تسجيل الدخول“โอเคไหมพี่ อยากระบายไหม นิ่มฟังได้นะ คิดซะว่านิ่มเป็นตุ๊กตาล้มลุกก็ได้นะ นิ่มสัญญาว่าจะไม่บอกใคร จะเป็นความลับของเรา หรือจะกอด กอดกันไหม นิ่มกอดอุ่นนะ” เพราะอารมณ์มั้งถึงพูดออกไปแบบนั้น ก็ดูพี่เคลิ้มเขาอาการไม่โอเคเลย เหมือนเขาเศร้าเสียใจ พี่เคลิ้มหันมามองฉันหลังจากที่ฉันพูดออกไป ฉันก็เลยฉีกยิ้มให้พี่เขา “อะ ให้” พี่เคลิ้มโยนบางอย่างมาที่ตักของฉัน ฉันหยิบมันขึ้นมาดู มันคือสร้อยที่ห้อยด้วยเกียร์ของคณะวิศวะ ถ้าเปรียบก็เหมือนหัวใจของเด็กวิศวะ นี่คงโดนเรียกให้มาเอาสร้อยของตัวเองสินะ “ว้าว นี่พี่ชอบนิ่มจริงเหรอเนี่ย” ที่พูดไปก็แค่ติดตลก ไม่อยากให้พี่เขาเครียด “หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่ ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ “ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน “มโนล้วน ๆ เลยนะมึง”
عرض المزيد冬の空は、どこまでも薄い灰色だった。雲が低く垂れ込めているのに、雪になるほどの冷え込みではなく、ただじっとりとした冷気だけが肌にまとわりつく。
斎場の前に黒い車が次々と横付けされては、人を吐き出し、また動き出していく。黒いコートと黒いスーツが、そのたびにどこかから現れては、入口へ吸い込まれていく。野上浩人もその一人だった。
革靴の底が、敷き詰められた薄い砂利を踏んで、しゃり、と乾いた音を立てる。マフラーを外しながら、彼は見慣れた日本語の看板をぼんやりと眺めた。「◯◯セレモニーホール」と書かれた白い看板が、冬空の下でやけに浮いて見える。
香港の喧騒から、つい数日前に戻ってきたばかりだという実感は、まだ身体のどこかに残っていた。ビルの隙間を縫う湿った熱気と、早口の英語と中国語が飛び交う空気。その反動なのか、今目の前にあるこの静けさは、妙に現実味がない。
受付に進む列が、ゆっくりと流れている。浩人もその最後尾に並んだ。前に立つ男の背中越しに、香典を収める小さなテーブルが見える。ふと鼻をくすぐったのは、線香の匂いだった。湿った畳と、古くなった木と、花屋が大量に持ち込んだ生花の香りが、線香の甘い煙と一緒になって、薄い靄のように漂っている。
受付係の若い社員に頭を下げ、香典を渡し、記帳する。故人の名前の下に、自分の名を殴り書きするように書いて、ペンを置いた。
「野上さん、日本に戻ってたんですね。」
背後からかけられた声に振り向くと、同じ部署の男がいた。グレーのコートの襟に、霧雨のような水滴がいくつか光っている。
「まあ、一応本社勤めってことになってるからな。」
そう答えながら、口元だけで笑みを作る。軽く肩を叩かれ、そのまま一緒にホールの中へ進んだ。
式場に足を踏み入れると、空気が一段と重くなる。白い花で埋め尽くされた祭壇の中央に、故人の遺影が掲げられている。少し古臭いスーツ姿で笑っているその男を、浩人は何度も会議室で見てきた。上司ではあるが、プライベートで飲みに行ったことは、数えるほどしかない。
「やっぱ急すぎたよな。」
横で誰かが小声で呟く。
「一週間前まで、普通に出社してたのにさ。」
そうだ、一週間前まで。浩人は、香港の狭いサービスアパートの一室で、深夜に届いたメールを見て、ただ「マジか」と声に出しただけだった。急性心筋梗塞。単語だけ見れば、ニュースでいくらでも転がっているような死因だ。
にもかかわらず、今こうして遺影として笑っている顔と、その単語がうまく結びつかない。
席に案内され、浩人は前から三列目あたりに腰を下ろした。黒いスーツの肩がぎっしりと並び、ざわめきはしばらく続いたが、スタッフが静かに会釈をして回り始めると、自然と声は小さくなっていく。
「香港の生活どうだ?」
左隣から、不意に声がした。振り向くと、出張で何度か現地に来たことのある先輩社員が、目を細めている。
「暑いですよ。湿気もえぐいし。」
浩人は、条件反射のように笑ってみせる。
「でもまあ、飯はうまいし、景色も悪くないです。暮らしてみれば、案外どうにかなりますよ。」
「女は?」
「……まあ、それなりに。」
期待どおりの答えを返すと、先輩は小さく笑って前を向いた。彼らの会話は、葬儀の場には似つかわしくない軽さを帯びているけれど、誰もとがめはしない。その軽さが、重たすぎる空気を中和しているのだとしたら、それもまた一種の役割なのかもしれない。
しばらく会場を見渡していると、会社の顔ぶれが自然と目に入る。管理職が並ぶ席、若手社員が固まる場所、取引先からの花輪。どれも見慣れた光景だ。仕事の延長線上にある、形式的な別れ。
「仕事だから。」そう頭のどこかで繰り返しながら、浩人は自分の膝に置いた手を組み直した。
胸の奥に、小さなざらつきがある。悲しくないわけではない。だが、号泣するほどの感情も湧いてこない。海外赴任という距離が、そのまま心の距離になってしまったような感覚だった。
「人生、こんな風に突然終わるんだよな。」
ふいに、そんな言葉が頭をよぎる。自分でも驚くほど、平坦な思考だった。
今朝、スーツに腕を通しながら、ネクタイの色を何度か変えてみた。それでも、鏡に映る自分の顔は、どれを合わせてもあまり変わらない。二十代半ばの男としては、そこそこ整った方だと自覚してはいる。だが、そこに「悲しみ」だとか「喪失」だとかいった感情がはっきりと浮かんでいるかと問われれば、答えに窮する。
仕事で評価され、海外にも出され、周囲から見れば「順調」だろう。それでも、ときどき胸の奥にぽっかりと穴が空いているような感覚に襲われることがある。充実していると言いながら、どこか充たされていない。そんな矛盾が、香港でも、そして今この斎場でも、変わらずそこにある。
受付近くから、誰かが小走りで入ってくる音がした。スタッフのささやき声と、弔電の確認。細かな動きがいくつも積み重なり、やがて全体が静けさの方へ傾いていく。
ふと、祭壇の前に置かれた香炉から、細い煙がまっすぐ立ち上っているのが見えた。空調の流れに揺らされながらも、芯の部分だけは途切れずに伸びている。目で追っていると、それが天井近くの白い空間で溶けて消えていくのが分かった。
生まれて、働いて、ある日突然こうして煙になる。そう思うと、胸のざらつきが、少しだけ重さを増した。
「……」
言葉にならないため息が喉の奥でほどけていく。誰かが咳払いをし、別の誰かがハンカチで目を押さえた。
浩人は、自分の内側を一度確かめるように、胸にそっと手を当てた。鼓動はいつもどおり規則正しく鳴っている。興奮も、高揚も、激しい悲しみもない。ただ、鈍い空虚さだけが、冬の曇天と同じ色をして、胸の底で静かに横たわっている。
その空虚が、何かを呼び込もうとしているような感覚に、彼はまだ気づいていなかった。
そのとき、前方でスタッフの一人が立ち上がり、小さく一礼した。会場全体に視線が走る。そろそろ式が始まる合図だ。
静かに立ち上がる人々の気配。席の隙間をすり抜けるようにして、黒い衣をまとった人物たちが祭壇の側面に現れ始める。僧侶たちだと理解するのに、時間はかからなかった。だが、この場が「葬儀」であり、今まさに何かが始まろうとしていることを、ようやく感覚として理解した瞬間、浩人の背筋に、かすかな不穏さが走った。
それは、死の儀式が始まることへの畏れではなかった。もっと違う、別の何かの始まりを、かすかに予感させる冷たさだった。
“ไอ้เหี้ยเป้ง มึงอยากแดกตีนกูใช่ไหม”“ไข่เจียวคะ หนูอย่าไปฟังนะคะ พ่อของหนูพูดคำหยาบมาก อย่าได้เอาเข้าหูของหนูนะคะคนดีของพี่เป้ง” พี่เป้งรีบถลาตัวไปนั่งที่ข้างกายของไข่เจียวและเอามือปิดหูทั้งสองข้างของไข่เจียวไว้“กูอยากกระทืบมึงจริง ๆ ไอ้เหี้ยเป้ง”“เคลิ้ม ลูกสามแล้วเคลิ้ม ทำอะไรคิดดี ๆ นะเคลิ้ม” นี่แหละค่ะ หนึ่งในชีวิตประจำวันของฉัน มันก็ดีค่ะ วุ่นวายดี แล้วถ้าหากวันไหนพี่ชายฝาแฝดของฉันมาร่วมด้วยยิ่งบันเทิงเริงใจมากค่ะ เพราะทางนั้นก็หวงหลานสาวเพียงคนเดียวไม่ต่างกัน“พี่เป้งช่วยพี่เคลิ้มดูลูกให้นิ่มหน่อยนะจ๊ะ นิ่มขอไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำสักหน่อย” ฉันค่อย ๆ วางกะเพราลูกชายคนเล็กไว้ที่เบาะนอน“ได้ไงอะอ้วน เดี๋ยวไอ้เป้งมันก็ลวนลามลูกเรา” นี่ก็เริ่มโอดครวญอีกแล้วค่ะ“พี่เป้งคงไม่โรคจิตขนาดนั้นหรอกจ้ะพี่” ฉันเดินเข้าห้องน้ำเลยค่ะ คือก็ไม่ค่อยมั่นใจในความเป็นพี่เป้ง แต่ว่าเขาคงจะไม่โรคจิตอะไรมากมายหรอกมั้งคะบางทีก็อาจจะแค่ความเห่อหลานนั่นแหละ หรือบางทีก็อาจจะแค่อยากแกล้งไอ้พี่เคลิ้มของฉันให้ปวดหัวเล่น ๆ แหละมั้งคะ ฉันคิดว่าน่าจะใช่นะคะ ฉันคงไม่ได้โลกสวยเกินไปหรอกมั้ง…แล้ววันนี้ก็ผ่านพ้นด้วย
“พี่เคลิ้ม ตื่นมาช่วยนิ่มดูลูกหน่อย พี่ พี่เคลิ้มลูกหิวนมแล้วเนี่ย”“โอ๊ย! ไอ้พี่ ให้ป้อนนมลูกไม่ใช่เปลี่ยนผ้าอ้อม ละเมออะไรขนาดนั้นอะ”“โทษที พี่ง่วง”“นิ่มก็บอกพี่แล้วว่าให้จ้างคนช่วยเลี้ยง”“ไม่ได้ดิ ลูกเรา เราต้องเลี้ยงเอง”“จ้ะ เลี้ยงเองก็เลี้ยง ให้นมเสร็จไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้อีกคนด้วย”“ครับ ครับ” ตามใจเขาไปเลยค่ะ คือไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจะเลี้ยงลูก แต่ฉันเลี้ยงไม่ไหว แล้วไอ้พี่ก็ไม่ยอมให้ใครช่วยเลี้ยง‘ลูกเรา เราต้องเลี้ยงเองนะอ้วน’‘ลูกจะได้รักเรามาก ๆ’จ้ะ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น งมกันให้ควัก“หมูสับลูกพ่ออยากได้อะไรครับคนเก่ง ร้องไห้ทำไมครับ หืม ร้องทำไมลูก” นี่คือเสียงของไอ้พี่เคลิ้มที่กำลังเล่นกับลูกระหว่างที่ป้อนนมลูกและ ‘หมูสับ’ ที่ว่าก็คือชื่อของลูกฉัน“ไหนคะ ไข่เจียวเปลี่ยนผ้าอ้อมเหรอลูก ไหนมาให้พ่อดูซิ มาเปลี่ยนผ้าอ้อมกันนะคะ” นี่คือเสียงที่พูดกับลูกสาว กับลูกสาวนั้นไอ้พี่พูดเพราะมากค่ะ ดูไม่ใช่ไอ้พี่เคลิ้มเลยสักนิด ดูเฟก ๆ ฮ่า ๆ ๆใช่ค่ะ ฉันมีลูกแฝด แบบมีทีเดียวคุ้ม ที่บอกว่ามีทีเดียวคุ้มก็เพราะ…“กะเพราจะเอาอกแม่ไปซุกคนเดียวไม่ได้นะครับ ทำไมไม่แบ่งให้พี่ไข่เจียวกับพี่หม
“ใครโอนเงินเข้าบัญชีนิ่มอะพี่” ฉันถามและยื่นโทรศัพท์ให้ไอ้พี่ดู“มึงแอบมีชู้เหรออ้วน” จากที่ไอ้พี่นั่งกดมือถือของตัวเองอยู่ก็หยิบมือถือของฉันไปดู และลุกมาใกล้ ๆ ฉัน จ้องมองหน้าฉันแบบจับผิด“ชู้บ้าอะไรจะโอนมาให้เยอะขนาดนี้ ทุ่มทุนเกิ้น” ฉันยื่นหน้าไปที่ตัวเลขที่โอนเข้ามา “แล้วยังโอนมาแปลก ๆ พี่รึเปล่าอะ พี่โอนมาเหรอ”“ทำไมคิดว่าเป็นกู ชู้มึงนั่นแหละ ไอ้สัสทุ่มทุนสร้าง”“ชู้บ้าอะไรจะโอนมา 99,999.99 มีแต่คนแบบพี่เท่านั้นแหละที่จะเล่นอะไรแบบนี้”“หลงตัวเองไอ้อ้วน” ถ้าพูดคำนี้ทีไร คือใช่แน่นอน“นั่นแน่ เซอร์ไพรส์เค้าอะดิ น่ารักอะ” ฉันคว้าหมับที่ท้ายทอยของไอ้พี่และก็ประกบจูบที่กลีบปากหนา สอดแทรกแลกลิ้นกันอย่างหอมหวาน“ขอบคุณนะคะ รักพี่อะ” ฉันพูดอีกครั้ง หลังจากที่ถอนจูบออก“ถ้าจะขอบคุณต้องพลีกายให้กู กูขอเย็×ยันเช้า ค่าตัวมึงกูโอนล่วงหน้าไปแล้ว คืนนี้พี่ขอซื้อน้องมาขย่มบนร่างพี่นะครับ” สายตานี่หื่นมาเชียว ถามว่าคุ้มไหมกับเงินที่โอนมา ก็คุ้มนะแต่น่าเสียดายที่ต้องปฏิเสธ ใครจะบ้าขย่มทั้งคืน“โถ่ ไม่เอาหรอก”“อะไรวะ งั้นโอนคืนมา”“ไม่อะ ลืมรหัส”ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่องระหว่างที่กำลังถกเถียงกับไอ้พี
-บนรถ-“ไอ้เหี้ยตามแม่งไม่ยอมรับความจริง มันแม่งไม่ชัดเจนเหมือนกูแล้วเสือกมาด่ากู ไอ้ห่าลาก” มาใส่ต่อบนรถค่ะ และรอบนี้ฉันคือคนขับ เพราะตอนแรกตั้งใจจะขับหนีไอ้พี่“กูรักเมีย กูชัดเจน กูผิดตรงไหนวะ” ยังคงพูดต่อค่ะคืออายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ แต่ดันมาทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง“อ้วน…” นั่นไงเริ่มแล้ว เริ่มวกมาหาพวกแล้วค่ะ“อือ”“มึงว่าใครผิด กูหรือมัน ตอบดี ๆ นะมึง อย่าเข้าข้างพี่ชายมึง” มาสเต็ปเดิมอีกแล้วไง แล้วคิดว่าฉันจะตอบว่าใครได้คะ ในเมื่อคำตอบต้องมีเพียงหนึ่งเดียว“ตอบอ้วน มึงอย่าคิดนาน” ไอ้พี่นี่มันกลายเป็นเด็กทุกครั้งที่ต้องการให้ฉันเข้าข้างจริง ๆ“ก็ต้องสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของน้องไงจ๊ะ ก็พี่น่ะชัดเจนที่สุด ดีที่สุด น่ารักที่สุด น้องจะเข้าข้างพี่ตามคนที่ไม่ชัดเจนกับแฟนได้ยังไง” แล้วคำตอบของฉันก็ดังออกไป ไม่ได้อยากตอบทำนองนี้หรอกค่ะแต่ถ้าไม่ตอบแบบนี้จะกลายเป็นฉันเองที่ซวย“มึงได้ยินชัดรึยังไอ้ห่าตาม” เป๊ะ… สเต็ปเดิมจริง ๆ ส่งไปทางข้อความเสียง ส่งไปเย้ยพี่ตามเฮ้อ… ต้องยอมเขาค่ะ ไม่งั้นไม่จบสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็หมายความตรงตัวค่ะ ฉันถูกหลอกล่อไปจดทะเบียนที่อำเภอด้วยควา

![เมียลับ มาเฟียร้าย [ เซตมาเฟียร้าย 1 ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




المراجعاتأكثر