LOGINแม่มดชัดๆ... เฮริคบริภาษกับตัวเองในใจ เขานึกชื่นชมหล่อนมากกว่าด่าทอ หล่อนทำให้ไฟในกายเขาลุกโชนได้อย่างน่าแปลก ทั้งที่ไม่ได้สัมผัสผิวกายกันแม้แต่น้อย ผิดกับผู้หญิงคนอื่นๆหากหล่อนไม่เปลื้องผ้ากระโดดค้อมใส่เขาก่อน หรือเขาอดอยากปากแห้งมาเป็นแรมคืน อย่าหวังว่าเขาจะเล่นด้วยกับพวกหล่อน
ยิ่งคิดยิ่งอยากปลดปล่อย...เฮริคถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะรีบสลัดความคิดทิ้ง เมื่อเป้ากางเกงส่วนกลางเริ่มพองขยายตัวจนน่าเกลียด ดีที่ว่าเสื้อสูทตัวยาวบิดบังส่วนนั้นไว้ได้
รติกาลเริ่มปรับสมองประมวลภาพหนุ่มหล่อตรงหน้า สายตากลมโตเพ่งกว้างขึ้น สำรวจคนตรงหน้าใหม่อีกครั้งไม่ว่าการแต่งกายรูปร่างหน้าตา หัวใจรติกาลเต้นแรงไปพร้อมๆ กับสายตาที่ลากผ่านไปตามร่างกายที่มีเสื้อผ้าราคาแพงปิดทับ ดารานายแบบฮอลลีวูด ยังต้องชิดซ้าย...
เมลสันตามลงมาติดๆมองหญิงสาวแล้วนึกขำ ต่างกันกับสายตาคมเข้มของเฮริคที่จับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลามีไรผมปรกลงมาเล็กน้อย สำหรับเขามองหล่อน ว่าเป็นภาพที่น่ารักและน่าทะนุถนอมนัก สำหรับผู้หญิงท่าทางซื่อๆตรงหน้า และดีใจที่หล่อนผู้นี้ไม่เป็นอะไรอย่างที่เขากลัว ผิดกับเจ้านายที่ผู้ชายด้วยกันมองดูแล้วรู้สึกได้...
“คุณ” เมื่อยิ่งเพ่งมองเฮริคตัดสินใจเอ่ยเรียก ด้วยความรู้สึกบางอย่างเมื่อเขาเจอประกายตาประหม่าอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น
“ฮะ” สีหน้าอีหลักอีเหลื่อขานตอบพร้อมกระพริบตาปริบๆ เตรียมพร้อมอย่างดุษฎีหากอีกฝ่ายจะต่อว่าอะไรออกมา แต่สิ่งที่ทำให้ตะลึงไปมากกว่านั้น คือภาษาที่เอ่ยออกมาเป็นภาษาเดียวกับเธอต่างหาก!
สาธุ ขอให้พูดได้ไม่กี่ประโยคด้วยเถอะ...รติกาลแอบภาวนาให้ฝรั่งนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยภาษาถิ่นของเธอให้ได้น้อยที่สุด
รติกาลเริ่มอารมณ์ไม่คงที่ ยิ่งได้สบเข้ากับแววตาจริงจัง ความประหม่าแล่นปราดทั่วอณูร่างกาย โชคดีที่ไม่มีรถผ่านมาบีบแตรไล่ให้ร้อนใจเพิ่มขึ้นอีก ด้วยเพราะเหตุเธอเดินเซ่อซ่าไม่ดูทาง
“เจ็บตรงไหน เป็นอะไรบ้างหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยสำเนียงไทยอย่างกับเจ้าของภาษามาเอง ทำเอาคนฟังอึ้งค้าง ตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง
คำถามแรกยิ่งกว่าน้ำกรดที่มีพิษร้ายแต่หวานล้ำ เซาะลึกถึงแก่นใจ เพิ่มจังหวะการเต้นของหัวใจให้รติกาลตื่นเต้น ยิ่งกว่าหลีกหลบรถก่อนหน้าและนั้นทำให้เธอลืมให้คำตอบชายหนุ่มไป
“ตกลงคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เฮริคเขาถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกคนทำท่าเหม่อลอยเหมือนเด็กอยู่ในภวังค์เคลิ้มฝัน
เสียงทุ้มฟังดูอบอุ่นและห่วงใยอาการคนเซ่อซ่า รติกาล กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วดีดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงโดยไม่ลืมหยิบสิ่งของชิ้นสุดท้ายติดมือมาและยัดใส่ถุงทันที โดยไม่กล่าวตอบอีกฝ่ายไป ด้วยว่าลิ้นชาไปชั่วขณะ
เมลสันยืนอยู่อีกด้านเมื่อเห็นว่าหญิงสาวลุกขึ้นยืนได้เองอย่างคล่องแคล้ว ก็มองสำรวจเพื่อความแน่ใจด้วยสายตาตัวเองและเมื่อมองไปดีๆก็พบว่า บนพื้นมีสิ่งของเป็นหลักฐานอย่างดี ว่าต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบหน้ารถเป็นแน่ และสิ่งนั้นคงเป็นสิ่งของที่หญิงสาวหิ้วอยู่ในมือ “เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ”
เสียงที่เปล่งดังของอีกคน เรียกสติสัมปชัญญะ ทุกส่วนของร่างกายรติกาลกลับมาปรกติเหมือนเดิม “ อะ อ้อ ไม่เป็นไรค่ะ” จากที่มองหน้าอีกคน รติกาลก็หันมายังอีกต้นเสียงหนึ่งและตอบคำถามให้ไป
ท่าทางเงอะงะของหญิงสาวผู้นั้นทำให้ นัยน์ตาสีฟ้าต้องหรี่มองอย่างพินิจใหม่อีกครั้ง แต่ภายในใจรู้สึกหงุดหงิดที่เขาถามหล่อนไปหลายครั้งไม่ตอบคำถามแต่เมื่อเมลสันถามไปแค่ครั้งเดียว หล่อนก็ตอบทันที
หึ! เขาส่งเสียงผ่านลำคอ ก่อนกระตุกมุมปากขึ้นสูงและจางหายไป “ตกลงคุณไม่ได้เป็นอะไร แล้วทำไม...” เฮริคหยุดพูดกลืนความรู้สึกบางอย่างให้หายลงท้อง และความคิดใหม่เข้ามาแทนที่
คำพูดครึ่งๆกลางๆต้องการเรียกร้องให้สายตากลมใสหันกลับมาสนใจตนเองและได้ผลเมื่อหล่อนหันกลับมาจริงๆเขาจึงเอ่ยต่อ
“มาวิ่งตัดหน้ารถ หรือคิดจะหาเงินโดยวิธีการนี้หรือ”
สิ้นคำถามใบหน้านวลหน้าซีดเผือดพร้อมริมฝีปากกัดเม้มจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าไม่พอใจพร้อมๆกับลงน้ำหนักเสียงเท่าที่อารมณ์พาไป “คุณว่าไงนะ?” เธอถามซ้ำแม้จะได้ยินเต็มสองหู เพราะไม่อยากเชื่อ ว่าเป็นคำพูดของคนก่อนหน้านั้นที่เธอหลงซาบซึ้ง ทั้งที่หูเธอไม่ฝาด แต่คนถูกถาม กลับแบหน้ายักไหล่ไม่แคร์
หากไม่คิดเป็นเป้าสายตาผู้คน เธออยากตะกายหน้าผู้ชายตรงนี้ให้หมดหล่อ หากทำได้!
เมลสันใบหน้าเจื่อนลง ไม่คิดว่าเจ้านายจะเอ่ยออกมาเช่นนั้น หากจะอ้าปากคั่นกลาง ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงทุ้มของเฮริคดังแทรกขึ้นอีกครั้ง
“ยืนใกล้กันแค่นี่ยังได้ยินไม่ชัดอีกหรือ ฉันถามว่าเธอแกล้งเอาตัวเองมาให้รถฉันเฉี่ยวชนเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายใช่ไหม”
ร่างสมาร์ทในชุดสูทเอ่ยประโยคเน้นชัด พร้อมขยับเท้าเข้ามาใกล้คู่กรณีตรงหน้าอีกนิด รติกาลขยับไปถอยหลังอีกหน่อยด้วยรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อยากให้ความห่างกระชั้นชิดเกินไปเพราะแค่สายตาที่อีกฝ่ายมองมา เหมือนจะเก็บเกี่ยวรูปพรรณสัณฐานของเธอจนเกือบจะทะลุจนเห็นเนื้อ
เมื่อได้จังหวะจนเป็นที่พอใจ รติกาลจึงตอบกลับไปว่า “ ดิฉันไม่ได้แกล้ง”
เธอบอกไปตามความสัจจริงพร้อมมองพื้นถนนที่เป็นเหตุให้เธอข้ามถนนผิดจังหวะ เพราะพื้นถนนขรุขระในช่วงนั้น ทั้งที่คาดคะเนระยะทางไว้ดิบดีว่าต้องผ่านไปได้สบายแต่เปล่าเลย เธอสะดุดพื้นยางมะตอยที่เป็นคลื่นสูงขึ้นมาเหนือพื้นเล็กน้อยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็ในเมื่อเธอระวังที่สุดแล้ว
“จะให้ผมเชื่อได้ไงว่าคุณไม่ได้คิดแบบนั้น” สายตายังไม่ละจากร่างอรชรบอบบางในเสื้อผ้ารัดกุม
ริมฝีปากบางกัดเม้มจนสนิทแน่น ...คำพูดอาจจะไม่เชื่อกันได้เธอเข้าใจ ว่าคนเราสมัยนี้อยู่บนความหวาดระแวงไม่ว่าเวลาใด ไม่เลือกเพศเลือกเวลา พวกมิจฉาชีพอยู่ได้ทั่วทุกพื้นที่ หากแต่สำหรับเธอมันไม่ใช่! ยิ่งสายตาที่มองเหมือนดูถูกกัน มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนคนชั้นต่ำ ส่งผลให้คนที่มีศักดิ์ศรีกล้าพอโต้กลับไป เมื่อสิ่งที่เขากล่าวหามานั้นมันไม่จริง
“หึ หากคุณเอาความคิดคุณมาเป็นบรรทัดฐานในการถามดิฉัน ขอให้คุณกลับไปคิดใหม่นะคะ เพราะดิฉันยังมีงานต้องทำและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอีกเยอะ ไม่ยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงกะแค่ผลที่จะตามมาแบบไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม” รติกาลไม่ยอมน้อยหน้า เอ่ยวาจาเผ็ดร้อนโดยไม่ต้องอุ่นเครื่องให้เสียเวลา
เมื่อคนตรงหน้าไม่ให้เกียรติกัน เธอก็ไม่รู้จะเสแสร้งแกล้งใจเย็นไปทำไม
มาเฟียหนุ่มรูปงาม ออกอาการเหวอกับวาจาของผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ต่อว่า เขาจนเลือดขึ้นหน้า “นี่เธอ!” นิ้วชี้ชี้ไปตรงหน้า สาวมั่นเชิดหน้าใส่
เมลสันที่ยืนอยู่ใกล้รู้สึกบรรยากาศไม่ค่อยดี รู้สึกฉงนผิดคาดทั้งที่จริงก่อนหน้าดูเจ้านายจะสนใจผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ... แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น!
จะห้ามรึ เมลสันก็ไม่กล้าเสี่ยง ยิ่งได้เห็นใบหน้าสวยคมเชิดขึ้น ริมฝีปากอิ่มอมชมพูเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง แสดงสีหน้ารับคำอย่างไม่เกรงกลัว เมลสันรู้สึกเหมือนกลืนก้อนหินลงคออย่างไรอย่างนั้น
“เอ่อ... นาย ” แม้จะเสี่ยงกลับการตำหนิอยู่บ้าง แต่เมลสันไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อีกทั้งไม่ต้องการให้เพื่อนรัก ยืนทะเลาะกับผู้หญิงในที่สาธารณะโจ่งแจ้งแบบนี้ มันไม่เหมาะ ที่สำคัญเขาเห็นว่ากล่องสีแดงสดเปิดอ้า
“อย่ามาเรียกนะเมลสัน” คนถูกขัด ชักสีหน้า แต่เมื่อคิดว่าเมลสันคงหวังดีถึงได้กล้าเรียก “มีอะไรว่ามา” ถามไปแล้ว ก็ได้แต่พ่นลมหายใจทิ้ง เมื่อทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าค้อนลมค้อนฟ้า
หล่อนทำให้เขาหงุดหงิด แล้วอย่างนี้เขาจะปล่อยหล่อนไปง่ายๆได้หรือ…
จบที่เราเอาให้สุดเมื่อวางร่างบอบบางในวงแขนได้เฮริคไม่รอช้า สายตาจับจ้องเรือนร่างอรชรก่อนจะค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกอย่างเบามือ รูปร่างที่ยังคงส่วนเว้าส่วนโค้งหากแต่เต่งตึงขึ้นงดงามจับตา แม้จะเคยเห็นและแนบชิดหากแต่ทุกครั้งแค่เห็นก็เรียกเลือดในกายเขาให้สูบฉีดได้อย่างดี มือหนาลูบไล้ไปตามผิวเรียบเนียน ก่อนจะก้มลงทาบทับประกบริมฝีปากบางที่เผยออ้า กดจูบดูดดื่มเนิ่นนานก่อนจะละห่าง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้สูดอากาศเข้าปอด ส่วนริมฝีปากหนายังคงทำหน้าที่ขบเม้มไปตามซอกคอเสลางามเนียน ก่อนจะไต่ไปรอบวงหน้าขาวนวล ที่เริ่มแดงเรื่อ และส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา เขายิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะผละห่างจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเอง หากแต่นัยน์ตาสีฟ้าสดฉ่ำเยิ้มจ้องมองเรือนร่างที่แดงเรื่อด้วยความปรารถนาไม่ห่างตา เสียงครางรัญจวนใจ เรียกให้เขาต้องกลับไปหาร่างที่ครางกระเส่าโดยไว มาเฟียหนุ่มไม่รอช้าก้มลงทาบทับกดริมฝีปากหนาดูดดึงริมฝีปากบางอวบอิ่มที่เผยอรอก่อนจะซอกซอนลิ้นร้อนชื้นเข้าหาโพรงปากหวานและค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกช้าๆ หากเมื่อฉ่ำใจโดยไม่ให้ขาดช่วง ลากไล้ริมฝีปากผ่านลำคองามระหง หยุดตรงยอดบัวชมพู
รักสุดท้าย ท้ายที่สุด“คะ” รติกาลขานรับ เอี้ยวเสี้ยวหน้าหันมองนิดหนึ่ง เหมือนเป็นคำถามอีกฝ่ายว่ามีอะไรหรือ “พาสปอร์ตได้แล้วนะ เตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางนะครับ” รู้สึกดีใจที่เขาพร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ยกเธอเป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่ก็อดใจหายเมื่อคิดว่าเธอต้องจากแผ่นดินเกิดไปไม่รู้วันกำหนดกลับ “เป็นอะไรเงียบเชียว ไม่ดีใจเหรอ ผมจะพาคุณไปกราบไหว้พ่อแม่และจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี” “ดีใจค่ะ” เธอตอบด้วยความตื้นตันใจ “แต่งช่วงนี้ดีที่สุดแล้วรู้ไหม เพราะเจ้าตัวน้อยจะได้ไม่อึดอัดเมื่อคุณแม่สวมใส่ชุดเจ้าสาว” คนเป็นพ่อวาดฝันให้คุณแม่ น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างกับตนเองเป็นคนสวมชุดรุ่มร่ามซะเอง “ไม่ตลกค่ะ” ว่าพลางหันมาเผชิญหน้า สองแขนโอบรอบคอแกร่ง ก่อนจะเขย่งปลายเท้า ฝังจุมพิตเบาๆบนริมฝีปากหนา การกระทำของเมียสาวทำเอามาเฟียหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด แต่ก็แค่กอดกระชับตอบ โดยปล่อยให้เมียรักได้แสดงอะไรต่อไป โดยเขาเป็นฝ่ายรับฟัง... “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่ชุดว่าจะใส่แล้วสวยหรือไม่สวย แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการเข
ใช้กายใช้ใจหากแต่ความเงียบเหมือนไฟสุมทรวงให้กายเขาร้อนระอุ ด้วยความผิดที่ตนเองเป็นคนกระทำ เขายอมรับว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุทั้งหมด แต่เขาจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเปิดใจรับคำขอโทษจากเขา นั่นคือสิ่งที่เขาคิดหนัก หากคนที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเขาเป็นสิ่งน่ารังเกียจอยู่แบบนี้ เขาเองคงทนไม่ได้ “ที่รัก...” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นเอ่ยเรียกพร้อมสอดแขนแกร่งไปบนเอวคอด หยุดนิ่งฟัง เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ออกอาการต่อต้านการกระทำของเขา “ผมขอโทษ ผมไม่น่าวู่วาม ผมน่าจะถามด้วยเหตุผล ฟังคุณพูดให้เข้าใจอีกนิด ยกโทษให้ผมนะ” เขาไม่กระดากหากจะเป็นฝ่ายง้อแม่ของลูก แต่วันนี้ถึงจะไม่รู้ข่าวดีเขาตั้งใจเดินลงมาง้อหล่อน แต่บังเอิญเดินผ่านหน้าห้องครัวและได้ยินการพูดคุยแม้จะไม่ถนัดแต่เขาก็รู้แค่ว่าผู้หญิงของเขาไม่สบาย แค่นั้นก็ทำให้เขาแทบยืนไม่ติด ถึงไม่อุ้มท้องลูกของเขา เขาก็ตั้งใจง้อเธออยู่ดี... “รู้ไหมว่าผมดีใจแค่ไหน ที่สุดท้ายข้อสันนิษฐานของคุณก็เป็นจริง... ผมดีใจที่สุด” น้ำเสียงและสีหน้าแสดงถึงปลาบปลื้ม ก่อนจะแนบใบหน้าไปกับแผ่นหลังบอบบาง โดยที่อีกคนยังคงนอนนิ่งเงียบเหมือ
เรื่องดี ๆที่กำลังจะเข้ามาอาการของสาวโสดเรียกเสียงหัวเราะของผู้คนในครัวได้เป็นอย่างดี “ไม่ท้องก็ไม่ท้อง ว่าแต่จะเอาไปให้ใคร แล้วทำไม ไม่มากินในห้องครัวล่ะ เผื่อไม่อิ่มจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา” แม่ครัวใหญ่ออกความคิดเห็น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร “ริซ่าไม่ได้เอาไปกินหรอก รู้ทั้งรู้ว่ายังไม่ได้แต่งงาน ชิ จะท้องได้ไง” คนโสดยังงอนไม่หาย แม่ครัวใหญ่หน้าจ๋อยรีบเอ่ยต่อ เพราะยังไงเรื่องนี้ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี “อ้าว แล้วจะเอาไปให้ใคร อย่าบอกนะว่า...ภรรยาเจ้า...” แม่ครัวคนสนิทหยุดคำพูดไว้ไม่กล้าสรุป เพราะช่วงนี้ท่าทางของเจ้านาย ทุกคนสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า... ‘อกหักรักเป็นพิษ’ คำสรุปของแม่ครัวทำให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะมองหน้ากัน แล้วเอ่ยเสียงดังอย่างไม่ได้นัดหมาย “คุณเฮริคจะมีน้องแล้วหรอ ว้าว ดีใจจัง!” เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากห้องครัว ทำให้เฮริคที่เดินผ่านทางนี้ประจำหยุดชะงักฟัง “จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ แต่จะเอาไปให้คุณกาลเขา สงสัยอย่างที่ป้าบอก เราจะได้มีเจ้านายน้อยเพิ่มอีกคนแล้วมั้ง” ริซ่าเอ่ยทีเล่นทีจริงตามอาการที่เจ
สุดท้ายก็มีเพียงใจแม้ไม่อยากโดนข้อหาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่อดเป็นห่วงทั้งคู่ไม่ได้ และเธอมั่นใจว่าสองคนนี้ต้องมีปัญหากัน...สิ่งที่เธอสัมผัสได้ยามทำงานร่วมกัน เฮริคดูหงุดหงิดชักสีหน้ากับปัญหาเล็กๆน้อยๆเหมือนคนพาล เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นผู้นำจริงจังและใช้สติทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความใจเย็นและรอบคอบ...“....” ประโยคที่ได้รับฟังมานั้นทำให้หัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้น มาฉับพลัน หากแต่ไม่กล้าแสดงความดีใจออกมา กลัวไม่งามในสายตาผู้หญิงด้วยกัน เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ทุกคนมองไปได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้อง การวางตัวจึงอยู่ในขอบเขตของคำจำกัดความ ‘ผู้หญิงของเขา’ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากป่วย หันมาสบตาเล็กน้อยเหมือนรับรู้ ริซ่ายิ้มเจื่อนๆ จึงเอ่ยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นไป คิดว่าผู้หญิงจะให้มานั่งจมปลักอยู่แต่ในห้องนั่งหน้าจอคอมฯ กับงานที่รักแค่อย่างเดียวสมองฝืดแย่ จึงออกไอเดียออกไปว่า “ขาดเหลืออะไรอีกไหม หรืออยากออกไปเปิดหูเปิดตาหาข้อมูลมาเขียนนิยายบอกนะ ริซ่าจะไปเป็นเพื่อน”หล่อนเอ่ยอาสาเพราะรู้ดีครั้งก่อนออกไปซื้อของด้วยกัน
พร้อมกายพร้อมใจใบหน้าหวานส่ายไปมา ความเจ็บปวดพร้อมน้ำตาเม็ดใสไหลกลิ้งออกมาอีกครั้ง ทั้งที่พยายามฝืนไว้ขีดสุด ก่อนจะทรุดตัวลงในท่าเข่ายันบนพื้นปูนอย่างดี โดยที่เธอไม่รู้สึกเจ็บกับแรงกระแทกแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ทำให้หัวใจเธอปวดแปลบคือเสียงเท้ากระทบพื้นที่เดินจากไปไม่แยแสเธอต่างหาก... กองเอกสารถูกโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ออมแรงนัก เกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ความคิดถึงและห่วงหาอยากลงไปกกกอดร่างนุ่มนิ่ม แต่ถูกระงับด้วยคำพูดที่เขาไม่อยากนึกถึงให้อารมณ์ขุ่นมัวเพิ่มขึ้น ‘ก็แบบคุณไงล่ะ อยากไปหาสาวคนไหนก็ไป อยากทำอะไรทำ ฉันก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน’ แต่นั้นก็อดไม่ได้สักครั้งที่ไม่คิดถึงคำพุดนั้น ใบหน้าเข้มสลัดสิ่งรบกวนจิตใจ หันไปหยิบเครื่องมือสื่อสารราคาแพง แล้วกดหาใครบางคนที่อาจทำให้เขาลืมทุกอย่างไปได้บ้าง เสียงรอสายดังอยู่ไม่นานเสียงหวานก็ดังตามสายเข้ามา “ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะมีข่าวดีให้แม่แล้วหรอ” ไม่ต้องถามว่าใครคุยสายเพราะชื่อขึ้นโชว์หน้าจอ หญิงสูงวัยก็กรอกน้ำเสียงระรื่นแสดงออกถึงความดีใจในการโทร.หาของลูกชายครั้งนี้ เฮริคหยุด







