แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ซีเหอ
วันที่สิบหลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ เป็นวันครบรอบสามปีที่ฉันกับเผยหลินคบกัน

ฉันคอนเฟิร์มเวลากับเขาล่วงหน้าตั้งสองวัน

เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “บ่ายวันเสาร์ ฉันจำได้น่า”

เช้าวันเสาร์ ฉันรื้อค้นกล่องกระดาษจนทั่วเพื่อหาเสื้อคาร์ดิแกนตัวเดียวที่ผ้ายังไม่เป็นขุย ใช้ทิชชูเปียกเช็ดคราบสกปรกบนรองเท้าผ้าใบสีขาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็นั่งแต่งหน้าอ่อนๆ อยู่หน้ากระจกกลมบานเท่าฝ่ามือในห้องเก็บของนานถึงครึ่งชั่วโมง

พอไปถึงร้านอาหารที่นัดกันไว้ ฉันเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง แล้วสั่งเครื่องดื่มมาสองแก้ว

อเมริกาโน่หนึ่งแก้ว กับไอซ์ลาเต้ที่เขาชอบดื่มอีกหนึ่งแก้ว

น้ำแข็งละลายแล้วก็เติม เติมแล้วก็ละลาย

สองชั่วโมงครึ่ง

โทรไปก็ไม่ติด ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ

หกโมงเย็น ในที่สุดเขาก็ส่งข้อความมาหา

“ขอโทษจริงๆ นะ วันนี้จู่ๆ ซูซูก็อยากไปริมแม่น้ำที่พ่อเธอเคยไปบ่อยๆ อารมณ์เธอย่ำแย่มาก ฉันกลัวว่าเธออยู่คนเดียวแล้วจะเป็นอะไรไป ก็เลยอยู่เป็นเพื่อนเธอน่ะ ไว้วันหลังค่อยชดเชยให้เธอได้ไหม?”

ด้านล่างมีรูปถ่ายแนบมาหนึ่งใบ

ริมรั้วกั้นริมแม่น้ำ เถาซูก้มหน้าหลุบต่ำ โดยมีเผยหลินยืนอยู่ข้างหลัง มือของเขาวางแหมะอยู่บนไหล่ของเธอ

แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาของคนทั้งสองให้ทอดยาว ทับซ้อนกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

คนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุมาเห็นรูปนี้เข้า คงคิดว่าพวกเขาเป็นแฟนกันทั้งนั้น

ฉันจ้องมองรูปนั้นอยู่นานถึงสามนาที

จากนั้นก็กระดกอเมริกาโน่ที่เย็นชืดจนหมดแก้วรวดเดียว ความขมฝาดเฝื่อนลามไปทั่วทั้งลิ้น

ฉันจ่ายบิลสำหรับสองที่ด้วยตัวเองคนเดียว แล้วลุกขึ้นเดินกลับบ้าน

เช้าตรู่วันต่อมา เผยหลินก็มาหา

ในมือประคองช่อดอกกุหลาบสีแดง กระดาษห่อดูประณีตสวยงามจนแทบจะได้กลิ่นน้ำหอมจากร้านดอกไม้ลอยมา

ก้อนเนื้อในอกฉันเต้นกระตุกวูบ

แต่ผลปรากฏว่า พอเดินพ้นโถงประตู เขาก็เลี้ยวตรงดิ่งไปตามโถงทางเดิน แล้วผลักประตูห้องของเถาซูเข้าไป

“ซูซู เมื่อวานเหนื่อยแย่เลยสิ ดอกไม้ช่อนี้ให้เธอนะ ต่อจากนี้ไปต้องร่าเริงแจ่มใสทุกวันเลยรู้ไหม”

เสียงของเถาซูลอยแว่วออกมาจากในห้อง เจือความแหบพร่าของคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มา “พี่เผยหลิน ขอบคุณนะคะ…”

ฉันเอามือยันกำแพงไว้ ปล่อยให้เล็บจิกจมลึกลงไปในฝ่ามือทีละนิด

“เผยหลิน”

เขาหมุนตัวกลับมา พอเห็นฉันยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน ตอนแรกก็ชะงักไปนิด ก่อนจะเผยสีหน้าร้อนตัวเหมือนคนถูกจับได้

“เมื่อวานเป็นวันครบรอบสามปีของเรานะ”

เขาตบหน้าผากตัวเองดังฉาด แสร้งทำหน้าสำนึกผิดซะโอเวอร์ “ใช่ๆๆ ฉันว่าแล้วเชียวว่าลืมอะไรไป วันหลังนะ ไว้วันหลังจะชดเชยให้แน่นอน”

“แต่นายกลับจำได้ว่าต้องซื้อดอกไม้ให้เธอ”

“ก็แค่เดินผ่านร้านดอกไม้แล้วซื้อติดมือมา ไม่กี่บาทหรอกน่า…”

“นายคบกับฉันมาสามปี ไม่เคยซื้อดอกไม้ให้ฉันเลยสักครั้ง”

มวลอากาศรอบตัวแข็งค้าง

แววตาสำนึกผิดบนใบหน้าของเผยหลินค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรำคาญใจแบบที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“เธอเลิกทำตัวคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้สักทีได้ไหม ซูซูไปริมแม่น้ำเพราะคิดถึงพ่อเธอเมื่อวาน ร้องไห้ไปทั้งบ่าย ฉันซื้อดอกไม้ปลอบใจเธอสักหน่อยมันจะตายหรือไง เธอเป็นพี่สาวเธอนะ ใจกว้างกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอ”

พี่ชายได้ยินเสียงเอะอะก็เดินออกมา แล้วก็ไปยืนอยู่ฝั่งเผยหลินด้วยความเคยชิน

“กู้เนี่ยน พอได้แล้ว พ่อของซูซูจากไปก็เพราะช่วยฉัน คนทั้งบ้านจะรักจะเอ็นดูเธอมากหน่อยมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือไง แกจะไปเทียบอะไรกับเธอ”

ฉันไม่ได้กำลังเปรียบเทียบกับเถาซู

ฉันก็แค่อยากจะถามแฟนตัวเอง ว่าในใจเขา ฉันเป็นตัวอะไรกันแน่

แต่กลับไม่มีใครคิดว่าคำถามนี้คู่ควรให้ตอบ

ฉันหุบปาก หมุนตัวกลับเข้าห้องเก็บของ แล้วล็อกกลอน

ทรุดตัวนั่งลงบนพื้น เปิดรายชื่อผู้ติดต่อในมือถือที่เมมชื่อไว้มาตลอดสามปี

เผยหลิน… ชื่อที่บันทึกไว้มีสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ดวงเล็กๆ ต่อท้าย

ฉันลบสัญลักษณ์นั้นทิ้งไป

คิดไปคิดมา ก็เคลียร์ชื่อที่เมมไว้ทิ้งไปด้วยเลย

เขาไม่ใช่พระอาทิตย์ของฉัน

แค่ให้เขาปรายตามองมาทางฉัน เขายังรู้สึกว่ามันมากเกินความจำเป็นเลย

ตอนกินข้าวมื้อเย็น เถาซูแอบคีบซี่โครงหมูให้ฉันชิ้นหนึ่ง

“พี่คะ พี่อย่าโกรธเลยนะคะ พี่เผยหลินเขาไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ”

ฉันมองแววตาที่ดูจริงใจของเธอ แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกหายใจไม่ออก

เธอแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของฉันไปอย่างไม่รู้ตัว แล้วค่อยแบ่งเศษเนื้อติดกระดูกโยนกลับมาให้ แค่นี้ทุกคนก็มองว่าเธอทำดีที่สุดและมีน้ำใจมากแล้ว

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ตัวเธอเองยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

กลางดึกคืนนั้น ฉันลุกขึ้นจากเสื่อโยคะ เปิดแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ

บัญชีออมทรัพย์มียอดเงินสี่หมื่นแปดพันบาท

เป็นเงินที่ฉันเริ่มหาจากการเป็นติวเตอร์ แจกใบปลิว เข้ากะดึกร้านชานมตั้งแต่ปีหนึ่ง ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบทีละบาทสองบาทมาตลอดสามปีกว่า

มากพอสำหรับค่าตั๋วรถไฟตู้นอนชั้นธรรมดาเพื่อเดินทางไปแดนตะวันตกเฉียงเหนือ

ไปถึงฐานปฏิบัติการแล้วค่อยเก็บหอมรอมริบใหม่ก็แล้วกัน

ฉันเก็บซ่อนบัตรธนาคารไว้กับตัวให้มิดชิด แล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

หลอดไฟส่งเสียงครางหึ่งๆ เบาๆ

ห้องเก็บของห้องนี้ไม่มีอะไรเลย

แต่อย่างน้อยมันก็สงบดี

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 10

    แม่รู้ข่าวมาจากเถาซูตอนที่โทรศัพท์โทรเข้ามา น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เหมือนแม่ในความทรงจำของเธอเลย“เสี่ยวเนี่ยน… แม่ไปรับลูกนะ ลูกอยู่ไหน… บอกแม่ทีว่าลูกอยู่ที่ไหน”“แม่ ไม่ต้องมารับหรอก” กู้เนี่ยนพิงอยู่ริมหน้าต่างโรงแรม นอกหน้าต่างคือแสงไฟสว่างไสวทั่วทั้งเมือง“พรุ่งนี้หนูจะไปหาพวกแม่เอง”วางสายแล้ว เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างทั้งคืน ไม่ใช่ว่าเสียใจ แล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้น แค่กำลังคิดว่า… ควรจะทำหน้ายังไงตอนเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไปดีวันต่อมา เธอใส่เสื้อโค้ตกันลมสีฟ้าซื้อมาจากร้านค้าเล็กๆ แห่งเดียวที่อยู่ข้างค่ายฐานปฏิบัติการ สีฟ้า สีที่เธอชอบมาโดยตลอดพอเดินไปถึงหน้าบ้าน ประตูเหล็กดัดก็เปิดทิ้งไว้อยู่แม่ยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า ผอมลงไปสิบกว่ากิโลเห็นจะได้ ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง ผ้ากันเปื้อนผูกอยู่ที่เอว บนมือยังมีแป้งทำอาหารติดอยู่เลยในครัวด้านหลังมีกลิ่นพริกกับน้ำมันต้นหอมลอยโชยออกมาเป็นบะหมี่ซุปร้อนๆวินาทีที่กู้เนี่ยนก้าวเท้าข้ามประตูเข้าไป ขาของแม่ก็อ่อนยวบแม่ทรุดเข่าลงกระแทกกับพื้นกระเบื้อง ส่งเสียงดังตุ้บ“เสี่ยวเนี่ยน แม่ขอโทษลูกนะ”พ่อเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นเธอเห็นว่

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 9

    ปีที่ห้าโปรเจกต์ของฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือผ่านการประเมินปิดโครงการล่วงหน้าถึงหนึ่งปีครึ่งกู้เนี่ยนยืนอยู่หน้าประตูฐานปฏิบัติการ ในมือหิ้วกระเป๋าเป้ใบเดิมกับตอนที่มา ห้าปีก่อนข้างในมีแค่เสื้อผ้าเปลี่ยนกับบัตรประชาชน ห้าปีต่อมามีแล็ปท็อปเพิ่มมาหนึ่งเครื่องกับใบประกาศเกียรติคุณอีกสามใบรุ่นพี่ซ่งจอดรถเทียบข้างๆ แล้วลดกระจกลง“คิดดีแล้วเหรอ จะไม่ต่อสัญญาแล้วจริงๆ ใช่ไหม”“คิดดีแล้วค่ะ สมควรกลับไปดูสักหน่อยแล้ว”“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่สนามบิน”รถแล่นไปตามทางหลวงตัดผ่านทะเลทรายโกบีนานถึงสองชั่วโมง สองข้างทางคือทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาและเทือกเขาที่อยู่ไกลลิบๆรุ่นพี่ซ่งพูดเจื้อยแจ้วมาตลอดทาง บ่นว่าคุณป้าที่โรงอาหารต้องคิดถึงเธอแน่ๆ บ่นว่าต้นกระบองเพชรที่เธอเลี้ยงไว้ในห้องแล็บต้องระวังอย่าให้เหล่าหลิวรดน้ำจนตาย และบ่นว่าพอเธอไปแล้วใครจะมาคอยดูแลอัลกอริทึมหลักให้พูดไปพูดมาจู่ๆ เขาก็เงียบไปผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้“กู้เนี่ยน ต่อจากนี้… เธอวางแผนจะทำยังไงต่อไป”“กลับไปจัดการเรื่องที่ควรจัดการให้เสร็จก่อนค่ะ จากนั้นฉันก็อยากจะ

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 8

    วันที่ไม่มีกู้เนี่ยนอยู่ มันเหมือนกับมีดทื่อๆ ที่ค่อยๆ เฉือนลงกลางใจทีละวันๆเดือนแรก แม่ยังคงโทรศัพท์ตามหาคนไปทั่วเดือนที่สาม แม่เลิกโทรแล้ว เพราะไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะติดต่อกับฐานปฏิบัติการแห่งนั้นได้เดือนที่หก แม่เริ่มนอนไม่หลับหมอบอกว่าเป็นอาการนอนไม่หลับจากระบบประสาทที่เกิดจากความเครียดวิตกกังวล เลยสั่งยานอนหลับมาให้แม่กินยาวันละเม็ด นอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานอยู่บนเตียง บางครั้งก็ลุกพรวดขึ้นมา เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเก็บของพักใหญ่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แม่ไม่ยอมให้ใครปิดมันเด็ดขาดราวกับว่าขอแค่เปิดประตูทิ้งไว้ ลูกสาวก็อาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อพ่อดูแก่ลงไปมาก ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง แถมแผ่นหลังยังค่อมงุ้มลง พ่อกลายเป็นคนพูดน้อย แต่มีอยู่วันหนึ่งตอนที่กำลังกินข้าว จู่ๆ พ่อก็วางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นมา “พ่อไปรื้อดูรูปถ่ายของเสี่ยวเนี่ยนตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่ปีที่ซูซูย้ายเข้ามา ในรูปถ่ายครอบครัวก็หาลูกคนนี้ไม่เจออีกเลย”“ลูกยังอยู่ตรงนั้นมาตลอด เพียงแต่เลนส์กล้องไม่เคยโฟกัสไปที่ลูกเลยต่างหาก”แม่ไม่ได้พูดอะไรตอบ น้ำตาร่วงแหมะหยดลงไปในชามข้าวพี่ชายลาออกจากงาน ไห

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 7

    วันที่กู้เนี่ยนเดินทางมาถึงฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือ พายุทรายพัดแรงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นคนที่มารับเธอคือรุ่นพี่ในทีมวิจัย แซ่ซ่ง เขาสวมแว่นตากรอบดำที่ถูกลมพัดจนเบี้ยว“กู้เนี่ยนใช่ไหม? อาจารย์ที่ปรึกษาเธอบ่นถึงเธอทุกวันเลยนะ บอกว่าความสามารถด้านการสร้างโมเดลข้อมูลของเธอเก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยสอนมาเลย”“ขี้โม้แล้วค่ะ” เธอหิ้วกระเป๋าเป้กระโดดลงจากรถ เม็ดทรายปลิวมาปะทะใบหน้าจนเจ็บแปลบ“ที่นี่ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอต้องเผื่อใจไว้หน่อยนะ…”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”เธอปรายตามองกลุ่มอาคารสีเทาทรงเตี้ยที่อยู่ไกลออกไป และสายลมที่พัดกระหน่ำอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าอย่างไม่มีวันจบสิ้นใหญ่กว่าห้องเก็บของตั้งเยอะ มีหน้าต่าง มีท้องฟ้าแค่นี้ก็พอแล้วมือถือถูกส่งมอบให้ส่วนกลางตอนที่ไปรายงานตัว ก่อนจะปิดเครื่อง เธอปรายตามองหน้าจอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ ไม่มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในวินาทีนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่บางทีอาจจะทั้งสองอย่างชีวิตในฐานปฏิบัติการนั้นราบเรียบและน่าเบื่อราวกับไม้บรรทัดตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า เจ็ดโมงครึ่งกินมื้อเช้าที่โรงอา

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 6

    แม่เริ่มตามหาคนอย่างกับคนบ้าโทรไปที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ากู้เนี่ยนเรียนจบและออกจากมหา'ลัยไปแล้ว โทรหาเบอร์อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจกต์ ทางนั้นก็บอกแค่ว่า “นักศึกษากู้เนี่ยนไปทำงานที่หน่วยงานใหม่แล้ว ไม่สะดวกเปิดเผยรายละเอียดครับ” โทรหาเบอร์สอบถามข้อมูล โทรหาสายด่วนร้องทุกข์ กระทั่งดึงดันจะไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจให้ได้พ่อดึงรั้งเธอเอาไว้“ลูกเซ็นข้อตกลงรักษาความลับไปนะ ไม่ได้ถูกลักพาตัวซะหน่อย ตำรวจเขาจัดการให้ไม่ได้หรอก”แม่ไม่ยอมเชื่อ ดึงดันลากพ่อไปจนถึงที่นั่นจนได้ตำรวจให้คำแนะนำอย่างใจเย็น “ลูกสาวคุณบรรลุนิติภาวะแล้ว มีความสามารถในการทำนิติกรรมครบถ้วน และเป็นการสมัครใจไปทำงานเอง แบบนี้ไม่เข้าข่ายคนหายครับ”“แต่ลูกไม่ได้บอกพวกเราเลยนะคะ…”“ไม่มีกฎหมายข้อไหนระบุว่าบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องแจ้งสถานที่ทำงานให้พ่อแม่ทราบครับ”ตอนที่เดินออกมาจากถนนเส้นหน้าสถานีตำรวจ แม่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องทรุดตัวลงนั่งยองๆพ่อคอยประคองเธอไว้ โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำพอกลับมาถึงบ้าน แม่เปิดประตูห้องเก็บของออก แล้วยืนมองอยู่หน้าประตูเนิ่นนานพื้นที่ไม่ถึงสี่ตารางเมตร ไม่มี

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 5

    ตอนที่เหล่าโจวมาถึง ในมือของเขากำซองจดหมายสีน้ำตาลที่เก่าจนเหลืองกรอบเอาไว้เขานั่งลงบนโซฟา กวาดสายตามองคนในห้องไปรอบหนึ่ง… แม่ที่ตาบวมแดง พ่อที่มีสีหน้ากระวนกระวาย พี่ชายที่ยืนเท้าเปล่าอยู่ตรงโถงทางเดิน และเถาซูที่หดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้องไม่กล้าส่งเสียง“เรื่องพวกนี้ ฉันเก็บเงียบมาเป็นสิบปีแล้ว” เหล่าโจววางซองจดหมายลงบนโต๊ะกระจก ใช้นิ้วมือที่หยาบกร้านกดขอบซองไว้ “วันที่เหล่าเถาจากไป ฉันก็อยู่ที่ริมแม่น้ำด้วย”แม่เงยหน้าขึ้นขวับเหล่าโจวพูดช้ามาก ราวกับว่าแต่ละคำต้องกลิ้งวนอยู่ในลำคอหลายรอบกว่าจะยอมเปล่งออกมาได้“วันที่เด็กตกน้ำ คนที่กระโดดลงไปคนแรกไม่ใช่เหล่าเถา แต่เป็นพ่อหนุ่มคนที่ตกปลาอยู่ริมแม่น้ำ แซ่อะไรฉันจำไม่ได้แล้ว ตอนที่เด็กถูกพ่อหนุ่มคนนั้นดันขึ้นฝั่ง เหล่าเถาก็เพิ่งจะวิ่งไปถึงริมแม่น้ำพอดี”ห้องนั่งเล่นเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมจากช่องแอร์“เหล่าเถาว่ายน้ำไม่เป็น”ประโยคนี้เปรียบเสมือนตะปูที่ตอกตรึงทุกคนให้แข็งค้างอยู่กับที่“เขาเห็นเด็กถูกช่วยขึ้นมาแล้ว แต่พ่อหนุ่มคนนั้นยังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ เหล่าเถาร้อนใจ เลยคว้ากิ่งไม้ริมตลิ่งแล้วชะโงกตัวไปดึงคน แต่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status