로그인“โอเคไหมพี่ อยากระบายไหม นิ่มฟังได้นะ คิดซะว่านิ่มเป็นตุ๊กตาล้มลุกก็ได้นะ นิ่มสัญญาว่าจะไม่บอกใคร จะเป็นความลับของเรา หรือจะกอด กอดกันไหม นิ่มกอดอุ่นนะ” เพราะอารมณ์มั้งถึงพูดออกไปแบบนั้น ก็ดูพี่เคลิ้มเขาอาการไม่โอเคเลย เหมือนเขาเศร้าเสียใจ พี่เคลิ้มหันมามองฉันหลังจากที่ฉันพูดออกไป ฉันก็เลยฉีกยิ้มให้พี่เขา “อะ ให้” พี่เคลิ้มโยนบางอย่างมาที่ตักของฉัน ฉันหยิบมันขึ้นมาดู มันคือสร้อยที่ห้อยด้วยเกียร์ของคณะวิศวะ ถ้าเปรียบก็เหมือนหัวใจของเด็กวิศวะ นี่คงโดนเรียกให้มาเอาสร้อยของตัวเองสินะ “ว้าว นี่พี่ชอบนิ่มจริงเหรอเนี่ย” ที่พูดไปก็แค่ติดตลก ไม่อยากให้พี่เขาเครียด “หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่ ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ “ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน “มโนล้วน ๆ เลยนะมึง”
더 보기มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
NUMNIM TALK
“เฮ้ยน้อง ไมเกะกะวะ อ้วนก็รู้จักเดินหลบหน่อย”
“ว่าน้องอ้วนได้ไงวะมึง น้องเขาชื่อ...นุ่มนิ่ม”
“นุ่มนิ่มจริงนั่นแหละว่ะ แต่ไขมันนะที่นุ่มนิ่มอะ”
“ที่บ้านกินข้าวเป็นจานหรือเอากะละมังมาใส่กินวะน้อง”
“ว่าน้องแบบนั้นได้ไงวะ เดี๋ยวน้องก็แดกหัวมึงหรอก”
“น้องมีแฟนยังครับ”
“แบบน้องใครจะเอาเป็นเมียวะมึง”
“จ้างพี่ไปเป็นแฟนไหมน้อง เฮ้ย บ้านน้องจนนี่หว่า”
“ถอยค่ะ ฉันจะไปเรียน” ฉันพยายามเดินหลบจากพวกรุ่นพี่นิสัยเสีย ปากหมา ชอบพูดจาเหยียดรูปลักษณ์คนอื่น ฉันเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด
ฉันอ้วนแล้วหนักหัวพวกเขาหรือไง เอาเวลามาล้อเลียนฉันไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม
“หุ่นแบบน้องนี่เวลานั่งเรียนนั่งเก้าอี้กี่ตัวอะบอกพี่หน่อยสิ แล้วเคยเก้าอี้หักบ้างไหม”
“คนแบบนี้เขาเรียกห่วงแดกมั้ง หุ่นเลยเป็นแบบนี้”
พวกเขาก็ยังคงพูดจาดูถูกฉันไม่หยุด ฉันพยายามเดินเบี่ยงเลี่ยงไปอีกทาง แต่พวกเขาก็เดินมาขวางไว้
“ถอยค่ะ!” ฉันเริ่มส่งเสียงไม่พอใจ
“รีบไปไหนล่ะนุ่มนิ่ม เธอยังไม่ทันได้ทักทายพี่ชอปเปอร์เลยนะ ไหนว่าปลื้มพี่ชอปเปอร์ไง นี่หมิวอุตส่าห์บอกพี่ชอปเปอร์ให้มาดักรอเลยนะ” นี่คือเสียงของหมิวเพื่อนที่ฉันรู้จักและคิดว่าสนิทไว้ใจได้ที่คณะบริหารในวันรับน้องที่ผ่านมาสามเดือนได้
“เธอพูดอะไรของเธอหมิว” ฉันถามเสียงสั่น จู่ ๆ เอาเรื่องที่ฉันบอกให้เก็บเป็นความลับมาเล่าแบบนี้ แล้วเล่าต่อหน้าคนที่ฉันแอบปลื้ม
มันน่าอายสิ้นดี
“ก็พูดความจริงไงนุ่มนิ่ม ก็เธอบอกฉันเองว่าปลื้มพี่ชอปเปอร์” หมิวพูดเสียงสอง นี่ฉันดูเพื่อนผิดอีกแล้วสินะ
“ไม่...” ฉันจะพูดแก้ตัวแต่โดนพูดแทรก
“นี่น้องกล้าชอบไอ้เปอร์เลยเหรอ เฮ้ย! ไอ้เปอร์น้องอ้วนนี่ชอบมึงว่ะ” หนึ่งในผู้ชายที่พูดจาดูถูกฉันเอ่ย
“หึ” พี่ชอปเปอร์ทำเพียงแค่นเสียงในลำคอและแสยะยิ้มมุมปาก
“ขอโทษทีนะนุ่มนิ่ม บังเอิญว่าพี่ชอปเปอร์เขาไม่ชอบเอาหมูมาทำพันธุ์ แล้วตอนนี้พี่ชอปเปอร์เขาเป็นแฟนฉัน โทษทีนะที่ไม่ได้บอก แต่ฉันยังเป็นเพื่อนให้เธอได้นะนุ่มนิ่ม” หมิวยืนกอดซบที่แขนของพี่ชอปเปอร์ แล้วก็ทำหน้าตาเย้ยหยันฉัน
ฉันมองหน้ารุ่นพี่ที่แอบปลื้ม แล้วเบนสายตาหนีเพราะฉันอยากจะร้องไห้
จะเดินหนีเพื่อตัดปัญหาก็โดนล้อมด้วยกลุ่มเพื่อนของเขา ฉันกำลังโดนต้อนให้อับอาย ทั้งที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ไม่นาน
แล้วที่ฉันปลื้มพี่ชอปเปอร์ก็เพราะว่าเขาช่วยฉันในวันที่ฝนตก...
‘อะร่ม’ เขาจอดรถยนต์ตรงข้างฉันแล้วยื่นร่มมาให้ฉันที่ยืนรอคนมารับที่หน้าคณะ ตอนนั้นเวลาหกโมงครึ่งฟ้าเริ่มมืดพี่เขาคงเข้าใจว่าฉันติดฝนแล้วกลับบ้านไม่ได้ล่ะมั้ง เขาถึงหยิบยื่นน้ำใจ
‘ขอบคุณค่ะ’ ฉันยื่นมือไปรับร่ม แล้วพี่เขาก็ขับรถออกไป
ผู้ชายที่นอกจากพ่อ และพี่ชาย ก็มีผู้ชายคนนี้แหละที่ทำดีกับฉัน ฉันก้มมองดูร่ม ตรงที่จับมีชื่อเขียนไว้ว่าชอปเปอร์ ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นชื่อเขา พอลองถามเพื่อนอย่างหมิว หมิวก็บอกว่าพี่เขาชื่อชอปเปอร์ เรียนบริหาร เป็นรุ่นพี่ฉันหนึ่งปี นับแต่นั้นฉันก็เลยเล่าให้หมิวฟังว่าฉันปลื้มพี่คนนี้
แต่ใครจะคิดล่ะว่าหมิวจะเป็นแฟนพี่เขา และเอาฉันมาเยาะเย้ย
ฉันไม่น่าคบยัยนี่เป็นเพื่อนเลย
“มโนอะไรอยู่ครับน้องอ้วน” เสียงของรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนของพี่ชอปเปอร์เอ่ยพูดและยื่นมือมาสะกิดที่ไหล่ของฉัน เขาทำให้ฉันสะดุ้งขณะที่กำลังคิดเรื่องที่ผ่านมา
“ถอยด้วยค่ะ” ฉันเบื่อการพูดอะไรซ้ำ ๆ แบบนี้ที่สุด และก็เหมือนพวกเขาไม่เอาหูมาฟังฉัน
“ถอยอะไรน้อง พวกพี่ยังพูดกับน้องไม่จบเลย พี่จะบอกว่า...หน้าอย่างน้องอย่าสะเออะมาชอบเพื่อนพี่เลย ไอ้เปอร์มันไม่สนน้องหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องอ้วน หัดเจียมตัวบ้างนะครับ” ทำไมต้องพูดจารุนแรงและส่งเสียงดังขนาดนี้ด้วย ต้องการให้ฉันอับอายมากเลยหรือไง
“ยืนทำเหี้ยอะไรกันไอ้สัส!” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็เดินฝ่ากลุ่มพี่ชอปเปอร์เข้ามาตรงหน้าฉัน
“ยืนทำไรอ้วน ไปเรียนสิวะ แล้วน้ำตาคลอทำเหี้ยอะไร ใครทำไรมึง” ผู้ชายชุดชอปเด็กช่างคณะวิศวะ ซึ่งเรียนคณะเดียวกับพี่ชายฉัน
“พวกมึงยืนล้อมเหี้ยอะไรกัน แล้วเมื่อกี้กูได้ยินอะไรอ้วน ๆ อย่าให้กูรู้นะว่าใครเรียกอีนี่ว่าอ้วน ถ้ากูได้ยินอย่าหาว่ากูไม่เตือน คงไม่ต้องให้กูบอกนะว่ากูคือใคร” เขาพูดกับกลุ่มพี่ชอปเปอร์ แล้วจากนั้นก็จับมือลากฉันออกมาจากวงล้อมตรงนั้น
“ปล่อยให้พวกมันด่าทำเหี้ยอะไร ปากมีแค่เก่งกับพี่ชายมึงหรือไง” พอเดินออกมาจากตรงนั้นได้สักพัก ผู้ชายคนนี้ก็โวยวายใส่ฉันทันที
“...” ฉันเงียบแล้วเดินออกมา ฉันจะไม่แสดงความรู้จักกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด เพราะเขาคือหนึ่งในตัวอันตรายของการดำเนินชีวิตของฉัน
“ไม่มีมารยาท เดี๋ยวกูจะบอกพี่มึง” เขาตะโกนตามหลังฉัน แล้วก็รีบวิ่งมาหยุดเดินข้างฉัน
“ช่วยทำเหมือนเราไม่รู้จักกันทีค่ะ” ฉันบอกและก้าวเดินให้ห่างจากเขา
“ทำไมกูต้องทำตาม ก็กูรู้จักมึง”
“แต่นิ่มไม่อยากรู้จักพี่”
“ก็เรื่องของมึงสิ ก็กูรู้จักมึง” เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินไกลออกไป
เขาชื่อ ‘เคลิ้ม’ เรียนวิศวะ ปี 2 เป็นเพื่อนที่พี่ชายทั้งสองของฉันสนิทที่สุด และเป็นคนที่ฉันไม่อยากอยู่ใกล้ เขาชอบพูดหยาบ ถนัดเรื่องวิวาท และที่สำคัญเขาชอบปากหมาใส่ฉัน
ฉันชื่อ ‘นุ่มนิ่ม’ เรียนบริหาร ปี 1 ฉันเป็นคนไม่มีเพื่อนเนื่องจากรูปร่างที่แตกต่างจากคนอื่น ฉันจึงหาเพื่อนที่จริงใจด้วยยาก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนสมัยนี้ถึงคบกันที่รูปร่าง ต้องบอกก่อนว่าฉันมีพี่ชายฝาแฝดสองคน พวกเขาหน้าตาหล่อมาก หุ่นก็นายแบบ สาว ๆ ที่ไหนก็ชื่นชอบ ต่างจากฉันที่เป็นน้องสาว ฉันอ้วนมากเพราะกินเก่ง
เวลาที่พวกผู้หญิงรู้ว่าฉันมีพี่ชายเป็นสองคนนั้น พวกผู้หญิงพวกนั้นก็จะมาตีสนิทฉัน เพื่อที่จะพูดคุยกับพี่ชายฉัน พอพี่ชายฉันไม่คบด้วย ผู้หญิงพวกนั้นก็เลิกคบฉัน มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ประถม พอมัธยมฉันก็เลยย้ายไปเรียนคนละที่กับพวกพี่ชาย
เพราะไม่อยากได้เพื่อนที่แถมตำแหน่งพี่สะใภ้
สรุปแล้วย้ายโรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนเหมือนเดิม ฉันก็เลยมีเพื่อนเป็นหนังสือเรียน พอตั้งใจเรียนเพื่อนยิ่งพากันเกลียดฉันมากกว่าเดิม หาว่าฉันอวดเก่ง เย่อหยิ่ง ท้ายที่สุดฉันกลายเป็นคนที่ถูกเกลียดเพราะความอ้วน และเรียนเก่ง
เป็นเหตุผลที่โคตรตลก...
การที่ฉันเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ ที่มันมีพี่ชายของฉันเรียนอยู่ด้วย ความจริงฉันไม่อยากจะเรียนที่นี่เลยแม้แต่น้อย แต่พ่อกับแม่ของฉันเป็นห่วง กลัวจะมีผู้ชายคิดร้าย ทั้งที่ทั้งชีวิตไม่มีผู้ชายมาจีบฉันสักคน เหตุผลไม่ได้เรื่องอีกเช่นเคย
ฉันจะถกเถียงอะไรไม่ได้ ในเมื่อท่านทั้งสองยื่นคำขาด ส่วนพี่ชายทั้งสองก็เห็นดีเห็นงาม
ฉันจึงขัดไม่ได้ แต่ก็มีข้อแม้ คือห้ามพวกเขาบอกใครว่าเป็นพี่ชายของฉัน เพราะฉันไม่อยากจะวุ่นวาย และตกเป็นเป้าสายตา ไม่อยากมีมิตรภาพแบบจอมปลอม ฉันเกลียดพวกหวังประโยชน์
ที่ผ่านมามันโอเคมาตลอด แต่หลังจากนี้มันคงไม่โอเคอีกแล้ว เพราะเพื่อนของพี่ชายดันออกตัวป้อง นับจากนี้ฉันก็คงจะตกเป็นเป้า
จบกันชีวิตที่เหมือนจะเรียบง่ายของฉัน...
“ไอ้เหี้ยเป้ง มึงอยากแดกตีนกูใช่ไหม”“ไข่เจียวคะ หนูอย่าไปฟังนะคะ พ่อของหนูพูดคำหยาบมาก อย่าได้เอาเข้าหูของหนูนะคะคนดีของพี่เป้ง” พี่เป้งรีบถลาตัวไปนั่งที่ข้างกายของไข่เจียวและเอามือปิดหูทั้งสองข้างของไข่เจียวไว้“กูอยากกระทืบมึงจริง ๆ ไอ้เหี้ยเป้ง”“เคลิ้ม ลูกสามแล้วเคลิ้ม ทำอะไรคิดดี ๆ นะเคลิ้ม” นี่แหละค่ะ หนึ่งในชีวิตประจำวันของฉัน มันก็ดีค่ะ วุ่นวายดี แล้วถ้าหากวันไหนพี่ชายฝาแฝดของฉันมาร่วมด้วยยิ่งบันเทิงเริงใจมากค่ะ เพราะทางนั้นก็หวงหลานสาวเพียงคนเดียวไม่ต่างกัน“พี่เป้งช่วยพี่เคลิ้มดูลูกให้นิ่มหน่อยนะจ๊ะ นิ่มขอไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำสักหน่อย” ฉันค่อย ๆ วางกะเพราลูกชายคนเล็กไว้ที่เบาะนอน“ได้ไงอะอ้วน เดี๋ยวไอ้เป้งมันก็ลวนลามลูกเรา” นี่ก็เริ่มโอดครวญอีกแล้วค่ะ“พี่เป้งคงไม่โรคจิตขนาดนั้นหรอกจ้ะพี่” ฉันเดินเข้าห้องน้ำเลยค่ะ คือก็ไม่ค่อยมั่นใจในความเป็นพี่เป้ง แต่ว่าเขาคงจะไม่โรคจิตอะไรมากมายหรอกมั้งคะบางทีก็อาจจะแค่ความเห่อหลานนั่นแหละ หรือบางทีก็อาจจะแค่อยากแกล้งไอ้พี่เคลิ้มของฉันให้ปวดหัวเล่น ๆ แหละมั้งคะ ฉันคิดว่าน่าจะใช่นะคะ ฉันคงไม่ได้โลกสวยเกินไปหรอกมั้ง…แล้ววันนี้ก็ผ่านพ้นด้วย
“พี่เคลิ้ม ตื่นมาช่วยนิ่มดูลูกหน่อย พี่ พี่เคลิ้มลูกหิวนมแล้วเนี่ย”“โอ๊ย! ไอ้พี่ ให้ป้อนนมลูกไม่ใช่เปลี่ยนผ้าอ้อม ละเมออะไรขนาดนั้นอะ”“โทษที พี่ง่วง”“นิ่มก็บอกพี่แล้วว่าให้จ้างคนช่วยเลี้ยง”“ไม่ได้ดิ ลูกเรา เราต้องเลี้ยงเอง”“จ้ะ เลี้ยงเองก็เลี้ยง ให้นมเสร็จไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้อีกคนด้วย”“ครับ ครับ” ตามใจเขาไปเลยค่ะ คือไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจะเลี้ยงลูก แต่ฉันเลี้ยงไม่ไหว แล้วไอ้พี่ก็ไม่ยอมให้ใครช่วยเลี้ยง‘ลูกเรา เราต้องเลี้ยงเองนะอ้วน’‘ลูกจะได้รักเรามาก ๆ’จ้ะ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น งมกันให้ควัก“หมูสับลูกพ่ออยากได้อะไรครับคนเก่ง ร้องไห้ทำไมครับ หืม ร้องทำไมลูก” นี่คือเสียงของไอ้พี่เคลิ้มที่กำลังเล่นกับลูกระหว่างที่ป้อนนมลูกและ ‘หมูสับ’ ที่ว่าก็คือชื่อของลูกฉัน“ไหนคะ ไข่เจียวเปลี่ยนผ้าอ้อมเหรอลูก ไหนมาให้พ่อดูซิ มาเปลี่ยนผ้าอ้อมกันนะคะ” นี่คือเสียงที่พูดกับลูกสาว กับลูกสาวนั้นไอ้พี่พูดเพราะมากค่ะ ดูไม่ใช่ไอ้พี่เคลิ้มเลยสักนิด ดูเฟก ๆ ฮ่า ๆ ๆใช่ค่ะ ฉันมีลูกแฝด แบบมีทีเดียวคุ้ม ที่บอกว่ามีทีเดียวคุ้มก็เพราะ…“กะเพราจะเอาอกแม่ไปซุกคนเดียวไม่ได้นะครับ ทำไมไม่แบ่งให้พี่ไข่เจียวกับพี่หม
“ใครโอนเงินเข้าบัญชีนิ่มอะพี่” ฉันถามและยื่นโทรศัพท์ให้ไอ้พี่ดู“มึงแอบมีชู้เหรออ้วน” จากที่ไอ้พี่นั่งกดมือถือของตัวเองอยู่ก็หยิบมือถือของฉันไปดู และลุกมาใกล้ ๆ ฉัน จ้องมองหน้าฉันแบบจับผิด“ชู้บ้าอะไรจะโอนมาให้เยอะขนาดนี้ ทุ่มทุนเกิ้น” ฉันยื่นหน้าไปที่ตัวเลขที่โอนเข้ามา “แล้วยังโอนมาแปลก ๆ พี่รึเปล่าอะ พี่โอนมาเหรอ”“ทำไมคิดว่าเป็นกู ชู้มึงนั่นแหละ ไอ้สัสทุ่มทุนสร้าง”“ชู้บ้าอะไรจะโอนมา 99,999.99 มีแต่คนแบบพี่เท่านั้นแหละที่จะเล่นอะไรแบบนี้”“หลงตัวเองไอ้อ้วน” ถ้าพูดคำนี้ทีไร คือใช่แน่นอน“นั่นแน่ เซอร์ไพรส์เค้าอะดิ น่ารักอะ” ฉันคว้าหมับที่ท้ายทอยของไอ้พี่และก็ประกบจูบที่กลีบปากหนา สอดแทรกแลกลิ้นกันอย่างหอมหวาน“ขอบคุณนะคะ รักพี่อะ” ฉันพูดอีกครั้ง หลังจากที่ถอนจูบออก“ถ้าจะขอบคุณต้องพลีกายให้กู กูขอเย็×ยันเช้า ค่าตัวมึงกูโอนล่วงหน้าไปแล้ว คืนนี้พี่ขอซื้อน้องมาขย่มบนร่างพี่นะครับ” สายตานี่หื่นมาเชียว ถามว่าคุ้มไหมกับเงินที่โอนมา ก็คุ้มนะแต่น่าเสียดายที่ต้องปฏิเสธ ใครจะบ้าขย่มทั้งคืน“โถ่ ไม่เอาหรอก”“อะไรวะ งั้นโอนคืนมา”“ไม่อะ ลืมรหัส”ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่องระหว่างที่กำลังถกเถียงกับไอ้พี
-บนรถ-“ไอ้เหี้ยตามแม่งไม่ยอมรับความจริง มันแม่งไม่ชัดเจนเหมือนกูแล้วเสือกมาด่ากู ไอ้ห่าลาก” มาใส่ต่อบนรถค่ะ และรอบนี้ฉันคือคนขับ เพราะตอนแรกตั้งใจจะขับหนีไอ้พี่“กูรักเมีย กูชัดเจน กูผิดตรงไหนวะ” ยังคงพูดต่อค่ะคืออายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ แต่ดันมาทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง“อ้วน…” นั่นไงเริ่มแล้ว เริ่มวกมาหาพวกแล้วค่ะ“อือ”“มึงว่าใครผิด กูหรือมัน ตอบดี ๆ นะมึง อย่าเข้าข้างพี่ชายมึง” มาสเต็ปเดิมอีกแล้วไง แล้วคิดว่าฉันจะตอบว่าใครได้คะ ในเมื่อคำตอบต้องมีเพียงหนึ่งเดียว“ตอบอ้วน มึงอย่าคิดนาน” ไอ้พี่นี่มันกลายเป็นเด็กทุกครั้งที่ต้องการให้ฉันเข้าข้างจริง ๆ“ก็ต้องสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของน้องไงจ๊ะ ก็พี่น่ะชัดเจนที่สุด ดีที่สุด น่ารักที่สุด น้องจะเข้าข้างพี่ตามคนที่ไม่ชัดเจนกับแฟนได้ยังไง” แล้วคำตอบของฉันก็ดังออกไป ไม่ได้อยากตอบทำนองนี้หรอกค่ะแต่ถ้าไม่ตอบแบบนี้จะกลายเป็นฉันเองที่ซวย“มึงได้ยินชัดรึยังไอ้ห่าตาม” เป๊ะ… สเต็ปเดิมจริง ๆ ส่งไปทางข้อความเสียง ส่งไปเย้ยพี่ตามเฮ้อ… ต้องยอมเขาค่ะ ไม่งั้นไม่จบสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็หมายความตรงตัวค่ะ ฉันถูกหลอกล่อไปจดทะเบียนที่อำเภอด้วยควา
“ยิ้มทั้งน้ำตาเนี่ยนะ”“อื้ม ยิ้มให้พี่หน่อย” พี่ชอปกำลังรอให้ฉันยิ้มให้เขาฉันพยายามฝืนยิ้มให้พี่เขา ตามที่พี่เขาขอ“ขอบคุณนะ กลับได้แล้ว ขับรถดี ๆ ด้วย” พี่ชอปยิ้มให้เมื่อฉันฝืนยิ้มให้พี่เขา“นุ่มคิดถึงพี่นะ คิดถึงตลอดไม่เคยลืมพี่ พี่ยังเป็นคนแรกในหลาย ๆ เรื่องของนุ่ม ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ แล
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป…คอนโด NUMNIMเวลา 12.56 น.งานหมั้นของฉันกับไอ้พี่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความพึงพอใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย รวมถึงความพึงพอใจของฉันกับไอ้พี่เคลิ้มด้วย และตอนนี้พี่เคลิ้มก็ไปฝึกงานแล้ว ก่อนจะไปก็สั่งห้ามอะไรฉันมากมายนักก็ไม่รู้ ทั้งที่ตอนเย็นก็ต้องกลับมาเจอกัน สั่งอย่างกับว่าฉ
“เออ เอาแค่หมั้นก่อนนะ”“เดี๋ยวพี่มานะ” ไอ้พี่บอกกับฉันและลุกเดินออกไป คงจะไปโทรหาพ่อกับแม่ของเขามั้ง เดินยิ้มไปเชียวแล้วนี่ฉันจะได้เข้าสู่คำว่าหมั้นหมายแต่งงานอีกแล้วเหรอหวังว่าคงไม่พลาดแบบคราวก่อนอีกนะ“ไงเรา”“ไงอะไรจ๊ะยาย”“ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อ บอกไว้เลยว่าคนนี้ยังไงก็หมั้น พ่อแม่ไอ้หมามาถึงวั
-บ้านฮอลล์จิว-เวลา 20.32 น.NUMNIM TALK“แค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่กูกลัวว่ามึงจะทิ้งกู เรื่องอื่นกูไม่กลัวสักนิด เพราะกูจะไม่มีทางปล่อยมึง กูรักมึง” ถ้อยคำที่แว่วมา ถ้าจะบอกว่าฝันก็อาจจะใช่ เพราะฉันหลับไปแล้ว แต่ยังได้ยินประโยคเหล่านี้คงจะฝันนั่นแหละเพราะเมื่อฉันลืมตาตื่น ไอ้พี่เคลิ้มก็หลับอยู่ข






리뷰