Masuk“โอเคไหมพี่ อยากระบายไหม นิ่มฟังได้นะ คิดซะว่านิ่มเป็นตุ๊กตาล้มลุกก็ได้นะ นิ่มสัญญาว่าจะไม่บอกใคร จะเป็นความลับของเรา หรือจะกอด กอดกันไหม นิ่มกอดอุ่นนะ” เพราะอารมณ์มั้งถึงพูดออกไปแบบนั้น ก็ดูพี่เคลิ้มเขาอาการไม่โอเคเลย เหมือนเขาเศร้าเสียใจ พี่เคลิ้มหันมามองฉันหลังจากที่ฉันพูดออกไป ฉันก็เลยฉีกยิ้มให้พี่เขา “อะ ให้” พี่เคลิ้มโยนบางอย่างมาที่ตักของฉัน ฉันหยิบมันขึ้นมาดู มันคือสร้อยที่ห้อยด้วยเกียร์ของคณะวิศวะ ถ้าเปรียบก็เหมือนหัวใจของเด็กวิศวะ นี่คงโดนเรียกให้มาเอาสร้อยของตัวเองสินะ “ว้าว นี่พี่ชอบนิ่มจริงเหรอเนี่ย” ที่พูดไปก็แค่ติดตลก ไม่อยากให้พี่เขาเครียด “หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่ ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ “ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน “มโนล้วน ๆ เลยนะมึง”
Lihat lebih banyakมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
NUMNIM TALK
“เฮ้ยน้อง ไมเกะกะวะ อ้วนก็รู้จักเดินหลบหน่อย”
“ว่าน้องอ้วนได้ไงวะมึง น้องเขาชื่อ...นุ่มนิ่ม”
“นุ่มนิ่มจริงนั่นแหละว่ะ แต่ไขมันนะที่นุ่มนิ่มอะ”
“ที่บ้านกินข้าวเป็นจานหรือเอากะละมังมาใส่กินวะน้อง”
“ว่าน้องแบบนั้นได้ไงวะ เดี๋ยวน้องก็แดกหัวมึงหรอก”
“น้องมีแฟนยังครับ”
“แบบน้องใครจะเอาเป็นเมียวะมึง”
“จ้างพี่ไปเป็นแฟนไหมน้อง เฮ้ย บ้านน้องจนนี่หว่า”
“ถอยค่ะ ฉันจะไปเรียน” ฉันพยายามเดินหลบจากพวกรุ่นพี่นิสัยเสีย ปากหมา ชอบพูดจาเหยียดรูปลักษณ์คนอื่น ฉันเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด
ฉันอ้วนแล้วหนักหัวพวกเขาหรือไง เอาเวลามาล้อเลียนฉันไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม
“หุ่นแบบน้องนี่เวลานั่งเรียนนั่งเก้าอี้กี่ตัวอะบอกพี่หน่อยสิ แล้วเคยเก้าอี้หักบ้างไหม”
“คนแบบนี้เขาเรียกห่วงแดกมั้ง หุ่นเลยเป็นแบบนี้”
พวกเขาก็ยังคงพูดจาดูถูกฉันไม่หยุด ฉันพยายามเดินเบี่ยงเลี่ยงไปอีกทาง แต่พวกเขาก็เดินมาขวางไว้
“ถอยค่ะ!” ฉันเริ่มส่งเสียงไม่พอใจ
“รีบไปไหนล่ะนุ่มนิ่ม เธอยังไม่ทันได้ทักทายพี่ชอปเปอร์เลยนะ ไหนว่าปลื้มพี่ชอปเปอร์ไง นี่หมิวอุตส่าห์บอกพี่ชอปเปอร์ให้มาดักรอเลยนะ” นี่คือเสียงของหมิวเพื่อนที่ฉันรู้จักและคิดว่าสนิทไว้ใจได้ที่คณะบริหารในวันรับน้องที่ผ่านมาสามเดือนได้
“เธอพูดอะไรของเธอหมิว” ฉันถามเสียงสั่น จู่ ๆ เอาเรื่องที่ฉันบอกให้เก็บเป็นความลับมาเล่าแบบนี้ แล้วเล่าต่อหน้าคนที่ฉันแอบปลื้ม
มันน่าอายสิ้นดี
“ก็พูดความจริงไงนุ่มนิ่ม ก็เธอบอกฉันเองว่าปลื้มพี่ชอปเปอร์” หมิวพูดเสียงสอง นี่ฉันดูเพื่อนผิดอีกแล้วสินะ
“ไม่...” ฉันจะพูดแก้ตัวแต่โดนพูดแทรก
“นี่น้องกล้าชอบไอ้เปอร์เลยเหรอ เฮ้ย! ไอ้เปอร์น้องอ้วนนี่ชอบมึงว่ะ” หนึ่งในผู้ชายที่พูดจาดูถูกฉันเอ่ย
“หึ” พี่ชอปเปอร์ทำเพียงแค่นเสียงในลำคอและแสยะยิ้มมุมปาก
“ขอโทษทีนะนุ่มนิ่ม บังเอิญว่าพี่ชอปเปอร์เขาไม่ชอบเอาหมูมาทำพันธุ์ แล้วตอนนี้พี่ชอปเปอร์เขาเป็นแฟนฉัน โทษทีนะที่ไม่ได้บอก แต่ฉันยังเป็นเพื่อนให้เธอได้นะนุ่มนิ่ม” หมิวยืนกอดซบที่แขนของพี่ชอปเปอร์ แล้วก็ทำหน้าตาเย้ยหยันฉัน
ฉันมองหน้ารุ่นพี่ที่แอบปลื้ม แล้วเบนสายตาหนีเพราะฉันอยากจะร้องไห้
จะเดินหนีเพื่อตัดปัญหาก็โดนล้อมด้วยกลุ่มเพื่อนของเขา ฉันกำลังโดนต้อนให้อับอาย ทั้งที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ไม่นาน
แล้วที่ฉันปลื้มพี่ชอปเปอร์ก็เพราะว่าเขาช่วยฉันในวันที่ฝนตก...
‘อะร่ม’ เขาจอดรถยนต์ตรงข้างฉันแล้วยื่นร่มมาให้ฉันที่ยืนรอคนมารับที่หน้าคณะ ตอนนั้นเวลาหกโมงครึ่งฟ้าเริ่มมืดพี่เขาคงเข้าใจว่าฉันติดฝนแล้วกลับบ้านไม่ได้ล่ะมั้ง เขาถึงหยิบยื่นน้ำใจ
‘ขอบคุณค่ะ’ ฉันยื่นมือไปรับร่ม แล้วพี่เขาก็ขับรถออกไป
ผู้ชายที่นอกจากพ่อ และพี่ชาย ก็มีผู้ชายคนนี้แหละที่ทำดีกับฉัน ฉันก้มมองดูร่ม ตรงที่จับมีชื่อเขียนไว้ว่าชอปเปอร์ ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นชื่อเขา พอลองถามเพื่อนอย่างหมิว หมิวก็บอกว่าพี่เขาชื่อชอปเปอร์ เรียนบริหาร เป็นรุ่นพี่ฉันหนึ่งปี นับแต่นั้นฉันก็เลยเล่าให้หมิวฟังว่าฉันปลื้มพี่คนนี้
แต่ใครจะคิดล่ะว่าหมิวจะเป็นแฟนพี่เขา และเอาฉันมาเยาะเย้ย
ฉันไม่น่าคบยัยนี่เป็นเพื่อนเลย
“มโนอะไรอยู่ครับน้องอ้วน” เสียงของรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนของพี่ชอปเปอร์เอ่ยพูดและยื่นมือมาสะกิดที่ไหล่ของฉัน เขาทำให้ฉันสะดุ้งขณะที่กำลังคิดเรื่องที่ผ่านมา
“ถอยด้วยค่ะ” ฉันเบื่อการพูดอะไรซ้ำ ๆ แบบนี้ที่สุด และก็เหมือนพวกเขาไม่เอาหูมาฟังฉัน
“ถอยอะไรน้อง พวกพี่ยังพูดกับน้องไม่จบเลย พี่จะบอกว่า...หน้าอย่างน้องอย่าสะเออะมาชอบเพื่อนพี่เลย ไอ้เปอร์มันไม่สนน้องหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องอ้วน หัดเจียมตัวบ้างนะครับ” ทำไมต้องพูดจารุนแรงและส่งเสียงดังขนาดนี้ด้วย ต้องการให้ฉันอับอายมากเลยหรือไง
“ยืนทำเหี้ยอะไรกันไอ้สัส!” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็เดินฝ่ากลุ่มพี่ชอปเปอร์เข้ามาตรงหน้าฉัน
“ยืนทำไรอ้วน ไปเรียนสิวะ แล้วน้ำตาคลอทำเหี้ยอะไร ใครทำไรมึง” ผู้ชายชุดชอปเด็กช่างคณะวิศวะ ซึ่งเรียนคณะเดียวกับพี่ชายฉัน
“พวกมึงยืนล้อมเหี้ยอะไรกัน แล้วเมื่อกี้กูได้ยินอะไรอ้วน ๆ อย่าให้กูรู้นะว่าใครเรียกอีนี่ว่าอ้วน ถ้ากูได้ยินอย่าหาว่ากูไม่เตือน คงไม่ต้องให้กูบอกนะว่ากูคือใคร” เขาพูดกับกลุ่มพี่ชอปเปอร์ แล้วจากนั้นก็จับมือลากฉันออกมาจากวงล้อมตรงนั้น
“ปล่อยให้พวกมันด่าทำเหี้ยอะไร ปากมีแค่เก่งกับพี่ชายมึงหรือไง” พอเดินออกมาจากตรงนั้นได้สักพัก ผู้ชายคนนี้ก็โวยวายใส่ฉันทันที
“...” ฉันเงียบแล้วเดินออกมา ฉันจะไม่แสดงความรู้จักกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด เพราะเขาคือหนึ่งในตัวอันตรายของการดำเนินชีวิตของฉัน
“ไม่มีมารยาท เดี๋ยวกูจะบอกพี่มึง” เขาตะโกนตามหลังฉัน แล้วก็รีบวิ่งมาหยุดเดินข้างฉัน
“ช่วยทำเหมือนเราไม่รู้จักกันทีค่ะ” ฉันบอกและก้าวเดินให้ห่างจากเขา
“ทำไมกูต้องทำตาม ก็กูรู้จักมึง”
“แต่นิ่มไม่อยากรู้จักพี่”
“ก็เรื่องของมึงสิ ก็กูรู้จักมึง” เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินไกลออกไป
เขาชื่อ ‘เคลิ้ม’ เรียนวิศวะ ปี 2 เป็นเพื่อนที่พี่ชายทั้งสองของฉันสนิทที่สุด และเป็นคนที่ฉันไม่อยากอยู่ใกล้ เขาชอบพูดหยาบ ถนัดเรื่องวิวาท และที่สำคัญเขาชอบปากหมาใส่ฉัน
ฉันชื่อ ‘นุ่มนิ่ม’ เรียนบริหาร ปี 1 ฉันเป็นคนไม่มีเพื่อนเนื่องจากรูปร่างที่แตกต่างจากคนอื่น ฉันจึงหาเพื่อนที่จริงใจด้วยยาก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนสมัยนี้ถึงคบกันที่รูปร่าง ต้องบอกก่อนว่าฉันมีพี่ชายฝาแฝดสองคน พวกเขาหน้าตาหล่อมาก หุ่นก็นายแบบ สาว ๆ ที่ไหนก็ชื่นชอบ ต่างจากฉันที่เป็นน้องสาว ฉันอ้วนมากเพราะกินเก่ง
เวลาที่พวกผู้หญิงรู้ว่าฉันมีพี่ชายเป็นสองคนนั้น พวกผู้หญิงพวกนั้นก็จะมาตีสนิทฉัน เพื่อที่จะพูดคุยกับพี่ชายฉัน พอพี่ชายฉันไม่คบด้วย ผู้หญิงพวกนั้นก็เลิกคบฉัน มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ประถม พอมัธยมฉันก็เลยย้ายไปเรียนคนละที่กับพวกพี่ชาย
เพราะไม่อยากได้เพื่อนที่แถมตำแหน่งพี่สะใภ้
สรุปแล้วย้ายโรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนเหมือนเดิม ฉันก็เลยมีเพื่อนเป็นหนังสือเรียน พอตั้งใจเรียนเพื่อนยิ่งพากันเกลียดฉันมากกว่าเดิม หาว่าฉันอวดเก่ง เย่อหยิ่ง ท้ายที่สุดฉันกลายเป็นคนที่ถูกเกลียดเพราะความอ้วน และเรียนเก่ง
เป็นเหตุผลที่โคตรตลก...
การที่ฉันเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ ที่มันมีพี่ชายของฉันเรียนอยู่ด้วย ความจริงฉันไม่อยากจะเรียนที่นี่เลยแม้แต่น้อย แต่พ่อกับแม่ของฉันเป็นห่วง กลัวจะมีผู้ชายคิดร้าย ทั้งที่ทั้งชีวิตไม่มีผู้ชายมาจีบฉันสักคน เหตุผลไม่ได้เรื่องอีกเช่นเคย
ฉันจะถกเถียงอะไรไม่ได้ ในเมื่อท่านทั้งสองยื่นคำขาด ส่วนพี่ชายทั้งสองก็เห็นดีเห็นงาม
ฉันจึงขัดไม่ได้ แต่ก็มีข้อแม้ คือห้ามพวกเขาบอกใครว่าเป็นพี่ชายของฉัน เพราะฉันไม่อยากจะวุ่นวาย และตกเป็นเป้าสายตา ไม่อยากมีมิตรภาพแบบจอมปลอม ฉันเกลียดพวกหวังประโยชน์
ที่ผ่านมามันโอเคมาตลอด แต่หลังจากนี้มันคงไม่โอเคอีกแล้ว เพราะเพื่อนของพี่ชายดันออกตัวป้อง นับจากนี้ฉันก็คงจะตกเป็นเป้า
จบกันชีวิตที่เหมือนจะเรียบง่ายของฉัน...
(NUMNIM: ฝันดีนะ)ฉันกดส่งข้อความแล้วจากนั้นก็ไปอาบน้ำค่ะ นอนแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่น รู้สึกโล่งสมอง โล่งตัวดี‘ปีใหม่เราไปเคานต์ดาวน์ที่พัทยากันเนอะ จองโรงแรมติดทะเลนอน’‘เอาดิ นุ่มก็อยากไป’‘สัญญาว่าจะพาไป เคานต์ดาวน์ปีแรกของเรามันต้องดีที่สุด’‘แต่จะไม่ใช่ปีสุดท้ายนะ เราจะเคานต์ดาวน์ด้วยกันทุกปีจนแก่ไปด้วยกัน โอเคไหม’‘โอเคอยู่แล้ว ชอปรักนุ่มนะครับ รักนุ่มแค่คนเดียว’พรึบ!“คนโกหก ปีแรกก็ยังไม่ได้เคานต์ด้วยกันเลย คนผิดสัญญา คนใจร้าย ฮึก ฮึก… มาทำให้รักทำไม ทำให้นุ่มเจ็บทำไม ฮึก ฮือ… นุ่มคิดถึงพี่ คิดถึงพี่ที่สุด เมื่อไหร่นุ่มถึงจะลืมพี่ได้” ฉันลุกออกจากอ่างน้ำ เมื่อความทรงจำที่เคยคุยกันไว้มันผุดขึ้นมาในหัวคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ที่ฉันเชื่อหมดหัวใจ“เลิกคิดถึงเขาได้แล้วนุ่มนิ่ม ไหนแกว่าจะมีชีวิตใหม่ไง จะเพ้อถึงเขาทำไม นี่มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วนะ เลิกคิดถึงเขาได้แล้ว” ฉันพูดกับตัวเองอยู่หน้ากระจก มองภาพที่สะท้อนกลับมา สภาพของฉันมันดูไม่ได้เลย ทำไมถึงได้งมงายแบบนี้ทำไมไม่ลืมเขาสักที“เฮ้อ…” ฉันอาบน้ำล้างตัว จากนั้นก็ห่อตัวออกจากห้องน้ำจังหวะเดียวกันกับโทรศัพท์มือถือของฉันมันเด้งข้อความขึ้น
-คอนโดนุ่มนิ่ม-เวลา 19.00 น.ครืด ครืด ครืด…“ฮัลโหล”(ถึงบ้านยัง)“ถึงแล้วเพิ่งจะเข้าห้องเนี่ย”(รถติดเหรอวะ)“อืม ติดมาก กินข้าวกินยายัง”(ยัง)“ไมไม่กินอะ… ไงครับ คิดถึงแม่ไหมครับสุดหล่อทั้งสอง” ฉันถามไอ้พี่เคลิ้มแล้วคุยกับเจ้านายสองตัวของฉันที่เดินลงมาจากที่นอนแล้วมาคลอเคลียที่ขาทั้งสองข้างของฉัน(มึงคุยกับใครวะ)“แมวไงพี่ แล้วสรุปทำไมไม่กินข้าวจะได้กินยา เดี๋ยวก็ปวดระบมหรอก”(คิดถึงมึงว่ะ)“…”(ที่ผ่านมาแม่งโคตรแย่ กูคิดถึงมึงทุกวัน กูไม่เคยคิดถึงใครมากขนาดนี้เลย)“…”(เปิดกล้องหน่อยดิ อยากเห็นหน้า)“…” ฉันนิ่งค่ะ(กูขอมากไปสินะ) ไอ้พี่มันพูดเสียงเศร้า“ยังไม่ได้พูดอะไรเลยไหม แล้วดูทำหน้าดิ” ฉันกดเปิดกล้อง(หึ ไอ้อ้วน) ไอ้พี่มันยิ้มที่มุมปาก(แล้วนั่น… ที่ไหน จัดห้องใหม่เหรอวะ)“อืม จัดห้องใหม่ พี่ทำไรอยู่” ฉันก็ไม่ได้หลอกนะ แค่ยังไม่ได้บอก(นอนเล่นเกม มึงอะจะทำไร)“ว่าจะจัดห้อง ซื้อของมา” ฉันบอกและชูของที่ซื้อมาให้ไอ้พี่ดู แล้วก็หมุนกล้องไปที่บัวลอยไข่หวาน(แมวมึงหน้ากวนตีนเหมือนเจ้าของมันเลยเนอะ)“ตอนนี้นิ่มเป็นเจ้าของแล้วต่างหากล่ะ แมวนิ่ม”(หึ แล้วมึงจะทำเองได้เหรอ จัดห้องอะ
“เดี๋ยวนี้มึงขับรถเอง”“อื้ม อยากเปลี่ยนชีวิตประจำวัน อยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำน่ะ”“ไม่ได้ลองแดกเหล้าใช่ไหมวะ”“ยังไม่ถึงจุดนั้นนะพี่ ไม่อยากให้แม่เสียใจน่ะ แค่นี้ที่บ้านก็อายกันมากแล้ว เกิดนิ่มทำอย่างนั้นคงได้โดนคนด่าว่าใจแตกแหละ แค่จะหมั้นยังมีคนบอกแรดเงียบเลย พอโดนยกเลิกงานหมั้นนี่โดนหนักมากอะ”“มึงเป็นมึง จะสนใจเหี้ยไรกับพวกปากส้นตีน อย่าไปแคร์แม่ง อีพวกนี้มันก็แค่พวกชอบหาจุดด้อยคนอื่นมาทำให้ตัวเองสูงขึ้น ถ้ากูได้ยินกูจะเอาตีนอัดปากแม่ง ปากตีนไง”“หัวร้อนนี่แก้ไม่เลิกนะพี่”“กูก็เป็นของกูแบบนี้ ทำไมกูต้องเปลี่ยนวะ กูยังหาเหตุผลที่กูจะเปลี่ยนตัวเองไม่ได้เลย”“…” ฉันเงียบค่ะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป เถียงกับไอ้พี่ยากที่จะชนะ“มึง”“ว่า”“…เลี้ยวแยกหน้า”“เค ๆ”จากนั้นไอ้พี่ก็บอกทางฉันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรถจอดที่บ้านหลังใหญ่“เลี้ยวเข้าไปเลยมึง กูเจ็บขา เดินไกลไม่ได้”“ได้ ๆ” ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ตามที่ไอ้พี่มันบอก เมื่อประตูรั้วหน้าบ้านเลื่อนเปิดอัตโนมัติ“ช่วยพยุงลงรถหน่อยดิ” ไอ้พี่มันหันมาบอกเมื่อฉันจอดรถ“อ่อ ได้ ๆ” ดูเหมือนมีน้ำใจ แต่ก็คงมีน้ำใจนั่นแหละ ก็ไอ้พี่มันดูเละมาก คงเดิน
วันต่อมา…เวลา 12.40 น.(แกอยู่ไหนแล้วเล็ก)“กำลังจะออกจากห้องแล้ว ให้อาหารบัวลอยไข่หวานอยู่”(แกนี่มันทาสแมวซะจริงนะ ให้ไวเลย เดี๋ยวก็ไม่ทันส่งงานอาจารย์ จารย์กลับก่อนแกแย่เลยนะ แล้วก็ขับรถดี ๆ ด้วย)“รู้แล้วจ้า กำลังออกนี่ไง ก็ใครใช้ให้มาเมาที่ห้องนิ่มล่ะ ตอนไม่กินก็บอกจะนอนค้าง พอกินแล้วก็ไหลไปเรื่อย ทำให้น้องเป็นห่วง เมาแล้วขับนี่ถนัดจริง ๆ”(บ่นอะไรเล็ก แค่นี้นะพี่จะไปนอนต่อแล้ว เอ้อ! อย่าลืมเปิดแอร์ไว้ให้แมวแกล่ะ เดี๋ยวมันร้อนตาย จะฟูมฟายอีก)“แมวของนิ่มมันรู้งานจ้ะ มันกดรีโมทแอร์เอง วางไว้ให้แล้วเปิดเลย”(เฮอะ รักรึเกิน ไอ้แมวหน้ามึนของแกน่ะ)“ที่สุด เมาแล้วไปนอนเลย นิ่มจะออกแล้ว”(เออ ๆ ขับรถดี ๆ พี่ไปนอนละ คืนนี้มีนับถอยหลังกับสาว)ฉันกดวางสายของพี่ชายคนโตที่โทรเข้ามาเพราะความเป็นห่วง เนื่องจากฉันเลือกที่จะขับรถไปมหาวิทยาลัยเอง ฉันไม่อยากพึ่งคนอื่นไปตลอด อยากลองเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านมา เผื่อว่าความทรงจำและการกระทำใหม่ ๆ จะทำให้ฉันเศร้าน้อยลงวันนี้มอปิด แต่ฉันมีส่งงานอาจารย์ก็เลยต้องรีบบึ่งรถไปมอค่ะตอนนี้ชีวิตที่มหาวิทยาลัยของฉันมันโดดเดี่ยวมากเลยล่ะ เพราะใบชาเพื่