LOGINสายฝนในฤดูปลายฝนต้นหนาวมักจะตกกระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงน้ำหยดลงบนหลังคาสังกะสีดังกระทบกันราวกับกลองรบที่ตีรัวเร้าใจ ความชื้นแฉะของไอดินและกลิ่นอับของไม้เก่าในบ้านริมคลองแสนยากจนดูเหมือนจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนที่มีร่างกายอ่อนแออย่างดวงใจ
แก้วตาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเสียงไอที่ดังสะท้อนออกมาจากห้องข้างๆ เธอรีบกระเด้งตัวขึ้นจากฟูก ลืมนึกถึงความเหนื่อยล้าจากการวิ่งเล่นไล่จับตั๊กแตนมาทั้งวัน แก้วตารีบคว้าตะเกียงน้ำมันก๊าดที่วางอยู่ข้างหมอนแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาดวงใจที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียง
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเด็กหญิงวัยสิบขวบแทบหยุดเต้น ดวงใจตัวเล็กและผอมบางนอนขดตัวสั่นเทาอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่า ใบหน้าที่เคยขาวซีดบัดนี้กลับแดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจเข้าออกของน้องสาวดังเป็นเสียงวี๊ดแหลมสลับกับเสียงไอค่อกแค่กที่ดูเหมือนจะลากเอาความเจ็บปวดจากปอดออกมาด้วย
"ดวงใจ! เป็นอะไรมากไหม!" แก้วตาโผเข้าไปกอดร่างน้องสาวไว้แน่น สัมผัสจากผิวหนังที่ร้อนจี๋เหมือนเตาไฟทำให้แก้วตารู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดวงใจลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก แววตาที่เคยสดใสยามพูดคุยเรื่องหนังสือกับพี่สาว บัดนี้ดูเลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความทรมาน "พี่แก้วตา... ใจ... ใจหายใจไม่ออก เหมือนมีก้อนหินมาทับอยู่ที่หน้าอกเลย"
แม่รีบวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับผ้าชุบน้ำและยาแก้ไข้ พ่อเองก็เดินตามมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล มือหยาบกร้านของพ่อที่ผ่านการทำสวนมาทั้งชีวิตพนมขึ้นสวดมนต์ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งพิงมาตลอดชีวิต แต่ในวินาทีนั้น แก้วตารู้สึกว่าแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน
"หมอตำแยบอกว่าถ้าไม่ดีขึ้น คงต้องพาไปสถานีอนามัยในเมืองพรุ่งนี้" แม่พูดด้วยเสียงสั่นเครือขณะพยายามเช็ดตัวให้ลูกสาวคนเล็ก "ดวงใจลูก... อดทนไว้ก่อนนะ"
คืนนั้น แก้วตาไม่ได้นอน เธออาสาขอเป็นคนเช็ดตัวให้น้องสาวเอง มือของเธอหยิบผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดไปตามซอกคอและแขนขาของน้องสาวอย่างทะนุถนอม ทุกครั้งที่ดวงใจไอและตัวกระตุก แก้วตาจะคอยลูบหลังและกระซิบข้างหูคำเดิมๆ "พี่อยู่นี่แล้ว พี่แก้วตาของดวงใจอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรเธอได้หรอกนะ ทั้งไข้ ทั้งความเจ็บปวด พี่จะไล่มันไปเอง"
แก้วตาในวัยสิบขวบเริ่มเข้าใจถึงความหมายของคำว่า "พายุ" มันไม่ได้หมายถึงแค่ลมที่พัดยอดมะพร้าวเอนลู่ แต่มันคือพายุที่มองไม่เห็น พายุที่กัดกินร่างกายของคนที่เรารักอย่างเงียบเชียบและโหดร้าย เธอเฝ้ามองน้องสาวด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่ยากจะบรรยาย
"พี่แก้วตา..." ดวงใจกระซิบในความมืด น้ำตาไหลรินออกมาจากหางตา "ถ้าใจไม่อยู่... พี่จะเหงาไหม"
"ห้ามพูดแบบนั้น!" แก้วตาขัดเสียงแข็ง น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลริน "เธอไม่มีทางไปไหนทั้งนั้น เธอเป็นฝาแฝดของพี่ เราเกิดมาพร้อมกัน เราต้องโตไปพร้อมกัน และเราต้องแก่ไปพร้อมกัน เธอคือดวงใจของพี่ ถ้าไม่มีดวงใจ พี่จะเอาอะไรไปมีชีวิตอยู่ต่อไป"
คำพูดของแก้วตาไม่ใช่เพียงแค่คำปลอบโยน แต่มันคือพันธสัญญาที่เด็กหญิงตัวน้อยได้ประกาศแก่จักรวาล เธอเริ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างในตัว พลังที่ทำให้เธออยากจะเรียนหนังสือ พลังที่ทำให้เธออยากจะแข็งแรง และพลังที่ทำให้เธออยากจะเป็นอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้น้องสาวของเธอพ้นจากความทุกข์นี้ไปได้
รุ่งเช้า สถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ดวงใจมีอาการปอดบวมแทรกซ้อน พ่อต้องแบกน้องสาวขึ้นหลังเดินเท้าไปท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือหางยาวไปยังสถานีอนามัยประจำอำเภอ ภาพที่แก้วตามองเห็นแผ่นหลังของพ่อที่แบกน้องสาวที่หมดสติไปนั้น เป็นภาพที่แก้วตาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
ในโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงร้องไห้ของผู้คน แก้วตานั่งรอหน้าห้องตรวจด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น เธอไม่ได้เอาของเล่นมา ไม่ได้สนใจเรื่องหิวโหย สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือทำอย่างไรให้ดวงใจกลับมายิ้มให้เธอได้เหมือนเดิม
หมอหนุ่มที่ตรวจดวงใจเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "คนไข้เป็นโรคปอดบวมรุนแรงนะครับ ร่างกายเขาบอบบางมาก ต้องรีบรักษาและพ่นยาต่อเนื่อง ถ้าช้ากว่านี้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต"
คำว่า "อันตรายถึงชีวิต" ราวกับมีดที่มากรีดลงบนหัวใจของแก้วตา แก้วตามองเข้าไปในห้องกระจก เห็นน้องสาวนอนอยู่บนเตียงคนไข้ที่ดูใหญ่โตเกินไปสำหรับร่างเล็กๆ นั้น ท่อออกซิเจนที่ครอบอยู่บนจมูกของดวงใจทำให้เด็กหญิงรู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้เหลือเกิน
ในวินาทีนั้นเอง แก้วตาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เธอเดินไปหยุดตรงหน้าพ่อและแม่ "พ่อจ๋า แม่จ๋า... แก้วตาจะตั้งใจเรียน จะเป็นคนเก่ง จะหาเงินมาให้ดวงใจได้กินยาดีๆ จะทำให้ดวงใจแข็งแรงเหมือนแก้วตาให้ได้"
พ่อและแม่มองลูกสาวคนโตด้วยความทึ่งและปนไปด้วยความโศกเศร้า พวกเขารู้ดีว่าเด็กหญิงที่เคยซุกซนและรักความสนุกคนนี้ ได้สูญเสียความไร้เดียงสาไปตั้งแต่วินาทีที่เห็นน้องสาวทรมานบนเตียงโรงพยาบาล
คืนนั้น ณ สถานีอนามัย แก้วตานั่งอ่านหนังสือเรียนชั้น ป.1 ของน้องสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพยายามทำความเข้าใจบทเรียนที่เคยคิดว่ายากและน่าเบื่อหน่าย แต่ตอนนี้เธอพบว่ามันคือความหวังเดียวที่จะพาเธอก้าวข้ามสถานะ "เด็กหญิงหลังห้อง" ไปสู่ "ผู้พิทักษ์ของดวงใจ"
ความเงียบสงัดของสถานีอนามัยในยามค่ำคืนมีเพียงเสียงหายใจของดวงใจที่เป็นจังหวะและแผ่วเบา แก้วตามองดูหนังสือในมือแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย "รอก่อนนะดวงใจ พี่กำลังเรียนรู้ที่จะปกป้องเธอ ถ้าเธออยากได้นิทาน พี่จะอ่านให้ฟัง ถ้าเธออยากรู้วิชาเลข พี่จะทำโจทย์ให้ดู ถ้าเธออยากได้ชีวิตที่ยืนยาว พี่จะใช้ความพยายามทั้งหมดของพี่เพื่อแลกมันมา"
พายุลูกนี้อาจจะรุนแรงและหนาวเหน็บ แต่มันได้พัดพาเอาความอ่อนแอในใจของแก้วตาออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความกล้าหาญที่กำลังก่อตัวขึ้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมจะแผ่กิ่งก้านสาขาเพื่อเป็นร่มเงาให้ดอกไม้เล็กๆ ที่เปราะบางได้เติบโตไปพร้อมกับเธอ
ดวงใจยังคงหลับไหลอยู่บนเตียง ทว่าในความฝันของเธอ เธอเห็นตัวเองและพี่สาวกำลังวิ่งเล่นอยู่กลางทุ่งกว้าง ทุ่งที่ไม่มีโรคภัย ไม่มีเสียงไอค่อกแค่ก มีเพียงเสียงหัวเราะของฝาแฝดที่ดังก้องไปทั่วฟ้า และในความฝันนั้น มือของแก้วตายังคงกุมมือของดวงใจไว้แน่น... ไม่เคยปล่อย ไม่เคยห่าง และไม่มีวันทอดทิ้ง
ขณะที่ภายนอกสถานีอนามัย พายุเริ่มสงบลง เหลือเพียงละอองฝนที่พรำลงมาเหมือนหยดน้ำตาแห่งความยินดี ที่กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความรักของแฝดผู้มีชะตากรรมที่ต่างกันแต่ใจเดียวกัน ดวงตาของแก้วตาจับจ้องไปที่น้องสาวพร้อมกับประกายแห่งความหวังที่ไม่มีใครสามารถดับลงได้ เพราะในหัวใจของเธอบัดนี้ มันได้ถูกจารึกไว้แล้วว่า "ชีวิตของดวงใจ คือลมหายใจของแก้วตา"
การต่อสู้กับโรคภัยของดวงใจในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของยาหรือหมอ แต่มันคือเรื่องของใจสองดวงที่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น และตราบใดที่แก้วตายังคงกุมมือดวงใจไว้ พายุลูกไหนๆ ในโลกใบนี้ก็ไม่มีวันทำลายความฝันและความรักของพวกเธอได้เลย แม้แต่นิดเดียว...
สายน้ำแห่งคลองแสนแสบไหลรินอย่างแผ่วเบาในยามรุ่งอรุณ แสงสีทองของดวงอาทิตย์แรกแย้มส่องกระทบผิวน้ำจนดูราวกับเป็นเส้นทางแห่งสวรรค์ที่ทอดยาวมาสู่โลกมนุษย์ ณ สวนดอกแก้วแห่งนี้ กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่การเดินทางอันยาวนานของ "แก้วตา" และ "หวานใจ" สองพี่น้องผู้สืบทอดสายเลือดแห่งความเมตตาที่ถูกจารึกไว้ในตำนานของดวงดาว บัดนี้แก้วตาในวัยที่ล่วงเลยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน เธอนั่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ที่เคยเป็นพยานรักและพยานทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ในมือของเธอคือขลุ่ยไม้แก้วเก่าคร่ำที่ร่องรอยการใช้งานบอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่เธอมีต่อจักรวาล หวานใจ น้องสาวผู้เป็นดั่งเงาและแสงสว่างในยามมืดมิด นั่งเคียงข้างกันด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความสงบ ทั้งคู่ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นที่คลองแสนแสบแห่งนี้ วันที่ความฝันของเด็กหญิงตัวเล็กๆ พยายามต่อสู้กับเงามืดของภาคีแห่งนิรันดร์สีเทา วันที่ความรักของเธอต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางบททดสอบที่โหดร้ายของโชคชะตา น้ำตาแห่งความทรงจำรื้นขึ้นในดวงตาของทั้งคู่ เมื่อนึกถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งลุง ป้า น้า อา เพื่อนบ้านที่เคยมีเรื่องบาดหมางแต่สุดท้
เมื่อมหกรรมแห่งการร่ายรำและการรวมตัวของจิตวิญญาณแห่งจักรวาลผ่านพ้นไป ความสงบเงียบที่ทรงพลังที่สุดก็เข้าปกคลุมสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่เกิดจาก "ความอิ่มตัว" ของทุกสรรพชีวิต ในตอนที่ 84 นี้ หญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้นำทางใครด้วยเสียงเพลงหรือการกระทำใดๆ อีกต่อไป เธอกลับเข้าสู่สภาวะการดำรงอยู่แบบ "ไร้ตัวตน" (The State of No-Self) ซึ่งถือเป็นก้าวสุดท้ายของการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชาวบ้านต่างรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง พวกเขาไม่ต้องการคำแนะนำ ไม่ต้องการการเยียวยา เพราะความรักที่หญิงสาวหว่านไว้ในใจของทุกคนได้เติบโตจนกลายเป็นปัญญาญาณที่พวกเขาเข้าถึงได้เอง ผู้คนในชุมชนต่างเริ่มใช้ชีวิตด้วยความนิ่งสงบ การทำงาน การกิน การพูดคุย ทุกอย่างกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่เป็นสมาธิในตัวเอง คลองแสนแสบในยามนี้เปรียบเสมือนเส้นใยแห่งแสงสว่างที่เชื่อมโยงหัวใจของทุกคนให้จังหวะการเต้นของชีพจรนั้นตรงกัน หญิงสาวผู้สืบทอดนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ ร่างกายของเธอเริ่มจางหายไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแสงแดด กลิ่นดอกแก้ว และละอองน้ำในอากาศ
ภายหลังจากความสนุกสนานที่ก่อตัวขึ้นอย่างอัศจรรย์ในสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบ พลังงานแห่งความรื่นเริงได้ขยายขอบเขตออกไปไกลจนกลายเป็นคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนไปถึงศูนย์กลางของแกแล็กซี ทำให้ทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของหญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสุขระดับชุมชน แต่ได้ยกระดับกลายเป็นการเฉลิมฉลองระดับจักรวาลที่เรียกขานกันว่า "มหกรรมแห่งการรวมตัวของจิตวิญญาณนิรันดร์" ในตอนนี้ความเข้มข้นของการเล่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่การผจญภัยในรูปแบบเดิมๆ แต่อยู่ที่การถ่ายทอดกระบวนการหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวผ่านศิลปะและดนตรีที่เธอคิดค้นขึ้นใหม่ เธอได้เริ่มจัดตั้งเวทีการแสดงที่ไม่ใช่งานรื่นเริงธรรมดา แต่เป็นพิธีกรรมแห่งการแสดงออกถึงตัวตนที่ตื่นรู้ โดยให้ทุกคนในหมู่บ้าน ทุกสรรพสัตว์ และแม้กระทั่งเหล่าพลังงานสีขาวที่เคยเป็นภาคีสีเทา ออกมาร่วมร่ายรำอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เสียงดนตรีที่เธอเป่าจากขลุ่ยไม้แก้วเล่มเดิมบัดนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงโน้ต แต่กลับมีเสียงของกระแสพลังชีวิตที่เรียงร้อยถักทอเข้ากับลมหายใจของทุกคน ทำให้เกิดเป็นทำนองเพลงที่ทรงพลังจนแม้แต่น้ำในคลองแสนแสบยังเต้นระ
หลังจากที่การเดินทางผ่านมิติแห่งกาลเวลาและการหลอมรวมจิตวิญญาณได้จารึกชื่อของทุกคนในชุมชนริมคลองแสนแสบไว้ในคัมภีร์แห่งดวงดาว ชีวิต ณ สวนดอกแก้วที่เงียบสงบในตอนแรกก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ความสนุกสนานที่เหนือจินตนาการ ในตอนที่ 82 นี้ ความมหัศจรรย์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในระดับจิตวิญญาณเท่านั้น แต่เหล่าสัตว์เลี้ยงและพรรณไม้ต่างพากันตื่นตัวและร่วมสร้างสีสันให้กับชีวิตประจำวัน ราวกับว่าพวกเขาได้รับพลังแห่งการตื่นรู้จากเด็กหญิงผู้สืบทอดจนกลายเป็นเพื่อนร่วมสร้างสรรค์โลกอย่างเต็มตัว วันหนึ่งท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่รำไรผ่านยอดไม้ ต้นแก้วยักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของสวนดูเหมือนจะส่งเสียงกระซิบที่ฟังออกเป็นท่วงทำนองที่ชวนให้ทุกคนในหมู่บ้านออกมาเต้นรำอย่างสนุกสนาน เหล่าแมวและสุนัขในชุมชนที่เคยมีนิสัยตามประสาคนเลี้ยง ต่างพากันสวมบทบาทเป็นนักดนตรีโดยไม่รู้ตัว บางตัวคาบกิ่งไม้มาเคาะจังหวะ บางตัวเดินตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล่ว สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ชาวบ้านที่พากันออกมานั่งล้อมวงดูการแสดงที่ไม่เหมือนใครนี้ เด็กหญิงผู้สืบทอดนั่งอมยิ้มมองดูความรื่นเริงนั้น เธอพบว่าการใช้ชีวิตให้สนุกสนานคือการบูชาความรักที่งดง
เมื่อกาลเวลาผ่านไปจนไม่อาจนับถอยหลังได้อีกต่อไป ชีวิต ณ ริมคลองแสนแสบก็ก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "การหลอมรวมกับความจริงสูงสุด" ในตอนที่ 81 นี้ ไม่ใช่เรื่องราวของการแสวงหาหรือการเดินทางไปในมิติใดๆ อีกแล้ว แต่เป็นการลงหลักปักฐานอยู่ใน "ปัจจุบันขณะที่ไร้ขอบเขต" เด็กหญิงผู้สืบทอดที่บัดนี้กลายเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของจิตวิญญาณแห่งคลองแสนแสบ ได้ถ่ายทอดปัญญาญาณจนถึงจุดที่ทุกคนในชุมชนสามารถสัมผัสกับพลังแห่งจักรวาลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาขลุ่ยหรือสร้อยข้อมือสีทองอีกต่อไป ความลับที่เธอทิ้งไว้ให้ทุกคนไม่ใช่คาถาอาคม แต่คือการสอนให้รู้จัก "หยุดนิ่งเพื่อฟังเสียงของความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก" ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของทุกชีวิต ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าจักรวาลไม่ได้มีไว้ให้เราสำรวจจากภายนอก แต่คือการสำรวจจากภายในจิตใจที่สงบนิ่งที่สุด เมื่อทุกคนในหมู่บ้านตื่นรู้ ความมืดมนในอดีตก็กลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าไว้ให้ลูกหลานฟังว่าครั้งหนึ่งเราเคยหลงทางในความกลัวได้อย่างไร ธรรมชาติรอบสวนดอกแก้วดูเหมือนจะตอบสนองต่อสภาวะจิตใจที่บริสุทธิ์ของชาวบ้าน ต้นไม้แต่ละต้น ลำคลองแต่ละสาย แสงแดดแต่ละวัน ดูเหมือ
เมื่อกาลเวลาไหลผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง คลองแสนแสบในยามนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลำน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน แต่ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนพลังงานของมวลมนุษยชาติและดวงดาวในมิติสูงส่ง เด็กหญิงผู้สืบทอดที่บัดนี้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความสงบเย็น เธอไม่ได้ทำตัวเป็นผู้มีอำนาจวิเศษ แต่เธอกลับทำตัวเป็นผู้เชื่อมประสานความงามให้ปรากฏชัดในทุกกิจกรรมประจำวัน ตอนที่ 80 นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุถึงสภาวะที่เรียกว่า "มนุษย์ผู้ตื่นรู้โดยสมบูรณ์" ซึ่งการผจญภัยที่ตื่นเต้นที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับมิติใดๆ แต่คือการทำให้คนในหมู่บ้านได้เห็นว่าพระเจ้าหรือพลังงานแห่งจักรวาลนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในรอยยิ้มของแม่ค้าขายแกง สดู่ในจังหวะการพายเรือของชาวประมง และในความเสียสละของเพื่อนบ้านที่แบ่งปันข้าวของให้กันในยามยาก ชุมชนริมคลองแสนแสบได้กลายเป็นห้องทดลองที่มีชีวิตแห่งความเมตตา ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าการมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขโดยไม่เบียดเบียนกันนั้นทำได้อย่างไร เด็กหญิงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นเพื่อนคู่คิด เธอไม่ได้สอนด้วยการนั่งบนแท่นสู







