเรื่องนี้แก่ข้า” เขาไม่เชื่อว่านางมาบอกเพียงเพราะต้องการช่วยเขาอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีไมตรีต่อกัน นางไม่มีทางยื่นมือมาช่วยเหลือเขาเฉย ๆ อย่างแน่นอน
นางปรายตามองน้องชายครู่หนึ่งก็เห็นแต่ใบหน้าที่เรียบนิ่ง จึงคิดว่าเขาคงรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว “เจ้ารู้แล้ว? เหตุใดจึงยังเก็บไว้ข้างกายเช่นนี้”
“ข้าไม่รู้ เพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่มีหลักฐานอันใด” เขาตอบไปตามจริง
“อ้อ จากนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ไม่เลว ๆ คนผู้นี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ฉลาดเฉลียวไม่น้อย หากได้ร่วมมือกับเขาคงจะไม่สร้างความลำบากให้นางมากนัก
“ขอรับ”
“เรามาคุยธุระสำคัญกันดีหรือไม่” ในที่สุดนางก็เอ่ยเรื่องสำคัญที่มาดักรอน้องชายผู้นี้
“เชิญพี่รองเอ่ยมาเถิด” เขาว่าแล้วว่านางต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดคุยกับเขาอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นนางคงไม่มาดักรอเขาอยู่ตรงนี้
“เจ้าอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือไม่” นางเอ่ยถามออกไปตรง ๆ เพราะรู้ว่าเขาต้องการฐานะนี้อย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาคงไม่ตั้งใจทำทุกอย่างให้ออกมาดีถึงเพียงนี้ ประกอบกับบุตรชายคนเล็กของตระกูลไม่ได้ความ แม้จะเป็นถึงบุตรของภรรยารองก็ตาม ทุกวันนี้เขายังคงติดเล่นเหมือนเด็ก ๆ แม้ว่าตอนนี้อายุก็มากพอที่จะเริ่มร่ำเรียนได้แล้ว
“พี่รองถามเช่นนี้หมายถึงอันใด” เขาถามขึ้นอย่างหวาดระแวง แม้จะรู้ว่านางไม่ถูกกับฮูหยินรอง แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี
“ก็หมายความเช่นที่ข้าถาม เจ้าอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือไม่” นางถามย้ำอีกครั้ง เขาจะไม่ไว้ใจนางก็ไม่แปลกใจ เรื่องนี้ใช่เรื่องที่เด็กอายุเท่าพวกนางจะมาคุยกันหรือ
“ข้าอยากได้”
เขาตอบไปอย่างมั่นใจ เขาไม่มีอะไรที่ต้องเสี่ยงอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเผชิญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว หากมีพี่สาวผู้นี้มาช่วยหนุนหลังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะเขาก็รู้ว่าคนเบื้องหลังของนางล้วนไม่ธรรมดา เขาอาจจะมีความหวังมากกว่าสู้เพียงผู้เดียว
“ดี ข้าจะช่วยเจ้าเอง” นางเอ่ยออกมาอย่างพึงพอใจ
“แล้วเหตุใดท่านจึงช่วยข้า” เขาถามสิ่งที่เขาสงสัยออกไป เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางเลย เพราะหากนางแต่งออกไปเรื่องในตระกูลหงก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก
“ข้าไม่ต้องการให้บุตรของสตรีผู้นั้นได้ขึ้นเป็นใหญ่ในตระกูลนี้” นางแสดงความจริงใจให้เขาได้เห็น หากคิดที่จะร่วมมือกัน ความจริงใจคือเรื่องสำคัญ
“อ้อ ดูเหมือนพวกท่านจะอยู่ร่วมโลกด้วยกันมิได้กระมัง” เรื่องที่นางถูกผลักตกน้ำยังไม่กระจ่าง แต่ทุกคนล้วนพุ่งเป้าไปที่สองแม่ลูกนั่น
“เจ้าก็คงเหมือนกัน” นางรู้มาว่าฮูหยินสามมักจะถูกกลั่นแกล้งเสมอ ทั้งอาหารในแต่ละวันก็ล้วนมีแต่ผัก ไม่มีเนื้อ และเงินที่ควรจะได้ในแต่ละเดือนก็ไม่พอที่จะใช้ ทำให้สองแม่ลูกลำบากเป็นอย่างมาก แต่ดีหน่อยเรื่องการเรียนสตรีผู้นั้นไม่อาจยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย น้องชายคนนี้จึงได้รับการศึกษาที่ดี
“ใช่ ข้าและนางจากนี้ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกแล้ว” แต่ก่อนเขาและมารดาจะเป็นฝ่ายที่ยอมเสมอมา จากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก เขาจะสู้เพื่อให้ชีวิตของเขาและมารดาดีขึ้นกว่านี้ และไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจสตรีร้ายกาจผู้นั้นอีกต่อไป
“เจ้าวางใจ ตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างไรก็ต้องเป็นของเจ้า และมารดาของเจ้าก็จะได้ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ไปครอง” นางเลือกแล้วว่าจะสนับสนุนคนผู้นี้และมารดาของเขา ขอเพียงอย่างเดียวคือเขาอย่าทรยศนางทีหลังก็พอ
“ขอบคุณพี่รองขอรับ” เขาเอ่ยขอบคุณออกมาจากใจจริง หากนางทำได้จริง ๆ ชีวิตของเขาและท่านแม่ก็จะไม่ต้องทนทุกข์อีกอย่างแน่นอน
“เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งข่าวอีกที ที่สำคัญบ่าวคนนั้นรีบหาทางกำจัดไปเสีย” นางไม่อยากให้แผนการของนางต้องมาพังลงเพราะคนผู้เดียว หากคนผู้นั้นยังอยู่ข้างกายเขา จะต้องรู้ถึงสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน
“ขอรับ” เขาเชื่อฟังผู้เป็นพี่สาวอย่างดีอย่างดี ทางรอดในชีวิตของเขาคงต้องพึ่งพาสตรีผู้นี้แล้ว
หลายวันต่อมา ข่าวเรื่องที่บ่าวรับใช้ข้างกายของหงซานเซียง
ลักขโมยของเจ้านายก็ถูกแพร่กระจายออกมา เขาถูกโบยเกือบร้อยที ก่อนจะถูกจับโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืนและตายลงไปในที่สุดเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว“ลงมือได้เลือดเย็นดี” นางนั่งฟังองครักษ์ลับรายงานด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง น้องชายผู้นี้ลงมือได้เหี้ยมโหด ถูกใจนางยิ่งนัก
“มีอันใดอีกหรือไม่” นางเอ่ยถามคนที่เข้ามารายงานเมื่อครู่
“องค์รัชทายาทให้มาแจ้งว่าอีกไม่นานจะถึงเทศกาลล่าสัตว์ ให้คุณหนูเตรียมการให้พร้อมขอรับ”
“ข้าต้องไปด้วยหรือ” ทุกครั้งเทศกาลล่าสัตว์จะไม่อนุญาตให้สตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเข้าร่วมงาน แล้วเหตุใดครั้งนี้นางจึงได้เข้าร่วมเล่า
“องค์รัชทายาทให้มาแจ้งเพียงเท่านี้ มิได้บอกรายละเอียดอันใดนอกจากนี้ขอรับ”
นางพยักหน้าน้อย ๆ แล้วไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก องครักษ์ที่เห็นเช่นนั้นก็โค้งคำนับเจ้านายคนใหม่ ก่อนจะถอยออกไปเงียบ ๆ
“มี่มี่ ไปเตรียมตัว วันนี้ข้าจะออกไปเดินเล่นที่ตลาด” ตั้งแต่มีข่าวการหมั้นหมาย นางก็ยังไม่ได้ออกไปที่ใดเลย วันนี้คงถึงเวลาที่นางจะต้องออกไปปรากฏตัวเสียแล้ว
“เจ้าค่ะ”
มาดูกันเถิดว่าวันนี้จะมีเรื่องสนุกให้นางทำหรือไม่ เว่ยลู่-
เหลียนผู้นั้นมีสหายไม่น้อย คงมีคนโกรธแค้นแทนนางมากมายเป็นแน่แต่ก่อนที่นางจะได้ออกจากจวน จูซินหยานก็มาหานางที่จวน และชวนนางไปเที่ยวงานเทศกาลชมดอกไม้ที่จัดขึ้นวันนี้เป็นวันแรก
“ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย” นางลืมเรื่องเทศกาลชมดอกไม้ไปเลย เพราะตอนนี้มีเรื่องให้นางทำมากมาย นางต้องค่อย ๆ จัดการไปทีละเรื่อง และยิ่งเป็นเรื่องของฮูหยินรอง นางต้องระวังให้มาก
“หากข้าไม่มาหาเจ้า เจ้าก็คงจะมิได้ไปใช่หรือไม่” นางรู้ว่าช่วงนี้ต้องมีเรื่องเครียดมากมายอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นเรื่องงานหมั้นอีก ลี่ฮวาแสดงออกชัดเจนว่ามิได้อยากแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น
“ข้ามีเรื่องที่ต้องการสนทนากับเจ้าพอดี ไปรถม้าคันเดียว
กับข้าดีหรือไม่”“ได้สิ” นางรู้เลยว่าสหายจะเอ่ยปากถามเรื่องอันใด ก็คงไม่พ้นเรื่องการหมั้นหมายของนาง
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ทั้งสองพากันขึ้นไปนั่งบนรถม้าคันเดียวกันก่อนที่จูซินหยานจะเอ่ยปากถามเรื่องที่ตนเองสงสัย
“สรุปเป็นมาเช่นไร เจ้าจึงได้ไปหมั้นหมายกับคุณชายเซี่ยผู้เพียบพร้อมผู้นั้น” ความอยากรู้อยากเห็นทำให้นางเอ่ยถามออกมาอย่างไม่อาจห้ามตนเองได้
“ข้าไม่รู้ ตอนนั้นข้าเข้าไปอยู่กับฮองเฮาในวัง รู้ตัวอีกทีก็ได้หมั้นหมายกับเขาเสียแล้ว” นางตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน เพราะอย่างไรนางก็ไม่ยอมแต่งงานกับบุรุษผู้นั้นเด็ดขาด และงานเทศกาลนี้ก็เป็นโอกาสดีที่นางจะแสดงบทบาทของนางร้าย
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” นางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกสงสาร ที่แท้การหมั้นหมายนี้ก็เกิดขึ้นจากการไม่เต็มใจของลี่ฮวา ช่างน่าสงสารยิ่งนัก หากเป็นนางโดนเช่นนี้คงอาละวาดบ้านแตกไปแล้ว
“เจ้าก็คอยดูเถิดว่าข้าจะทำเช่นไร” นางคิดว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องเจอเซี่ยหลงจื่อ หรือไม่ก็เว่ยลู่เหลียนอย่างแน่นอน
และละครฉากใหญ่ของนางก็จะได้เริ่มแสดงเสียที“ได้” เมื่อได้ยินคำพูดของสหาย นางก็รู้เลยว่าจะต้องได้ดูเรื่องสนุกสนานอย่างแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด นางได้เจอลู่เหลียนอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ แต่ที่น่าแปลกใจคือนางมาพร้อมกับเหล่าสหาย และหนึ่งในนั้นก็มีหงฝูเหยา พี่สาวของนางนั่นเอง ก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้ไปรู้จักกันตอนไหน และดูเหมือนจะสนิทสนมกันเสียด้วย
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูเว่ยนี่เอง” ลี่ฮวาเป็นฝ่ายที่เอ่ยทักก่อน นางมองหน้าสตรีผู้นั้นก่อนจะยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางต้องทำหน้าที่คู่หมั้นของเซี่ยหลงจื่อให้ดีเสียหน่อย อันดับแรกคือกำจัดสตรีที่มายุ่งกับเขาให้หมดไปเสียก่อน
“คุณหนูหง” ลู่เหลียนเอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะทำท่าทีไม่สนใจ และเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของลี่ฮวา
“เรื่องของคุณชายเซี่ย ข้าต้องขออภัยท่านด้วย รบกวนคุณหนูเว่ยอย่ามายุ่งเกี่ยวกับเขาได้หรือไม่ อีกไม่นานข้าก็จะแต่งเข้าสกุลเซี่ยแล้ว” รอยยิ้มถือดีปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงสาว ราวต้องการจะประกาศต่อหน้าผู้คนว่านางนี่แหละที่จะได้ครอบครองบุรุษที่เพียบพร้อมเช่นคุณชายเซี่ย
“นี่ท่าน!!” นางถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะเอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังเช่นนี้ออกมา
“ข้ารู้ว่าท่านและคุณชายเซี่ยมีใจให้กัน แต่ตอนนี้เขาเป็นคู่หมั้นของข้า” นางประกาศออกไปอย่างไม่คิดไว้หน้าผู้ใด นางให้คนตามสืบเรื่องของเซี่ยหลงจื่อ และพบว่าพวกเขาสองคนยังคงพัวพันกันอยู่แม้เขาจะทำการหมั้นหมายกับนางแล้ว และนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่นางจะใช้เล่นงานพวกเขาทั้งสอง
“หงลี่ฮวา เจ้าถือดีอันใดมาพูดเช่นนี้กับเหลียนเอ๋อร์ คนเช่นเจ้ากล้ามาสั่งสอนผู้อื่นเช่นนี้หรือ” ว่านเล่อฉีที่เห็นสหายถูกต่อว่าต่อหน้าผู้คนก็ทนไม่ไหว จึงได้แต่เอ่ยออกมาด้วยความโมโห คนเช่นหงลี่ฮวามีสิทธิ์อันใดมาพูดเช่นนี้กับผู้อื่น
“ข้าถือดีว่าข้าเป็นคู่หมั้นกับคุณชายเซี่ย จึงทำทุกทางเพื่อกำจัดคนที่มายุ่งกับคู่หมั้นของข้า” น้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วถูกเปล่งออกมา ดวงตาหวานของนางเอาแต่จ้องมองหญิงสาวที่นางพูดถึง ไม่คิดจะหันหน้าไปมองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่หมั้นของคุณชายเซี่ยเลยแม้แต่น้อย หากไม่เพราะถูกครอบครัวบังคับ แม้แต่ชื่อของคุณชายเซี่ย เจ้าก็ไม่เหมาะสมที่จะเอ่ย” หาไม่แล้วป่านนี้สหายของนางคงได้หมั้นหมายและแต่งงานกับเขาไปแล้ว มิต้องมาทนทุกข์อยู่เช่นนี้
“คุณชายเซี่ยรักเหลียนเอ๋อร์ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะเจ้า”
– บทที่ 12 –ในคืนวันเดียวกัน ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายจากการเดินทาง คุณหนูตระกูลต่าง ๆ ที่มีชื่อเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ต่างก็พากันเตรียมตัวกันอย่างดี เพื่อที่จะได้โดดเด่นที่สุดในงานนี้หงลี่ฮวาและจูซินหยานเลือกที่จะมาแต่งตัวด้วยกันที่กระโจมของลี่ฮวา เพราะอยู่ใกล้สถานที่จัดงานมากกว่า จะได้ไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป“ฮวาเอ๋อร์ เจ้างดงามมาก” ซินหยานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมหญิงสาวที่กำลังแต่งตัวอยู่ด้วยกัน นางไม่เคยพบเห็นผู้ใดในเมืองหลวงที่งดงามกว่าสหายผู้นี้ของนางเลยสักคน แม้แต่เว่ยลู่เหลียน หญิงงามอันดับหนึ่งก็ยังสู้สตรีผู้นี้ไม่ได้“ข้าก็งามเช่นนี้อยู่ทุกวัน เหตุใดเพิ่งมาชมเอาวันนี้เล่า” หญิงสาวอีกคนเอ่ยอย่างถือดี เพราะมองดูแล้วในเมืองหลวงนี้ไม่มีผู้ใดที่มีความงามสู้นางได้เลยสักคน“ฮ่า ๆ ตรงไปตรงมายิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะกล้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา” เสียงหัวเราะของซินหยานดังไปทั่วกระโจมเพราะถูกใจคำพูดของสหาย สตรีที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ช่างถูกใจนางยิ่งนัก ยิ่งอยู่กับลี่ฮวาก็ยิ่งทำให้นางมีความสุข“เอาล่ะ รีบแต่งตัวเถิด นี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้ว” เอาแต่พูดคุยกันเช่น
– บทที่ 11 –“คู่ควรแล้วอย่างไร ไม่คู่ควรแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วสกุลเซี่ยก็ยังเลือกข้าไปเป็นคู่หมั้นของบุตรชายเขาอยู่ดี และเรื่องการหมั้นหมายของสองตระกูลก็กำหนดเอาไว้นานแล้ว เหตุใดสหายที่แสนดีของเจ้ายังเข้ามาวุ่นวายกับเขาอีกเล่า สรุปแล้วเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใดกันแน่”มุมปากของหงลี่ฮวายกขึ้นน้อย ๆ เรื่องสัญญาหมั้นหมายของสองตระกูลก็หาได้เป็นความลับไม่ ทุกคนในเมืองต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันดี ว่าอย่างไรภรรยาเอกของเซี่ยหลงจื่อก็ต้องมาจากสกุลหง เป็นลู่เหลียนที่ไม่รู้หรือนางไม่สนใจเรื่องนี้กันแน่“เจ้า!!” เล่อฉีกำลังจะเอ่ยต่อ แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะสหายห้ามปรามเอาไว้ก่อน“ฉีเอ๋อร์ เราไปกันเถิด” นางอยากจะออกไปจากตรงนี้เสียที ไม่อยากจะรับฟังเรื่องอันใดอีก เพียงเท่านี้นางก็เสียใจมากพอแล้วใบหน้าที่ราวกับจะร้องไห้ของสตรีอันดับหนึ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างก็เกิดความสงสาร ตอนนี้นางราวกับตุ๊กตาเคลือบที่สามารถแตกสลายได้ตลอดเวลาก่อนที่เว่ยลู่เหลียนจะเดินจากไป หงลี่ฮวาก็ได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “คุณหนูเว่ย หวังว่าท่านจะเก็บคำขอของข้าไปพิจารณาด้วย”ลู่เหลียนเดินจากไปด้วยใบหน้าที่น่าสงสาร ต่างจากใน
– บทที่ 10 –หงลี่ฮวายกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะบอกเรื่องที่ตนเองรู้แก่น้องชายผู้นี้ “คนของข้าเห็นบ่าวรับใช้ผู้นั้นของเจ้าลอบพบกับคนของฮูหยินรอง เจ้าจะเชื่อหรือไม่อันนี้ก็แล้วแต่เจ้า”นางไม่หวังให้เขามาเชื่อนาง นางเพียงแค่ต้องการแสดงความจริงใจของนางก็เท่านั้น“ท่านต้องการอันใดกันแน่ถึงได้บอกเรื่องนี้แก่ข้า” เขาไม่เชื่อว่านางมาบอกเพียงเพราะต้องการช่วยเขาอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีไมตรีต่อกัน นางไม่มีทางยื่นมือมาช่วยเหลือเขาเฉย ๆ อย่างแน่นอนนางปรายตามองน้องชายครู่หนึ่งก็เห็นแต่ใบหน้าที่เรียบนิ่ง จึงคิดว่าเขาคงรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว “เจ้ารู้แล้ว? เหตุใดจึงยังเก็บไว้ข้างกายเช่นนี้”“ข้าไม่รู้ เพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่มีหลักฐานอันใด” เขาตอบไปตามจริง“อ้อ จากนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ไม่เลว ๆ คนผู้นี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ฉลาดเฉลียวไม่น้อย หากได้ร่วมมือกับเขาคงจะไม่สร้างความลำบากให้นางมากนัก“ขอรับ”“เรามาคุยธุระสำคัญกันดีหรือไม่” ในที่สุดนางก็เอ่ยเรื่องสำคัญที่มาดักรอน้องชายผู้นี้“เชิญพี่รองเอ่ยมาเถิด” เขาว่าแล้วว่านางต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดคุยกับเขาอย่าง
– บทที่ 9 –หงลี่ฮวาหยุดมองน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักเก็บงำอารมณ์เสียจริง นางน่าจะรู้ความมากกว่านี้ หากรอให้มารดาของนางจัดการก็คงไม่ต้องมาทำเรื่องไร้ปัญญาเช่นนี้ดี!! ตอนนี้นางกำลังอารมณ์ไม่ดี ระบายอารมณ์ใส่นางก็คงจะดีไม่น้อย“ทำไม เจ้าจะทำอันใดข้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ ทำเอาหญิงสาวตรงหน้ารู้สึกกลัวไม่น้อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว“เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่ที่บังคับให้สกุลเซี่ยมาทำการหมั้นหมายกับเจ้า!!” ตอนนี้นางคิดออกเพียงอย่างเดียว หาไม่แล้วสกุลเซี่ยที่เฉยเมยต่อเรื่องนี้มาตลอด จะเอ่ยปากเรื่องการหมั้นหมายได้อย่างไร“เจ้าว่าข้ามีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ” สตรีผู้นี้ช่างโง่จริง ๆ คิดออกมาได้อย่างไรว่าเป็นนางที่ไปบังคับสกุลเซี่ยให้มาทำการหมั้นหมาย“ไม่เช่นนั้นเขาจะมาขอเจ้าหมั้นหมายหรือ” นางปักใจไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของลี่ฮวา หรือไม่นางก็ให้องค์รัชทายาทไปบังคับสกุลเซี่ยอย่างแน่นอน“หากข้ามีอำนาจขนาดนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่กลัวในอำนาจของข้าเลยเล่า” นางขยับเข้าไปใกล้ ๆ อีกฝ่าย อย่างต้องการข่มขวัญ“จะ...เจ้ามันสตรีแพศยา แพศยาเหมือนกับแม้
– บทที่ 8 –หงลี่ฮวามาอยู่ที่ตำหนักเทียนซื่อของฮองเฮาหลายวันแล้ว ร่างกายของนางก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่วายมีเรื่องที่ทำให้นางต้องปวดหัว ท่านพี่หนิงเฉิงเพิ่งส่งข่าวมาบอกนางว่าสกุลเซี่ยเพิ่งส่งของหมั้นไปที่สกุลหง และผู้ที่ได้รับของหมั้นนั้นก็คือนางสกุลเซี่ยต้องการให้บุตรชายแต่งงานกับนางเพื่อเพิ่มอำนาจให้บุตรชายของตน เพราะนางนั้นสนิทสนมกับองค์รัชทายาท ในภายภาคหน้าอาจจะช่วยเหลือพวกเขาได้“ที่ท่านเอ่ยมานั้นคือเรื่องจริงหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก นี่นางต้องแต่กับบุรุษผู้นั้นจริง ๆ หรือ แล้วเว่ยลู่เหลียนที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเซี่ยหลงจื่อเล่า“จริงแท้ ตอนนี้ก็ทำการแลกสมุดวันเกิดกันแล้วด้วย”หนิงเฉิงมองน้องสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร เรื่องนี้เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัวของนาง เขาก็ได้แต่หวังว่านางจะใช้ความร้ายกาจที่มีให้เป็นประโยชน์ และยกเลิกการหมั้นหมายนี้ได้ในที่สุด“ข้าไม่อยู่จวนเพียงไม่กี่วันก็มีคนสร้างเรื่องให้ข้าแล้วหรือ” นางได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เห็นทีคงจะต้องรีบกลับจวนเสียแล้ว“พี่น้องของเจ้าคงเตรียมมือต้อนรับเจ้าก
– บทที่ 7 –เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นางมีเพียงเวลากลับไปเก็บของครู่หนึ่งก่อนจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในวังหลวงกับฮองเฮา นางทิ้งให้มี่ฟางอยู่ที่เรือนและทิ้งองครักษ์ให้อยู่เป็นเพื่อนนางสองคน เพราะนางเข้าไปอยู่ในวังคงยังไม่ต้องใช้องครักษ์ในตอนนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนทุกคนในจวนก็ไม่สามารถตั้งตัวได้ แม้แต่บิดาของนางเองก็ยังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ต้องรวดเร็วถึงขั้นนี้เลยหรือ” หงหยางเฉิงเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เหตุใดต้องรีบถึงเพียงนี้ หรือว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น“ฮองเฮาทรงพระประชวร จึงอยากให้ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะ” นางตอบผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางพยายามมองหาข้อดีของคนผู้นี้แล้วแต่นางก็ไม่พบมันเลยสักข้อ บุรุษผู้นี้ทำทุกอย่างเพื่ออำนาจของตนเอง ไม่เคยสนใจเลยว่าบุตรที่ใช้เป็นหมากจะเป็นตายร้ายดียังไง“เจ้าก็ดูแลฮองเฮาให้ดี” เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ เขาคิดว่าเย่ฮองเฮาคงเหงา จึงได้เรียกบุตรสาวของเขาไปอยู่เป็นเพื่อน“เจ้าค่ะ” นางรับปากอย่างว่าง่าย ที่นางรับปากมิใช่ว่าเพราะคำสั่งของเขา แต่เพราะฮองเฮานั้นดีกับนางมาก หลังจากตกน้ำก็คอยส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการนางอยู่บ่อยค







