Masukพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้บิดาเห็นด้วยความตาย? นี่มันความคิดของนางร้ายเกรดต่ำแสนสิ้นคิดในนิยายที่เคยอ่านชัด ๆ แล้วอะไรคือการไปอ้อนวอนกลับใจกับคนที่คิดทำร้ายตนเอง ใครจะโง่ก็โง่ไปแต่สำหรับนางนั้นฝันไปเถอะ!
Lihat lebih banyakตอนที่
[1]
พิสูจน์ตัวเองด้วยความตาย
“ข้าสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนใหม่ จะไม่ทำนิสัยเช่นเดิมอีกแล้วเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวจบก็กวาดสายตามองทุกคนเริ่มตั้งแต่บิดา มารดาเลี้ยง พี่สาวติดมารดาเลี้ยง น้องชายต่างมารดา ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่บิดาของตนเองอีกครั้ง ครั้งนี้นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านพ่อจะให้โอกาส เพราะหากว่าท่านพ่อให้โอกาสนาง นั่นหมายความว่านางก็อาจจะมีโอกาสมีครอบครัวที่อบอุ่นเฉกเช่นคนอื่นใช่หรือไม่ ไม่ต้องถูกกีดกันออกมาราวกับคนนอกเช่นนี้
ใช่แล้ว ต้องเป็นเพราะที่ผ่านมานางร้ายกาจมาก จึงทำให้ทุกคนต่างหันหน้าหนีและหมางเมินนางเช่นนี้
ลั่วฉู่หวัง มองบุตรสาวของตนเองราวกับใช้ความคิด บุตรสาวคนนี้แม้ว่าจะทำอันใดล้วนแต่ไม่ถูกใจเขาแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะนิสัยเอาแต่ใจที่แสนร้ายกาจนั่น เขายิ่งไม่ชอบใจ แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและดูจะสำนึกผิดอย่างแท้จริงในวันนี้ เขาก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้
“หากเจ้าปรับปรุงตัวเป็นคนดีข้าก็พร้อมจะให้โอกาส”
เพียงประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว ก็ราวกับแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในหัวใจที่มืดมิดของลั่วเฉียวฮุ่ย นางดีใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา ดวงตากลมโตคู่นั้นเปล่งประกายขึ้นอย่างถึงที่สุด
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังเลย!”
ก่อนจะหันไปมองคนอื่น ๆ ในครอบครัวด้วยรอยยิ้มที่สดใส แม้ว่ายามนี้พวกเขาจะล้วนแสดงสีหน้าที่ดูแปลกประหลาดออกมา แต่ลั่วเฉียวฮุ่ย
กลับไม่ได้ใส่ใจ นางคิดเพียงว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังไม่เชื่อนางถึงเพียงนั้น แต่ไม่เป็นไรขอเพียงนางพิสูจน์ให้เห็นว่านางกำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจริง ๆ สักวันทุกคนจะต้องเปิดใจยอมรับนางได้อย่างแน่นอนโดยที่เด็กสาวผู้โง่เขลาไม่รู้เลยว่าที่ผ่านมานางไม่ได้ผิดอันใดมากเลยสักนิด เป็นเพียงแค่เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวที่ถูกคนใจร้ายชักนำให้เดินทางผิดก็เท่านั้นเอง
เดิมทีลั่วเฉียวฮุ่ยเคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของจวนแห่งนี้ คนในจวนล้วนเรียกนางว่าคุณหนูใหญ่ เพราะนางคือคุณหนูใหญ่ บุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอก ได้รับความรักจากบิดาและทุกคนในจวนอย่างเต็มเปี่ยม จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่มารดาของนางได้จากโลกนี้ไปทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
เมื่อพ้นช่วงเวลาไว้ทุกข์ไป ต่อมาในช่วงที่นางอยู่ในวัยห้าขวบ นางก็ได้สัมผัสกับคำว่ามารดาเลี้ยงและพี่สาวเป็นครั้งแรก บิดาของนางได้แต่งงานใหม่กับสตรีนามว่า สวีหลิงม่าน สตรีผู้นี้คล้ายจะมีความหลังกับบิดามาก่อน ซึ่งนางได้รู้ภายหลังในตอนที่โตแล้ว ว่ามารดาเลี้ยงคือสตรีที่บิดาแอบหมายปองมานาน แต่ด้วยฐานะตนเองไม่เหมาะสมกับอีกฝ่ายจึงไม่กล้ากระโตกกระตากมากนัก
จนกระทั่งอีกฝ่ายแต่งงานกับบุรุษอื่นที่เป็นตระกูลขุนนางไป บิดาจึงได้แต่กักเก็บความผิดหวังเอาไว้ ต่อมาบิดาได้พบกับมารดาก็รู้สึกพึงใจกอปรกับตอนนั้นครอบครัวของท่านแม่ทำการค้าถือว่ามีฐานะพอสมควร บิดาที่ได้ตกแต่งกับมารดาก็ถูกผลักดันจนสามารถกลายเป็นขุนนางได้สำเร็จ และถูกผลักดันขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในตอนที่นางอายุได้สามขวบ ท่านตาและท่านยายก็ถูกโจรดักปล้นก่อนจะถูกคร่าชีวิตลงอย่างเลือดเย็น เมื่อครอบครัวจากไป ท่านแม่ก็เริ่มตรอมใจและล้มป่วยเรื้อรังก่อนจะจากไปในที่สุด
และเมื่อมารดาจากไปแล้ว ก็เป็นช่วงเดียวกันที่สวีหลิงม่านสามีตายเช่นกันและเมื่อไร้ที่พึ่งจึงมาขอความช่วยเหลือท่านพ่อของนาง บิดาที่ยังไม่ลืมรักแรก จึงได้ตกลงปลงใจเข้าโอบอุ้มสองแม่ลูกเข้าจวน รับลูกของมารดาเลี้ยงมาเป็นบุตรสาวอีกคนของตนเอง บุตรสาวติดสามีเก่าที่อายุมากกว่าลั่วเฉียวฮุ่ยหนึ่งปีนามว่า….ลั่วหลิงเม่ย
เพียงชั่วข้ามคืนลั่วเฉียวฮุ่ยก็ถูกลดสถานะจาก ‘คุณหนูใหญ่’กลายเป็น ‘คุณหนูรอง’ โดยทันที
คราแรกเด็กน้อยไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องทุกอย่างมากนัก รวมถึงไม่ได้โกรธเกลียดผู้มาใหม่ ถือว่าดีเสียอีกที่ตนจะได้มีพี่สาว แต่เมื่อเวลาผ่านไปนางกลับรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกกีดกันออกจากครอบครัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรักและความใส่ใจทั้งหมดของบิดา ดูเหมือนจะถูกแบ่งปันไปให้กับครอบครัวใหม่จนเกือบหมดสิ้น
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอิจฉาริษยาและกลายเป็นการเรียกร้องความสนใจจากบิดาด้วยวิธีการที่ผิด ๆ โดยที่เด็กน้อยไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำที่ดูร้ายกาจของนางนั้น ล้วนมีสองแม่ลูกผู้มาใหม่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเสมอเพื่อทำให้บิดามองว่าตนเป็นคนร้ายกาจเพียงใด
มารดาเลี้ยงและพี่สาวต่างสายเลือดพยายามที่จะแย่งความสนใจไปมากเพียงใด เด็กน้อยก็พยายามจะที่จะแสดงออกมากขึ้นเช่นกัน จนสุดท้ายความรักและความเอ็นดูจากบิดาก็เหมือนจะลดน้อยถอยลงทุกวันจริง ๆ
ยิ่งเมื่อหลายปีผ่านไปสวีหลิงม่านได้คลอดน้องชายนามว่า ลั่วฉู่เหวิน ออกมา ก็ยิ่งทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยแทบจะถูกละเลยจากบิดาโดยสิ้นเชิง กอปรกับน้องชายยิ่งโตขึ้น ก็รวมหัวกันกับพี่สาวคนโตเล่นงานนาง ทำให้นางแสดงความร้ายกาจต่อหน้าบิดามากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนพวกนั้นก็สวมบทบาทเหยื่อผู้ใสซื่อน่าสงสารได้อย่างแนบเนียนจนบิดาของนางหลงเชื่อสนิทใจ
ทว่าวันหนึ่งลั่วเฉียวฮุ่ยรู้สึกโดดเดี่ยว จึงโทษตัวเองว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองนิสัยร้ายกาจเองกระมัง ท่านพ่อถึงไม่รัก ผู้อื่นจึงหมางเมิน จึงคิดไปขอโทษบิดา มารดาเลี้ยง พี่สาวและน้องชาย ผู้เป็นบิดาถึงจะไม่เอ็นดูบุตรสาวคนนี้เท่านักใด แต่ก็ใจอ่อนนิด ๆ จึงกล่าวว่าจะให้โอกาส ลั่วเฉียวฮุ่ยจึงดีใจมากในใจเต็มไปด้วยความหวัง โดยที่นางคงไม่รู้ว่ามีใครหลายคนที่รู้สึกไม่ยินยอมและพร้อมจะขัดขวางนางทุกวิถีทางไม่ให้นางทำสำเร็จ
โดยเฉพาะมารดาเลี้ยงอย่างสวีหลิงม่าน ด้วยกลัวว่าลั่วเฉียวฮุ่ยจะแย่งความสนใจจากสามีไปจากบุตรสาวและบุตรชายตนไป อีกอย่างถ้าลั่วเฉียวฮุ่ยกลับใจจริง ๆ ด้วยความงดงามกลัวว่าจะเรียกความสนใจจากคุณชายจ้าว จ้าวซงหยวน บุตรชายของเจ้ากรมพิธีการผู้เป็นผู้บังคับบัญชาของสามีที่แวะเวียนมาที่จวนบ่อย ๆ ได้ เพราะตนหมายมาดให้บุตรสาวออกเรือนไปกับเขา
วันหนึ่งที่ลั่วเฉียวฮุ่ยคิดว่าตนจะมีครอบครัวที่สุขสันต์ ก็ชวนเหล่าพี่น้องไปนั่งจิบชากินขนมที่ศาลาริมสระบัว ระหว่างเตรียมขนมเพื่อกินกับพี่สาวอย่างลั่วหลิงเม่ยและน้องชายอย่างลั่วฉู่เหวิน จู่ ๆ สองพี่น้องก็เรียกหญิงสาวให้ไปดูปลาในสระบัวด้วย
“ปลาตรงนี้สวยงามและตัวใหญ่มากเลย ฮุ่ยเออร์มาดูด้วยกันสิ” เสียงของผู้เป็นพี่สาวนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยอดที่จะลุกไปดูด้วยไม่ได้
ทว่าระหว่างที่นางเดินไปดูแบบไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ ทั้งสองคนก็ร้องขึ้นเสียงดัง ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะตกลงไปในน้ำทันที
“น้องรอง! /พี่รอง!”
ตูม!!
หากผู้ใดไม่รู้ก็ต้องคิดว่านางเป็นคนผลักคนทั้งสองเป็นแน่ และก็ดูเหมือนว่าเจตนาของทั้งสองคนก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อคนทั้งคู่ถูกคนช่วยขึ้นมาในสภาพสะบักสะบอมก็มองหน้านางราวกับว่าเป็นคนผิด เมื่อบิดารู้ข่าวก็โกรธมาก นางที่พยายามจะอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล
“ทะ ท่านพ่อข้าไม่ได้ได้ทำนะเจ้าคะ”
“อย่ามาโกหก เจ้าจะบอกว่าพวกเขาจะโดดลงไปเองงั้นหรือ!!”
“หากข้าบอกว่าใช่เล่าเจ้าคะ!” ในยามนี้น้ำตาเริ่มนองหน้าที่บิดาไม่เชื่อนางสักที เหตุใดท่านพ่อถึงไม่เคยเชื่อใจนางเลยสักครั้ง
“นี่เจ้า!”
เพียะ!
“เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมากนะลั่วเฉียวฮุ่ย”
ฝ่ามือหนัก ๆ ของเขาฟาดลงบนใบหน้าของนางอย่างเต็มแรง ลั่วเฉียวฮุ่ยเสียใจมากที่ถูกบิดาตบหน้าทั้งยังไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูด ความเจ็บแปลบที่ใบหน้ายังไม่เท่ากับความเจ็บปวดในหัวใจที่บัดนี้มันได้แหลกสลายลงอีกครั้ง...
นางเสียใจ...เสียใจจนแทบจะขาดใจ ความหวังทั้งหมดที่เคยมีมันได้พังทลายลงในพริบตา...
ชั่วความคิดหนึ่งร่างบางก็ตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่โง่เขลาที่สุดเพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย...
“หากท่านพ่อไม่เชื่อข้า ข้าก็จะทำให้ท่านเห็นว่าข้าพูดความจริงด้วยความตายของข้า”
ก่อนที่ไม่นานจะลุกขึ้นแล้วเตรียมจะกระโดดลงสระบัวที่สองพี่น้องนั่นเพิ่งขึ้นมาทันที
ตู้ม!!
“คุณหนู!!”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตกใจของทุกคน โดยเฉพาะสาวใช้คนสนิทอย่างเลี่ยงซู ที่กรีดร้องออกมาจนสุดเสียง
คราแรกลั่วฉู่หวังนั้นก็ตกใจเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินเสียงจากภรรยารักกล่าวว่า
“ท่านพี่อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ น้ำในสระตรงนั้นไม่ลึกมาก นางคงจะแค่แกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างที่ชอบทำ” เขาก็พลันเกิดความรำคาญใจขึ้นมาแทน
‘แกล้งทำอีกแล้วสินะ นางว่ายน้ำเป็นอยู่แล้ว คงจะไม่เป็นอะไรหรอกกระมัง’
ความคิดนี้จึงทำให้เขาไม่ได้สั่งให้ใครลงไปช่วยลั่วเฉียวฮุ่ยในทันที
แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่านับตั้งแต่ลั่วเฉียวฮุ่ยกระโดดลงน้ำไปร่างของนางก็ถูกกระแสน้ำวนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำดูดลึกลงไปอย่างรวดเร็ว!
หญิงสาวดิ้นรนพยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ก็ไร้ผล...อากาศในปอดเริ่มจะหมดลง ความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายและจิตใจและในที่สุดลมหายใจของนางก็ได้ขาดห้วงลง ท่ามกลางความเย็นเยียบและความมืดมิดใต้ผืนน้ำนั้นด้วยความทรมานและความสิ้นหวัง
นางไม่ได้อยากตายจริง ๆ เพียงแค่หวัง หวังว่า…
แต่ก็คงสายไปแล้ว
ตู้ม!
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ





