Share

บทที่ 2

Penulis: ซีเหอ
วันที่สี่หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ ฉันถึงได้รู้ว่าแม้แต่ห้องเก็บของก็จะไม่ใช่ของฉัน

ตอนกินมื้อเช้า แม่พูดกับพ่อลอยๆ ว่ารอฉันย้ายออกไปเมื่อไหร่ กะจะทุบกำแพงห้องเก็บของทิ้ง แล้วขยายเป็นห้องแต่งตัวให้เถาซู

“เด็กผู้หญิงข้าวของมันเยอะ มีตู้เสื้อผ้าแค่ใบเดียวจะไปพออะไร”

พ่อกัดปาท่องโก๋พลางพยักหน้า “เอาสิ ถึงเวลาค่อยหาช่างมาวัดขนาด”

เถาซูกัดตะเกียบแล้วพูดเสียงเบา “คุณป้าคะ ไม่ต้องหรอกค่ะ เสื้อผ้าฉันมีไม่เยอะ…”

พี่ชายยิ้มพลางขยี้ผมเธอเบาๆ “ตอนนี้มีน้อย วันหลังเดี๋ยวพี่พาไปซื้อเอง”

ฉันนั่งกินโจ๊กอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่หือไม่อืออะไรทั้งนั้น

ไม่มีใครเคยถามฉันเลยสักคำว่าตกลงแล้วฉันอยากสอบป.โทไหม อยากย้ายออกไปหรือเปล่า

พวกเขาก็แค่ต้องการให้ฉันไปให้พ้นๆ

พอไปแล้ว ก็ยังจะลบร่องรอยที่ฉันเคยอยู่ทิ้งให้สะอาดหมดจดอีก

ตอนบ่ายเผยหลินมาที่บ้าน ในมือหิ้วถุงมาสองใบ ใบใหญ่หนึ่งใบเล็กหนึ่ง

ใบใหญ่เป็นชุดปากกามาร์กเกอร์สำหรับมืออาชีพ หนึ่งร้อยยี่สิบแปดสี บรรจุในกระเป๋าหนัง ป้ายราคายังแกะออกไม่หมด ราคาพันห้าร้อยกว่าบาท

เขายื่นให้เถาซูด้วยสองมือ “ฟังที่พี่เหยียนบอกว่าเธอชอบวาดรูป เซ็ตนี้สีครบเลย ลองใช้ดูสิ”

เถาซูตาเป็นประกาย ประคองกระเป๋าปากกาไว้ด้วยความดีใจสุดๆ

ถุงใบเล็กถูกยื่นมาให้ฉัน

เปิดดูปุ๊บ เป็นลูกอมรสนมจัดโปรโมชันในซูเปอร์มาร์เกต ป้ายลดราคาสีเหลืองยังแปะหลาอยู่เลย สามสิบห้าบาท

“ซื้อติดมือมาให้ เห็นว่าเธอชอบกินของหวานไม่ใช่เหรอ?”

ฉันไม่ชอบกินของหวาน เรื่องนี้ฉันเคยบอกเขาไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว

ฉันชอบกินรสจัด หน้าหนาวจะอยากกินบะหมี่ซุปร้อนๆ ที่สุด ใส่พริกเยอะๆ เอาให้เผ็ดจนเหงื่อซึมปลายจมูก

แต่รสชาติที่เขาจำได้ฝังใจ มีแค่รสโปรดของเถาซูคนเดียวเสมอ

“เผยหลิน ฉันไม่กินของหวาน”

เขาเกาหัว แล้วยิ้มแบบไม่หยี่ระ “งั้นก็เอาให้ซูซูแล้วกัน จะได้ไม่เสียของ”

ฉันวางลูกอมรสนมลงบนโต๊ะกระจก แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องเก็บของ

จังหวะที่ปิดประตู ก็ได้ยินเถาซูกระซิบอยู่ข้างนอก “พี่เผยหลินคะ เหมือนพี่สาวจะไม่ค่อยพอใจเลย…”

เผยหลินไม่ได้ตอบรับ ผ่านไปสองวินาที ก็มีเสียงเถาซูแกะกล่องปากกามาร์กเกอร์ดังกอบแกบ และเสียงกระซิบของเขาที่ชะโงกหน้าเข้าไปบอกว่า “สีนี้สวยดีนะ”

เขาถึงขั้นคร้านจะนินทาฉันลับหลังแล้วด้วยซ้ำ

ทำเมินเหมือนฉันไม่มีตัวตนไปดื้อๆ แล้วก็หัวร่อต่อกระซิกกับเธอต่อไป

แบบนี้มันทำเอาใจสลายยิ่งกว่าโดนด่าฉาดๆ เสียอีก

ตกเย็นฉันออกจากห้องเก็บของมาจะรินน้ำดื่ม ตอนเดินผ่านห้องนอนพ่อแม่ ประตูก็แง้มอยู่

เสียงของพ่อลอยแว่วออกมา เจือความลังเลอยู่นิดหน่อย

“ที่รัก ช่วงนี้เสี่ยวเนี่ยนดูแปลกๆ ไปไหม? ตั้งแต่ย้ายบ้านมายังไม่ค่อยเห็นพูดอะไรเลย”

ฉันประคองแก้วน้ำหยุดยืนอยู่หน้าประตู จู่ๆ หัวใจก็เต้นผิดจังหวะไปครึ่งบีต

เสียงของแม่ดังแทรกขึ้นมาติดๆ น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องขี้ปะติ๋วที่ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง

“ลูกมันจะไปมีอะไรแปลกได้ นิสัยก็เป็นซะแบบนั้น เป็นพวกเก็บกดเงียบขรึมมาตั้งแต่เด็กจนโต คุณก็อย่าไปสปอยล์มันนักเลย เดี๋ยวจะเคยตัวจนเสียคนเปล่าๆ”

พ่อเงียบไปสองวินาที แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

ฉันยืนอยู่หน้าประตู มือที่ประคองแก้วน้ำมั่นคงมาก น้ำไม่หกเลยสักหยด

ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสังเกตเห็น

สังเกตเห็นแล้วต่างหาก แค่รู้สึกว่ามันไม่สำคัญอะไร

คืนนั้นตอนที่กำลังเก็บข้าวของ ฉันเหลือบไปเห็นแจ้งเตือนประวัติการสั่งซื้อเด้งขึ้นมาบนหน้าจอแท็บเล็ตของเถาซูที่วางชาร์จแบตทิ้งไว้ส่งเดชในห้องนั่งเล่น

เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อหนึ่ง ยอดการสั่งซื้อเก้าหมื่นบาท ที่อยู่จัดส่งคือบ้านเรา ส่วนคนจ่ายเงินคือชื่อแม่

พอบวกกับชุดเครื่องนอน ผ้าม่าน ฟูกที่นอนก่อนหน้านี้ ยิบๆ ย่อยๆ รวมกันแล้ว แม่หมดเงินค่าตกแต่งห้องนี้ให้เถาซูไปไม่ต่ำกว่าแสนบาท

ทว่าห้องเก็บของของฉัน กลับไม่มีแม้แต่เตียงพับสักตัว

เถาซูคงจะรู้สึกผิดล่ะมั้ง ถึงได้รื้อเอาชุดกระโปรงตัวหนึ่งออกจากถุงช้อปปิ้งมายื่นให้ฉัน

“พี่คะ ฉันเห็นชุดนี้แล้วคิดว่าพี่ใส่ต้องสวยแน่ๆ เลยซื้อมา ใช้เงินฉันเองนะคะ”

ลายดอกไม้เล็กๆ สีชมพู สไตล์เดียวกับผ้าม่านในห้องเธอเป๊ะๆ สีที่เธอชอบ ลวดลายที่เธอถูกใจ

ฉันไม่เคยใส่สีชมพู ฉันชอบสีฟ้า

แต่ฉันก็ยังรับมันเอาไว้ แล้วเอ่ยคำว่าขอบใจ

เพราะในบ้านหลังนี้ อย่างน้อยในสายตาของเธอก็ยังมองเห็นฉัน

แม้ว่าสิ่งที่เห็น จะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของฉันเลยก็ตาม

ตกดึกตอนที่นอนอยู่บนเสื่อโยคะ หน้าจอมือถือก็สว่างวาบขึ้นมา

เป็นอีเมลยืนยันจากฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือ

“สหายกู้เนี่ยน ขั้นตอนการรายงานตัวของท่านได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว โปรดเดินทางมาถึงก่อนวันที่ 15 สิงหาคม เมื่อถึงเวลานั้น อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดจะต้องถูกรวบรวมส่งมอบให้ส่วนกลาง”

อาจารย์ที่ปรึกษาแนบข้อความมาด้วยประโยคหนึ่ง “ทีมวิจัยทุกคนกำลังรอเธออยู่นะ โมเดลข้อมูลของเธอคือหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้ทั้งหมด มาได้แบบไม่ต้องกังวลเลย ทางนี้จัดการทุกอย่างเตรียมไว้ให้เธอหมดแล้ว”

ฉันอ่านข้อความนี้วนไปสามรอบ

มีคนรู้สึกว่าฉันสำคัญ

มีคนกำลังรอฉัน

เพียงแต่คนพวกนั้นไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ก็เท่านั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 10

    แม่รู้ข่าวมาจากเถาซูตอนที่โทรศัพท์โทรเข้ามา น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เหมือนแม่ในความทรงจำของเธอเลย“เสี่ยวเนี่ยน… แม่ไปรับลูกนะ ลูกอยู่ไหน… บอกแม่ทีว่าลูกอยู่ที่ไหน”“แม่ ไม่ต้องมารับหรอก” กู้เนี่ยนพิงอยู่ริมหน้าต่างโรงแรม นอกหน้าต่างคือแสงไฟสว่างไสวทั่วทั้งเมือง“พรุ่งนี้หนูจะไปหาพวกแม่เอง”วางสายแล้ว เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างทั้งคืน ไม่ใช่ว่าเสียใจ แล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้น แค่กำลังคิดว่า… ควรจะทำหน้ายังไงตอนเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไปดีวันต่อมา เธอใส่เสื้อโค้ตกันลมสีฟ้าซื้อมาจากร้านค้าเล็กๆ แห่งเดียวที่อยู่ข้างค่ายฐานปฏิบัติการ สีฟ้า สีที่เธอชอบมาโดยตลอดพอเดินไปถึงหน้าบ้าน ประตูเหล็กดัดก็เปิดทิ้งไว้อยู่แม่ยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า ผอมลงไปสิบกว่ากิโลเห็นจะได้ ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง ผ้ากันเปื้อนผูกอยู่ที่เอว บนมือยังมีแป้งทำอาหารติดอยู่เลยในครัวด้านหลังมีกลิ่นพริกกับน้ำมันต้นหอมลอยโชยออกมาเป็นบะหมี่ซุปร้อนๆวินาทีที่กู้เนี่ยนก้าวเท้าข้ามประตูเข้าไป ขาของแม่ก็อ่อนยวบแม่ทรุดเข่าลงกระแทกกับพื้นกระเบื้อง ส่งเสียงดังตุ้บ“เสี่ยวเนี่ยน แม่ขอโทษลูกนะ”พ่อเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นเธอเห็นว่

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 9

    ปีที่ห้าโปรเจกต์ของฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือผ่านการประเมินปิดโครงการล่วงหน้าถึงหนึ่งปีครึ่งกู้เนี่ยนยืนอยู่หน้าประตูฐานปฏิบัติการ ในมือหิ้วกระเป๋าเป้ใบเดิมกับตอนที่มา ห้าปีก่อนข้างในมีแค่เสื้อผ้าเปลี่ยนกับบัตรประชาชน ห้าปีต่อมามีแล็ปท็อปเพิ่มมาหนึ่งเครื่องกับใบประกาศเกียรติคุณอีกสามใบรุ่นพี่ซ่งจอดรถเทียบข้างๆ แล้วลดกระจกลง“คิดดีแล้วเหรอ จะไม่ต่อสัญญาแล้วจริงๆ ใช่ไหม”“คิดดีแล้วค่ะ สมควรกลับไปดูสักหน่อยแล้ว”“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่สนามบิน”รถแล่นไปตามทางหลวงตัดผ่านทะเลทรายโกบีนานถึงสองชั่วโมง สองข้างทางคือทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาและเทือกเขาที่อยู่ไกลลิบๆรุ่นพี่ซ่งพูดเจื้อยแจ้วมาตลอดทาง บ่นว่าคุณป้าที่โรงอาหารต้องคิดถึงเธอแน่ๆ บ่นว่าต้นกระบองเพชรที่เธอเลี้ยงไว้ในห้องแล็บต้องระวังอย่าให้เหล่าหลิวรดน้ำจนตาย และบ่นว่าพอเธอไปแล้วใครจะมาคอยดูแลอัลกอริทึมหลักให้พูดไปพูดมาจู่ๆ เขาก็เงียบไปผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้“กู้เนี่ยน ต่อจากนี้… เธอวางแผนจะทำยังไงต่อไป”“กลับไปจัดการเรื่องที่ควรจัดการให้เสร็จก่อนค่ะ จากนั้นฉันก็อยากจะ

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 8

    วันที่ไม่มีกู้เนี่ยนอยู่ มันเหมือนกับมีดทื่อๆ ที่ค่อยๆ เฉือนลงกลางใจทีละวันๆเดือนแรก แม่ยังคงโทรศัพท์ตามหาคนไปทั่วเดือนที่สาม แม่เลิกโทรแล้ว เพราะไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะติดต่อกับฐานปฏิบัติการแห่งนั้นได้เดือนที่หก แม่เริ่มนอนไม่หลับหมอบอกว่าเป็นอาการนอนไม่หลับจากระบบประสาทที่เกิดจากความเครียดวิตกกังวล เลยสั่งยานอนหลับมาให้แม่กินยาวันละเม็ด นอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานอยู่บนเตียง บางครั้งก็ลุกพรวดขึ้นมา เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเก็บของพักใหญ่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แม่ไม่ยอมให้ใครปิดมันเด็ดขาดราวกับว่าขอแค่เปิดประตูทิ้งไว้ ลูกสาวก็อาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อพ่อดูแก่ลงไปมาก ผมหงอกขาวไปกว่าครึ่ง แถมแผ่นหลังยังค่อมงุ้มลง พ่อกลายเป็นคนพูดน้อย แต่มีอยู่วันหนึ่งตอนที่กำลังกินข้าว จู่ๆ พ่อก็วางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นมา “พ่อไปรื้อดูรูปถ่ายของเสี่ยวเนี่ยนตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่ปีที่ซูซูย้ายเข้ามา ในรูปถ่ายครอบครัวก็หาลูกคนนี้ไม่เจออีกเลย”“ลูกยังอยู่ตรงนั้นมาตลอด เพียงแต่เลนส์กล้องไม่เคยโฟกัสไปที่ลูกเลยต่างหาก”แม่ไม่ได้พูดอะไรตอบ น้ำตาร่วงแหมะหยดลงไปในชามข้าวพี่ชายลาออกจากงาน ไห

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 7

    วันที่กู้เนี่ยนเดินทางมาถึงฐานปฏิบัติการแดนตะวันตกเฉียงเหนือ พายุทรายพัดแรงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นคนที่มารับเธอคือรุ่นพี่ในทีมวิจัย แซ่ซ่ง เขาสวมแว่นตากรอบดำที่ถูกลมพัดจนเบี้ยว“กู้เนี่ยนใช่ไหม? อาจารย์ที่ปรึกษาเธอบ่นถึงเธอทุกวันเลยนะ บอกว่าความสามารถด้านการสร้างโมเดลข้อมูลของเธอเก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยสอนมาเลย”“ขี้โม้แล้วค่ะ” เธอหิ้วกระเป๋าเป้กระโดดลงจากรถ เม็ดทรายปลิวมาปะทะใบหน้าจนเจ็บแปลบ“ที่นี่ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอต้องเผื่อใจไว้หน่อยนะ…”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”เธอปรายตามองกลุ่มอาคารสีเทาทรงเตี้ยที่อยู่ไกลออกไป และสายลมที่พัดกระหน่ำอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าอย่างไม่มีวันจบสิ้นใหญ่กว่าห้องเก็บของตั้งเยอะ มีหน้าต่าง มีท้องฟ้าแค่นี้ก็พอแล้วมือถือถูกส่งมอบให้ส่วนกลางตอนที่ไปรายงานตัว ก่อนจะปิดเครื่อง เธอปรายตามองหน้าจอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ ไม่มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในวินาทีนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่บางทีอาจจะทั้งสองอย่างชีวิตในฐานปฏิบัติการนั้นราบเรียบและน่าเบื่อราวกับไม้บรรทัดตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า เจ็ดโมงครึ่งกินมื้อเช้าที่โรงอา

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 6

    แม่เริ่มตามหาคนอย่างกับคนบ้าโทรไปที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ากู้เนี่ยนเรียนจบและออกจากมหา'ลัยไปแล้ว โทรหาเบอร์อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจกต์ ทางนั้นก็บอกแค่ว่า “นักศึกษากู้เนี่ยนไปทำงานที่หน่วยงานใหม่แล้ว ไม่สะดวกเปิดเผยรายละเอียดครับ” โทรหาเบอร์สอบถามข้อมูล โทรหาสายด่วนร้องทุกข์ กระทั่งดึงดันจะไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจให้ได้พ่อดึงรั้งเธอเอาไว้“ลูกเซ็นข้อตกลงรักษาความลับไปนะ ไม่ได้ถูกลักพาตัวซะหน่อย ตำรวจเขาจัดการให้ไม่ได้หรอก”แม่ไม่ยอมเชื่อ ดึงดันลากพ่อไปจนถึงที่นั่นจนได้ตำรวจให้คำแนะนำอย่างใจเย็น “ลูกสาวคุณบรรลุนิติภาวะแล้ว มีความสามารถในการทำนิติกรรมครบถ้วน และเป็นการสมัครใจไปทำงานเอง แบบนี้ไม่เข้าข่ายคนหายครับ”“แต่ลูกไม่ได้บอกพวกเราเลยนะคะ…”“ไม่มีกฎหมายข้อไหนระบุว่าบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องแจ้งสถานที่ทำงานให้พ่อแม่ทราบครับ”ตอนที่เดินออกมาจากถนนเส้นหน้าสถานีตำรวจ แม่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องทรุดตัวลงนั่งยองๆพ่อคอยประคองเธอไว้ โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำพอกลับมาถึงบ้าน แม่เปิดประตูห้องเก็บของออก แล้วยืนมองอยู่หน้าประตูเนิ่นนานพื้นที่ไม่ถึงสี่ตารางเมตร ไม่มี

  • แปลนบ้านใหม่ไร้ชื่อฉัน ขอหันหลังสู่แดนตะวันตก   บทที่ 5

    ตอนที่เหล่าโจวมาถึง ในมือของเขากำซองจดหมายสีน้ำตาลที่เก่าจนเหลืองกรอบเอาไว้เขานั่งลงบนโซฟา กวาดสายตามองคนในห้องไปรอบหนึ่ง… แม่ที่ตาบวมแดง พ่อที่มีสีหน้ากระวนกระวาย พี่ชายที่ยืนเท้าเปล่าอยู่ตรงโถงทางเดิน และเถาซูที่หดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้องไม่กล้าส่งเสียง“เรื่องพวกนี้ ฉันเก็บเงียบมาเป็นสิบปีแล้ว” เหล่าโจววางซองจดหมายลงบนโต๊ะกระจก ใช้นิ้วมือที่หยาบกร้านกดขอบซองไว้ “วันที่เหล่าเถาจากไป ฉันก็อยู่ที่ริมแม่น้ำด้วย”แม่เงยหน้าขึ้นขวับเหล่าโจวพูดช้ามาก ราวกับว่าแต่ละคำต้องกลิ้งวนอยู่ในลำคอหลายรอบกว่าจะยอมเปล่งออกมาได้“วันที่เด็กตกน้ำ คนที่กระโดดลงไปคนแรกไม่ใช่เหล่าเถา แต่เป็นพ่อหนุ่มคนที่ตกปลาอยู่ริมแม่น้ำ แซ่อะไรฉันจำไม่ได้แล้ว ตอนที่เด็กถูกพ่อหนุ่มคนนั้นดันขึ้นฝั่ง เหล่าเถาก็เพิ่งจะวิ่งไปถึงริมแม่น้ำพอดี”ห้องนั่งเล่นเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมจากช่องแอร์“เหล่าเถาว่ายน้ำไม่เป็น”ประโยคนี้เปรียบเสมือนตะปูที่ตอกตรึงทุกคนให้แข็งค้างอยู่กับที่“เขาเห็นเด็กถูกช่วยขึ้นมาแล้ว แต่พ่อหนุ่มคนนั้นยังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ เหล่าเถาร้อนใจ เลยคว้ากิ่งไม้ริมตลิ่งแล้วชะโงกตัวไปดึงคน แต่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status