เข้าสู่ระบบ– บทที่ 9 –
หงลี่ฮวาหยุดมองน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง สตรีผู้นี้ช่าง
ไม่รู้จักเก็บงำอารมณ์เสียจริง นางน่าจะรู้ความมากกว่านี้ หากรอให้มารดาของนางจัดการก็คงไม่ต้องมาทำเรื่องไร้ปัญญาเช่นนี้ดี!! ตอนนี้นางกำลังอารมณ์ไม่ดี ระบายอารมณ์ใส่นางก็คงจะดีไม่น้อย
“ทำไม เจ้าจะทำอันใดข้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ ทำเอาหญิงสาวตรงหน้ารู้สึกกลัวไม่น้อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
“เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่ที่บังคับให้สกุลเซี่ยมาทำการหมั้นหมายกับเจ้า!!” ตอนนี้นางคิดออกเพียงอย่างเดียว หาไม่แล้วสกุลเซี่ยที่เฉยเมยต่อเรื่องนี้มาตลอด จะเอ่ยปากเรื่องการหมั้นหมายได้อย่างไร
“เจ้าว่าข้ามีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ” สตรีผู้นี้ช่างโง่จริง ๆ คิดออกมาได้อย่างไรว่าเป็นนางที่ไปบังคับสกุลเซี่ยให้มาทำการ
หมั้นหมาย“ไม่เช่นนั้นเขาจะมาขอเจ้าหมั้นหมายหรือ” นางปักใจไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของลี่ฮวา หรือไม่นางก็ให้องค์รัชทายาทไปบังคับสกุลเซี่ยอย่างแน่นอน
“หากข้ามีอำนาจขนาดนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่กลัวในอำนาจของข้าเลยเล่า” นางขยับเข้าไปใกล้ ๆ อีกฝ่าย อย่างต้องการข่มขวัญ
“จะ...เจ้ามันสตรีแพศยา แพศยาเหมือนกับแม้ของเจ้า!!”
นางด่าออกไปอย่างไม่ไว้หน้า แม่ของนางก็เหมือนกัน ตายไปก็ตั้งหลายปีแล้ว ยังมาขัดขวางหนทางของมารดานางอีก มิเช่นนั้นปานนี้ท่านแม่ได้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ และนางก็คงได้เป็นบุตรสาวภรรยาเอกแล้ว
ลี่ฮวาฟาดมือไปที่ใบหน้าน้อย ๆ นั้นอย่างแรงจนใบหน้าของอีกฝ่ายหันไปตามแรงตบ ที่มุมปากของนางมีเลือดออกน้อย ๆ
“คนเช่นเจ้าไม่มีสิทธิ์มาว่ามารดาของข้า!”
“เจ้ากล้าตบข้าหรือ!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดถูกเปล่งออกมา นางไม่คิดเลยว่าลี่ฮวาจะกล้าลงมือกับนาง ทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็จะมีเพียงแค่ปากเสียงเท่านั้น ไม่ถึงขั้นลงมือเช่นนี้
“ข้ากล้าทำมากกว่านี้อีก หากเจ้ายังไม่หยุดพูดถึงมารดาของข้า!” นางยื่นมือไปบีบที่คางของอีกฝ่ายอย่างแรงจนใบหน้าของนางบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด “จำใส่หัวน้อย ๆ ของเจ้าเอาไว้ อย่าทำให้ข้าโมโหไปมากกว่านี้ เพราะมันจะมิใช่แค่ตบ ข้าทำอันใดได้มากกว่าที่เจ้าคิดมากนัก”
พูดจบก็สะบัดมือออกจากใบหน้าของนางอย่างแรงด้วยความรังเกียจ และเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกฝ่าย
จากนี้นางจะเป็นนางร้ายให้สมกับที่ชาวเมืองต่างเรียกนางอย่างยกย่อง ดูซิว่าสกุลเซี่ยจะยังรับสะใภ้ที่มีชื่อเสียงเช่นนี้
ได้หรือไม่ จากนี้หากผู้ใดพูดหรือทำอันใดไม่เข้าตานาง นางก็จะจัดการคนเหล่านั้น ไม่เก็บงำอารมณ์อีกต่อไปเมื่อเดินมาถึงเรือนของตนก็พบว่าบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่ในเรือนต่างถูกเปลี่ยนออกไปจนหมดด้วยฝีมือของท่านตาและท่านยายของนาง โดยให้เหตุผลว่าอีกไม่นานนางจะต้องแต่งออกไป จึงได้ส่งสาวใช้คนสนิทของท่านยายมาคอยดูแลสั่งสอน และส่งสาวใช้อีกจำนวนหนึ่งมาเพื่อเป็นสินเดิมของนาง จะได้ตามไปรับใช้นางที่จวนสกุลเซี่ย
“คุณหนู” คนทั้งหมดต่างก็ทำความเคารพหญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่
“ตามสบาย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนของท่านตาหรือของท่านพี่หนิงเฉิงบ้าง แต่นางก็หาได้สนใจไม่ ตอนนี้นางสนใจเพียงผู้เดียวคือสตรีสูงอายุที่อยู่ตรงหน้าของนาง
“แม่เฒ่าฉิน เรื่องนั้นว่าอย่างไรบ้าง” นางเอ่ยเรียกอย่างให้เกียรติ แม่เฒ่าผู้นี้อยู่กับท่านยายนางมาหลายสิบปี ยามที่นางไปสกุลเย่ก็พบหน้ากันอยู่บ่อย ๆ นางโบกมือไล่ให้คนอื่น ๆ ออกไปทำหน้าที่ของตนเอง
“ที่เรือนนี้ไม่มียาพิษเจ้าค่ะ” นางได้ตรวจสอบในเรือนนี้ทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“เช่นนั้นคงเป็นฝีมือคนในจวน” คนในจวนนี้ส่วนมากก็ไปเข้าหาหานฟางเซียนแล้ว หรือว่าจะเป็นสตรีผู้นี้กัน
“บ่าวจะระวังให้มากเจ้าค่ะ” นางคิดว่ายาพิษคงมากับอาหารอย่างแน่นอน เพราะอาหารของเรือนนี้ต้องรับมาจากห้องครัวใหญ่
“ฝากแม่เฒ่าด้วย” นางส่งยิ้มไปให้สตรีสูงวัยตรงหน้าอย่างขอบคุณ หากมิได้คนผู้นี้ นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
หงจินเยว่หลังจากที่หงลี่ฮวาจากไปแล้ว นางก็ร้องไห้วิ่งไปหามารดาที่เรือน ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกกระทำเช่นนี้มาก่อน สตรีผู้นั้นถึงขั้นกล้าตบหน้าของนาง ทั้งที่มารดาของนางไม่เคยลงมือกับนางเลยสักครั้ง
“ท่านแม่ ท่านต้องช่วยข้านะเจ้าคะ” นางร้องไห้ออกมาอย่างมิอาจห้ามได้ เจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจนี่สิ นางจะไม่ยอมรับชะตากรรมที่น่าอดสูเช่นนี้อย่างแน่นอน
หานฟางเซียนที่เห็นบุตรสาวร้องไห้มาหา ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เยว่เอ๋อร์ เป็นอันใดไป ผู้ใดลงมือกับเจ้าเช่นนี้”
“นางลี่ฮวามันตบหน้าข้า ท่านแม่ต้องจัดการมันให้ข้านะเจ้าคะ” นำเสียงเคียดแค้นถูกเปล่งออกมา แสดงให้เห็นว่าครั้งนี้จะไม่ยอมเจ็บตัวเปล่า ๆ อย่างแน่นอน มันต้องได้รับโทษที่บังอาจมาทำร้ายร่างกายนาง
“เหตุใดนางจึงได้ลงมือกับเจ้า” น้ำเสียงของฟางเซียนแข็งขึ้นหลายส่วน หลายวันมานี่นิสัยของลี่ฮวาเปลี่ยนไป ดูใจเย็นกว่าแต่ก่อน นางไม่มีทางลงมืออย่างไรเหตุผลกับเยว่เอ๋อร์อย่างแน่นอน
“นะ...นาง” นางพยายามหาเหตุผลให้ลี่ฮวาเป็นคนผิด แต่คิดไม่ออก เพราะนางไม่คิดว่ามารดาจะเอ่ยปากถามเช่นนี้
“เจ้าไปยั่วโมโหนางใช่หรือไม่” เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของบุตรสาว นางก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นบุตรสาวของนางที่หาเรื่องก่อน
“เจ้าไปว่าอันใดนาง”
หากเหตุผลไม่มากพอที่จะถึงขั้นลงมือ นางก็จะนำเรื่องนี้ไปบอกกับนายท่าน เพราะหากลี่ฮวาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ นางก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะแต่งออกไปยังสกุลเซี่ย
“ข้าด่านางว่านางแพศยาเหมือนกับแม่ของนาง” นางมองดูท่าทีของมารดา ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากไม่เพราะสตรีนางนั้น ท่านพ่อคงแต่งตั้งท่านเป็นฮูหยินใหญ่แล้ว”
“หุบปากของเจ้าเสีย หากมิอยากถูกบิดาของเจ้าลงโทษ” ไปด่าว่ามารดาของนางเช่นนั้นก็ไม่แปลกที่จะถูกนางตบ “เจ้าอย่าได้เอาแต่อารมณ์ของตนเป็นที่ตั้ง ตอนนี้มารดาของนางก็เปรียบเสมือนมารดาของเจ้า เจ้าจะด่าทอมารดาของตนเช่นนั้นได้หรือ”
“แต่นางตายไปแล้ว ท่านต่างหากที่ต้องขึ้นเป็นใหญ่ในจวนนี้” คนก็ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านพ่อเป็นอันใด แทนที่จะแต่งตั้งท่านแม่เป็นฮูหยินใหญ่ มาปล่อยให้ตำแหน่งฮูหยินใหญ่เว้นว่างเช่นนี้ได้อย่างไร
“หุบปาก เบื้องหลังของนางยังมีสกุลเย่ ไหนจะฮองเฮาและองค์รัชทายาทอีก เจ้าต้องทำความเข้าใจก่อน ตอนนี้เจ้าทำอันใดนางไม่ได้ หากนางเป็นอันใดไป จะเป็นเจ้าเองที่ลำบาก” ตอนนี้ทำได้เพียงอดทนไปก่อน ยิ่งมียายแก่จากสกุลเย่เข้ามาอยู่ในจวน ทุกอย่างก็จะยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก ตอนนี้จะทำอันใดก็ยิ่งต้องระมัดระวัง
“เจ้าค่ะ” นางจำต้องรับปากอย่างไม่อาจปฏิเสธ แม้ในใจจะรู้สึกไม่ยินยอมก็ตาม แต่นางก็ไม่สามารถวางความแค้นนี้ลง นางจะต้องหาทางเอาคืนให้ได้ จัดการลี่ฮวาต่อหน้ามิได้ ก็มิใช่ว่าลับหลังจะทำไม่ได้
หงลี่ฮวากลับมาอยู่ที่จวนหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอันใดเกิดขึ้น ดูเหมือนคนที่ลงมือนั้นจะระวังตัวขึ้น จึงยังไม่คิดลงมือในยามนี้ ทว่าสิ่งเดียวที่ยังคาใจนางในตอนนี้ก็คือนิสัยพี่สาวผู้นั้นของนางเป็นเช่นไรกันแน่ นางไม่สามารถอ่านคนผู้นี้ออกเลย
อนุฮุ่ยผู้นั้นก็เป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา ทว่าหน้าตางดงามจนไปเข้าตาของบิดาเข้า จึงได้รับเข้ามาเป็นอนุในจวน แล้วหงฝูเหยาจะทำอันใดได้มากถึงเพียงนั้นเลยหรือ นางยังปักใจว่าเรื่องยาพิษล้วนเป็นฝีมือของหานฟางเซียน ฮูหยินรอง
ผู้นั้นอย่างแน่นอน ส่วนฝูเหยาและมารดาคงต้องดูไปอีกยาวว่านิสัยเป็นเช่นไรกันแน่ส่วนฮูหยินสามโจวเหยาและบุตรชายไม่ค่อยมายุ่งเกี่ยวกับนาง ส่วนใหญ่ทั้งสองคอยแต่จะหาเรื่องฮูหยินรอง เพราะมีบุตรชายเหมือนกัน ทั้งสองต่างก็หวังว่าบุตรชายของตนจะได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
เห็นทีนางคงต้องไปหาสองแม่ลูกนั่นเสียหน่อย บางทีอาจจะสามารถร่วมมือกันได้ ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับนาง เมื่อนางแต่งออกไปแล้วสกุลหงก็ไม่เกี่ยวกับนางอีก เพียงแต่นางไม่อยากเห็นผู้นำคนต่อไปของสกุลเป็นบุตรชายของสตรีผู้นั้น
นางได้ให้คนไปตามสืบมาแล้วว่าหงซานเซียงจะกลับมาที่จวนในปลายยามเว่ย (13:00 - 14:59) ของทุกวัน นางจึงได้มาดักรอเขาอยู่ศาลาที่เขาต้องเดินผ่านทุกวัน
“คารวะพี่รอง” หงซานเซียงที่เห็นพี่สาวคนรองนั่งอยู่ในศาลาจึงเดินเข้ามาทักทาย ก่อนจะทำทีท่าเดินออกไป แต่ก็ต้องหยุดลง เพราะผู้เป็นพี่สาวเอ่ยรั้งเอาไว้เสียก่อน
“จะรีบไปไหน พูดคุยกันสักสองสามประโยคดีหรือไม่”
ซานเซียงหันหน้ากลับมามองพี่สาวด้วยสีหน้าฉงน ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยพูดคุยกันมากกว่าทักทาย ที่สำคัญพวกเขาไม่มีเรื่องที่ต้องสนทนากันด้วยซ้ำ
“พี่รองมีเรื่องอันใดที่ต้องการสนทนากับข้าหรือ” เขาแสดงสีหน้าไม่เข้าใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่สาวผู้นี้แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขา เหตุใดวันนี้จึงเดินเข้ามาหาเขาเองเล่า
นางไม่ได้ตอบอะไร ทว่าหันไปมองบ่าวรับใช้ที่ติดตามน้องชายผู้นี้มาด้วย ซานเซียงเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางต้องการอันใด จึงได้เอ่ยปากไล่บ่าวรับใช้ออกไป
“ตงเฉิน เอาของไปเก็บที่เรือนเถิด เดี๋ยวข้าตามไป”
หลังจากตงเฉินเดินจากไปแล้ว เขาจึงได้เอ่ยถามจุดประสงค์ของพี่สาวในครั้งนี้ “พี่รองพูดมาเถิดว่าต้องการอันใด”
เขาเดินไปนั่งลงเก้าอี้ที่ว่างอยู่ และรินชาให้ตัวเองเสร็จสรรพ ดูแล้วคงต้องคุยกันอีกยาว
“บ่าวรับใช้ผู้นั้นน่ะ อยู่กับเจ้ามานานหรือยัง” นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยจะต่อ “ไว้ใจได้หรือ”
ชายหนุ่มที่กำลังยกน้ำชาขึ้นดื่มถึงกับชะงัก นี่นางไปรู้อันใดมาจึงได้เอ่ยประโยคนี้ออกมา เพราะก่อนหน้านี้เขาก็สงสัยคน
ผู้นี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีหลักฐานเท่านั้น“ท่านไปรู้เรื่องอันใดมา”
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







