登入ฉันหลับตาลงและยิ้มให้กับความใส่ใจของเขา จากนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง หัวใจกระตุกวูบเพราะครั้งนี้ไม่ใช่มือที่คอยบังแสงแต่เป็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นมาบังแสงให้
เราสองคนต่างสบสายตากันนิ่งค้างและเนิ่นนาน มือทั้งสองข้างของฉันประสานกันอยู่บนหน้าท้อง
“พี่เหนือ...”
เสียงเปิดประตูห้องทำให้พี่เหนือต้องขยับกายให้นั่งตัวตรงส่วนฉันก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียง หัวจิตหัวใจกระเจิดกระเจิงกับการสบตาเขาในระยะประชิดเช่นนี้
“เสร็จแล้วเนอะ พี่ขออนุญาตนะคะน้องเมล” ฉันกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นพี่พนักงานก็ช่วยเอาหมวกคลุมผมออกให้ฉัน นอกจากหัวจิตหัวใจจะกระเจิงแล้ว ผมก็กระเจิงไม่แพ้กัน ฉันหันไปทางพี่เหนือนิดหนึ่งเห็นนะว่าเขาแอบขำฉันอยู่
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณพี่พนักงาน จากนั้นก็ตามไปด้านนอกเพื่อทำบัตรนัดกับซื้อเครื่องสำอาง ส่วนพี่เหนือฉันไม่เห็นเขาออกมาที่เคาน์เตอร์
ฉันออกจากคลินิกด้วยอารมณ์เบิกบานนอกจากวันนี้จะได้ใกล้ชิดพี่เหนือแล้ว ยังได้ส่วนลดพิเศษสำหรับซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว คอร์สทำทรีตเมนต์พี่เขาก็แถมให้อีกตั้งห้าครั้ง จากที่คิดว่าต่อไปจะมาสัปดาห์เว้นสัปดาห์ คงต้องมาทุกสัปดาห์เหมือนเคยแล้ว โชคดีจริง ๆ
ฉันกลับถึงบ้านด้วยอารมณ์อันเปี่ยมด้วยความสุขหากแต่ต้องสะดุดลงเมื่อพี่ชายตัวดีบอกว่า
“ไปเป็นเพื่อนเฮียตัดผมหน่อย”
“ไม่เอาเฮียก็ไปเองสิ” ฉันโวยวาย ตัดผมผู้ชายโดยเฉพาะผู้ชายเรื่องมากอย่างเฮียมังกรฉันไม่อยากไปนั่งรอ เหนื่อย เบื่อและง่วง
“ใครบอกอยากไปเที่ยวทะเลวะ” คำว่าทะเลสำหรับเด็กดอยอย่างฉันแน่นอนว่าต้องตาโตเป็นธรรมดา
“ไปค่ะ เฮีย พร้อมหรือยังคะน้องพร้อมมาก”
“ต้องให้ได้อย่างนี้สิเหมยลี่น้องรัก” เฮียมังกรใช้แขนรัดคอฉันไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออกแต่ฉันก็ไม่ขัดขืน กอดเอวเฮียสุดที่รักไว้แน่นพร้อมทั้งร้องขอ
“ขอพาลิลินไปด้วยนะ ไปตอนปีใหม่ได้ไหมอยากไปเคานต์ดาวน์ที่ทะเล นะเฮียนะ” เมื่อโดนลูกอ้อนต่อให้สิบเฮียมังกรก็ต้านทานความน่ารักของเหมยลี่ไม่ได้อย่างแน่นอน
“เออ ก็ได้” เห็นไหมละพี่ชายฉันตามใจฉันที่สุด
“เฮียมังกรสุดหล่อของน้อง” ฉันยังออดอ้อนต่อ
“จะเอาอะไรอีก”
“นั่งเครื่องบินนะ น้องไม่นั่งรถ” ช่วงเทศกาลอย่าได้คิดเรื่องการขับรถข้ามจังหวัดเพราะผู้คนจะเดินทางเยอะมาก ปัญหารถติด อุบัติเหตุมีให้เห็นตลอดทาง คงหมดสนุกก่อนถึงทะเลแน่
“เรื่องเยอะ เออ ๆ” ถึงจะบ่นแต่เฮียก็รับปาก เฮียมังกรไม่ใช่มังกือนะจ๊ะ หล่อ รวย เปย์น้องเปย์นุ่งไม่ได้เปย์เฉพาะสาว ๆ
เย็นนั้นฉันกับเฮียมังกรก็แวะไปตัดผมร้านประจำซึ่งอยู่ตึกแถวในตลาดเก่า ก่อนหน้านี้เมื่อหลายสิบปีก่อน แถวนี้เป็นย่านที่คนคึกคักแต่ปัจจุบันคนน้อยลงมาก ร้านที่อยู่รอดส่วนมากก็เป็นร้านที่มีลูกค้าประจำอย่างเช่นร้านตัดผมเจ้านี้
“หนูรอตรงร้านข้าง ๆ นะ” ร้านที่ฉันจะนั่งรอเฮียตัดผมคือร้านนมสดที่มีขนมปังปิ้งเตาถ่านขาย
“เอานมสดกับปังปิ้งนมเนยค่ะ” ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว นั่นไง ไม่ชอบออกมาตอนกลางคืนก็งี้แหละ ฉันแกล้งใส่หูฟังเพื่อสนทนาผ่านมือถือ เมื่อเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมีสิ่งไม่มีชีวิตนั่งลงตรงข้ามกัน
“อยากกินอะไร” ฉันแกล้งวางมือไว้บนหูราวกับว่าคุยกับปลายสาย แต่จริง ๆ คุยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“กาแฟใส่นมข้นหวาน ขนมปังนมเนย”
“ไม่ฟรีนะรู้ใช่ไหม” ฉันทำเสียงเขียวกับคนที่อยากกินกาแฟใส่นมข้นหวาน
“รู้น่างกจริง” ถึงจะบ่นแต่คนตรงหน้าก็ดันของบางอย่างมาให้อย่างติดสินบน ฉันมองดูพระเครื่องที่เขาส่งให้ ผีเอาพระมาให้ พระนี่ของจริงหรือเปล่าเนี่ย ทำไมผีไม่กลัว
“ชื่ออะไร”
“ไม่รู้จักเหรอ พระออกจะดัง” ฉันขมวดคิ้วกับคำตอบของสิ่งไม่มีชีวิตตรงหน้า พระน่ะฉันรู้จัก คนไทยที่เล่นพระเครื่องต้องรู้จักอยู่แล้วพระดังของเมืองเหนือองค์ที่อยู่ในมือ
“กวน?”
“แหมหยอก ๆ ชื่อบุญมา นาดีดินดำ”
“ก็เท่านั้น” ฉันถอนหายใจ หันไปสั่งของที่เขาต้องการ เพียงไม่นานของที่ต้องการก็มาวางตรงหน้าฉัน
“กินนะพี่บุญมา นาดีดินดำ” เพียงเท่านั้นพี่บุญมาก็กินอย่างอารมณ์ดี
“อีกนานไหม” ฉันเอ่ยถามฟังจากชื่อแล้วพี่เขาน่าจะอยู่มานาน ตอนที่เสียชีวิตถ้าฉันประเมินจากรูปร่างหน้าตาน่าจะอายุไม่เกินสามสิบปี
“อีกไม่นานแล้ว ใกล้แล้ว” ฉันยิ้มเมื่อได้ยินคำว่าใกล้แล้ว ใกล้ที่เขาจะได้ไปเกิดแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าวิญญาณที่ตัวเองพบเจอนั้นทำไมพวกเขายังไม่ไปเกิด พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างอาฆาตหรือคิดทำร้ายใคร เขาเพียงแค่อยู่เพื่อรอเวลา
สิ่งที่ฉันช่วยได้ส่วนมากก็แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นให้กินของอร่อยเช่นตอนนี้หรือไปทำบุญให้เหมือนอย่างลุงอัครเดช เรื่องแก้แค้นหรือให้หาฆาตกรอะไรนั่นมันมีแค่ในหนังเท่านั้น
ถ้าอาฆาตขนาดนั้น คงตกนรกไปแล้วมั้ง
“อร่อยมากไปก่อนนะหมวย” ฉันพยักหน้าให้พี่บุญมา จากนั้นไม่นานเขาก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งและหายไปในบ้านหลังหนึ่ง
“ตอนนี้ก็กำลังจะหนาวแล้ว ขากลับไปกับเราสิ” พี่เหนือเอ่ยชวนเพื่อนของเขากลับเชียงใหม่พร้อมเรา“กีฟ นี่เมียเรา น้องเหมยลี่”“โอ้ยเขินแทนเมียเต็มปากเต็มคำ สวัสดีจ้าเหมยลี่” พี่กีฟยกมือรับไหว้ฉันอย่างเป็นกันเอง พี่กีฟจัดเป็นคนสวยมาก หน้าคม ตาหวาน รูปร่างดี สมส่วน“นี่เรียนจบแล้วใช่ไหม” พี่เหนือเอ่ยถามเพื่อนตัวเองในขณะที่เราทั้งสามเดินจากท่าเรือบนเกาะเพื่อไปที่พัก“จบแล้วสิ เราไม่ได้เรียนหมอเหมือนเหนือนะ” พี่กีฟหัวเราะชอบใจกับคำถามของเพื่อน“จบแล้วพี่กีฟจะทำอะไรต่อคะ” ฉันเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าคนสวย ๆ รวย ๆ เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร“คงช่วยที่บ้านทำงานแหละ” วิถีคนรวยที่แท้ทรู บริหารกิจการของครอบครัว แล้วฉันละจบไปทำอะไรดี เปิดเช่าพระเครื่อง ขายทอง รับหล่อทองหรืออะไรดีไว้ค่อยคิดแล้วกันอีกตั้งสามปี ช่วงนี้ก็เกาะพี่เหนือกินไปก่อนก็แล้วกัน“พักหลังนี้นะ หลังนี้เราไม่ได้เปิดให้แขกเข้าพัก ส่วนมากให้ญาติ ๆ กับคนสนิทเท่านั้นพัก” บ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่ที่มองเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจากพื้นห้อง น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสและสวยมากมัลดีฟเมืองไทยคงไม่เกินจริง ฉันเป็นคนเที่ยวในประเทศที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก อยู่
“นี่ไม่ใช่พ่อ คนนี้อาไธม์น้องชายฝาแฝดของพ่อ” ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อของพี่เหนือมีแฝด เป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแยกไม่ออก“สวัสดีค่ะ อาไธม์ อากล้วย” ฉันเรียกป้าไม่ได้จริงจึงเรียกอาแทน ยังงงกับสรรพนามที่พี่เหนือเรียก เรียกอาไธม์แต่เรียกอาสะใภ้ว่าป้ากล้วยอะไรของเขามีปัญหาเรื่องการลำดับญาติหรือไง“ไหนให้ป้ากอดหน่อย เลี้ยงมาตั้งแต่ในท้องแม่เรา โตเป็นหนุ่มจนมีเมียแล้วเหรอ” อากล้วยอ้าแขนให้พี่เหนือเข้าไปกอด ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก“โตจนมีเมียแล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” อาไธม์ผลักหน้าผากของพี่เหนือออกจากอ้อมกอดของอากล้วย“นี่คุณอย่าทำหลานฉัน” เสียงของอากล้วยโวยวายพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะกับคนเป็นสามี“ก็หลานผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”“ทะเลาะอะไรกัน” พ่อธาร์เดินลงมาจากชั้นบนและนั่งข้างแม่น้ำ ฉันซึ่งยังไม่คุ้นชิน“เป็นอย่างงี้แหละ เดี๋ยวเหมยลี่ก็ชิน” ที่พี่เหนือเคยบอกว่าครอบครัวเขาเป็นครอบครัวใหญ่ญาติเยอะ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าเยอะจริง ๆ“ไธม์แวะไปหาพ่อกับแม่มาหรือยัง” ใช่นอกจากพ่อแม่พี่เหนือปู่กับย่าพี่เหนือก็ยังอยู่แม้จะอายุเข้าเลขแปดแล้วแต่พวกท่านก็ยังแข็งแรง“อืม เดี๋ยวแวะไป อยากเห็นหน้าไอ้เด็กแก่แดดมีเมียตั้ง
จังหวะนี้ผมเห็นคนตรงหน้าส่งสายตาเขียวปัดมาให้ผม จึงต้องรีบพูดต่อก่อนจะได้กินตีนก่อนจะได้พูดต่อ“แต่เฮียเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหน ผมจะยอมน้อง แม้น้องจะผิดผมก็จะยอม”“มึงรักน้องกูจริงเหรอวะ”“ผมรักน้องเฮียตั้งแต่ผมสิบแปด ตอนนี้ผมยี่สิบสอง ไม่มีวันไหนที่ไม่รักน้อง ไม่สิ ผมรักน้องตั้งแต่สามชาติที่แล้ว เฮียคิดว่ามันน้อยไปเหรอ”เสียงถอนหายใจของเฮียมังกรดังขึ้น“มึงเชื่อเรื่องที่น้องกูบอกเหรอ”“เชื่อสิ ทำไมเฮียไม่เชื่อเหรอ”“เชื่อ” นั่นไงเขาเองก็เชื่อแล้วจะถามทำไม“ทำไมมึงเชื่อวะเหนือ มึงมองไม่เห็น มึงแค่ฟังจากที่น้องกูเล่า หลักฐานที่น้องกูยกมาอ้างอาจแค่เรื่องแต่งขึ้นก็ได้ มึงไม่คิดบ้างเหรอ มึงเป็นหมอนะ มึงจะเชื่อเรื่องผีเหรอวะ”ผมยิ้มกับคำพูดของเฮียมังกรแล้วตอบอย่างที่ตัวเองคิดไป“เพราะรัก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาผม แต่น้องบอกว่าเห็นผมพร้อมจะเชื่อน้องมากกว่าตาตัวเองครับ”“ไอ้เชี่ย! แม่งขนลุกฉิบหาย”“ความรักมักทำให้คนตาบอดเฮีย”“สัดขนลุกกว่าเดิมอีก”“เฮียไม่เคยมีความรักไม่รู้หรอก”“พอ ๆ ไอ้เหนือกูจะไปนอนแล้ว” ว่าแล้วเฮียมังกรก็อุ้มแมวในตักแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ทำราวกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโ
ตอนพิเศษ 1 พี่เมียวันนี้น้องให้ผมพากลับบ้าน ใบหน้าน้องฉายให้เห็นความยุ่งยากใจ“ไม่ต้องคิดมากหรอกน้อง”“เฮียมังกรงี่เง่าจะตายพี่เหนือไม่รู้หรอก”“ไม่มั้งคนเราโต ๆ กันแล้ว” เฮียมังกรอายุมากกว่าผมอีกก็น่าจะเข้าใจอะไรไม่ยาก“ไม่เข้าใจ!” ผมขอถอนคำพูดที่พูดกับน้องในรถได้ไหม หลังจากเราสองคนมาถึงบ้านของน้อง ทั้งป๊าม้าและน้องพยายามอธิบายเหตุผลของการแต่งงานแต่คำตอบที่ได้รับก็คือ“ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หย่ากัน ในเมื่อเรื่องมันก็จบแล้ว เหมยลี่เพิ่งยี่สิบนะป๊าม้า ใช่เวลามีครอบครัวไหม” เฮียมังกรใช้ทั้งน้ำเสียงและเหตุผลกดดันป๊าม้าและน้อง“แต่หนูรักพี่เหนือ”“แต่เรายังเด็ก”“หนูยี่สิบแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายก็ให้มีผัวได้โดยไม่ต้องถามความคิดเห็นจากใคร” ผมอยากยืนขึ้นและตบมือให้น้องแต่สิ่งที่ทำคือก้มหน้าราวกับว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้เฮียมังกรไม่พอใจ“ไอ้ลี่ นี่เฮียเป็นพี่แกนะ”“ก็เป็นพี่นะสิ หนูโตแล้ว มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เฮียไม่ต้องยุ่ง”“ป๊าม้าผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมให้มันแต่งงาน ทำไมไม่ปรึกษากัน” เมื่อเห็นว่าเถียงสู้น้องสาวไม่ได้เฮียมังกรก็เปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้เป็นพ่อแม่ทันที“เรื่องมันด่วน อี
“ไปเรือนหลังเล็กกันค่ะพี่เหนือ วันนี้เปิดรับลูกค้าไหมคะ” ฉันจับมือพี่เหนือไว้แน่นสาวเท้าเร็วไปยังเรือนหลังเล็กที่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นั่น“ไม่ได้รับลูกค้าก็วันนี้จะเลี้ยงวันเกิดให้น้องไง” ใช่วันนี้ตอนเย็นเราสองบ้านจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ฉันท้องฟ้ารอบบริเวณเรือนหลังเล็กขมุกขมัวราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ระหว่างความจริงกับความฝันคล้ายไม่มีอยู่จริงแต่ก็จับต้องได้และเมื่อฉันกับพี่เหนือเดินขึ้นบันไดถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งเหมือนความฝันกึ่งความจริง ม่านหมอกปกคลุมแยกแทบไม่ออกว่าเวลานี้กลางวันหรือกลางคืนเงาจาง ๆ ของชายหญิงที่ก้มหมอบอยู่หน้าห้อง คือเหล่าข้าทาสบริวารของคุณลุงอัครเดช ประตูห้องเปิดไว้ดั่งเช่นที่เคยเห็น เสียงเก้ากี้โยกดังกระทบกับไม้เพียงเบา ๆฉันเดินตรงไปยังห้องนั้น ห้องที่เคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน รอบห้องยังคงเหมือนเดิม มีภาพถ่ายดั่งเช่นเดิม หากแต่มีม่านหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแต่สิ่งที่เด่นชัดในห้องนั้นคือชายสูงวัยผมสีขาว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างนั้นก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกมีเพียงแสงสีขาวปนเทาเท่านั้น“คุณลุง!” ฉันเอ่ยเรียกและยอบกายนั
ฉันมองหาพี่เหนือโดยรอบแต่กลับไม่มี เจอแต่ผู้คนที่ต่างมามุงดูอุบัติเหตุครั้งนี้“เจ้าของรถเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่แล้วน่าเสียดายเนอะ” เสียงคุณป้าคนหนึ่งคุยกับคนที่ยืนข้างกัน“น่าสงสารนะขับมาดี ๆ เจอพวกเมาแล้วขับ ไอ้นั่นมันรอดนะ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ส่วนคนดีต้องตาย สวรรค์ทำไมไม่ยุติธรรมเลย”ใช่ ทำไมสวรรค์ไม่ยุติธรรม ฉันกับพี่เหนือทำอะไรผิดทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม เราสองคนทำอะไรผิด ทำไมต้องให้เราตายด้วย กี่ชาติก็เป็นแบบนี้ ทำไม” ฉันทรุดกายลงกับพื้นนั่งลงบนพื้นหญ้าริมทาง ร้องไห้กับโชคชะตา ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ฉันกับพี่เหนือก็ไม่ได้สมหวังในรักชาตินี้ก็เช่นกันแม้ว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ครองคู่กัน อยากถามพระเจ้าหรือเทวดาบนฟ้า ชีวิตมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สองชีวิตอย่างฉันกับพี่เหนือ ไม่มีโอกาสเลยหรือที่จะได้อยู่มีชีวิต ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเราสองคนทำผิดอะไรหนักหนา“พี่เหนือ พี่เหนือ” น้ำตาของฉันยังไหลไม่หยุด ร้องเรียกหาพี่เหนือ ที่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาไปอยู่ที่แห่งหนไหน จะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค่ไหนหรือจริงแล้ว ทางรอดเดียวของเราคือควรเลิกกัน อย่างน้อยเราสองคนก็อาจมีชีวิ







