LOGINพ.ศ.2569 บนถนนสายหลักเมืองหลวงของประเทศไทย ร่างหนาในชุดสูทราคาแพงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเฮริค มิลลส์ตัล วัย 32 ปี นักธุรกิจหนุ่มเลือดร้อน หรือในวงการเดียวกันตั้งฉายาไว้ว่า ‘เสือร้ายนัยน์ตาสีฟ้า’ กำลังเร่งรีบเดินทางเคลียร์ปัญหาธุรกิจที่เขามีหุ้นส่วนดูแลอยู่
“เมลสัน หากนายขืนช้าไปกว่านี้ ฉันจะให้นายออกไปวิ่งแข่งกับรถเลยนะ” ความที่ไม่ได้ดั่งใจเฮริคจึงพาลลงเอากับคนสนิท
อีกฝ่ายส่งยิ้มเจื่อนๆ ผ่านกระจกหลัง “จะให้ผมทำไงล่ะครับก็รถมันติด ”
“เออน่า ทนรับไปหน่อยสิ แล้วคำว่าครับเลิกพูดได้ไหม อยู่กันสองคน จะครับทำไม”
เฮริคมองค้อนให้จนน่าขำ คนโดนบังคับให้รับและเตือนในคราเดียว ฉีกยิ้มแล้วหันกลับไปสนใจถนนเบื้องหน้าต่อ
เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าธารกำนันคนอื่นๆเฮริคต้องการให้เพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดอย่างเมลสัน ปฏิบัติใช้ตัวให้เป็นเรื่องปรกติ นาย/ฉัน เท่านั้น
แม้มีบ้างบางครั้งที่เพื่อนสนิทคนอื่นๆ เอ่ยถามถึงความเป็นมาระหว่างที่คบหาเพื่อนคนละระดับ เขาเลือกให้คำตอบกลับไปว่า
‘เพื่อนจริงคือเรากำหนดไม่ได้ว่าเขาจะมีฐานะและภูมิหลังยังไงรู้แค่ว่าตอนนี้เขาซื่อสัตย์และพร้อมสู้อุปสรรคไปกับเราก็พอ’
นึกไปถึงเพื่อนบางกลุ่มที่เคยดื่มกินจนเมาหัวราน้ำไปไหนไปกัน หากแต่ยามเกิดเรื่อง กลับไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าเสี่ยงตาย หากแต่ชายหนุ่มแปลกหน้ากลับไม่คิดกลัว
เพราะความช่วยเหลือจากเมลสันเมื่อครั้งนั้น เมื่อเขาถูกรุมทำร้ายในผับ ทำให้เขาได้เพื่อนใหม่ และได้ชวนชายหนุ่มที่ช่วยเหลือตนเอง มาทำงานเป็นสมุนมือขวาช่วยตนที่เมืองไทยจนถึงทุกวันนี้...
“ติดได้ติดดี...” น้ำเสียงยังคงหงุดหงิด พร้อมมือหนาจัดการลดกระจกด้วยความอึดอัด เหมือนต้องการให้บรรยากาศภายนอกรับเอาความร้อนรุ่มของเขาออกไปบ้าง ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถราอย่างเหนื่อยใจ
“เรื่องปรกตินี่ครับ ไม่ชินอีกหรือ?” น้ำเสียงติดขำของบอดี้การ์ดที่เคยมีใบหน้าเหี้ยมเป็นนิจเอ่ยเย้า ทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าฝ่ายนั้นตั้งใจกวนเขา
“คนมันร้อน นายก็อย่าขัดสิ” เขาว่าให้ พร้อมทิ้งสายตาไปยังคนขับอย่างเสียไม่ได้
แม้ไม่ใช่ลูกครึ่งไทยอังกฤษอย่างเฮริค แต่เมลสัน แมคคอน วัย 32 ปี สมุนมือขวามาเฟียหนุ่มพูดคุยสำเนียงไทยได้ชัดเจน เพราะอยู่เมืองไทยมานานเกือบสิบปี
แผ่นหลังกว้างเอนพิงเบาะหลัง สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล สิ่งที่สะกิดใจดึงดูดให้ฝ่ามือหนาขยับล้วงหยิบจับบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพง กล่องกำมะหยี่สีแดงสด หากเป็นสิ่งที่เขาต้องการได้มันจากใจจริงคงไม่เป็นปัญหา...
มือเรียวหนาที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก กดลงบนกล่องกำมะหยี่บรรจงเปิดออกช้าๆ ความหนักใจตีแผ่บนใบหน้าหล่อเหลาดังเทพบุตรตามมา
แสงวาววับของประกายเพชรวูบวาบจับตายามกระทบแสง ทำให้เมลสันอดใจไม่ไหว มองผ่านกระจกด้านหลัง ด้วยความชื่นชมไปด้วยอีกคน
“สงสัย มาดามต้องการได้ลูกสะใภ้เต็มแก่” เขาแกล้งเย้า เท่าที่รู้มา ว่ามาดามหรือแม่ของเจ้านายได้ส่งแหวนพร้อมกับคำสั่ง... หาเจ้าสาวไว้รอท่านลงมาดู
“ใครบอก!” เสียงทุ้มเอ่ยขัดทันควัน ทำเอาคนที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ขมวดคิ้วหนาเป็นปม “บังคับให้หาให้ได้ แถมจะบินลงมาดูอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า... แล้วใครจะหาทันละ” ประโยคหลังเสียงแผ่วลง เหมือนเป็นการเปรยกับตัวเอง แต่คนที่อยู่ในรถคันเดียวกันได้ยินชัดเจน
นั้นคือปัญหาที่แม่ทิ้งไว้ให้เมื่อหลายวันก่อน....
น้ำเสียงจริงจังทำเอาเมลสันนิ่งอึ้ง หากแต่อีกฝ่ายเงียบไปเหมือนคนกำลังใช้ความคิด จึงเอ่ยตอบไป เหมือนสิ่งที่ได้ยินมานั้นสามารถแก้ไขได้ หากคิดจะทำ...
“ไม่เห็นจะยาก” เมลสันบอกสั้นๆ เรียกสายตาคมเข้มที่กำลังเหม่อมองสองข้างทางให้เปลี่ยนหันเข้ามาด้านในทันที
“อะไร ของนายเมลสัน อะไรยากอะไรง่าย?” เฮริคถามเพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่อยู่ประจำกับตัวเองมาหลายปีอย่างไม่เข้าใจ
สีหน้าเรียบแฝงไปด้วยความจริงจังเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่เกี่ยวกับธุรกิจ เรียกรอยยิ้มจากเพื่อนสนิทอย่างเมลสันได้เป็นอย่างดี “เมียไง นายมีผู้หญิงในสต็อกตั้งมากมาย เลือกเอาสักคนสิ คนปัจจุบันที่นายกำลังไปเจอไง ยอมสละเวลาไปหาทั้งที่มีเรื่องอื่นต้องเคลียร์รออยู่อีกเยอะ มันต้องมีดีอยู่บ้างสิน่า” เพื่อนกึ่งบอดี้การ์ดเอ่ยแนะอย่างรู้ดี เพราะคู่ขาที่เจ้านายหรือเพื่อนรักของตน เคยควงบ่อยๆ มีทั้งนางแบบ ลูกสาวนักการเมือง และไฮโซโนเนมทั้งหลายแหล่รอคิวให้เรียกใช้ 24 ชั่วโมง
“เฮ้ย!! จะบ้าหรือไง”
แม้ประโยคที่เมลสันได้แนะนำออกมา จะทำให้เฮริคตกใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกรอยยิ้มและนัยน์ตากรุ้มกริ่มของเขาไปได้ชั่วครู่ เพราะสาวสวยที่เขาเลือกควง เป็นสิ่งเรียกความกระชุ่มกระชวยยิ่งกว่าบรั่นดีที่หมักไว้แรมปีเสียอีก
แต่ผู้หญิงคนปัจจุบันที่เพื่อนเอ่ยถึง เขาไม่คิดจะยกตำแหน่งนี้ให้หล่อนเลย แม้แต่ความต้องการทางร่างกายอย่างชายหญิงเขาก็ไม่มีให้เธอ...
จบที่เราเอาให้สุดเมื่อวางร่างบอบบางในวงแขนได้เฮริคไม่รอช้า สายตาจับจ้องเรือนร่างอรชรก่อนจะค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกอย่างเบามือ รูปร่างที่ยังคงส่วนเว้าส่วนโค้งหากแต่เต่งตึงขึ้นงดงามจับตา แม้จะเคยเห็นและแนบชิดหากแต่ทุกครั้งแค่เห็นก็เรียกเลือดในกายเขาให้สูบฉีดได้อย่างดี มือหนาลูบไล้ไปตามผิวเรียบเนียน ก่อนจะก้มลงทาบทับประกบริมฝีปากบางที่เผยออ้า กดจูบดูดดื่มเนิ่นนานก่อนจะละห่าง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้สูดอากาศเข้าปอด ส่วนริมฝีปากหนายังคงทำหน้าที่ขบเม้มไปตามซอกคอเสลางามเนียน ก่อนจะไต่ไปรอบวงหน้าขาวนวล ที่เริ่มแดงเรื่อ และส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา เขายิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะผละห่างจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเอง หากแต่นัยน์ตาสีฟ้าสดฉ่ำเยิ้มจ้องมองเรือนร่างที่แดงเรื่อด้วยความปรารถนาไม่ห่างตา เสียงครางรัญจวนใจ เรียกให้เขาต้องกลับไปหาร่างที่ครางกระเส่าโดยไว มาเฟียหนุ่มไม่รอช้าก้มลงทาบทับกดริมฝีปากหนาดูดดึงริมฝีปากบางอวบอิ่มที่เผยอรอก่อนจะซอกซอนลิ้นร้อนชื้นเข้าหาโพรงปากหวานและค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกช้าๆ หากเมื่อฉ่ำใจโดยไม่ให้ขาดช่วง ลากไล้ริมฝีปากผ่านลำคองามระหง หยุดตรงยอดบัวชมพู
รักสุดท้าย ท้ายที่สุด“คะ” รติกาลขานรับ เอี้ยวเสี้ยวหน้าหันมองนิดหนึ่ง เหมือนเป็นคำถามอีกฝ่ายว่ามีอะไรหรือ “พาสปอร์ตได้แล้วนะ เตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางนะครับ” รู้สึกดีใจที่เขาพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ยกเธอเป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่ก็อดใจหายเมื่อคิดว่าเธอต้องจากแผ่นดินเกิดไปไม่รู้วันกำหนดกลับ “เป็นอะไรเงียบเชียว ไม่ดีใจเหรอ ผมจะพาคุณไปกราบไหว้พ่อแม่และจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี” “ดีใจค่ะ” เธอตอบด้วยความตื้นตันใจ “แต่งช่วงนี้ดีที่สุดแล้วรู้ไหม เพราะเจ้าตัวน้อยจะได้ไม่อึดอัดเมื่อคุณแม่สวมใส่ชุดเจ้าสาว” คนเป็นพ่อวาดฝันให้คุณแม่ น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างกับตนเองเป็นคนสวมชุดรุ่มร่ามซะเอง “ไม่ตลกค่ะ” ว่าพลางหันมาเผชิญหน้า สองแขนโอบรอบคอแกร่ง ก่อนจะเขย่งปลายเท้า ฝังจุมพิตเบาๆบนริมฝีปากหนา การกระทำของเมียสาวทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด แต่ก็แค่กอดกระชับตอบ โดยปล่อยให้เมียรักได้แสดงอะไรต่อไป โดยเขาเป็นฝ่ายรับฟัง... “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่ชุดว่าจะใส่แล้วสวยหรือไม่สวย แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการเข
ใช้กายใช้ใจหากแต่ความเงียบเหมือนไฟสุมทรวงให้กายเขาร้อนระอุ ด้วยความผิดที่ตนเองเป็นคนกระทำ เขายอมรับว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุทั้งหมด แต่เขาจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเปิดใจรับคำขอโทษจากเขา นั่นคือสิ่งที่เขาคิดหนัก หากคนที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเขาเป็นสิ่งน่ารังเกียจอยู่แบบนี้ เขาเองคงทนไม่ได้ “ที่รัก...” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอ่ยเรียกพร้อมสอดแขนแกร่งไปบนเอวคอด หยุดนิ่งฟัง เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ออกอาการต่อต้านการกระทำของเขา “ผมขอโทษ ผมไม่น่าวู่วาม ผมน่าจะถามด้วยเหตุผล ฟังคุณพูดให้เข้าใจอีกนิด ยกโทษให้ผมนะ” เขาไม่กระดากหากจะเป็นฝ่ายง้อแม่ของลูก แต่วันนี้ถึงจะไม่รู้ข่าวดีเขาตั้งใจเดินลงมาง้อหล่อน แต่บังเอิญเดินผ่านหน้าห้องครัวและได้ยินการพูดคุยแม้จะไม่ถนัดแต่เขาก็รู้แค่ว่าผู้หญิงของเขาไม่สบาย แค่นั้นก็ทำให้เขาแทบยืนไม่ติด ถึงไม่อุ้มท้องลูกของเขา เขาก็ตั้งใจง้อเธออยู่ดี... “รู้ไหมว่าผมดีใจแค่ไหน ที่สุดท้ายข้อสันนิษฐานของคุณก็เป็นจริง... ผมดีใจที่สุด” น้ำเสียงและสีหน้าแสดงถึงปลาบปลื้ม ก่อนจะแนบใบหน้าไปกับแผ่นหลังบอบบาง โดยที่อีกคนยังคงนอนนิ่งเงียบเหมือ
เรื่องดี ๆที่กำลังจะเข้ามาอาการของสาวโสดเรียกเสียงหัวเราะของผู้คนในครัวได้เป็นอย่างดี “ไม่ท้องก็ไม่ท้อง ว่าแต่จะเอาไปให้ใคร แล้วทำไม ไม่มากินในห้องครัวล่ะ เผื่อไม่อิ่มจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา” แม่ครัวใหญ่ออกความคิดเห็น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร “ริซ่าไม่ได้เอาไปกินหรอก รู้ทั้งรู้ว่ายังไม่ได้แต่งงาน ชิ จะท้องได้ไง” คนโสดยังงอนไม่หาย แม่ครัวใหญ่หน้าจ๋อยรีบเอ่ยต่อ เพราะยังไงเรื่องนี้ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี “อ้าว แล้วจะเอาไปให้ใคร อย่าบอกนะว่า...ภรรยาเจ้า...” แม่ครัวคนสนิทหยุดคำพูดไว้ไม่กล้าสรุป เพราะช่วงนี้ท่าทางของเจ้านาย ทุกคนสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า... ‘อกหักรักเป็นพิษ’ คำสรุปของแม่ครัวทำให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะมองหน้ากัน แล้วเอ่ยเสียงดังอย่างไม่ได้นัดหมาย “คุณเฮริคจะมีน้องแล้วหรอ ว้าว ดีใจจัง!” เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากห้องครัว ทำให้เฮริคที่เดินผ่านทางนี้ประจำหยุดชะงักฟัง “จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ แต่จะเอาไปให้คุณกาลเขา สงสัยอย่างที่ป้าบอก เราจะได้มีเจ้านายน้อยเพิ่มอีกคนแล้วมั้ง” ริซ่าเอ่ยทีเล่นทีจริงตามอาการที่เจ
สุดท้ายก็มีเพียงใจแม้ไม่อยากโดนข้อหาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่อดเป็นห่วงทั้งคู่ไม่ได้ และเธอมั่นใจว่าสองคนนี้ต้องมีปัญหากัน...สิ่งที่เธอสัมผัสได้ยามทำงานร่วมกัน เฮริคดูหงุดหงิดชักสีหน้ากับปัญหาเล็กๆน้อยๆเหมือนคนพาล เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นผู้นำจริงจังและใช้สติทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความใจเย็นและรอบคอบ...“....” ประโยคที่ได้รับฟังมานั้นทำให้หัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้น มาฉับพลัน หากแต่ไม่กล้าแสดงความดีใจออกมา กลัวไม่งามในสายตาผู้หญิงด้วยกัน เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ทุกคนมองไปได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้อง การวางตัวจึงอยู่ในขอบเขตของคำจำกัดความ ‘ผู้หญิงของเขา’ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากป่วย หันมาสบตาเล็กน้อยเหมือนรับรู้ ริซ่ายิ้มเจื่อนๆ จึงเอ่ยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นไป คิดว่าผู้หญิงจะให้มานั่งจมปลักอยู่แต่ในห้องนั่งหน้าจอคอมฯ กับงานที่รักแค่อย่างเดียวสมองฝืดแย่ จึงออกไอเดียออกไปว่า “ขาดเหลืออะไรอีกไหม หรืออยากออกไปเปิดหูเปิดตาหาข้อมูลมาเขียนนิยายบอกนะ ริซ่าจะไปเป็นเพื่อน”หล่อนเอ่ยอาสาเพราะรู้ดีครั้งก่อนออกไปซื้อของด้วยกัน
พร้อมกายพร้อมใจใบหน้าหวานส่ายไปมา ความเจ็บปวดพร้อมน้ำตาเม็ดใสไหลกลิ้งออกมาอีกครั้ง ทั้งที่พยายามฝืนไว้ขีดสุด ก่อนจะทรุดตัวลงในท่าเข่ายันบนพื้นปูนอย่างดี โดยที่เธอไม่รู้สึกเจ็บกับแรงกระแทกแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ทำให้หัวใจเธอปวดแปลบคือเสียงเท้ากระทบพื้นที่เดินจากไปไม่แยแสเธอต่างหาก... กองเอกสารถูกโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ออมแรงนัก เกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ความคิดถึงและห่วงหาอยากลงไปกกกอดร่างนุ่มนิ่ม แต่ถูกระงับด้วยคำพูดที่เขาไม่อยากนึกถึงให้อารมณ์ขุ่นมัวเพิ่มขึ้น ‘ก็แบบคุณไงล่ะ อยากไปหาสาวคนไหนก็ไป อยากทำอะไรทำ ฉันก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน’ แต่นั้นก็อดไม่ได้สักครั้งที่ไม่คิดถึงคำพุดนั้น ใบหน้าเข้มสลัดสิ่งรบกวนจิตใจ หันไปหยิบเครื่องมือสื่อสารราคาแพง แล้วกดหาใครบางคนที่อาจทำให้เขาลืมทุกอย่างไปได้บ้าง เสียงรอสายดังอยู่ไม่นานเสียงหวานก็ดังตามสายเข้ามา “ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะมีข่าวดีให้แม่แล้วหรอ” ไม่ต้องถามว่าใครคุยสายเพราะชื่อขึ้นโชว์หน้าจอ หญิงสูงวัยก็กรอกน้ำเสียงระรื่นแสดงออกถึงความดีใจในการโทร.หาของลูกชายครั้งนี้ เฮริคหยุด







