登入ตลอดเส้นทางที่เขาทำหน้าที่พลขับ สายตาของมนัสไม่ได้จับจ้องอยู่บนท้องถนนแต่อย่างเดียว เขาสอดสายตามองสองข้างทางที่ขับผ่าน เมื่อรถขับแยกออกจากถนนสายหลัก บางครั้งหากถนนว่าง รถราขาดช่วง พอที่ให้เขาได้ใช้สายตาไปไกล เขาจะยืดตัวพร้อมทำคอยาว มองเหมือนคนพยายามสังเกตหรือจับผิดแล้วสิ่งที่เขาเอ่ยขึ้น ทำให้คนที่เงียบมาตลอดทางหันมองอย่างแปลกใจ
“บ้านตัวเองหรือเช่า”
ตาคมของรติกาลเหลือบมองคนถาม ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะอยากรู้ไปทำไมแต่ก็ตอบไป
“เช่า อยู่กับเพื่อน”
เขาพยักหน้ารับรู้
“เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน”
บอกไปแล้ว รติกาลก็หันกลับมาครุ่นคิดว่า ทำไมต้องบอกเล่าเขาด้วย
สายตาที่จับจ้องท้องถนนละสายตาหันมามองใบหน้าหวานเพียงนิด หล่อนไม่ต่างจากเขาไม่รู้ว่าครอบครัวที่อบอุ่นเป็นเช่นไร
“ถนนสายนี้ค่ำๆ น่ากลัว ทางที่ดีอย่ากลับค่ำ” เขาเอ่ยในสิ่งที่รติกาลคิดไม่ถึง
รติกาลยิ้มน้อย ๆ รู้สึกใจชื้นที่โลกนี้ยังมีคนหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน ที่สำคัญเพิ่งเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ความอุ่นใจจึงหลุดปากออกไปว่า
“ไม่น่ากลัวหรอก เพราะฉันกับเพื่อนใช้ถนนสายนี้จนชินแล้วล่ะ”
“หือ...” มนัสหันขวับส่งสายตาไม่อยากเชื่อก่อนจะเอ่ยปราม “ต่อไปห้ามเลยนะครับ ขาดเหลืออะไรซื้อไว้ช่วงกลับเข้าบ้านช่วงเย็นดีกว่า” น่าแปลกที่เขารู้สึกห่วงหล่อนทั้งที่เพิ่งเจอหน้า จนกล้าออกคำสั่ง
“....” คนถูกสั่งห้ามอึ้งไป ก่อนจะคลายสีหน้า เอ่ยว่า
“ไม่ได้หรอก กาลต้องออกไปเรียนภาคค่ำด้วยกันกับเพื่อน แค่เสาร์-อาทิตย์”
“แย่...” เขาสรุป ยังไงก็ผู้หญิงเหมือนกัน บางทีที่ฟังข่าวออกสื่อ มีผู้ชายอยู่ด้วยหากเกิดเรื่องก็ใช่จะช่วยเหลือกันได้
เขาชอบที่สาวสวยผู้นี้ใฝ่คว้าอนาคตด้วยตนเอง “เอางี้ไหม เดี๋ยวผมหาที่พักใหม่ให้ เอาที่สะดวกในการเดินทาง” เขาเสนอ หากอีกฝ่ายยิ้มรับเมื่อชายแปลกหน้ายื่นไมตรีให้
“ค่าใช้จ่ายคงแพง เงินเดือนเราไม่กี่บาท ไม่เอาดีกว่า” หล่อนเดาจากการแต่งตัวและรถที่ชายหนุ่มใช้ เชื่อว่าหากเขาจัดการอย่างที่ปากว่า คงดูมาตรฐานความต้องการเขาเป็นหลักแน่นอน
ประเด็นสำคัญของคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องขวนขวายอนาคตให้กับตัวเอง โดยมีตัวเลือกแค่ว่า อยู่อย่างพอดีและแค่ดีพอให้ตัวเองไม่เดือดร้อนเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับเธอและเพื่อนรัก...
มนัสพยักหน้าเข้าใจเหตุผล แต่เขาก็ยังกังวลอยู่ดี ปัจจัยหลักของแต่ละคนแตกต่างกัน ทว่าเขาต้องการช่วยเหลือสาวนางนี้ ที่เกิดถูกชะตาจนน่าแปลกใจ
“ตอนนี้เช่าอยู่เดือนละเท่าไหร่ครับ”
“สามพันค่ะ”
“ผมช่วยออกให้อีกสองพันในแต่ละเดือน เพื่อความปลอดภัย เดี๋ยวผมจะหาให้ในราคาห้าพันบาทให้โอเคนะ” เขาสรุป หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย
“เพื่ออะไร ที่คุณจะมาช่วยค่าเช่า...” เธอค้านทันที ด้วยความไม่เข้าใจ ก็เขาแค่คนแปลกหน้า
หากอีกฝ่ายหน้าเจื่อนไป รติกาลจึงเอ่ยเพื่อรักษาน้ำใจอีกฝ่ายว่า “แต่ขอบคุณในความหวังดีนะคะ หากมันเสี่ยงจริงๆ กาลยินดีให้คุณหาที่พักใหม่ให้ แต่เรื่องเงินไม่ต้อง” เธอบอกน้ำเสียงจริงจัง เมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ เธอคงมีรายได้มากกว่านี้ และนั้นอีกไม่รู้กี่ปีกว่าเธอจะบอกเขา...
คำตอบที่ได้ มนัสยิ้มอย่างพอใจ เขาชอบผู้หญิงนิสัยแบบนี้ ไม่หน้าเงินไม่มักมาก อยากได้ใคร่ดีของผู้อื่นทั้งที่อีกฝ่ายเต็มใจให้...
แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้น ทั้งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน ว่าวันหนึ่งเขาจะรู้สึกแบบนี้ กับคนที่เพิ่งพบครั้งแรกทั้งที่ไม่ได้ศึกษาหรือสอบถามข้อมูลความเป็นอยู่กันเลยแม้แต่น้อย เขายินดี รับสาวสวยคนนี้เป็นน้องสาวหากหล่อนไม่ออกฤทธิ์ใส่เขาเสียก่อน...
“ถึงแล้วค่ะ” เธอบอก พร้อมชี้นิ้วไปยังบ้านที่มุงด้วยสังกะสีเก่าๆ ฝาบ้านเป็นปูนฉาบขึ้นมาจากพื้นดินครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งด้านบนเป็นสังกะสีที่บอกอายุได้ดีว่าผ่านแดดผ่านฝนมาหลายสิบปี
รถคันหรูจอดนิ่งสนิทเลียบข้างทางโดยไม่ดับเครื่องยนต์ มนัสเปิดประตูและวิ่งออกไปยังอีกด้านอย่างเร่งรีบ เปิดประตูรถและประคองร่างบางให้ลุกขึ้น ก่อนจะพากันเดินไปยังประตูที่เป็นกระดานไม้อัดเก่าๆ
ประตูที่ปิดมาจากด้านในถูกเคาะสองสามครั้งโดยเจ้าของบ้านที่เพิ่งกลับมา สักพักก็มีเสียงหวานแหลมถามมาจากด้านใน
“ยัยกาลใช่ไหมนั่น” เสียงมาก่อน ไม่ถึง10 วินาทีประตูก็ถูกเปิดออก ใบหน้าขาวซีดโผล่ออกมา โดยเจ้าตัวใส่แว่นหนาเกือบปิดบังใบหน้า ก่อนจะชะงักงัน มองหน้าเพื่อนรักและชายหนุ่มที่ยืนประคองกัน สลับกันไปมา
“ใคร” เธอถามในวินาทีนั้นพร้อมถอยหลังตั้งหลัก เหมือนไม่แน่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะอยู่กันมานานปี เพื่อนไม่เคยมีผู้ชายมาส่งถึงบ้านแถมกลับผิดเวลาอีก ใบหน้าซีดขาวอยู่แล้วกลับซีดหนักขึ้นอีก
“เป็นอะไร ยัยอนงค์ ฉันเจ็บขาไม่เห็นหรือ จะประคองเพื่อนเข้าบ้านกลับถอยหลังซะงั้น มันน่าน้อยใจนักเชียว” คนผิดเวลาทำสีหน้าเง้างอด
อรอนงค์ก้มลงมองยังตำแหน่งที่เพื่อน บอกก่อนจะอุทานออกมา “จริงด้วย ไปโดนอะไรมา”
“ประคองฉันเข้าไปก่อน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” ว่าแล้วคนที่ทำสีหน้าตกใจ ก็เดินเข้ามาแนบอีกข้างและประคองกันเข้าไป โดยเจ้าของบ้านไม่ลืมชวนผู้ชายที่ทำให้เธอมีสภาพขาเดี้ยง เข้าบ้านมาด้วยกัน
“เข้ามานั่งก่อนสิคะ” มนัสนั่งลงตามคำเชิญของรติกาล แต่เมื่อสองสาวหันหน้าพูดคุย ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มนัสที่ได้จังหวะจึงมองสำรวจสภาพภายในตัวบ้าน
ไม่รู้ว่าเขาเก็บรายละเอียดอยู่นานเท่าไหร่ แต่เมื่อหันกลับมาที่สองสาว ก็เห็นว่าสายตาทั้งคู่มองมายังเขาอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงฉีกยิ้มเจื่อนๆส่งให้
จะมองอะไรนักหนา...ความคิดของสองสาวตรงกัน หากแต่เมื่อเขาหันกลับมา ก็พบว่าสายตานั่น ไม่ได้มองอย่างดูถูก หากเต็มไปด้วยความครุ่นคิดผสมความกังวล จากสีหน้าที่ย่นตรงหน้าผากอย่างเห็นได้ชัดและ ไม่กี่นาทีถัดมา สองสาวต้องหันสบตากันอีกครั้ง
“ผมว่า คุณลองเอาข้อเสนอของผมไปคิดอีกทีดีกว่ามั้ยครับ” เมื่อได้ข้อสรุปทางสายตากับสิ่งแวดล้อม มนัสจึงเอ่ยตามความตั้งใจอีกครั้ง
“ไม่ดีกว่า รบกวนคุณเปล่าๆ” รติกาลปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด โดยมีสายตาของเพื่อนสาวมองอย่างงงๆ หากแต่เก็บต่อมความอยากรู้และก็ตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ
“หากคิดว่าข้อเสนอของผม เป็นการรบกวนของพวกเธอ ค่อยคืนเงินให้ผมก็ได้” มนัสไม่ละความพยาม “นี่นามบัตรผม มนัส จักรพล โทรหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับ ‘น้องสาว’ ของ ‘พี่ชาย’” เขาบอกน้ำเสียงจริงจังและเน้นหนัก โดยมีสายตาและปากที่อ้าค้างของสองสาวที่หันหน้าเข้าหากันและทำตาปริบๆ
“....” คิ้วโก่งเป็นปื้นผูกปมนูนสูงจนน่าขัน ชายหนุ่มยักไหล่เสมือนบอกให้รู้ว่าไม่แปลก และไม่ผิดในคำพูดที่ได้เอ่ยออกไป ตามนั้น
ไม่มีสายตาจาบจ้วง ไม่มีสายตาหื่นกระหาย ไม่มีสายตาประเมินค่าหรือดูถูก หากแต่เต็มไปด้วยความจริงใจที่มาพร้อมมิตรภาพ...
...รติกาลได้แต่ยิ้มเจื่อนๆตอบกลับ แต่ก็ยื่นมือไปรับแผ่นกระดาษตรงหน้ามาถือไว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม โลกนี้อะไรมันจะแปลกกว่านี้อีกไหม
จบที่เราเอาให้สุดเมื่อวางร่างบอบบางในวงแขนได้เฮริคไม่รอช้า สายตาจับจ้องเรือนร่างอรชรก่อนจะค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกอย่างเบามือ รูปร่างที่ยังคงส่วนเว้าส่วนโค้งหากแต่เต่งตึงขึ้นงดงามจับตา แม้จะเคยเห็นและแนบชิดหากแต่ทุกครั้งแค่เห็นก็เรียกเลือดในกายเขาให้สูบฉีดได้อย่างดี มือหนาลูบไล้ไปตามผิวเรียบเนียน ก่อนจะก้มลงทาบทับประกบริมฝีปากบางที่เผยออ้า กดจูบดูดดื่มเนิ่นนานก่อนจะละห่าง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้สูดอากาศเข้าปอด ส่วนริมฝีปากหนายังคงทำหน้าที่ขบเม้มไปตามซอกคอเสลางามเนียน ก่อนจะไต่ไปรอบวงหน้าขาวนวล ที่เริ่มแดงเรื่อ และส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา เขายิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะผละห่างจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเอง หากแต่นัยน์ตาสีฟ้าสดฉ่ำเยิ้มจ้องมองเรือนร่างที่แดงเรื่อด้วยความปรารถนาไม่ห่างตา เสียงครางรัญจวนใจ เรียกให้เขาต้องกลับไปหาร่างที่ครางกระเส่าโดยไว มาเฟียหนุ่มไม่รอช้าก้มลงทาบทับกดริมฝีปากหนาดูดดึงริมฝีปากบางอวบอิ่มที่เผยอรอก่อนจะซอกซอนลิ้นร้อนชื้นเข้าหาโพรงปากหวานและค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกช้าๆ หากเมื่อฉ่ำใจโดยไม่ให้ขาดช่วง ลากไล้ริมฝีปากผ่านลำคองามระหง หยุดตรงยอดบัวชมพู
รักสุดท้าย ท้ายที่สุด“คะ” รติกาลขานรับ เอี้ยวเสี้ยวหน้าหันมองนิดหนึ่ง เหมือนเป็นคำถามอีกฝ่ายว่ามีอะไรหรือ “พาสปอร์ตได้แล้วนะ เตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางนะครับ” รู้สึกดีใจที่เขาพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ยกเธอเป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่ก็อดใจหายเมื่อคิดว่าเธอต้องจากแผ่นดินเกิดไปไม่รู้วันกำหนดกลับ “เป็นอะไรเงียบเชียว ไม่ดีใจเหรอ ผมจะพาคุณไปกราบไหว้พ่อแม่และจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี” “ดีใจค่ะ” เธอตอบด้วยความตื้นตันใจ “แต่งช่วงนี้ดีที่สุดแล้วรู้ไหม เพราะเจ้าตัวน้อยจะได้ไม่อึดอัดเมื่อคุณแม่สวมใส่ชุดเจ้าสาว” คนเป็นพ่อวาดฝันให้คุณแม่ น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างกับตนเองเป็นคนสวมชุดรุ่มร่ามซะเอง “ไม่ตลกค่ะ” ว่าพลางหันมาเผชิญหน้า สองแขนโอบรอบคอแกร่ง ก่อนจะเขย่งปลายเท้า ฝังจุมพิตเบาๆบนริมฝีปากหนา การกระทำของเมียสาวทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด แต่ก็แค่กอดกระชับตอบ โดยปล่อยให้เมียรักได้แสดงอะไรต่อไป โดยเขาเป็นฝ่ายรับฟัง... “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่ชุดว่าจะใส่แล้วสวยหรือไม่สวย แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการเข
ใช้กายใช้ใจหากแต่ความเงียบเหมือนไฟสุมทรวงให้กายเขาร้อนระอุ ด้วยความผิดที่ตนเองเป็นคนกระทำ เขายอมรับว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุทั้งหมด แต่เขาจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเปิดใจรับคำขอโทษจากเขา นั่นคือสิ่งที่เขาคิดหนัก หากคนที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเขาเป็นสิ่งน่ารังเกียจอยู่แบบนี้ เขาเองคงทนไม่ได้ “ที่รัก...” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอ่ยเรียกพร้อมสอดแขนแกร่งไปบนเอวคอด หยุดนิ่งฟัง เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ออกอาการต่อต้านการกระทำของเขา “ผมขอโทษ ผมไม่น่าวู่วาม ผมน่าจะถามด้วยเหตุผล ฟังคุณพูดให้เข้าใจอีกนิด ยกโทษให้ผมนะ” เขาไม่กระดากหากจะเป็นฝ่ายง้อแม่ของลูก แต่วันนี้ถึงจะไม่รู้ข่าวดีเขาตั้งใจเดินลงมาง้อหล่อน แต่บังเอิญเดินผ่านหน้าห้องครัวและได้ยินการพูดคุยแม้จะไม่ถนัดแต่เขาก็รู้แค่ว่าผู้หญิงของเขาไม่สบาย แค่นั้นก็ทำให้เขาแทบยืนไม่ติด ถึงไม่อุ้มท้องลูกของเขา เขาก็ตั้งใจง้อเธออยู่ดี... “รู้ไหมว่าผมดีใจแค่ไหน ที่สุดท้ายข้อสันนิษฐานของคุณก็เป็นจริง... ผมดีใจที่สุด” น้ำเสียงและสีหน้าแสดงถึงปลาบปลื้ม ก่อนจะแนบใบหน้าไปกับแผ่นหลังบอบบาง โดยที่อีกคนยังคงนอนนิ่งเงียบเหมือ
เรื่องดี ๆที่กำลังจะเข้ามาอาการของสาวโสดเรียกเสียงหัวเราะของผู้คนในครัวได้เป็นอย่างดี “ไม่ท้องก็ไม่ท้อง ว่าแต่จะเอาไปให้ใคร แล้วทำไม ไม่มากินในห้องครัวล่ะ เผื่อไม่อิ่มจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา” แม่ครัวใหญ่ออกความคิดเห็น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร “ริซ่าไม่ได้เอาไปกินหรอก รู้ทั้งรู้ว่ายังไม่ได้แต่งงาน ชิ จะท้องได้ไง” คนโสดยังงอนไม่หาย แม่ครัวใหญ่หน้าจ๋อยรีบเอ่ยต่อ เพราะยังไงเรื่องนี้ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี “อ้าว แล้วจะเอาไปให้ใคร อย่าบอกนะว่า...ภรรยาเจ้า...” แม่ครัวคนสนิทหยุดคำพูดไว้ไม่กล้าสรุป เพราะช่วงนี้ท่าทางของเจ้านาย ทุกคนสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า... ‘อกหักรักเป็นพิษ’ คำสรุปของแม่ครัวทำให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะมองหน้ากัน แล้วเอ่ยเสียงดังอย่างไม่ได้นัดหมาย “คุณเฮริคจะมีน้องแล้วหรอ ว้าว ดีใจจัง!” เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากห้องครัว ทำให้เฮริคที่เดินผ่านทางนี้ประจำหยุดชะงักฟัง “จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ แต่จะเอาไปให้คุณกาลเขา สงสัยอย่างที่ป้าบอก เราจะได้มีเจ้านายน้อยเพิ่มอีกคนแล้วมั้ง” ริซ่าเอ่ยทีเล่นทีจริงตามอาการที่เจ
สุดท้ายก็มีเพียงใจแม้ไม่อยากโดนข้อหาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่อดเป็นห่วงทั้งคู่ไม่ได้ และเธอมั่นใจว่าสองคนนี้ต้องมีปัญหากัน...สิ่งที่เธอสัมผัสได้ยามทำงานร่วมกัน เฮริคดูหงุดหงิดชักสีหน้ากับปัญหาเล็กๆน้อยๆเหมือนคนพาล เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นผู้นำจริงจังและใช้สติทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความใจเย็นและรอบคอบ...“....” ประโยคที่ได้รับฟังมานั้นทำให้หัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้น มาฉับพลัน หากแต่ไม่กล้าแสดงความดีใจออกมา กลัวไม่งามในสายตาผู้หญิงด้วยกัน เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ทุกคนมองไปได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้อง การวางตัวจึงอยู่ในขอบเขตของคำจำกัดความ ‘ผู้หญิงของเขา’ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากป่วย หันมาสบตาเล็กน้อยเหมือนรับรู้ ริซ่ายิ้มเจื่อนๆ จึงเอ่ยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นไป คิดว่าผู้หญิงจะให้มานั่งจมปลักอยู่แต่ในห้องนั่งหน้าจอคอมฯ กับงานที่รักแค่อย่างเดียวสมองฝืดแย่ จึงออกไอเดียออกไปว่า “ขาดเหลืออะไรอีกไหม หรืออยากออกไปเปิดหูเปิดตาหาข้อมูลมาเขียนนิยายบอกนะ ริซ่าจะไปเป็นเพื่อน”หล่อนเอ่ยอาสาเพราะรู้ดีครั้งก่อนออกไปซื้อของด้วยกัน
พร้อมกายพร้อมใจใบหน้าหวานส่ายไปมา ความเจ็บปวดพร้อมน้ำตาเม็ดใสไหลกลิ้งออกมาอีกครั้ง ทั้งที่พยายามฝืนไว้ขีดสุด ก่อนจะทรุดตัวลงในท่าเข่ายันบนพื้นปูนอย่างดี โดยที่เธอไม่รู้สึกเจ็บกับแรงกระแทกแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ทำให้หัวใจเธอปวดแปลบคือเสียงเท้ากระทบพื้นที่เดินจากไปไม่แยแสเธอต่างหาก... กองเอกสารถูกโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ออมแรงนัก เกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ความคิดถึงและห่วงหาอยากลงไปกกกอดร่างนุ่มนิ่ม แต่ถูกระงับด้วยคำพูดที่เขาไม่อยากนึกถึงให้อารมณ์ขุ่นมัวเพิ่มขึ้น ‘ก็แบบคุณไงล่ะ อยากไปหาสาวคนไหนก็ไป อยากทำอะไรทำ ฉันก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน’ แต่นั้นก็อดไม่ได้สักครั้งที่ไม่คิดถึงคำพุดนั้น ใบหน้าเข้มสลัดสิ่งรบกวนจิตใจ หันไปหยิบเครื่องมือสื่อสารราคาแพง แล้วกดหาใครบางคนที่อาจทำให้เขาลืมทุกอย่างไปได้บ้าง เสียงรอสายดังอยู่ไม่นานเสียงหวานก็ดังตามสายเข้ามา “ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะมีข่าวดีให้แม่แล้วหรอ” ไม่ต้องถามว่าใครคุยสายเพราะชื่อขึ้นโชว์หน้าจอ หญิงสูงวัยก็กรอกน้ำเสียงระรื่นแสดงออกถึงความดีใจในการโทร.หาของลูกชายครั้งนี้ เฮริคหยุด







